หลอมรวมทัณฑ์์ไปด้วยจะทำให้ศาสตราชิ้นนี้ยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นสายฟ้าก็ผ่าลงมาอย่างไม่ยอมแพ้ เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!...
จนในที่สุดเฉินมู่อิ๋งก็ดูดมวลเมฆทัณฑ์์เข้าไปด้วยจนหมดสิ้นมวลเมฆทัณฑ์์กลุ่มนั้นถูกหลอมรวมกับศาสตราชิ้นนั้น ตี้โฮ่วมองอย่างดีใจแทนศิษย์เธอคนนี้มีพร์จริงๆ สอนไม่เท่าไหร่ก็หลอมราชันศาสตราได้แล้ว เก่งมาก!
เฉินมู่อิ๋งหลอมต่อไปตี้โฮ่วก็ส่งพลังเข้าไปในร่างเฉินมู่อิ๋งอย่างไม่หยุดไม่พักแน่นอนว่าพลังของเธอมีไม่จำกัด ดังนั้นแค่ส่งต่อพลังให้แค่นี้จึงเป็เื่จิ๊บๆ
จนกระทั่งเฉินมู่อิ๋งหลอมเสร็จ ราชันศาสตราชิ้นนั้นก็บินไปหาเฉินมู่อิ๋งทันทีมันเปลี่ยนรูปร่างกลายเป็สร้อยรูปัคล้องอยู่ที่คอของเขาสร้อยสีดำสนิทรูปัดำดูแล้วไม่โดดเด่นสะดุดตาเลยเพียงแต่ว่าพอตัดกับผิวที่ขาวผ่องของเฉินมู่อิ๋งจึงทำให้สร้อยเส้นนั้นดูสะดุดตาขึ้นมาทันทีเฉินมู่อิ๋งก้มลงมองราชันศาสตราที่คออย่างอึ้งๆ ตี้โฮ่วดึงมือออกแล้วลุกขึ้นยืนบิดี้เี“เอาล่ะ หลอมเสร็จแล้วข้าก็ไปนอนล่ะ”
“ขอบคุณเจ้ใหญ่ขอรับ”เฉินมู่อิ๋งรีบกุมมือคารวะ เขาซาบซึ้งใจมาก หากว่าไม่ได้เจ้ใหญ่ช่วยเขาคงหลอมราชันศาสตราชิ้นนี้ไม่ได้แน่นอน ตี้โฮ่วหันไปบอกยิ้มๆ “เปลี่ยนจากคำขอบคุณเป็ท้อ์สักจานก็พอ”
“ขอรับ”เฉินมู่อิ๋งรับคำสีหน้ายินดียิ่ง เขาคิดว่าหลังจากนอนเต็มอิ่มแล้วค่อยไปเก็บท้อ์ในสวนให้เจ้ใหญ่ล่ะกันตอนนี้เขารู้สึกเหนื่อยมากจริงๆ เขาจึงรีบกลับไปนอนพักทันที
วันต่อมา เฉินมู่อิ๋งตื่นแล้วก็รีบไปเก็บท้อ์ให้เจ้ใหญ่ขณะที่เดินเก็บลูกท้อ์อยู่นั้นเขาก็เห็นต้นท้อต้นหนึ่งมีผนึกอาคมครอบคลุมต้นท้อต้นนั้นเอาไว้เขาจึงมองดูต้นท้อนั้นที่มีลูกท้อเต็มต้น เขาเห็นมีท้อลูกหนึ่งน่าจะสุกแล้วเพราะมันแทบจะหลุดจากขั้วลงมาแล้ว เขาจึงยื่นมือไปเด็ดมาใส่ตะกร้า กลิ่นหอมของท้อลูกนี้หอมแรงกว่าท้อชนิดอื่นมากหอมจนเขายกขึ้นมาดมกลิ่นใกล้ๆ เลยทีเดียว
ขณะที่เขาดมกลิ่นลูกท้ออยู่นั้นจู่ๆ ก็ได้ยินเสียงดังแว่วมา “ท้อปีศาจ---”
เขาหันไปมองตามเสียงก็เห็นสัตว์ตัวใหญ่โตตัวหนึ่งวิ่งมาทำให้อาคารต้นไม้ใบหญ้าที่อยู่ในเส้นทางที่มันวิ่งมานั้นพังระเนระนาดไปหมด มันร้องว่า “ท้อปีศาจ---”ๆๆๆๆ
มันร้องซ้ำๆอยู่อย่างนั้น พุ่งตรงมายังเฉินมู่อิ๋งที่ยืนตกตะลึงอยู่ เฉินมู่อิ๋งตั้งสติได้ใน2 อึดใจต่อมา เขารีบวิ่งหนีสัตว์ตัวใหญ่ั์ตัวนั้นทันที “ตัวอะไรเนี่ย!?”
เขาวิ่งไปทางไหนมันก็วิ่งตามเขาไป ซ้ำยังร้องว่า “ท้อปีศาจ---”ๆๆๆๆ ไม่หยุด ทำให้เขามองลูกท้อที่สีแปลกกว่าท้อต้นอื่นๆนั้น อีกทั้งท้อต้นนี้ยังมีผนึกอาคมปกป้องเอาไว้ เช่นนั้นท้อลูกนี้น่าจะเป็ท้อปีศาจที่สัตว์ั์ตัวนั้นร้องเรียกแน่ๆเขาจึงโยนท้อลูกนั้นทิ้งไปทันที ลูกท้อตกลงพื้น แล้วกลิ้งตุบๆ ไปอีกนิดหนึ่งก็หยุดลงเขายังวิ่งหนีไปข้างหน้า หันกลับไปมองก็เห็นสัตว์ั์ตัวนั้นหยุดอยู่ตรงท้อลูกนั้นมันตวัดลิ้นกินท้อลูกนั้นเข้าไปทันที เฉินมู่อิ๋งหยุดวิ่ง เขามองมันที่กินท้อเข้าไปแล้วมันหยุดนิ่งอยู่ตรงนั้นทำสีหน้าเหมือนกับดื่มเหล้าเลิศรสเข้าไปอย่างไรอย่างนั้นสักพักสีหน้ามันก็เปลี่ยนไปเป็เคลิบเคลิ้ม แล้วมันก็ร้องออกมา “อวิ๋นอวี้---”
มันหันตัวกลับไปแล้ววิ่งไปทางด้านหนึ่งเฉินมู่อิ๋งวิ่งตามมันไปอย่างอยากรู้ เขาอยากรู้ว่ามันจะวิ่งไปไหน สัตว์ั์ตัวนั้นพุ่งไปพลางร้องว่า“อวิ๋นอวี้” ไปตลอดทาง เฉินมู่อิ๋งวิ่งตามมันไปจนกระทั่งเห็นมันพุ่งไปทางตำหนักที่ท่านย่าอวิ๋นอวี้อาศัยอยู่เขาเบิกตาโต “หรือว่ามันหมายถึงท่านย่าอวิ๋น!?”
อวิ๋นอวี้ได้ยินเสียงดังโครมครามมาแต่ไกลจึงลุกขึ้นยืนดูเห็นเหนียน* พุ่งมา นางจึงใ “อ้า!เ้า!”
(เหนียน คือเทพปีศาจา)
เหนียนพุ่งไปหาอวิ๋นอวี้อย่างไวยิ่งอวิ๋นอวี้วิ่งหลบไม่ทันจึงถูกมันคว้าจับตัวเอาไว้ นางตวาดใส่มันเสียงดังลั่น “อ้า! เ้าบ้า! ปล่อยข้านะ!”
เหนียนยกอวิ๋นอวี้ขึ้นไปแลบลิ้นเลียนางอย่างหลงใหล แผล๊บ!
อวิ๋นอวี้โมโหจนโทสะท่วมฟ้าแล้วนางถูกมันเลียทีเดียวเนื้อตัวนางก็เปียกชุ่มไปด้วยน้ำลายเต็มไปหมด เหนียนร้องว่า “อวิ๋นอวี้”แล้วเลียนางอีก แผล๊บ!
เฉินมู่อิ๋งที่วิ่งตามมาตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูกกลัวว่าท่านย่าอวิ๋นจะถูกสัตว์ั์ตัวนั้นกินลงท้องไป คนอื่นๆได้ยินเสียงดังโครมครามก็รีบมาดู พวกเขาเห็นเหนียนก็ตกตะลึงไป “เหนียน!”
หลงจิ่งเทียนที่เคยเห็นท่าทางของเหนียนเช่นนี้ถึง2 ครั้งมาแล้วจึงตกตะลึงจนหน้าเปลี่ยนสี “มันกินท้อปีศาจเข้าไป!”
“อ่า!” คนอื่นๆ ก็ตกตะลึงงันกันไปหมด ตี้โฮ่วมาถึงเห็นเหนียนเป็เช่นนั้นก็รีบเอาโอสถนิทราระดับมหาเทพออกมาแล้วใช้พลังจิตยัดโอสถใส่ปากเหนียนทันทีเหนียนกลืนโอสถนิทราลงไป มันแลบลิ้นเลียอวิ๋นอวี้อีกที แผล๊บ!
จากนั้นมันก็ล้มลงหมอบกับพื้นหลับสนิทไปทันที อวิ๋นอวี้ถูกมันกำเอาไว้จึงล้มลงไปด้วยศีรษะนางฟาดกับอกมันจนนางเจ็บมึนเลยทีเดียวเมื่อเหนียนหลับไปแล้วตี้โฮ่วจึงใช้พลังจิตแงะกรงเล็บเหนียนพาท่านย่าออกมา อวิ๋นอวี้โกรธจัดจนหน้าแดงหน้าเขียวเมื่อนางยืนบนพื้นนางจึงพุ่งเข้าไปเตะเหนียนหลายที ผั๊วะ!ๆๆๆๆ...
“ไอ้เหนียนบ้านี่! ตายซะเถอะ!”
ผั๊วะ!ๆๆๆๆ... นางเตะมันอีกหลายทีจนเหนื่อยหอบถึงได้สะบัดตัวเดินจากไปตี้โฮ่วหันไปมองคนอื่นๆ แล้วถามว่า “เหนียนกินท้อปีศาจได้ไง?”
เฉินมู่อิ๋งเดาสาเหตุได้จึงก้าวไปบอกว่า“เอ่อ เจ้ใหญ่ เป็ข้าเด็ดท้อที่อยู่ในผนึกอาคมเองขอรับข้าไม่รู้ว่านั่นคือท้อปีศาจขอรับ”
“อ่อ” ตี้โฮ่วพยักหน้ารับรู้เฉินมู่อิ๋งก็ถาม “สัตว์ตัวนี้คือสัตว์อะไรขอรับ?”
“เหนียนยังไงล่ะ”ตี้โฮ่วบอก “นี่คือร่างแท้จริงของจางจงเหนียนอย่างไรล่ะ เขาเป็เทพปีศาจาน่ะ”
“เหนียนกินท้อปีศาจเข้าไปทีไรก็จะเป็เช่นนี้แหละเจ้ใหญ่ถึงได้ผนึกกลิ่นของท้อปีศาจเอาไว้” หลงจิ่งเทียนบอก เสี่ยวเฟิ่งก็เสริมว่า “เขากินเข้าไปทีไรก็จะบ้ากามขึ้นมาทุกที”
เฉินมู่อิ๋งฟังแล้วอึ้งไปทำหน้าไม่ค่อยถูกเลย ตี้โฮ่วมองความเสียหายที่เหนียนก่อแล้วส่ายๆ หน้า “คอยดูเถอะ เขาตื่นขึ้นมาเมื่อไหร่ข้าจะให้เขาชดใช้ค่าเสียหายให้กระอักเืทีเดียวฮึ่ม!”
“เจ้ใหญ่ขอรับข้าขอโทษ” เฉินมู่อิ๋งบอกอย่างรู้สึกผิดหากว่าเขาไม่เก็บท้อปีศาจก็คงไม่เกิดเื่เช่นนี้แน่นอน ตี้โฮ่วส่ายหน้า “ผู้ไม่รู้ย่อมไม่ผิดช่างเถอะ คราวหน้าเ้าก็อย่าเก็บท้อปีศาจโดยไม่ได้ผนึกกลิ่นของมันก่อนเก็บอีกละกัน”
“ขอรับ”เฉินมู่อิ๋งรับคำอย่างรู้สึกผิด จินเย่เดินเข้าไปปลอบใจ “ไม่เป็ไรๆ เ้าไม่รู้นี่นาไปๆ เอาท้อไปปอกหั่นใส่จานกันดีกว่า”
นางดึงเฉินมู่อิ๋งไปเฉินมู่อิ๋งเดินตามไปอย่างคอตก เทพบริวาร 5 หานก็เร่งจัดการความเสียหายที่เหนียนก่อเอาไว้พวกพยัคฆ์คำราม 4 ถางก็ช่วยเช่นกัน พวกเขาก็เพิ่งจะเคยเห็นร่างแท้จริงของเหนียนคราวนี้เองช่างเป็เทพปีศาจที่น่ากลัวยิ่ง!
คนอื่นๆก็ช่วยกันจัดการความเสียหายที่เกิดขึ้น ตี้โฮ่วก็กลับไปดูแลลูกชายต่อ ส่วนตี้จวินก็กำลังสอนลูกฝึกฝนพลังอยู่จึงไม่อาจไปดูเื่ราวด้วยตัวเองได้แต่จากเสียงที่ดังแว่วๆ มานั้น ไม่น่าจะใช่เื่ใหญ่อะไรดังนั้นฮูหยินของเขาย่อมจัดการเื่ราวได้อยู่แล้วเพราะหากมีเื่ใหญ่โตอะไรเกินกว่าที่นางจะจัดการได้เดี๋ยวนางก็ใช้หยกส่งเสียงมาหาเขาเอง
เหนียนก็หลับอยู่ตรงนั้นไปอีกนานทีเดียวอวิ๋นอวี้เดินออกมาจากตำหนักทีไรนางก็เดินเข้าไปเตะมันทุกทีอย่างโมโหไม่หาย แต่แรงของนางต่อให้เตะสุดกำลังก็ยังไม่อาจสะกิดขนหนาๆกับหนังหนาๆ ของมันได้เลย ถึงจะเป็อย่างนั้นนางก็ยังเตะมันอยู่ดีถ้าไม่เตะมันระบายอารมณ์นางคงอกแตกตายกระมัง ชิ!ไอ้เหนียนบ้า!
วันคืนผ่านไปอย่างสงบสุข จนกระทั่งจิงจ้านกลับมาถึงแดนเทพ เขาก็รีบไปหาองค์าาทันที เมื่ออยู่ต่อหน้าองค์าาเขาก็กุมมือคารวะ“องค์าาพะย่ะค่ะ”
“อืม”หยางเจียงหยุนมองจิงจ้านที่ดูเหน็ดเหนื่อยไม่น้อยทีเดียว จิงจ้านนำเรือเยว่กวงออกมามอบคืนให้หยางเจียงหยุนก็เก็บเรือไป จิงจ้านเอาน้ำเต้าออกมามอบให้ “สองคนนั้นอยู่ในนี้พะย่ะค่ะ”
หยางเจียงหยุนรับน้ำเต้ามาแล้วเปิดจุกมองดูภายในน้ำเต้าเห็นคนคู่หนึ่งนอนสลบไสลอยู่ก้นน้ำเต้า หน้าตาของทั้งสองคือเฉินจงกุ้ยกับเฉินม่านอิ๋งไม่มีผิดเพียงแต่ว่าสองคนนี้ดูหนุ่มสาวกว่าในความทรงจำของเขา เขาปิดจุกน้ำเต้าแล้วเก็บไป สั่งจิงจ้านว่า“เ้าไปพักก่อน”
“พะย่ะค่ะ”จิงจ้านรับคำสั่งแล้วถอยไปหาที่นอนทางด้านหนึ่ง เขาเลือกที่เหมาะๆได้แล้วก็ล้มตัวลงนอนหลับไปทันที เขาเร่งเดินทางเหน็ดเหนื่อยยิ่งนักใช้พลังจนเรียกว่าแทบจะเหือดแห้งเลยทีเดียว
เฉินมู่อิ๋งอยู่ในตำหนักไป๋หยุน เขารู้ว่าเจ้ใหญ่มีโลกใบเล็ก ซึ่งเป็โลกแยกคล้ายๆกับดินแดนส่วนตัว ทำให้เขาอยากจะมีบ้าง เขาจึงขอให้เจ้ใหญ่สอนสร้างโลกใบเล็กตี้โฮ่วก็สอนให้อย่างเต็มอกเต็มใจ เฉินมู่อิ๋งจึงไม่ได้ฝึกหลอมโอสถหรือหลอมศาสตราเพราะกำลังหมกมุ่นกับการสร้างโลกใบเล็ก
“เ้าต้องคิดเริ่มจากเล็กๆก่อน เอาแค่ห้อง 1 ห้องก่อนเพราะพลังจิตของเ้ายังไม่มากพอที่จะสร้างโลกใบเล็กวันหน้าเ้ามีพลังมากกว่านี้เมื่อไหร่ค่อยสร้างออกมาเป็โลกใบเล็กก็ได้”ตี้โฮ่วบอกอยู่ตรงหน้า เฉินมู่อิ๋งฟังแล้วคิดตาม “ห้อง 1 ห้อง”
เขานึกภาพห้อง 1ห้องในหัว แต่ภาพก็เลือนรางยิ่งนักตี้โฮ่วก็ลุกจากไปปล่อยให้เฉินมู่อิ๋งคิดสร้างโลกใบเล็กไปเรื่อยๆการสร้างโลกใบเล็กไม่ใช่เื่ง่ายเลย ต่อให้เฉินมู่อิ๋งจะพยายามมากขนาดไหนโอกาสที่จะสร้างได้ก็ยังมีอยู่น้อยมากจริงๆแต่เมื่อเริ่มอยากสร้างแล้ว สักวันต้องสำเร็จแน่นอน
“ห้อง 1 ห้อง...ห้อง1 ห้อง...ห้อง 1 ห้อง...” เฉินมู่อิ๋งคิดภาพอยู่ในหัว ปากก็ท่องคำว่า ‘ห้อง 1 ห้อง’ ไปเรื่อยๆ
หยางเจียงหยุนเฝ้ามาอีกเดือนหนึ่งแล้วก็ยังไม่เห็นทั้งเ้าเด็กเฉินมู่อิ๋งหน้าตาหล่อเหลาและเ้าเด็กเฉินมู่อิ๋งหน้าตาสามัญคนนั้นเลยอีกทั้งยังไม่เห็นใครออกจากตำหนักไป๋หยุนด้วยเห็นแต่เ้าสำนักโอสถที่เทียวมาเทียวไป กับาาเฟิ่งที่เดี๋ยวก็มาเดี๋ยวก็ไป และาาัที่มาๆไปๆ จิงจ้านก็เฝ้าอยู่ข้างกายองค์าาไม่ไปไหน องค์าาไม่มีคำสั่งอื่นเขาก็คอยรับใช้อยู่ข้างกายอย่างเงียบๆ
เวลาผ่านไป 1เดือนแล้ว เฉินมู่อิ๋งที่คิดสร้างโลกใบเล็กมาตลอด 1 เดือนในที่สุดก็เกิดภาพในหัวเป็ห้อง 1 ห้องชัดเจนขึ้นมา ห้องนั้นคือห้องนอนของเขาในเรือนของเขาเองพลัน! เขาก็รู้สึกเหมือนได้ยินเสียงดัง เปรี้ยง!
เสียงนี้ดังมากจนเขาสะดุ้งยกมือปิดหูแต่เขาก็ยังคงได้ยินเสียงดังชัดอยู่ดี เขาเห็นแสงสว่างวาบขึ้นมาสว่างเสียจนเขาต้องหลับตาลง หูยังคงได้ยินเสียงดังเปรี้ยงลากยาวราวกับไม่มีท่าทีว่าจะลดลงเลยเขาเผยอตาแต่แสงสว่างก็สว่างจ้าเสียจนเขามองอะไรไม่เห็นเลยนอกจากแสงจ้านั้นเขาหลับตาลง จนกระทั่งเสียงดังเปรี้ยงเหมือนเสียงฟ้าผ่านั้นหายไป เขาลืมตาดูพบว่าแสงจ้าก็หายไปแล้วเช่นกันเขามองไปแล้วตกตะลึงอึ้งงันไปเมื่อพบว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในตำหนักหรูหราแต่อยู่ในห้องๆ หนึ่ง ห้องที่เหมือนกับห้องนอนของเขาในเรือนของเขาไม่มีผิด “นี่!”
เขายกมือขยี้ตาตัวเองเมื่อมองไปอีกครั้งก็ยังคงเห็นห้องนอนตัวเอง เขายื่นมือไปลูบโต๊ะไม้ที่อยู่ใกล้ๆัันี้คุ้นเคยยิ่ง เป็โต๊ะไม้ตัวที่เขาใช้งานมานานปี แม้กระทั่งรอยบิ่นเล็กๆที่เกิดจากคมกระบี่ก็มีอยู่ เป็โต๊ะไม้ตัวนั้นจริงๆ!เขาดึงมือกลับมาหยิกแขนตัวเอง “โอ๊ย!”
เขารู้สึกเจ็บจริงๆไม่ใช่ความฝัน เขายื่นมือไปลูบโต๊ะตัวนั้นอีกครั้ง ลูบอย่างไรก็คุ้นมือยิ่งเขาเดินไปเปิดหน้าต่าง
“อ่า!” เขาตกตะลึงจนปากอ้าตาค้าง เมื่อพบว่าด้านนอกหน้าต่างมีแต่ความมืดมิดไม่ใช่มืดเพราะว่าเป็ตอนกลางคืน แต่ข้างนอกนั่นคือความเวิ้งว้างมืดมิดไม่มีอะไรเลยเขาเดินไปเปิดหน้าต่างอีกบานก็พบแต่ความเวิ้งว้างมืดมิดเช่นเดิมเขาเดินไปเปิดประตูห้อง ก็พบแต่ความเวิ้งว้างมืดมิดอีกเช่นกัน เขาดูจนทั่วห้อง พบว่ามีเพียงห้องนี้ห้องเดียวคล้ายกับว่าห้องนี้ลอยอยู่กลางอากาศที่เวิ้งว้างมืดมิดอย่างไรอย่างนั้น
เขานึกถึงห้องในตำหนักพลัน! เขารู้สึกเหมือนร่างกายถูกดูดวูบ! พริบตาต่อมาเขาก็อยู่ในห้องในตำหนักเหมือนก่อนหน้าที่จะได้ยินเสียงเหมือนฟ้าผ่าสายนั้นแล้วเขาลุกขึ้นยืนรู้สึกว่าขาเป็เหน็บชาจึงเดินไปนั่งบนเก้าอี้เขานึกถึงห้องนอนตัวเองอีกครั้ง เขาพลันรู้สึกเหมือนร่างกายถูกดูดวูบ! พริบตาต่อมาเขาก็ยืนอยู่กลางห้องนอนที่คุ้นเคยอีกครั้ง “นี่!”
เขาหยิบถ้วยชาบนโต๊ะมาถือไว้แล้วคิดถึงห้องในตำหนัก วูบ! พริบตาต่อมาเขาก็นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเดิมเพียงแต่ในมือเขามีถ้วยชาใบหนึ่ง ถ้วยชานี้เขาใช้มานานมากเขามองถ้วยชาในมืออย่างอึ้งๆเขาวางถ้วยชาลงบนโต๊ะแล้วหยิบถ้วยชาหยกขาวบนโต๊ะมาถือไว้จากนั้นก็คิดถึงห้องนอนห้องนั้นอีกครั้ง วูบ!
เขาอยู่กลางห้องนอนที่คุ้นเคยอีกครั้งเขาก้มลงมองมือตัวเองที่ถือถ้วยชาหยกขาว เขาวางถ้วยชาไว้บนโต๊ะแล้วเพ่งมองถ้วยชาหยกขาวใบนั้นถ้วยชาของตำหนักที่เขาอยู่ หากว่าเขาเพียงแค่ฝันไปเช่นนั้นถ้วยนี้จะมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรอีกทั้งถ้วยชาในห้องก็ขาดไปใบหนึ่ง เขากะพริบตามองถ้วยชาใบนั้น “หรือว่าที่นี่คือโลกใบเล็กของข้า!?”
เขาไม่แน่ใจนักเขาจึงคิดถึงห้องในตำหนักอีกครั้งแล้วรีบลุกไปหาตี้โฮ่วทันที เมื่อเจอตี้โฮ่วเขาก็กุมมือคารวะ “เจ้ใหญ่”
“อ้าว มีอะไรรึ?”ตี้โฮ่วถาม เฉินมู่อิ๋งจึงบอกว่า “ข้าไม่แน่ใจว่าข้าสร้างโลกใบเล็กได้หรือยังจึงอยากให้เจ้ใหญ่ช่วยดูหน่อยขอรับ”
“งั้นลองพาข้าไปซิ”ตี้โฮ่วบอก เฉินมู่อิ๋งจึงยื่นมือไปจับมือตี้โฮ่วแล้วคิดถึงห้องนอนห้องนั้นเขารู้สึกเหมือนถูกดูดวูบอีกครา ตี้โฮ่วที่เข้าออกโลกใบเล็กจนคุ้นชินแล้วจึงไม่แปลกใจอะไรเมื่อพบว่าตัวเองอยู่กลางห้องๆหนึ่ง เฉินมู่อิ๋งมองตี้โฮ่วที่อยู่ในห้องนอนของเขา “นี่ใช่โลกใบเล็กไหมขอรับ?”
ตี้โฮ่วเดินไปเปิดหน้าต่างมองออกไปเห็นแต่ความเวิ้งว้างมืดมิดจึงหันไปบอกว่า “นี่แหละโลกใบเล็ก เก่งจริงๆ”
เธอชมพลางยิ้มดีใจเฉินมู่อิ๋งได้ยินคำยืนยันจากตี้โฮ่วก็รู้สึกดีใจมากดีใจยิ่งกว่าตอนหลอมโอสถ์ได้ ดีใจยิ่งกว่าตอนหลอมราชันศาสตราได้เรียกว่าดีใจยิ่งกว่าครั้งไหนๆ เลยจริงๆ “ข้าสร้างโลกใบเล็กได้แล้ว! ข้าทำได้แล้ว!”
“ใช่ เ้าทำได้แล้วเก่งมาก” ตี้โฮ่วชมแล้วเดินไปตบๆ บ่า เฉินมู่อิ๋งดีใจจนน้ำตาคลอ โผกอดเจ้ใหญ่หมับ “ขอบคุณท่านมากขอบคุณจริงๆ ขอบคุณขอรับ”
“อื้มๆ” ตี้โฮ่วกอดตอบตบๆหลังพลางบอกว่า “แต่ถ้าอยู่ต่อหน้าสามีข้าเ้าใช้มายาลวงตาอยู่จะกอดข้าเช่นนี้ไม่ได้นะเขาน่ะขี้หึงมาก”
“อ่า!” เฉินมู่อิ๋งทำหน้าไม่ค่อยถูกเลย ก็ใช่ เขาใช้มายาลวงตาอยู่ทำให้คนอื่นเห็นเป็บุรุษตี้จวินเห็นบุรุษอื่นกอดฮูหยินของเขาก็ย่อมหึงหวงน่ะซิ เขาผละออก “ข้าจะระวังขอรับ”
“หึๆๆๆ...”ตี้โฮ่วหัวเราะเบาๆ แล้วชวนว่า “ออกไปกันเถอะ”
เฉินมู่อิ๋งจึงพาตี้โฮ่วออกจากโลกใบเล็กเมื่อปรากฏตัวอีกครั้งเขาเห็นตี้จวินอยู่ตรงหน้าพอดี “ตี้จวิน!”
เขาผงะรีบปล่อยมือจากตี้โฮ่วทันทีตี้จวินมองเฉินมู่อิ๋งกับฮูหยินแล้วถามว่า “ไปไหนกันมา?”
“มู่อิ๋งสร้างโลกใบเล็กได้แล้วจึงชวนข้าไปดูน่ะ”ตี้โฮ่วบอก ตี้จวินส่งเสียงคำหนึ่ง “อ่อ”
“อย่างนี้ต้องฉลอง”ตี้โฮ่วพูดขึ้นมาแล้วก้าวไปจับมือสามีพลางชวนเฉินมู่อิ๋งว่า“ไปๆ พวกเราไปฉลองกันหน่อย”
“ขอรับ”เฉินมู่อิ๋งรับคำ ตี้โฮ่วก็จูงสามีเดินนำหน้าไป เฉินมู่อิ๋งลอบถอนหายใจทีหนึ่ง “เฮ้อ...”
เมื่อกี้เขารู้สึกเหมือนหายใจหายคอไม่ค่อยออกเลยทีเดียวสายตาตี้จวินดุยิ่งนัก อีกทั้งแรงกดดันก็น่ากลัวยิ่ง ขนาดอยู่ที่นี่มาหลายเดือนแล้วเขายังไม่ชินกับกลิ่นอายกดดันของตี้จวินเลยแค่เข้าใกล้ก็เหมือนถูกูเาไท่ซานทับอย่างไรอย่างนั้น ขนาดเสี่ยวเฟิ่งกับหลงจิ่งเทียนยังแอบบอกเขาเลยว่าพวกเขาก็ไม่ชินกับกลิ่นอายกดดันของตี้จวินสักทีเรียกว่าถ้าตี้จวินอยู่ตรงไหน คนอื่นๆ มักจะเว้นระยะห่างไปโดยปริยายนั่นเอง!
มีแค่ตี้โฮ่วท่านน้ายี่จื่อ ท่านน้าจือหยี ท่านน้าจ้าวมู่ท่านย่าอวิ๋นอวี้เท่านั้นที่กล้าอยู่ใกล้ตี้จวินในระยะประชิด ส่วนคนอื่นล้วนถอยห่างหมดไม่มีใครกล้าอยู่ใกล้จริงๆ วันนั้นทุกคนล้วนดื่มกินฉลองความสำเร็จของเฉินมู่อิ๋งอย่างดีใจด้วยขาดก็แต่เหนียนที่ยังหลับไม่ตื่นเสี่ยวเฟิ่งอยากจะเข้าไปดูโลกใบเล็กของเฉินมู่อิ๋งจึงออกปาก แต่พอตี้โฮ่วได้ยินจึงขัดขึ้นว่า“มู่อิ๋งยังสร้างได้แค่ห้องนอนห้องเดียว เ้าเป็ผู้ชายจะเข้าไปในห้องนอนผู้หญิงได้อย่างไร”
“อ่า...”เสี่ยวเฟิ่งเงียบไปเลย ไม่ขอเข้าไปดูโลกใบเล็กของเฉินมู่อิ๋งอีก จินเย่ยิ้มเยาะ “หึ! เ้าไก่อ้วน”
เสี่ยวเฟิงถลึงตาใส่จินเย่ทีหนึ่งจินเย่ก็แลบลิ้นปลิ้นตาใส่ หลงจิ่งเทียนทนไม่ไหวจึงพูดว่า “พวกเ้าสองคนก็โตๆกันแล้วยังจะทะเลาะกันเหมือนเด็กๆ อีก น่าขายหน้าจริงๆ”
“ยุ่งน่า” ทั้งจินเย่ทั้งเสี่ยวเฟิ่งหันไปพูดใส่หลงจิ่งเทียนหลงจิ่งเทียนกลอกตามองบนแล้วไม่สนใจสองคนนั้นอีก เขาเบนสายตาไปมองแม่นางเฉินพลางยิ้มให้นางเฉินมู่อิ๋งยิ้มตอบเขารู้ดีว่าหลงจิ่งเทียนชอบตัวเองแต่เขากลับไม่รู้สึกรักใคร่ตอบจึงทำเหมือนหลงจิ่งเทียนเป็สหายบุรุษคนหนึ่งเท่านั้นเฉกเช่นเดียวกับเสี่ยวเฟิ่งนั่นแหละ เขาเห็นทั้งสองเป็สหายเท่านั้นไม่เคยคิดในแง่ชู้สาวกับทั้งสองคนเลย
เมื่อฉลองกันเต็มที่แล้วต่างคนต่างก็แยกย้ายกันกลับตำหนักใครตำหนักมัน สภาพแต่ละคนเมาไม่น้อยทีเดียวมีเพียงตี้จวินที่ดูอย่างไรก็ไม่เมาเลย ทั้งๆ ที่ดื่มไปไม่น้อยเลยแท้ๆตี้จวินอุ้มตี้โฮ่วขึ้นมาพลางบอกลูกชาย “ไป กลับตำหนักกัน”
“ขอรับ” หานปิงเซียนรับคำแล้วเดินตามท่านพ่อไปตี้โฮ่วก็ซบอกสามีอย่างมีความสุขยิ่ง หลินยี่จื่อก็อุ้มภรรยาของเขากลับตำหนักไปเช่นกันเหอเทียนเหิงก็อุ้มฮูหยินของเขากลับตำหนักไป เหลียงถิงเวยก็อุ้มฮูหยินของเขากลับตำหนักแน่นอนว่าจ้าวมู่จะยอมน้อยหน้าได้อย่างไรเขาก็อุ้มฮูหยินของเขากลับตำหนักไปเช่นเดียวกันเพียงแต่ว่าบนคอของเขามีลูกสาวขี่บ่าอยู่ จ้าวซีหงนั่งอยู่บนบ่าท่านพ่อส่งเสียง “จิ๊บๆ”ไปตลอดทาง เสี่ยวเฟิ่งกับหลงจิ่งเทียนก็กอดคอกันเดินกลับตำหนักไปด้วยกัน 5หานก็กอดคอกันกลับตำหนักไปพลางคุยกันไปส่งเสียงล้งเล้งไปตลอดทาง ส่วน 4ถางก็กอดคอกันกลับตำหนักพวกเขาไป อวิ๋นอวี้ก็ถือไหเหล้าเดินกลับตำหนักไป เฉินมู่อิ๋งก็กลับตำหนักไปเช่นกันส่วนงานเก็บล้างต่างๆ ก็เป็หน้าที่ของสาวใช้ทั้งหลาย
อวิ๋นอวี้กลับถึงตำหนักก็มองเหนียนอย่างโมโหนางเดินไปเตะมันทีหนึ่ง ผั๊วะ!
“ไอ้เหนียนบ้า!” นางด่ามันแล้วก็นั่งลงพิงขามันยกไหเหล้าขึ้นดื่มต่อ ดื่มไปดื่มมานางก็ฟุบหลับอยู่ตรงนั้นตัวจมลงไปบนขนหนาๆ ราวกับผ้าห่มขนสัตว์ทำให้นางไม่รู้สึกหนาวเลยสักนิด ส่วนเฉินมู่อิ๋งกลับถึงตำหนักก็หลับเป็ตายเลยทีเดียว
ตอนสาย เฉินมู่อิ๋งตื่นขึ้นมา เขาอาบน้ำแต่งตัวแล้วจึงลุกไปที่ห้องครัวภายในห้องครัวเงียบมาก ไม่มีใครเลยสักคน แสดงว่าคนอื่นๆ คงยังไม่ตื่นกระมัง เขาจึงไปเดินเล่นเดินไปเดินมา เขาเดินไปถึงประตูตำหนักไป๋หยุนเลยทีเดียวเขามองประตูบานใหญ่นั้นแล้วเปิดประตูออกไปยืนมองทิวทัศน์หน้าประตูเขามองลงไปเบื้องล่าง เพิ่งจะมีโอกาสมายืนมองชัดๆ ก็คราวนี้แหละ เขาจึงมองไปรอบๆ อย่างละเอียดลออ
จะมีสักกี่คนกันที่มีโอกาสมาอยู่ตรงนี้เรียกว่านับคนได้เลยกระมัง ตำหนักไป๋หยุนไม่ใช่สถานที่ที่ใครจะมาก็มาได้คนที่มาที่นี่ล้วนสูงศักดิ์กันทั้งนั้น แม้แต่าาแดนเทพทั้ง 4 แดนก็ยังไม่มีโอกาสมาเข้าเฝ้าตี้จวินถึงที่นี่เลยส่วนาาเฟิ่งกับาาัที่มีโอกาสมาที่นี่ก็เป็เพราะลูกชายของพวกเขานั่นเอง เขาคิดไปคิดมาก็คิดถึงพี่สาวัขึ้นมาเขาจึงคิดว่าจะไปหาพี่สาวัสักหน่อยเขาจึงหยิบหยกฝากเสียงขึ้นมาแล้วพูดใส่หยกก้อนนั้นว่า “เจ้ใหญ่ขอรับข้าจะไปหาพี่สาวัที่ตำหนักเก้าชั้นฟ้าสักพักนะขอรับ”
เขาพูดจบแล้วก็ปล่อยหยกก้อนนั้นไปหยกก็บินไปที่ตำหนักเจ้ใหญ่ทันที เขามองตามหยกแล้วเหินตัวขึ้นมุ่งหน้าไปตำหนักเก้าชั้นฟ้า
หยางเจียงหยุนเห็นเ้าเฉินมู่อิ๋งหน้าตาหล่อเหลาออกมาจากตำหนักไป๋หยุนก็ตาวาวโรจน์ทันทีในที่สุดมันก็โผล่หัวออกมาแล้ว!
Donate
เชิญบริจาคให้ไรท์ได้ทาง บัญชี ธ.กสิกรไทย
เลขบัญชี 084-3-79715-6
ชื่อบัญชี น.ส.แสงแข ช้วนใย
หรือทาง True Money wallet :098-651-1489
จะบริจาค 1 บาท 2 บาทก็ได้ค่ะ
ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรท์เตอร์ได้ทาง
เพจ readfree.in ค่ะ
https://www.facebook.com/readfree.in/
ทางเว็บไซต์ www.readfree.in ค่ะ
และทาง Line Official Account : https://lin.ee/qEBuZvK
ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ