ตอนที่เอลิซาเบธโยนลูกแมวลงไปนั้น เธอมีความรู้สึกเหมือนตัวเองเป็คนใจดำอย่างที่สุด แต่ภาพน่าสยดสยองกว่านั้นก็คือลูกแมวตัวน้อยตกปลงใกล้เท้าเมแกนในท่ากางสีขาว
เด็กหญิงรีบเอื้อมมือจะไปคว้าตัวมันขึ้น แต่อาจจะเป็เพราะความใที่ทำให้มันกระโจนหนี พวกเด็ก ๆ ต่างส่งเสียงร้องกรีดกราดโวยวายขณะที่ลูกแมวตัวนั้นวิ่งผ่านสนามหญ้าแคบ ๆ เข้าไปในพุ่มไม้แล้วก็ยังวิ่งผ่านเข้าไปในระหว่างเท้าทั้งสองข้างของ ธัด แรนดอล์ฟ อีกด้วย ไม่ได้ให้ความสนใจกับมารดาที่ะโบอกให้ลูกทั้งสองอยู่กับที่แม้แต่น้อย
เธอแนวหน้าลงกับเปลือกต้นไม้ อยากจะให้เหตุการณ์ในครั้งนี้จบลงโดยเร็วที่สุด ได้ยินเสียงลูกทั้งสองกำลังเล่าให้เพื่อนบ้านหนุ่มโสดผู้นั้นฟังอยู่แจ้ว ๆ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น และเธอก็ยังได้ยินเสียงมิสเตอร์แรนดอล์ฟ ขัดจังหวะขึ้นเป็บางครั้งอาทิ... “จริงหรือนี่...” “ผมรู้ว่าเบบี้มันใมาก” “ไม่ใช่...ไม่ใช่ความผิดของหนูหรอกนะ แมวทุกตัวมันมีธรรมชาติชอบขึ้นต้นไม้ด้วยกันทั้งนั้น”
“แล้วตอนนี้แม่ของเราก็ติดอยู่บนต้นไม้แทนแมวแล้วละครับ”
เอลิซาเบธถึงกับหลับตาแน่นเมื่อได้ยินคำพูดของลูกชาย เธออยากจะให้เขารับฟังเื่เล่าของลูก ๆ แล้วก็กลับไปเสีย มองเห็นภาพตอนที่เขาตบหัวลูกชายกับลูกสาวอย่างเอ็นดู แล้วก็พาเดินเข้าไปในบ้าน เพราะตอนที่เขากลับเข้ามานั้นเธอเห็นเขาหอมถุงเครื่องกระป๋องมาเต็มสองมือ
แต่พอเอลิซาเบธลืมตาขึ้น เธอจึงได้มองเห็นว่าขณะนี้ถุงเครื่องกระป๋องเ่าั้วางอยู่บนหน้าหม้อรถจิ๊ป และแมวเ้าปัญหาตัวนั้นก็นอนนิ่งอยู่บนฝ่ามือใหญ่คู่นั้นด้วย ท่าทาของมันดูมีความสุขอย่างน่าหมั่นไส้
“แม่ของหนูเป็คนขึ้นไปเอาแมวลงมางั้นเรอะ”
“ใช่ครับ แต่ตอนนี้ยังลงไม่ได้เลย...แม่คร้าบ...” แมทร้องะโมาจากสนามด้านข้าง
“หนูว่าแม่ไม่มีทางลงจากต้นไม้ได้หรอกค่ะ”
ที่ผ่านมา เอลิซาเบธมักจะภาคภูมิใจกับความฉลาดเฉลียวเ้าสติปัญญาของ เมแกนยิ่งนัก แต่เมื่อมาถึงวันนี้เธออยากจะหักคอลูกสาวให้ตายคามือเสียเหลือเกิน
“แม่...แม่ไม่เป็เป็ไรหรอก” เอลิซาเบธะโตอบไป เท้าที่สวมถุงนิ่งไว้เหยียบลงบนคาคบที่ต่ำลงมาแล้วจึงค่อย ๆ ประคองตัวลง อดนึกถึงไลล่าที่ให้คำแนะนำไว้ว่า เวลาที่อยู่ต่อหน้าเพื่อนบ้านหนุ่มเช่นนี้ให้แสดงท่าว่าช่วยตัวเองไม่ได้หรืออะไรทำนองนั้น แต่ภาพจริง ๆ ที่ออกมามันช่างน่าขันกระไรนี้
เธอเห็นธัด แรนดอล์ฟ ล่งลูกแมวให้เมแกน เพ่งสายตามองมาที่ต้นไม้ราวพยายามจะมองให้เห็นเธอผ่านกิ่งใบที่หนาแน่นอยู่ หลังจากนั้นทั้งสามพร้อมด้วยนังเบบี้ตัวปัญหาก็เดินตรงมายังต้นไม้พร้อมกัน
“โธ่เอ้ย ก็แม่เป็แม่นี่นา ผมว่าแม่ปีนต้นไม้ไม่เก่งเหมือนแมวหรอก” แมทแสดงความคิดเห็น
“แหม...เมื่อกี๊เธอยังบอกว่าแม่เหมือนแรมโบ้เลย” เมแกนปกป้องมารดา
“แม่ขึ้นต้นไม้เป็ก็จริง แต่ลงไม่เป็หรอก” แมมทเงยหน้าขึ้นมองหน้าธัดอยู่ “คุณรู้ใช่ไหมครับว่าแม่ทุกคนเป็ยังไง”
เมื่อถึงตอนนี้ทุกคนต่างเดินมาจับกลุ่มพร้อมหน้าอยู่ใต้ต้นไม้แล้ว
“มิสซิสเบิร์คส์ครับ...”
“เฮลโล...มิสเตอร์แรนดอล์ฟ สบายดีหรือคะ”
เธอสังเกตเห็นได้ในทันทีว่าเขาพยายามกลั้นยิ้มไว้ แต่ดูจะไม่มิดเอาเสียเลย
“ผมสบายดี ว่าแต่คุณล่ะครับ” หางเสียงบอกความห่วงใย
“สบายดีค่ะ” เธอปัดปอยผมที่ปกปิดดวงตาออกเมื่อมองลงไปข้างล่างก็เห็นเพียงแนวกอดอกกุหลาบที่แบ่งแยกอาณาเขตที่ดินระหว่างของเขากับของเธอไว้เท่านั้น
“้าความช่วยเหลือบ้างไหมครับ”
“คิดว่าลงเองได้ค่ะ ขอบใจมาก ต้องขอโทษด้วยนะคะที่ลูก ๆ ไปรบกวนคุณ”
“ยินดีรับใช้อยู่แล้วละครับ” เธอเห็นเขาขมวดคิ้วย่น “คุณแน่ใจหรือครับว่าลงมาได้”
เอลิซาเบธเหลือบตามองพื้นดิน ดูมันไม่ได้อยู่ในแนวลาดอย่างไรบอกไม่ถูก
“ก็...ต้องได้ละค่ะ”
แต่สีหน้าของเขายังบอกความสงสัย ยืนนิ่งเงียบไปเป็ครู่ และแล้ว ราวกับเขามาถึงจุดที่ต้องตัดสินใจจึงเอ่ยขึ้นว่า
“จับกิ่งนั้นนะครับ...ไม่ใช่กิ่งถัดไปน่ะ จับด้วยมือขวา...น่าน...ยังง้าน...เอ้า...แล้วก็เลื่อนเท้าซ้ายไป...น่านละครับ”
ขณะรับฟังเสียงสั่งทีละขั้นตอนนั้น เอลิซาเบธยอมรับว่ามันช่วยให้เธอคลายใจขึ้นได้มากจนเกือบทำได้สำเร็จ ถ้าไม่มีเสียงฉีกขาดดังขึ้นเสียก่อน...
“อุ๊ย...” ขณะนั้นเธอยืนอยู่บนกิ่งต่ำสุดกำลังจะหย่อนเท้าลงบนนันได้อยู่แล้ว แต่ก็ต้องชะงักไปในทันที
“นั่นเสียงอะไร” ธัดเอ่ยถามขึ้นอย่างแปลกใจ
“มัน...เอ้อ...ฉันคิดว่าอะไรสักอย่างไปเกี่ยวกิ่งไม้เข้าแล้วละค่ะ”
“ก็อะไรล่ะ” เขายังถามต่อ
“ก็ไอ้ผ้าฟู ๆ ที่มันอยู่ข้างในน่ะสิครับ” แมทแสดงท่าอยากช่วยอธิบายเต็มที่ แม่ผมเขาชอบใส่อะไรต่อมิอะไรไว้ใต้เสื้อผ้าเยอะแยะเลยละครับ
“แมทธิว...” เอลิซาเบธร้อนผ่าวไปทั้งหน้า เธอหวังว่าเพื่อนบ้านหนุ่มจะคิดเสียว่าที่หน้าตาแดงก่ำอย่างนี้เป็เพราะความร้อนกับความเหนื่อยมากกว่า แต่ขณะเดียวกันเธอก็จนปัญญาจะที่จะดึงชายเปตติโค้ทออกจากกิ่งไม้ที่เกี่ยวไว้
“มา...ผมช่วยเองดีกว่า” ธัดก้าวขึ้นไปบนบันไดนั้น
“ไม่ต้องหรอกค่ะ ฉันลงเองได้”
“ไม่มีทาง ผมว่าคุณเอามือเหนี่ยวกิ่งไม้ไว้ทั้งสองมือเลยดีกว่า เดี๋ยวจะตกลงมา”
เมื่อมองลงไปยังพื้นดินซึ่งดูจะยิ่งห่างไกลออกไปทุกทีทั้งที่ลงมาถึงขนาดนี้แล้ว เอลิซาเบธจำต้องปฏิบัติตามที่เขาบอก เหนี่ยวกิ่งไม้ไว้ด้วยมือทั้งสองราวกับมันเป็ที่พึ่งสุดท้ายของชีวิต ขณะที่เพื่อนบ้านหนุ่มผมสีเทาไหล่กว้างตระหลบชายกระโปรงบานมองหารอยขาดของชายลูกไม้แล้วก็ไล่สายตาสูงขั้นไปว่ามันไปเกี่ยวอยู่กับกิ่งไม้อันไหน ซึ่งดูเหมือนเขาจะใช้เวลาอยู่นานมากว่าจะหาพบ
“อ้อ...เจอแล้วอยู่นี่เอง” เขาร้องออกมาในที่สุด “ขาดนิดเดียวเท่านั้นละครับ” น้ำเสียงของเขาบอกความดีอกดีใจแทน “ไม่เป็ไรครับ นิดเดียวคุณซ่อมได้แน่”
“ค่ะ...คงได้” เอลิซาเบธดึงชายลูกไม้เปตติโค้ทมาจากมือเขา ขอบคุณนะคะ
ขณะยืนอยู่บนบันไดเช่นนั้น ใบหน้าของเขาเกือบจะอยู่ระดับเดียวกับเธอ เอลิซาเบธไม่เคยเห็นเขาอย่างใกล้ชิดเช่นนี้มาก่อนเลย ไม่เคยชิดใกล้จนมองเห็นอยู่ว่าดวงตาของเขาเป็สีฟ้าเข้ม ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจริงๆ แล้วเรือนผมของเขาไม่ได้เป็สีเทา แต่มันเป็สีผสมระหว่างเกลือกับพริกไทย ที่ออกจะแก่ไปทางเกลืออยู่สักหน่อย
ประการสำคัญเธอไม่เคยอยู่ชัดใกล้ถึงขนาดที่จำให้เธอได้กลิ่นโคโลญจน์ที่ชวนใจให้คิดถึงอานม้ากับเซ็กซ์และการที่ได้เห็นเขาจับเศษลูกไม้ไว้ด้วยปลายนิ้วมันทำให้ดวงตาของเธอลุกโพลงและริมฝีปากแห้งผากขึ้นมาทันที
“ด้วยความยินดีอย่างยิ่ง” เขาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ยังจับตาอยู่ที่ใบหน้าเธอ “คุณกำลังตัวสั่นอยู่นะ มา..ให้ผมช่วยอุ้มลงดีกว่า”
เขาก้าวลงไปยืนอยู่บนพื้นดินเลื่อนบันไดไปเสียทางหนึ่ง แล้วจึงได้ยื่นมือขึ้นมาโอบเอวเธอไว้ เอลิซาเบธััความแข็งแรงของอุ้งมือที่กระชับแน่นอยู่ตรงนั้น
“วางมือลงบนไหล่ผมนะแล้วก็โน้มตัวมาข้างหน้าเขาออกคำสั่ง”
เอลิซาเบธจำต้องปฏิบัติตามอย่างไม่มีทางเลือก เนื้อผ้าของเสื้อเชิ้ตตัวที่เขาสวมใส่อยู่แนบกับฝ่ามือยามที่วางลงบนไหล่ มือไม้ดูจะเล็กและบอกความเป็ผู้หญิงเต็มตัวยามทาบทับอยู่กับแผงไหล่นั้น เธอโน้มตัวเข้าไปหาเขาและเขาก็โอบร่างเธอไว้ เซถอยหลังไปสองสามก้าวรั้งร่างเธอตามไปด้วย
แผงอกของเขาแข็งแกร่งราวผนังหิน ดูเหมือนจะแกร่งไปหมดทั้งเนื้อตัวด้วยซ้ำ มันทำให้เธอมีความสุขว่าตัวเองช่างเปราะบางเสียเหลือเดิน และสมองก็พลอยมึนงงไปด้วย
ไร้สาระ...ที่เธอยังเวียนศีรษะอยู่ก็เพราะความสูงเท่านั้น แต่ทำไมจนป่านนี้แล้วเท้ายังไม่เตะพื้นอีกเล่า... ที่เป็เช่านั้นก็เพราะร่างกายของเธอยังเกาะเกี่ยวกับเขาอยู่ และอย่างช้า ๆ ที่เขาต่อย ๆ ลงตัวลงจนปลายเท้าแตะกับพื้นหญ้าที่เย็นเยือก ทรวงอกของเธอแนบชิดอยู่กับแผงอกกว้างนั้น และดูเหมือนในเศษเสี้ยวของวินาทีต้นขาของเธอยังเสียดสีกับท้องน้อยของเขาด้วย
“ไม่เป็ไรแล้วใช่ไหมครับ” เธอได้ยินเขาถามขึ้น
ซึ่งเธอก็ได้แต่พยักหน้ารับ และฝ่ามือคู่นั้นก็เลื่อนหลุดจากเอว เธอก้าวถอยออกห่างเพื่อให้เกิดช่องว่างระหว่างกันขึ้นมาบ้าน เมื่อเธอเสี่ยงกับการเหลือตาขึ้นมองหน้าเขานั้น เธอมองเห็นภาพสะท้อนของตัวเอง ภาพของหญิงสาวคนหนึ่งที่ใบหน้าแดงเรื่อด้วยความเขินอาย...แบะเธอก็ต้องใเมื่อได้รับรู้ ว่าผู้หญิงคนนั้นก็คือตัวเธอเอง...