โชคดีที่ซเปลไม่ใช่เมืองที่มีูเาแล้วเป็ที่ราบลุ่ม หิมะจึงไม่หนาเท่าเมืองอื่นๆ แต่ก็ยังนับว่าหนาว
อลันซึ่งโตมากับเมืองที่ร้อนน้อย ร้อน ร้อนมาก ไปยันร้อนโคตรๆ เมื่อมาััอากาศที่มีหิมะหรืออุณหภูมิติดลบทำให้เดินสั่นงักๆๆๆๆไม่เป็ท่า ต้องใช้ออร่าไปในทางเสริมความร้อนให้ร่างกาย ซึ่งสายควบคุมแบบเขานั้นไม่เด่นเื่การทำแบบนี้เท่าไหร่นัก แต่ผ้าคลุมฮู๊ดขนของพี่ชายแอนที่ไม่ได้โดนไฟไหม้ไปด้วยนั้นกลับช่วยอลันไว้ในฤดูหนาวนี้

“อลันคะ เดินทางล่วงหน้าไปกับองค์ชายก่อน ข้าจะตามไปหลังจัดการงานทางนี้กับท่านเสมล เสร็จนะคะ รอข้านะ”…เอียนน์พูดเป็เลียงเลียนเสียงผู้หญิง
“ครับ นายหญิงของข้า”…มอร์ดัสองครักษ์คนสนิทตอบพร้อมกุมมือเอียนน์
เอียนน์กับมอร์ดัส องครักษ์หลวงคนสนิททำท่าล้อเลียนการล่ำลากันชั่วคราวของแอนกับอลัน
“พวกท่าน้าอะไร? จะล้อเลียนข้าไปถึงไหน?!”...อลันหัวเสียจากอากาศหนาวอยู่แล้ว
“แหม่ ...ก็เล่นล่ำลากันซะอย่างกับคู่รักคู่ครองอย่างนั้น ไม่สิ หวานกว่าคู่รักคู่สมรสจริงๆ อีกมั้ง”...เอียนน์กล่าวแล้วแค่นหัวเราะ
“พวกท่านล่ำลากันขนาดนี้ เล่นเอาองค์ชายของข้ารู้สึกผิดเลยนะรู้มั้ย? อย่างกับพวกเราไปพรากพวกท่านออกจากกันยังไงยังงั้นแหน่ะ”...มอร์ดัสแบะมือกล่าว
[ไอ้พวกนี้!!...แม่งเอ้ย อย่าให้พระเอกโกรธนะ ไม่งั้น....อู๊ย.ยย.ส์หนาวชิปหายย.ย.ยย.ย.!!!]…อลันกำลังยั๊วะในใจแต่พอลมพัดก็เล่นเอาความคิดโมโหหายวับไป
เขาอยู่บนป้อมปราการของเมืองที่ตัดแม่น้ำ แต่หัวของอลันไม่มานั่งจำแล้วว่ามันคือเมืองอะไร เพราะเขาสั่นตลอดทางจนไม่ได้สังเกตทางมา ไว้ค่อยถามองค์ชายเอาทีหลังแล้วเทียบจากแผนที่เอา
“ข้าน่ะ คิดถึงคนที่กำลังตามหาอยู่”
“ผู้กล้าหญิงที่ชื่อแตงโมนั่นสินะ”…มอร์ดัสถาม
“อื้ม”
“อย่าหาว่าข้าพูดในแง่ร้ายเลยนะ นางอยู่กับผู้กล้าในกลุ่มตั้งหลายคน จะไม่หวั่นไหวเลยเหรอ?”
“ท่านอย่าพูดจาซี้ซั้ว ขนาดข้ามีสาวๆ ห้อมล้อม ข้ายังไม่ล่วงเกินใครแล้วเฝ้ารอแต่นางเลย”...อลันเถียง
“ท่านเจอแต่พวกคุณหนูคุณนายดัดจริต แถมที่ซเปลก็มีแต่ผู้หญิงไม่สวย อย่าหาว่างั้นงี้เลยนะ นายหญิงท่านก็ไม่จัดว่าเป็คนสวยนะ ที่ดูดีหน่อยก็อะไรนะ...อ่า..อ้อ...ผู้จัดการโรงแรมที่ชื่อเรอาน่ะ”...เอียนน์เสริม
“แหม่ มันจะพูดตรงไปมั้ง....อ่ะ...แล้วท่านจะบอกข้าว่าแตงโมอยู่กับคนที่ทำให้หวั่นไหวงั้นสิ”...อลันเอียงคอถามเป็เชิงเถียง
“ก็นะ....ถ้าท่านรู้จักปาร์ตี้ผู้กล้าของนาง ท่านจะไม่วางใจ แต่ละคนล้วนเป็ที่หมายปองของหญิงสาวทุกระดับชนชั้น ท่านเข้าใจคำว่าทุกระดับชนชั้นมั้ย ...นั่นหมายถึงพวกเขาเข้าถึงผู้คนทุกระดับหรือให้พูดคือนอกจากเก่งแล้ว เป็คนดีไม่ถือตัวไงล่ะ.....ถ้าแตงโมคนรักของท่านเป็คนดีดังที่ท่านเล่ามาตลอดทาง งั้นนางก็สมควรอดที่จะชื่นชมเหล่ายอดบุรุษนี้ไม่ได้ จริงมั้ย?”....เอียนน์เดินมาจับไหล่อลัน
“นี่ท่านจะให้ข้าช่วยงาน แต่กลับพูดเื่ให้ข้ากังวลใจสุดๆเนี่ยนะ ไม่กลัวข้าทิ้งงานท่านไปหานางเหรอ? เอียนน์”
“กลัวสิ....แต่ถ้าบอกแล้วว่าข้าจริงใจกับท่าน ข้าจะไม่เงียบเื่นี้ไว้เพื่อให้ท่านช่วยงานข้าโดยไม่รู้อะไรหรอกนะ อีกอย่าง ถ้าท่านกังวลขนาดไร้สมาธิแบบนั้น ก็เป็การดีที่จะคัดท่านออกจากขบวนการของเราั้แ่เนิ่นๆ ดีกว่ารอจนเกิดปัญหาทีหลัง”...เอียนน์บอกพร้อมตบหลังอลันเบาๆ
“โอ้ห์....จริงใจเกินร้อยจริงๆ..”...อลันส่ายหัว
“อีกอย่าง ตอนนี้ฤดูหนาวมาแล้ว ถ้าท่านเดินทาง ยังไงก็ตายระหว่างทาง ยิ่งท่านไม่ชินอากาศหนาวแล้วด้วย ตายแหงๆ ข้าไม่ต้องห่วงว่าท่านจะหนีไปหาหญิงคนรักของท่านถึงได้กล้าเล่าให้ท่านฟัง”...เอียนน์ยิ้มแล้วเดินลงบันไดระเบียงกำแพงป้อมไป
“จิส์”...อลันชี้องค์ชายแล้วกัดฟันเป็เชิงจะหาทางเอาคืน
จากนั้นก็มองไปยังที่ที่ไกลออกไปในท่ามกลางหิมะ
[แตงโม รอฉันนะ..]…อลันแม้จะหนาวกาย แต่ใจเขากลับหนาวยิ่งกว่า
...............
หิมะตกลงมาเรื่อยๆ จนหยุดไปในตอนเช้ามืด เมื่อถึงเวลาเช้าจึงพอให้ผู้คนเดินออกมาได้
ปราสาทที่คึกคักด้วยบริวารมากมายทำงานกันด้วยความร่าเริง
เ้าของปราสาทกลับเดินหนาวด้วยผ้าคลุมนวมหนาขอบขนสัตว์ราคาแพงแต่แสนจะอบอุ่น ก้อนผ้าห่มที่โผล่มาแต่หัวของเ้าของปราสาทเดินออกมายังโถงของปราสาท
“ใต้เท้าแตงโม ท่านเคาน์โทนีอาร์มารอยังห้องรับแขกแล้วครับ”...ทหารในปราสาทมารายงานพร้อมพ่อบ้าน
“อ๊ะ..มาซะที ..ขอบใจพวกท่านมาก”...แตงโมเดินลงบันไดโค้งอันสวยงามลงไปยังห้องรับแขกของปราสาท
“ท่านพี่แตงโม...ไม่สิ ต้องเรียกท่านมาร์ควิสแตงโม ยังไม่ชินอากาศหนาวของที่นี่อีกเหรอ?”...โทนีอาร์ยิ้มแซว
“จิส์..เดี๋ยวเถอะเ้าเด็กคนนี้ มาล้อเลียนยศข้า ...เดี๋ยวพี่สาวสั่งขังที่ปราสาทข้าแล้วจับตีซะหรอก”...แตงโมหยิกแก้มโทนีอาร์ด้วยความหมั่นเขี้ยว
“โอ๊ยๆถ้าท่านพี่แตงโมจะขังข้าไว้ที่ปราสาทท่านจริง ข้าก็ยอมอ่ะ”...โทนีอาร์จับมือแตงโมออกจากหน้าแล้วยิ้มพูด
“หือ...ดูพูดเข้าสิ ถ้าไปจีบสาวๆ นี่ได้สาวๆ หิ้วกลับคฤหาสน์ทุกวันแน่ หน้าหล่อแล้วยังพูดจาน่ารักอีกนะ”...แตงโมลูบผมโทนีอาร์
“เอ่อ...เรา..เดินทางกันเถอะ”…โทนีอาร์เริ่มเขิน
“อ่อ นั่นสิจ้ะ...ถนนเป็ไงมั่ง รถม้าพอวิ่งได้มั้ย?”
“ตอนข้ามา.. ..วิ่งได้ครับ”
“ไปรถคันเดียวกับข้านะ โทนีอาร์”
รถม้าของเคาน์เจสกำลังขับมายังทางแยกในเมืองหลวงเซเรเก้ ของอาณาจักรอาร์นาโทส รถม้าอีกคันเปิดประตูออกมาทักเรียก
“ว่าไงคะ ท่านเคาน์เจส”...แตงโมเปิดมาทัก
“อ้าวแตงโม”…เจสยิ้มทัก แต่พอมองเข้าไปในประตูก็พบว่าโทนีอาร์โผล่หัวชะเง้อมาทักทาย
“เฮ้ย! นี่เ้าให้โทนีอาร์ไปนั่งข้างในด้วยกัน 2 คนเรอะ!?”...เจสโวยวาย
“ทำไมจ้ะ หึงเหรอ?”...แตงโมยิ้มถาม
“บ.บ..บ้าเหรอ...แต่นั่งในรถม้าที่มิดชิดกัน 2ต่อ 2 ชายหญิง คนอื่นมาเห็นจะคิดยังไง??”...เจสโวยต่อ
“ถ้าไม่อยากให้อยู่กัน 2 ต่อ 2ก็ย้ายก้นเข้ามานั่งด้วยสิจ้ะพ่อคนขี้โวยวาย”...แตงโมยิ้มแล้วกวักนิ้วเรียก
“ยิ่งเข้าไปใหญ่เลย ชาย 2 คน หญิงแค่คนเดียวเนี่ยนะ? ถ้าคนอื่นมาเห็นเข้ามันจะ....”...เจสยังโวย
“ตอนแรกคงไม่มีคนเห็นหรอก แต่เพราะเ้าโวยวายดังสามบ้านเจ็ดบ้านป่านนี้ชาวบ้านตื่นมาได้ยินเ้าประจานข้ากันหมดแล้วมั้ง”...แตงโมหรี่ตามองเจสแบบแซวๆ
“อึ่ก....”...เจสเพิ่งนึกได้ว่าตนเสียงดังไป
ทั้ง 3 มาถึงลานหน้าพระราชวังอาร์นาโทส หทารแจ้งว่าเคาน์อาเบลอยู่กับองค์าาแล้ว ส่วนเคาน์เซรมี่มาถึงก่อนหน้าได้สักครู่
“สมเป็อาเบลกับเซรมี่จริงนะ”...แตงโมยิ้มแบบถอนหายใจ
เข้ามาในพระราชวัง ทั้ง 3ถอดผ้าคลุมขนสัตว์หนาฝากไว้ลานโถงก่อนผ่านท้องพระโรงวัง ในวังอบอุ่นกว่าข้างนอกมากมายนัก
“พวกเ้าช้า...”...เซรมี่ยืนไขว้มือรอ
“พวกข้าไม่ช้า เ้ากับอาเบลแหกขี้ตามาเร็วเองต่างหาก”...เจสชูมือบ่น
“ไม่ช้า...แต่ก็เกือบสาย...ปกติจนเอาจริงเอาจังแบบเ้าไม่น่าช้า ไปเสียเวลาตรงไหนมา ... แตงโม? โทนีอาร์? คนไหนทำเ้าช้า? หรือทั้ง 2 คน?”...เซรมี่ถาม
“นี่ๆ ตกลงจะช้า หรืออาณาจักรจะล่มสลายก็จะโทษข้ากับโทนีอาร์ให้ได้ใช่มั้ยจ้ะ พ่อคนเงียบที่เดี๋ยวนี้กลายเป็ขี้บ่นแล้ว”...แตงโมแสยะยิ้มมุมปากแล้วเดินมาเอานิ้วแตะปากเป็เชิงห้ามพูด
“หึ..เอาเถอะ ถ้าไม่นับอัลทีเรียที่ปฏิเสธตำแหน่งไป พวกเราก็จัดว่ามาครบแล้ว”...เซรมี่หันหน้าเบือนไปทางอื่น
“ว่าแต่ ประชุมวันนี้มีเื่อะไร? มีแต่ขุนนางที่คุมการต่างประเทศมาร่วมประชุมเท่านั้นด้วย”...โทนีอาร์ถาม
“เข้าไปประชุมเดี๋ยวก็รู้เอง”...แตงโมเดินอาดสะบัดผมแล้วเข้าที่ประชุม