การทำงานในฐานะคนขับรถของบริษัทไม่ได้ยากเย็นอะไร เกือบหนึ่งเดือนที่เขาเข้ามาในบริษัทเพื่อทำหน้าที่คนขับรถ เขาเพียงแค่ต้องเข้างานตามเวลาและเตรียมตัวรอสำหรับถูกเรียกใช้งานเท่านั้น ในห้องทำงานใต้ตึกมีคนขับรถประจำบริษัทจริงๆ เพียง 5 คน แต่ในห้องยังมีคนที่ขับรถส่วนตัวให้ผู้บริหารและคนขับรถประจำตำแหน่งรวมอยู่ด้วย
เมื่อเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นหัวหน้าจะเป็คนจัดสรรให้เราวนกันออกไปทำงาน หลายครั้งก็มีการแจ้งล่วงหน้าไว้หลายวันสำหรับการติดต่อธุระนอกสถานที่ซึ่งมีนัดหมายชัดเจน เฉินรุ่ยนั้นเป็เด็กใหม่ เส้นทางที่หัวหน้ามอบหมายให้เขาไม่ได้ซับซ้อน อีกทั้งยังมีจีพีเอสคอยบอกทางตลอด เขาไม่ได้ทำงานกันตลอดเวลา บางครั้งรอทั้งวันคิวก็ยังมาไม่ถึง แต่บางครั้งก็ต้องออกไปข้างนอกทั้งวันเช่นกัน ไม่แน่นอน
หากมีเวลาว่างเพียงนิด เฉินรุ่ยก็จะนำข้อสอบออกมานั่งทำ เขาจะสอบในเดือนหน้าเงิน 500 เหรียญจะเสียไปกับการสอบเ่าั้ เฉินรุ่ยคิดว่าเงินที่เหลือส่วนหนึ่งตัวเขาจะนำไปซื้อของสดเพื่อทำอาหาร เพราะปัจจุบันนี้เขายังอาศัยอยู่กับพี่เมิ่งเซียน เขาควรออกค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ถ้าเป็ไปตามนี้เขาก็น่าจะมีเงินใช้ชนเดือนพอดีเพื่อรอเงินเดือนรอบถัดไป
“ลุงทอมล่ะ”
หัวหน้าเดินเข้ามาถามเขาที่นั่งก้มหน้าทำข้อสอบอยู่เพียงคนเดียวในห้อง ลุงทอมคือคนขับรถส่วนตัวของผู้บริหารคนหนึ่ง
“ไม่ทราบครับ”
“ให้ตายสิ” หัวหน้านั้นดูร้อนใจ เขากดโทรออกหาลุงทอมหลายครั้ง มองนาฬิกาที่ใกล้เวลาเลิกงานเต็มที ก่อนจะหันกลับมามองหน้าเขา
“เฉินรุ่ย”
“ครับ” เพราะว่าถูกจ้องหน้าเขาเลยยืดตัวขึ้นจ้องกลับไป ปฏิกิริยาเขามักไม่สัมพันธ์กับความรู้สึกข้างใน อย่างเช่นตอนนี้ข้างในเขาประหม่าแต่ร่างกายกลับจ้องมองอีกฝ่ายตอบ
“นายเอากุญแจนี่ไป รถผู้บริหารโซน S ป้ายทะเบียน KG8 ฉันจะส่งเส้นทางไปให้ คราวนี้ออกนอกเมืองขับรถระวังหน่อยนะ มีปัญหาให้ติดต่อกลับมาทันที เข้าใจไหม”
“ครับ”
เฉินรุ่ยรับกุญแจมา ข้อมูลถูกส่งผ่านมือถือของบริษัทอีกเครื่อง เขาเดินไปยังโซนจอดรถ เมื่อเจอกับ KG8 เขาชะงักไปครู่หนึ่ง รถหรูแบบสองที่นั่ง แล้วมองไปที่รถอีกคัน KG9 ซึ่งจอดอยู่ข้างกัน รถตู้ขนาดใหญ่ที่ตกแต่งครบครัน เขามองกุญแจในมือ KG8 ดวงตาแทบจะสิงเข้าไปในกุญแจ ก็ยังคงเป็ KG8 เฉินรุ่ยนั้นคิดว่าหัวหน้าหยิบกุญแจให้เขาผิดคัน ระหว่างที่กำลังง่วนอยู่กับกุญแจเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“ไปกันเถอะ”
เป็ครั้งแรกที่เขาพบกับ ‘คาร์ล โกลเดนเบิร์ก’ คนตรงหน้านั้นดูดีมากกว่าที่เขาเคยเห็นในรูป ความสูงค่อนข้างโดดเด่น ผมตัดสั้นเป็ทรงรับกับใบหน้าซึ่งดูดีเป็ทุนเดินอยู่แล้ว ถ้าคนคนนี้จะต้องตายทำไมเมิ่งเมิ่งถึงสร้างเขามาให้ดูดีขนาดนี้ เธอแค้นใจอะไรเขามากไหม แต่ช่างมันเถอะเพราะนอกจากเขา เฉินรุ่ยเองก็ตายเหมือนกัน
“เชิญครับ” เฉินรุ่ยอ้อมไปเปิดประตูให้อีกคน ไม่มีกระเป๋าเอกสารหรืออะไรติดตัวมาเลย อาจไม่ใช่การติดต่อทางธุรกิจ
“ขอบคุณ” อีกฝ่ายเข้าไปนั่งในรถเรียบร้อยแล้วเขาถึงปิดประตูและเดินอ้อมไปฝั่งคนขับ เข้าไปนั่งจากนั้นก็คาดเข็มขัดนิรภัย ก่อนจะนำมือถือของบริษัทออกมากดแอปพลิเคชันนำทาง
แล้วโลกใบนี้ก็เหวี่ยงคนที่ต้องตายสองคนให้มาเจอกัน...ถ้าจำไม่ผิดคาร์ลประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ เฉินรุ่ยอยากจะถอนหายใจออกมา แค่เอาตัวเองให้รอดก็ยากแล้ว นี่มาเป็คนขับรถ แถมยังมีโอกาสในการประสบเคราะห์กรรมร่วมกัน
ไม่รู้ว่าในเวลานี้เส้นเื่หลักไปถึงไหนแล้ว เขาไม่ได้ติดตามข่าวสารส่วนตัวของตัวละครหลักมากนักเพราะคิดไปเองว่าสุดท้ายเขาก็เลือกที่จะไม่กลับเข้าสู่เส้นทางเดิมอยู่ดี ตัวประกอบที่ไม่มีชื่อมีไว้เป็มือและเท้าเพื่อสร้างปัญหา สุดท้ายก็ตายไปอย่างเขาตอนนี้กลับมาพบกับตัวละครสำคัญเข้าให้แล้ว
เฉินรุ่ยเหลือบมองอีกฝ่าย คาร์ลนอนหลับตา รถขึ้นทางด่วนมุ่งหน้าออกไปยังเขตที่อยู่อาศัย ZE2 ต้องใช้เวลาถึงสองชั่วโมงเพื่อไปถึงที่นั่น ท้องฟ้าเปลี่ยนสีเป็ส้มอมเทา แสงของวันนี้กำลังจะหมดลง
เสียงโทรศัพท์ของผู้โดยสารดังขึ้นเขาลืมตาขึ้นมารับสาย
“พรุ่งนี้หรือ ฉันไม่อยู่ในเมือง ไม่ต้องให้เธอเข้ามา ไม่มีครั้งหน้า โครงการนั้นทำตามที่เธอเห็นสมควรได้เลย ให้เธออยู่ห่างจากอเล็กเซย์ก็พอ”
อีกฝ่ายวางสายก่อนจะเลื่อนสายตามาทางสารถี พักสายตาไว้ที่เฉินรุ่ยไม่ได้ถอนสายตาออก ท่ามกลางความกดดันนี้เฉินรุ่ยได้แต่มองไปข้างหน้า
“ฉันหิว”
หา? เฉินรุ่ยลดอาการเกร็งลง มือกดหาร้านอาหารที่อยู่ใกล้ที่สุด
“มีร้านอาหารเกาหลีห่างออกไป 5 กิโลเมตรแต่เราต้องลงจากทางด่วน ถ้าคุณไม่กังวลเื่เวลาที่เราจะไปถึง ผมจะเปลี่ยนเส้นทาง”
“ไปกันเถอะ”
“ครับ”
เฉินรุ่ยเบี่ยงรถเพื่อลงจากทางด่วน จุดหมายปลายทางคือร้านอาหารซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก เมืองนี้การจราจรไม่ติดขัด ดีกว่าเมืองที่เขาอยู่มาก อาจเพราะเป็เมืองรอง เขาจอดรถคิดว่าจะอ้อมไปเปิดประตู แต่อีกฝ่ายเปิดลงมาก่อน เฉินรุ่ยได้แต่มองมือตัวเองที่ค้างเติ่งอยู่ตรงประตูตาปริบ
พออีกฝ่ายปิดประตูแล้วก็เดินนำเข้าไปในร้านทันที เฉินรุ่ยเองก็ไม่รู้ว่าตนนั้นจะต้องทำตัวอย่างไร ปกติหากอยู่ระหว่างทางเขาต้องรอในรถและขับรถกลับเมื่อส่งพนักงานถึงที่หมาย ตอนนี้เกินเวลางานของเขามามากแล้ว ไม่ใช่สถานการณ์ปกติสักนิด
คาร์ลหยุดเดินเมื่อเห็นว่าคนที่ควรจะตามมายังยืนขมวดคิ้วอยู่ที่เดิม
“ตามมาสิ” เฉินรุ่ยเงยหน้าขึ้นมอง พอเห็นว่าอีกฝ่ายยืนรอเขาก็รีบสาวเท้าไปหา
“เธอชื่ออะไร”
“เฉินรุ่ยครับ”
“อืม เฉินรุ่ย เพิ่งเข้ามาทำงานใหม่สินะ พามาไกลขนาดนี้ลำบากเธอแย่เลย”
เพราะระดับความสูงที่ต่างกันชัดเจนทำให้คาร์ลมองเห็นใบหน้าอีกคนได้โดยไม่ต้องพยายาม แค่ปัดสายตาไปก็เห็นว่าเด็กคนนั้นกำลังส่ายหน้าปฏิเสธ พอคิดได้ว่าทำแบบนั้นไม่ถูกต้องนักก็ตอบกลับมา
“ไม่ลำบากเลยครับ ได้ทำงานนี้ ผมดีใจมาก” ปากบอกว่าดีใจมากด้วยใบหน้าที่จริงจังขนาดนั้น คาร์ลยิ้มออกมา
“เอาเถอะมื้อนี้ฉันเลี้ยงเธอ ฉลองกับการเข้าทำงานเป็ไง”
เฉินรุ่ยเงยหน้าขึ้นมอง ใบหน้าอีกฝ่ายจากมุมนี้ดูอบอุ่นและใจดีมาก อันที่จริงการตายของเฉินรุ่ยค่อนข้างสมเหตุสมผล เขาจะไปทำร้ายตัวเอก ผลตอบแทนจึงเป็การถูกทำร้ายตอบ แต่คนตรงหน้านี้เหมือนถูกกำหนดมาว่าคุณแค่โชคไม่ดี เพื่อให้เื่ดำเนินต่อไปคุณก็ตายไปเสียเถอะ
“สั่งได้ตามสบายเลยนะ” เมนูถูกพนักงานยื่นมาให้ เขารับมา มองหาเมนูที่ถูกที่สุด
พอสั่งอาหารเสร็จแล้ว คาร์ลที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็ปลดเนกไทลงเล็กน้อยถอดสูทและพับแขนเสื้อขึ้น ท่าทางนั้นดูผ่อนคลายเป็อย่างมาก และนี่คือประธานบริหารของโกลเดนเบิร์ก เฉินรุ่ยมองภาพนั้นก่อนคนที่ถูกจับจ้องจะเบนสายตาขึ้นมาสบตากับเขา คาร์ลส่งยิ้มมาให้ จังหวะนั้นเฉินรุ่ยจึงเสสายตาหลบไปทางอื่น
เสียงเรียกเข้าดังขึ้น เป็มือถือของเฉินรุ่ย เขายกขึ้นดูพบว่าเป็
เมิ่งเซียนที่โทรเข้ามา
“ผมขออนุญาตรับสายนะครับ”
คาร์ลพยักหน้าให้
“ครับพี่เมิ่งเซียน ผมต้องไปส่งผู้บริหารคนหนึ่งที่ ZE2 ขอโทษที่ไม่ได้บอกครับ เื่นี้ผมไม่ทราบ เอาไว้ผมจะถามหัวหน้าแล้วบอกพี่นะครับ”
เพราะได้ยินชื่อที่คุ้นหูคาร์ลถึงกับเลิกคิ้วขึ้น โลกมันกลมขนาดนี้ เลขาเขามักอ้างว่ามีเด็กที่ต้องรีบกลับไปดูแล ก่อนหน้านี้คิดว่าเป็เด็กตัวเล็กๆ วันนี้ถึงได้รู้ว่าเด็กคนนั้นแท้จริงแล้วถึงขั้นเริ่มทำงานได้แล้ว
“คนที่บ้านเหรอ” เมื่อเฉินรุ่ยวางสาย คาร์ลจึงเริ่มบทสนทนา
“ใช่ครับ” เป็คนพูดน้อยสินะ
“เธอยังดูเด็กอยู่เลยนะ ทำไมรีบทำงานซะล่ะ”
“ผมอยากมีเงิน”
คำตอบตรงๆ แบบนั้นทำให้คาร์ลหลุดหัวเราะออกมา เฉินรุ่ยไม่ได้คิดมากกับการแสดงออกของเขา เพราะสำหรับเฉินรุ่ยที่คิดว่าโลกนี้คือหนังสือเล่มหนึ่ง เขารู้สึกว่าไม่ว่าอะไรก็ตามที่อีกฝ่ายทำ น่าจะมาจากการกำหนดคาแรคเตอร์ของผู้ประพันธ์
“ทำจนกว่าจะเปิดเทอมอย่างนั้นเหรอ” คาร์ลถามเพราะหลายบริษัทก็รับเด็กเข้ามาทำงานพาร์ทไทม์่ปิดเทอม แต่บริษัทเขาไม่ได้มีนโยบายแบบนั้น
เฉินรุ่ยส่ายหน้าปฏิเสธ เขามักจะเป็แบบนี้พอคิดได้ว่าควรตอบออกไป อีกฝ่ายก็ยิงคำถามมาอีก
“จะทำงานนี้ไปตลอดงั้นหรือ เธอตอบมาตามตรงได้เลย ไม่ต้องเกรงใจกัน” กลัวว่าอีกฝ่ายไม่กล้าตอบเพราะเขาเป็ผู้บริหารคนหนึ่ง
“จนกว่าจะมีทางมากพอให้เดินครับ” เป็คำตอบที่ตอบออกมาในทันที ทั้งสองสบตากันอีกครั้ง
เวลานั้นอาหารที่สั่งถูกยกเข้ามาวางไว้คั่นกลาง ก่อนที่พนักงานจะเดินถอยห่างออกไป คนที่บอกว่าหิวก่อนหน้านั้นจ้องมองเฉินรุ่ย แต่เฉินรุ่ยดันจ้องอาหารตรงหน้าเขม็ง แม้ใบหน้ายังคงนิ่งเรียบไม่แสดงความรู้สึก ทว่ามือนั้นกำตะเกียบไว้เตรียมพร้อมสำหรับการรับประทาน
“เริ่มทานกันเถอะ”
พูดอย่างนั้นแต่อีกฝ่ายก็ยังคงนิ่ง คาร์ลจึงเริ่มลงมือทานก่อน สายตาจับสังเกตเด็กตรงหน้า เขารู้สึกว่าการแสดงออกของเด็กคนนี้น่าสนใจมาก ดมกลิ่นงั้นเหรอ ดมกลิ่นก่อนแล้วใช้มือประคองถ้วยััความร้อนของอาหาร ก่อนจะยกตะเกียบคีบอาหารคำเล็กๆ เข้าปาก หากไม่สังเกตก็ไม่รู้เลยว่ามือน้อยนั่นกำลังสั่น คาร์ลสังเกตเห็นมัน
“เป็ยังไงบ้าง” เขาถามออกไป
“อร่อยมาก” น้ำเสียงเรียบนิ่งไม่ต่างจากเดิม
คาร์ลยิ้มออกมาก มองมือที่ค่อยๆ ตักอาหาร ละเลียดทีละนิดไม่รีบร้อน แต่สายตากลับละจากอาหารไปไม่ได้ คงอร่อยมากจริงๆ อาหารรสชาติธรรมดากลายเป็อร่อยมากไปแล้ว
ระหว่างที่ทานอาหาร คาร์ลไม่ได้ถามอะไรอีกคนเพิ่มเติม รอจนทานเสร็จ สแกนชำระบิลเรียบร้อยจากนั้นก็กลับไปที่รถ เมื่อคาดเข็มขัดนิรภัยแล้วก็หันไปมองเด็กที่นั่งในตำแหน่งคนขับ
“ครับ?”
พอรู้สึกว่าถูกมองนานเกินไปสุดท้ายก็ทนไม่ไหว
“ที่เธอบอกว่าจนกว่าจะมีทางมากพอให้เดิน มันหมายถึงอะไร”
“หมายถึงตอนนี้ไม่มีทางอื่นให้เดิน ทางนี้คือทางที่ดีที่สุด สำหรับสถานการณ์ของผมตอนนี้”
เฉินรุ่ยเหลือบมองผู้โดยสารขี้สงสัยที่มองเขาอยู่ เขารู้สึกว่าอีกคนแตกต่างจากที่จินตนาการไว้มากทีเดียว เสียงพลิกหนังสือและตัวอักษรที่สื่อผ่านออกมา เขาไม่คิดว่าอีกคนจะเป็มิตร อัธยาศัยดีและไม่ถือตัวขนาดนี้
“เหมือนคุณกำลังสงสัย” เฉินรุ่ยอดทักไม่ได้ เพราะพวกเขามีประวัติที่ดี เลยอาจไม่เข้าใจคนที่ต่อให้ตายก็ยังไม่มีแม้ชื่อสินะ
“ฉันอยากถามแต่กลัวเธอรู้สึกว่ามากเกินไป”
“ไม่มีอะไรเกี่ยวกับผมที่ตอบไม่ได้หรอกครับ ถ้าผมรู้ผมจะตอบคุณ” แต่ถ้าไม่รู้นั่นอีกเื่หนึ่ง
“เมิ่งเซียนเป็เลขาของฉัน”
“ครับผมรู้” แม้ไม่ได้รู้ั้แ่แรกแต่หลังจากทำงานมาได้สักพักก็ได้คำตอบแล้วว่าทำไมถึงคุ้นหูกับชื่อเธอนัก
“ด้วยตำแหน่งที่เธอทำ เธอมีค่าตอบแทนมากพอจะเลี้ยงคนได้ทั้งครอบครัว” เื่นี้เอง เฉินรุ่ยคิด
“ผมเพิ่งพบเธอเมื่อเดือนก่อนครับ ผมไม่ใช่ญาติเธอ แค่ได้รับความช่วยเหลือจากเธอ”
“ก่อนหน้านั้นเธอทำอะไร”
“ผมอาศัยอยู่ที่ ZG0 ไม่มีประวัติการศึกษา ไม่มีประวัติการทำงานเป็หลักแหล่ง ไม่มีเงินสักบาทติดตัว ที่ ZG0 คุณรู้ไหมครับว่าอาชีพหลักคนที่นั่นคืออะไร”
...อาชญากรรม... อันดับหนึ่งของอาชญากรรมของประเทศเกิดจากคนในพื้นที่ ZG0
เฉินรุ่ยหันไปยิ้มให้คาร์ลหลังจากที่รถจอดสนิทในพื้นที่คฤหาสน์หลังหนึ่งซึ่งผู้โดยสารของเขาเรียกมันว่า ‘บ้าน’ นี่คือความแตกต่างของเฉินรุ่ยที่ตื่นในตรอกนั้นกับคาร์ล โกลเดนเบิร์ก
“จนกว่าจะมีทางอื่นให้เดิน ตอนนี้สิ่งที่ผมกำลังทำคือทางเลือกที่ดีที่สุดแล้วครับ พี่เมิ่งเซียนเธอใจดีมาก ตอนนี้เราคือทีมเดียวกัน มีเธอกับฮ่าวกงคอยชี้นำ ผมไม่สามารถเติบโตเป็อาชญากรได้หรอกครับ”
‘คุณไว้ใจได้’ คือความหมายที่เฉินรุ่ย้าส่งไป
เฉินรุ่ยจำเป็ต้องค้างที่เมืองนี้หนึ่งคืน และกลับพร้อมคาร์ลในวันพรุ่งนี้ตอนเย็น เขาถูกพามายังห้องนอนแขก เพราะห้องพักคนงานนั้นเต็มหมดแล้ว ห้องพักของลุงทอมก็ถูกล็อกกุญแจเเน่นหนา ห้องนอนแขกค่อนข้างเกินความคาดหมายไปมาก ในตอนแรกเขาคิดว่าให้นอนกับพื้นห้องของใครสักคนก็ได้ทั้งนั้น มีที่นอนก็เพียงพอแล้ว
เสียงเคาะประตูดังขึ้น
เปิดออกมาเป็คาร์ลที่อยู่ในชุดนอนกับผมที่ยังไม่แห้งดี ในมือเขามีชุดนอนอยู่ชุดหนึ่ง
“ขอบคุณครับ”
เฉินรุ่ยรับชุดนอนมา แต่ยังไม่กล้าปิดประตูเพราะอีกฝ่ายยังปักหลักอยู่หน้าห้อง คาร์ลยื่นมือถือมาให้เขา
“พรุ่งเช้าถ้าอยากเที่ยวเเถวนี้ เธอสามารถไปได้ ถ้าฉันจะกลับหรือออกไปไหนฉันจะโทรบอกเธอ”
เฉินรุ่ยรับมือถือมากดเบอร์โทรเขาลงไปโดยลืมไปว่าเขาควรให้เบอร์เครื่องที่ใช้ทำงาน
“อันที่จริงผมไม่ไปไหนหรอกครับ” เขายื่นมือถือคืน
“อืม”
เฉินรุ่ยคิดว่ามันเป็การยากในการตัดจบบทสนทนา ยิ่งกับเขาด้วยแล้ว เขาไม่รู้ว่าต้องพูดคำไหนออกไปให้ต่างฝ่ายต่างแยกย้ายไปนอนโดยไม่กระอักกระอ่วน เสียงพลิกหนังสือดังในหัวเขา ดวงตาเสไปมาก่อนจะมองตรงไปที่คาร์ล
“คืนนี้ฝันดี เจอกันพรุ่งนะครับ”
เฉินรุ่ยยิ้มให้อีกฝ่ายก่อนประตูจะถูกปิดลง คาร์ลหันหลังเดินออกมาจากตรงนั้น แม้ไม่แน่ใจว่าประโยคนี้แท้จริงแล้วในเื่ใครพูดกับใคร แต่ไม่ใช่บทของคนหลังบานประตูแน่ นี่มันนวนิยายรักโรแมนติกดราม่าที่ดำเนินโดย
สามภพกับเมิ่งเมิ่ง อย่างไรก็ตามเฉินรุ่ยจำได้ว่ามันเป็ประโยคตัดจบก่อนเริ่มบทถัดไป
⚖️