ตอนที่ 1 (3)
ถังเฮ่อมองประตูบาร์อีกครั้ง เ้าหลินเยี่ยนนี่ ทำไมยังมาไม่ถึงอีก หยิบมือถือขึ้นมากดโทรออกอีกรอบ พออีกฝ่ายรับก็โพล่งถาม “เยี่ยนจื่อ แกอยู่ไหน ต่อให้คลานมาก็ต้องถึงแล้วไหม”
“ฉันอยู่ที่บาร์แล้ว นั่งอยู่ที่เคาน์เตอร์” เสียงที่ดังขึ้นในมือถือคือน้ำเสียงเย็นๆ เสมอต้นเสมอปลายของหลินเยี่ยน
“...” ถังเฮ่อหันมองเคาน์เตอร์บาร์ใกล้ๆ ซ้ายทีขวาที แต่ไม่เห็นไอ้หลินเยี่ยนนั่นที่ต่อให้กลายเป็ขี้เถ้าเขาก็จำได้
“ขอทราบด้วยว่าแกอยู่ที่เคาน์เตอร์บาร์ของบาร์ไหนครับ” ถังเฮ่อถามอย่างมีน้ำอดน้ำทน
“ก็บาร์ไนท์ไลท์ที่แกบอกไง”
“...” ถังเฮ่อหมดคำจะกล่าว
“แต่บาร์นี้ดูไม่ค่อยใช่สไตล์แกเลย ฉันดูแล้วนะ มีสาวๆ แค่ไม่กี่คนเอง! เกิดอะไรขึ้น จู่ๆ ก็นึกอยากกลับตัวกลับใจขึ้นมาเหรอ” หลินเยี่ยนยังคงไม่เห็นว่ามีอะไรผิดปกติ
“ไอ้หัวขี้เลื่อยเอ๊ย มูนไลท์น่ะมูนไลท์ มูนที่หมายถึงพระจันทร์ ไม่ใช่ไนท์ที่แปลว่ากลางคืนโว้ย” ถังเฮ่อโกรธสุดขีด
“อ้าว มิน่าฉันรอตั้งนานแกก็ยังไม่มา ตอนนี้ให้ทำไง ให้ฉันไปหาแกเหรอ”
ถังเฮ่อโกรธจนหมดแรง “ช่างเถอะๆ คืนนี้คริสต์มาสอีฟ แกก็สนุกที่บาร์ไนท์ไลท์ไปเหอะ! ฉันเหนื่อยแล้วเหมือนกัน หมดแก้วนี้ก็จะกลับบ้านแล้ว” ถังเฮ่อตัดสายอย่างไร้เยื่อใย
บาร์ไนท์ไลท์ไม่ใช่สไตล์ของฉัน แต่เป็สไตล์ของไอ้เ้าหลินเยี่ยนนั่น! ก็ให้ชายที่มีความยับยั้งชั่งใจและแสนจะเ็าอย่างหมอนั่นไปทำความเข้าใจโลกของตัวเองให้ถ่องแท้สักหน่อยละกัน!
ถังเฮ่อวางสายของหลินเยี่ยน หลังจากแน่ใจว่าคืนนี้อีกฝ่ายจะไม่ปรากฏตัว ถังเฮ่อจึงตัดสินใจจะกลับบ้าน เดิมทีคืนนี้เขาพร้อมสนุกมาก มากเสียจนไม่อาจปลดปล่อยได้ด้วยคู่นอนตามปกติ เขาอยากมีความรู้สึกปลุกเร้าที่ต่างไปจากเดิม แต่น่าเสียดายที่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีสาวสวยสังหารแสนเซ็กซี่ที่ทำให้ดวงตาของเขาเป็ประกายขึ้นมาทันทีปรากฏตัวออกมาเลย
เขาคิดจะถอดใจ เตรียมกลับบ้านไปนอนทั้งที่ยังค้างคาอยู่แบบนี้ ไม่แม้แต่จะคิดทำแบบแก้ขัดไปก่อน อารมณ์แบบนี้ก็เหมือนคุณโหยหาอยากกินเสี่ยวหลงเปาร้านติ่นไท่ฟง แม้หามากินไม่ได้ คุณก็ไม่อยากนอกใจไปกินเสี่ยวหลงเปาของร้านลุงหวังข้างบ้านในตอนนี้ เพราะถ้าหาอะไรมาแก้ขัดไปก่อน วินาทีที่กระเดือกเสี่ยวหลงเปาร้านลุงหวังลงไป ความโหยหาเสี่ยวหลงเปาของร้านติ่นไท่ฟงก็มีแต่จะยิ่งทวีคูณ สู้ไม่กินั้แ่แรกเลยจะดีกว่า
หลังจากเพิ่งปฏิเสธคนที่เข้ามาจีบซึ่งไม่รู้ว่าเป็คนที่หกหรือเจ็ดแล้วอย่างมีมารยาทไป และตั้งใจว่าหลังจากดื่มเหล้าแก้วนี้หมดก็จะกลับนั้น เสียงอึกทึกครึกโครมก็ดังมาจากที่นั่งตรงมุมร้าน บรรยากาศในบาร์สนุกสนาน ส่งเสียงเฮฮาทั้งซ้ายขวามาั้แ่ต้น เพียงแต่ตอนนี้เสียงอึกทึกครึกโครมนั้นดูเหมือนรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ดึงดูดคนอื่นๆ ให้ไปมุงดู ถังเฮ่อเงี่ยหูฟัง ถึงได้ยินว่าเป็เสียงเล่นเกมทายนิ้ว[1]ซึ่งเป็เกมแบบไต้หวันที่สมัยนี้แทบจะไม่เห็นแล้ว การจะเล่นเกมนี้ปฏิกิริยาต้องเร็ว ตาต้องไว จุดสำคัญคือเวลาขานตัวเลขต้องะโอย่างกล้าหาญและทำให้อีกฝ่ายใจหายใจคว่ำ
ถังเฮ่อมองดูคนกลุ่มนั้นที่เล่นกันอย่างสนุกสนานเต็มสูบ เหมือนฝ่าฟันกันจนมาถึงรอบชิงชนะเลิศ ผู้เล่นทั้งสองถูกปลุกเร้าให้ไปยืนบนโต๊ะและเตรียมตัวประชัน หนึ่งในผู้เล่นดื่มจนหน้าแดงไปหมด ชายเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินถูกดึงหลุดลุ่ยจนเลิกขึ้นไปข้างหนึ่ง แถมยังถอดเนกไทมาผูกที่หน้าผากเป็สัญลักษณ์ว่า ‘ต้องชนะ’ ตื่นเต้นจนคันไม้คันมืออยากลองเต็มทน ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งดูแล้วไม่ได้เมาขนาดนั้น แววตากระตือรือร้น ตัวโน้มไปข้างหน้าเล็กน้อย เผยยิ้มให้คู่ต่อสู้ กระดุมเสื้อเชิ้ตถูกปลดออกสองสามเม็ด เผยให้เห็นความสวยงามของแนวกระดูกไหปลาร้า นิ้วที่เรียวยาวทำท่ากำหมัดซ้ำๆ คล้ายกำลังวอร์มร่างกาย เดิมทีการ์ดภายในบาร์มาเฝ้าอยู่ก่อนแล้ว แต่เห็นว่ากำลังหัวเราะกันสนุกสนาน ท่าทางไม่เหมือนอยากก่อเื่ จึงตามใจพวกเขาในวันคริสต์มาสอีฟ เพียงยืนเตรียมพร้อมเฝ้าระวังอยู่ข้างๆ เท่านั้น
หลังจากผู้เข้าแข่งขันทั้งสองฝ่ายพร้อมแล้ว ไม่รู้ว่าใครส่งเสียงลากยาวทรงพลังว่า “เอา...ละ” จากนั้นสลับกันเอ่ยบทพูดตัวเลขประจำเกมอย่างเร่งจังหวะ ‘หนึ่งจัดสามดาว สองดีเจ็ดเหมาะ สี่มาหกตาม สามดาวชิงชัย สองดีเสมอต้น แปดเซียนเจ็ดเหมาะ...’ ความเร็วในการออกนิ้วเร่งขึ้นเรื่อยๆ ส่วนเสียงะโตัวเลขของหนึ่งในผู้เล่นกลับดังกว่าอีกคน หนึ่งในนั้นเสียงดังฟังชัด อีกหนึ่งคนเสียงทุ้มแหบแห้ง แต่แยกได้ชัดเจนว่าใคระโเลขอะไร มองออกว่าผู้เล่นที่เสียงดังฟังชัดเหนือกว่าเล็กน้อย หลังจากผ่านไปหลายรอบ ท่ามกลางการโบกธงและเสียงะโ ในที่สุดก็ได้าาทายนิ้วคนใหม่ซึ่งก็คือชายหนุ่มที่เสียงดังฟังชัดผู้มีกระดูกไหปลาร้าอันงดงามนั่นเอง
เสียงหัวเราะโหวกเหวกยังคงเริงร่า “เฮ้ย ตกลงกันแล้วนี่ว่าคนที่แพ้ต้องขึ้นไปร้องเพลงบนเวที นายอย่าแกล้งตายเซ่” คนหนึ่งเตะสะกิดชายที่ผูกเนกไทไว้บนหัวซึ่งตอนนี้นอนสลบแน่นิ่งบนโซฟาไปแล้ว
“ช่างเถอะน่า! ถ้าให้หมอนี่ขึ้นไปร้อง คนที่ถูกลงโทษจะไม่ใช่เขาแต่เป็พวกเรานะ ฉันไม่อยากตรากตรำชนะเกมทายนิ้วแล้วยังต้องมาถูกลงโทษอีก” ผู้พูดเอ่ยด้วยความเกียจคร้านระคนหมดแรง
ทุกคนฟังคำพูดของแชมป์ทายนิ้ว เมื่อลองคิดดูก็รู้สึกว่ามีเหตุผลอยู่ หัวข้อสนทนาพลันเปลี่ยนในทันที “งั้นนายขึ้นไปสิ! ไม่ได้ขึ้นเวทีร้องเพลงตั้งนานแล้วนี่ วันนี้คริสต์มาสอีฟ ขึ้นไปสนุกสักหน่อยแล้วกัน” ทุกคนพากันยุคนละคำสองคำ จากนั้นเสียงไชโยโห่ร้องก็พลันะเิออกมา
ปกติแล้วเสียงแบบนี้หมายความว่ามีคนกำลังจะปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชนแล้ว
เชิงอรรถ
^ เป็นเกมที่กำหนดให้มือแต่ละข้างของผู้เล่นมีห้าแต้ม สองข้างรวมเป็นสิบแต้ม จำนวนแต้มทั้งหมดขึ้นอยู่กับจำนวนผู้เล่น สมมติเล่นกันสองคน (ซึ่งแบบไต้หวันมักเล่นกันเป็นคู่) ก็จะมีแต้มทั้งหมดยี่สิบแต้ม โดยที่แต่ละฝ่ายมีสิบแต้ม เริ่มเล่นโดยผู้ที่เป่ายิ้งฉุบชนะจะบอกเลขตั้งแต่ศูนย์ไปจนถึงยี่สิบ โดยเพิ่มจำนวนได้ทีละห้า (ถ้าแบบไต้หวันจะเพิ่มทีละห้า แต่แบบจีนอาจนับเป็นจำนวนนิ้ว) หากได้จำนวนเท่าที่ผู้บอกตัวเลขพูดก็สลับให้อีกฝ่ายเป็นผู้บอกตัวเลข สลับกันไปแบบนี้ หากได้ตัวเลขไม่เท่าที่ผู้บอกพูด แต้มของผู้บอกตัวเลขนั้นก็จะหายไป สุดท้ายใครแต้มหมดก่อนจะเป็นผู้แพ้ เป็นเกมที่นิยมเล่นกันในวงเหล้า