ไม่ถูกสิ เมื่อนึกย้อนทบทวนให้ดีครั้งแรกที่พบนางหน้าหอหมื่นสมบัติ เขาก็พูดจาเช่นนี้กับจางซานจางซื่อ
มีความดุดันน่าเกรงขามจำได้ว่าตอนนั้นทั้งสองถึงกับหน้าถอดสี นับแต่นั้นเป็นต้นมานางจึงได้รับการปฏิบัติเยี่ยงแขกคนสำคัญ
“ผู้ดูแลซ่งข้าเอง” พูดจบก็รู้สึกว่าการบอกแจ้งตัวตนเช่นนี้ไม่ถูกต้องนัก จึงกล่าวเสริมว่า “หมิงเป่าจู”
ประตูเปิดออก ซ่งอี้ยืนอยู่หลังบานประตูมองหมิงเป่าจูด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน “แม่นางหมิง ข้าจำได้อยู่แล้ว ไยต้องแจ้งชื่อสกุล”
หมิงเป่าจูยิ้ม “ข้าก็กลัวว่าผู้ดูแลซ่งจะลืมเลือนคนต่ำต้อยเช่นข้าไปแล้ว”
หอหมื่นสมบัติมีของล้ำค่าผ่านมือแต่ละวันไม่รู้ตั้งเท่าไรนางขายสมุนไพรไปเพียงสองครั้ง ผู้ดูแลซ่งซึ่งภารกิจรัดตัวคงลืมนางไปนานแล้ว
ซ่งอี้อึ้งไปชั่วครู่แล้วค่อยๆ เอ่ยคำพูดเดียวกันกับจางซานจางซื่อออกมา “มิได้พบกันนาน...”
“ใช่สิ ไม่เจอกันนานเลย”
นับจากวันที่ถอนเงินไม่สำเร็จจนถึงบัดนี้เวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งเดือน ก็ไม่เร็วไม่ช้า ไม่นับว่านานมาก
ในเมื่ออีกฝ่ายกล่าวเช่นนี้หมิงเป่าจูไม่ใช่พวกที่ชอบขัดคอคนกับเรื่องแบบนี้ จึงคล้อยตามไปกับเขา
ทั้งสองพูดคุยราวกับสหายเก่าที่คบหากันมานานทันใดนั้นซ่งอี้ก็เอ่ยขึ้นอย่างกะทันหัน “จริงสิ โจวเหล่าเองก็คิดถึงเจ้าเช่นกัน บ่นถึงแม่นางหมิงให้ข้าได้ยินอยู่บ่อยๆข้าจะให้คนไปเชิญ...”
“อย่าเลย อย่าเลย ผู้ดูแลซ่ง! วันนี้ข้ามีธุระสำคัญ ไว้คราวหน้าข้าจะไปรับผิดต่อโจวเหล่าด้วยตนเอง”
หมิงเป่าจูไม่มีเวลาไตร่ตรองความหมายที่แฝงเร้นในถ้อยคำของอีกฝ่ายจึงรีบตัดบทไปก่อน
การที่ได้รับความห่วงหาอาทรจากผู้อาวุโสสมควรที่นางจะเข้าไปพบ แต่ทว่าวันนี้มีเรื่องสำคัญกว่ารออยู่
ที่บ้านยังมีคนเจ็บรอให้นางกลับไปดูแลไม่สะดวกรั้งอยู่ในเมืองนานนัก
เอาไว้หลังจากย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองแล้วย่อมมีโอกาสมาหอหมื่นสมบัติอีก ถึงเวลานั้นนางควรเป็นฝ่ายมาคารวะโจวเหล่าด้วยตนเองถึงจะถูกมิใช่ให้คนไปเชิญผู้หลักผู้ใหญ่มาพบผู้เยาว์เช่นนาง
“เช่นนั้น...ก็ได้ข้าเตรียมเงินไว้ให้แล้ว เจ้ารอสักครู่”
ซ่งอี้เหมือนจะผิดหวังเล็กน้อยแต่ก็ปรับสีหน้าได้อย่างรวดเร็ว จนหมิงเป่าจูนึกว่าสีหน้าเมื่อครู่เป็นเพียงความเข้าใจคลาดเคลื่อนของตนเอง
ซ่งอี้หันกลับเข้าไปในห้องหยิบถุงเงินหนักอึ้งส่งให้นาง
มุมปากของหมิงเป่าจูคลี่ยิ้มกว้างจนแทบไปถึงหลังศีรษะท่าทางละโมบน้อยๆของนางทำให้ซ่งอี้ยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
“ต่อไปจะมีสมุนไพรมาประมูลอีกหรือไม่”ซ่งอี้ถาม น้ำเสียงแฝงไปด้วยความระมัดระวัง
“อืม...” หมิงเป่าจูลากเสียงยาวทำให้มือที่ซ่อนอยู่ภายใต้แขนเสื้อของซ่งอี้กำแน่น “ต้องมีอยู่แล้ว!”
ใครจะรังเกียจลู่ทางหาเงินกันเล่ารายได้จากการประมูลมากกว่านางเปิดร้านขายยาไม่รู้กี่เท่า
เพียงแต่หมอคืออาชีพในฝันนางไม่อาจละทิ้งได้
ยิ่งไปกว่านั้น ที่หลังเขาหมู่บ้านชิงหยางยังมีสมุนไพรล้ำค่าที่นางปลูกไว้ด้วยความยากลำบากอีกมากมายส่วนใหญ่ล้วนเป็นของหายากในโลกหล้า ผู้ป่วยที่มารักษาในร้านยาสมุนไพรของนางก็อาจไม่มีปัญญาจะซื้อกิน
มิสู้เอามาประมูลขายคนร่ำรวยมีฐานะย่อมจะแย่งกันอุตลุดอย่างแน่นอน
“เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน!”
หมิงเป่าจูกล่าวลาซ่งอี้เขามองตามเงาร่างของนางไปจนลับสายตา
การพกถุงเงินขนาดใหญ่สองใบติดตัวไม่สะดวกจริงๆด้วยรูปร่างที่ผอมบางของนาง อาจตกเป็นเป้าหมายของคนคิดไม่ซื่อได้ง่าย
คิดออกแล้ว! สมองของหมิงเป่าจู่พลันสว่างวาบก่อนจะสาวเท้าไปทางถนนอีกสาย
“แม่นาง ในที่สุดท่านก็มา!”
เถ้าแก่ร้านผ้าซ่างจิ่นเฝ้ารอหมิงเป่าจูมารับเสื้อผ้าจนแทบรอไม่ไหวอยู่แล้ว ในที่สุดเจ้าตัวก็มาเสียที
“แหะๆ!” หมิงเป่าจูหัวเราะอย่างเก้อกระดาก“ช่วงนี้ยุ่งๆ ลืมไปเสียสนิท ขอบคุณเถ้าแก่ที่ช่วยเก็บไว้ให้นานถึงเพียงนี้”
“นี่เป็นเรื่องธรรมดาท่านคือผู้มีพระคุณช่วยชีวิตข้า เก็บไว้แค่ชั่วคราวจะเป็นไรไป รีบรับไปเถิด!”
เถ้าแก่หยิบเสื้อผ้าที่พับเรียบร้อยส่งมอบให้หมิงเป่าจู“กลับไปลองดู หากไม่พอดีตรงไหนก็นำกลับมาแก้ได้”
“ขอบคุณเถ้าแก่มาก!”
หมิงเป่าจูกอดเสื้อผ้าเดินออกมาจากร้านผ้าซ่างจิ่นเมื่อมาถึงมุมอับที่ไร้ผู้คน นางค่อยวางกระบุงลง นำถุงเงินสองถุงวางไว้ก้นกระบุง จากนั้นค่อยนำเสื้อผ้าที่เพิ่งได้มาวางทับลงไป
เมื่อคิดตรองดูแล้วก็หยิบเสื้อผ้าขึ้นมาใหม่ หยิบเงินก้อนหนึ่งจากในถุงเงินเหน็บไว้ในอกเสื้อ จากนั้นก็วางเสื้อผ้ากลับลงไปดังเดิม
หลังจากทุกอย่างเรียบร้อยมองจากภายนอกไม่มีสิ่งใดผิดปกติ ถึงค่อยวางใจ สะพายกระบุงขึ้นหลังออกเดินทางอีกครั้ง
หมิงเป่าจูเดินไปตามถนนพยายามนึกถึงร้านค้าที่เคยเห็นเพียงครั้งเดียวก็ประทับใจแต่แรกเห็น นางจำได้ว่าทำเลที่ตั้งของร้านค้านั้นดีมากอยู่บนถนนในตลาดที่คึกคัก
หลังจากเดินหาอยู่ครึ่งค่อนวันในที่สุดก็พบบ้านหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายคลึง แต่รูปโฉมภายนอกกลับเปลี่ยนไปแล้ว
จึงเข้าไปสอบถามพบว่าเป็นร้านเดิม เพียงแต่เซ้งให้กับร้านขายภาพเขียนโบราณไปแล้ว
ทำเลในตลาดที่คึกคักทำเลดี ราคาก็ยุติธรรมมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย ย่อมมีคนแย่งชิงมากมาย หากเหลือมาถึงมือนางสิถึงจะแปลก
“แม่นาง เดินตามตรอกนี้ไปก็มีร้านค้าที่ต้องการคนมาเซ้งต่ออยู่อีกแห่งแต่ขนาดใหญ่กว่า ราคาจึงแพงกว่า หากสนใจก็ลองไปดูได้”
เมื่อเห็นสีหน้าของหมิงเป่าจูแสดงความเสียดายอย่างเห็นได้ชัดเจ้าของร้านจึงบอกกล่าวด้วยความหวังดี ทว่าล้วนเป็นเพียงการปลอบใจ ไม่ได้เห็นเป็นเรื่องจริงจัง
มองดูจากการแต่งกายของหมิงเป่าจูเป็นเพียงเสื้อผ้าเนื้อหยาบขาดๆ สวมรองเท้าขาดเป็นรู ทั้งตัวตั้งแต่หัวจรดเท้าไม่มีเครื่องประดับสักชิ้นจะมีปัญญาเซ้งร้านค้าได้อย่างไร
แต่ใครจะรู้ว่าหมิงเป่าจูได้ยินแล้วกลับดีใจจนเนื้อเต้นรีบขอบคุณอีกฝ่าย ก่อนจะวิ่งตรงไปยังถนนฝั่งตรงข้ามอย่างรวดเร็ว
หมิงเป่าจูเดินไปตามที่เจ้าของร้านบอกหลังทะลุผ่านตรอกเล็กๆ ไปไม่กี่ก้าว ก็เห็นป้ายประกาศขนาดใหญ่ติดอยู่ที่หน้าประตูบ้านหลังหนึ่ง
“ร้านค้าต้องการเซ้งต่อทำเลดี มีเรือนหลังในตัว อยู่ในย่านการค้าคึกคัก ราคาเป็นกันเอง สนใจกรุณาเคาะประตูสอบถามรายละเอียด”
หมิงเป่าจูอมยิ้มเล็กน้อยป้ายประกาศนี้เขียนได้น่าสนใจ เน้นจุดขาย กระชับได้ใจความ ดึงดูดความสนใจของนางได้สำเร็จ
เคาะประตูสอบถามรายละเอียด? เช่นนั้นก็ดี!
ก๊อกๆๆ! เสียงเคาะประตูสามครั้งมีเสียงตอบรับดังมาจากด้านใน “มาแล้วๆ!”
หลังจากนั้นก็มีเสียงดังโครมครามอีกระลอกก่อนที่ประตูจะเปิด คนที่ออกมาเป็นชายหนุ่มอายุยังไม่มาก “เจ้าคือ...”
“ข้าเห็นป้ายหน้าประตูน่ะ”หมิงเป่าจูก้าวเข้ามาพลางเอ่ยปาก
“เจ้าต้องการเซ้งร้านหรือ”ชายหนุ่มมองหมิงเป่าจูอย่างพิจารณา หลังจากนั้นถึงถลึงตาโตนึกว่าตนเองถูกล้อเล่นแล้วแต่ยังมิวายถามต่ออีกคำ “เจ้ามีเงิน?”
“มีสิ” หมิงเป่าจูพยักหน้า
นางชินกับการถูกคนมองประเมินเช่นนี้แล้วนึกปลงอยู่เงียบๆ ในใจ เป็นไปตามคาด คนเราวัดกันที่เสื้อผ้าอาภรณ์จริงๆ กลับไปคงต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าวันหลังยังอาจต้องซื้อเพิ่มอีกสองชุด
“จริงรึ?” ชายหนุ่มแสดงท่าคลางแคลงสงสัย
หมิงเป่าจูเม้มปากล้วงแท่งเงินออกมาจากอกเสื้อเป็นจำนวนสิบตำลึง
“แค่นี้เนี่ยนะ”เขาส่ายหน้า
เงินสิบตำลึงอาจเป็นทรัพย์สินทั้งครอบครัวของนางแล้วก็เป็นได้แต่ถ้าจะเซ้งร้านนี้ยังห่างอีกไกล
“ถ้าหน้าร้านถูกใจเรื่องเงินมิใช่ปัญหา”
ที่แสดงเงินสิบตำลึงออกมาเพื่อเป็นพิสูจน์ว่านางมิได้หลอกลวงก็เท่านั้น
“เอาล่ะ เจ้าตามข้ามาเถิด”ในที่สุดชายหนุ่มก็รับปากให้หมิงเป่าจูเข้าไป “ข้าชื่อหวังเอ้อร์ ร้านค้าที่จะเซ้งต่อเป็นของคุณหนูจวนข้าเอง