ณ.....ดาวเคราะห์ดวงเล็กๆดวงหนึ่งที่โคจรอยู่ในระบบสุริยะเล็กๆเช่นกัน แต่ ดันไปสถิตย์อยู่ใน กาแล็กซี่ ที่ใหญ่โตที่สุดในห้วงจักรวาล ไม่มีกาแล็กซี่ไหนๆจะใหญ่โตไปกว่านี้ได้อีกแล้ว.....Galaxy IC 1101.....ขนาดของกาแล็กซี่นี้ ถ้าวัดจากกึ่งกลางของกาแล็กซี่ไปถึงขอบกาแล็กซี่ในส่วนที่กว้างที่สุดมีความยาวถึงสองล้านปีแสง ( ความเร็วของแสงคือสามแสน กิโลเมตรต่อวินาที ) ถ้าวัดขนาดกว้างของกาแล็กซี่ทั้งอันก็คือสี่ล้านปีแสง ประกอบไปด้วยหมู่ดาวฤกษ์ทั้งหมด ร้อยหมื่นล้านดวง หรือง่ายๆก็คือล้านล้านดวง ดาวฤกษ์ 1 ดวงก็คือดวงอาทิตย์ ในแต่ละดวงอาทิตย์ก็จะมีระบบสุริยะของตัวเองจะมีดาวเคราะห์หมุนอยู่ล้อมรอบ ดังนั้นจำนวนดาวฤกษ์รวมกับดาวเคราะห์ทั้งหลายในกาแล็กซี่นี้ มีจำนวนถึง...ล้านล้านล้านดวง...."...."
คืนนี้ไร้แสงโดยสิ้นเชิงแม้แต่แสงดาวหรือแสงจันทร์ที่ปรกติมีถึง3ดวง ก็ยังไม่โผล่มาให้เห็นแม้แต่เงา เสียงรถม้าสีดำค้นใหญ่ประดับประดาไปด้วยลวดลายแกะสลักวิจิตรบรรจง เทียมม้าตัวใหญ่สีดำสนิทกลืนกับตัวรถพุ่งไปข้างหน้าดูคล้ายดาวตกสีดำวิ่งห้อพุ่งฝ่าความมืดไปอย่างสุดกำลัง ท่ามกลางทุ่งร้างอันกว้างใหญ่ผืนหนึ่งทางตอนกลางของทวีป "ัทมิฬ" ซึ่งเป็ทวีปที่ใหญ่ที่สุดของดาวเคราะห์ดวงนี้ ประกอบไปด้วยเทือกเขาสลับซับซ้อนมากมาย ข้างตัวรถม้าสีดำมีทหารแต่งชุดเกราะอ่อนสีดำรัดกุมห้อม้าตัวใหญ่ขนาบข้างมาด้วยประมาณ 7-8 นาย ทหารแต่ละนายท่าทางอิดโรยพร้อมาแเกลี่ยนกราดทั่วทั้งร่างกาย คอยคุ้มกันอย่างใกล้ชิด พร้อมกับตระโกนสำทับสารถีที่ขับรถม้าอย่างสุดเสียง...
" เร่งไป ๆ ให้สุดกำลัง พอเข้าเขตเทือกเขา...."ัเร้น"....ได้ก็จะพ้นภัย เร็วๆเข้า.."
เป้าหมายที่รถม้าสีดำและทหารกลุ่มนี้กำลังมุ่งหน้าไปก็คือเขตูเา...."ัเร้น".....ที่สูงสุดลูกหูลูกตาเป็ูเาไฟที่ยังไม่ดับ มีขนาดใหญ่โตมโหฬารมาก มองไม่เคยเห็นยอดเขาได้เลยมานับแรมปี เพราะยอดเขาหมกตัวอยู่ท่ามกลางก้อนเมฆเสียเป็ส่วนใหญ่ เป็ที่เล่าลือกันว่าภูขาไฟั์ลูกนี้เป็ที่อยู่ของ "พญาเทพัไฟ" ใครบังอาจล่วงล้ำเข้าไปในเขตูเาแห่งนี้ก็จะหายสาบสูญไปไม่ได้กลับออกมาอีกเลย หรือถ้ากลับออกมาได้ก็จะกลายเป็คนบ้าบอเลอะเลือนจำอะไรไม่ได้ คนกลุ่มนี้คงนึกว่าขืนอยู่ไปก็ตายเสี่ยงเข้าไปอาจจะมีโอกาสรอดอยู่บ้าง..."..."
ภายในรถม้านั่งมาด้วยสตรีวัยกลางคนท่าทางตื่นกลัวร้องไห้สะอีกสะอื้นแ่เบาอยู่ตลอดเวลา ดูจากการแต่งตัวคล้ายเป็นางสนมในวังหลวง ประคองกอดทารกน้อยอายุได้ประมาณ 8-9 เดือน อยู่ในอ้อมอก ทารกนั้นห่อหุ้มอยู่ในผ้าอ้อมกำมะหยี่สีดำที่ถักทอขึ้นมาอย่างปราณีต มีลวดลายวิจิตรบรรจงปนพิสดารอยู่บ้าง เหมือนจะเป็ยันต์อักขระอะไรบางอย่าง แต่ที่น่าแปลกใจก็คือ ทารกชายท่าทางอ้วนท้วนสมบูรณ์ ขาวผ่องจนออกประกาย นั้นไม่ร้องไห้เลยแม้แต่นิดเดียว ดวงตากลมโตจ้องไปที่หญิงนั้นแน่วนิ่ง ประมาณว่าทราบเหตุการ์ที่กำลังเกิดขึ้นดี และกำลังคอยสดับฟังสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นด้วยใจระทึก..."..."
ทันใดนั้นกลางความมืดเื้ัรถม้าพลันบังเกิดมีแสงเรืองๆของวัตถุประหลาดสี่ถึงห้าดวงวิ่งพุ่งเข้ามาหากลุ่มคนที่กำลังหนีอย่างสุดชีวิตอยู่นั้น...
" ปล่อยหินพรางวิถี.....ปล่อยหินพรางวิถีด่วนเร็วๆ นั่นคือธนูติดหัวะเิมีระบบนำวิถี....."
นายทหารที่ควบม้านำอยู่หน้าสุดะโสั่งลูกน้องในสังกัดอย่างเร่งรีบ พลทหารนายหนึ่งก็ล้วงมือเข้าไปในถุงบริเวณสายคาดเอ็วล้วงเอาวัตถุชิ้นหนึ่งขึ้นมาขว้างขึ้นไปบนอากาศ วัตถุนั้นก็พุ่งขึ้นไปแล้วก็แตกกระจายเป็แสงเรืองรองท่ามกลางความมืดลอยค้างอยู่กลางอากาศ....
" ทั้งหมดเลี้ยวไปทางซ้าย....เลี้ยวไปทางซ้ายเร็วๆเข้า"
นายทหารที่ควบม้านำหน้าอยู่สั่งพร้อมกับควบม้าเบี่ยงไปทางซ้ายนำไปเพื่อเป็การหลบวิถีของ สะเก็ดของธนูะเินำวิถีที่วิ่งตามมาใกล้จะถึงเข้าไปทุกทีๆ วินาทีนั้นเองธนูหัวะเิก็วิ่งแหวกอากาศมาถึง พร้อมเสียงดัวหวีดหวิวแสบแก้วหู พอมาถึงก็วิ่งเชิดหัวขึ้น พุ่งเข้าหาวัตถุพลางวิถีที่ลอยค้างอยู่กลางอากาศ....วี๊ด....วี๊ด.....บึ้ม....บึ้ม....วี๊ด.....วี๊ด...บึ้ม.....บึ้ม.....วี๊ด......
"มีธนูไม่ะเิหลุดมาดอกนึง...หัวหน้า....อ๊ากกกกกกกกกกกก*0*...เสียงทหารคนที่รั้งท้ายสุดะโเสียงกระเส่า...ยังไม่ทัดสุดเสียงดี.....
"บึ้มมมมมมมมมมม"..... ทหารผู้น่าสงสารกลายเป็เศษเืเนื้อเลอะเลือนกระจายออกทุกทิศทุกทาง....
ทุกคนยังคงพุ่งไปข้างหน้าอย่างสุดฝีเท้าม้า ไม่มีใครหยุดชะงักหรือแม่แต่จะเหลียวหน้าไปมอง ที่มีแตกต่างก็แต่เพียงทหารคนที่อยูรั้งท้ายสุดลงแซ่เขี้ยนม้าสุดแรงกระตุ้นม้าของตนเองเบียดพยามแซงขึ้นไม่ยอมอยู่เป็คนสุดท้าย...ดูไปคล้ายๆกับการแข่งม้าดาบี้ระดับชิงแชมป์รายการใหญ่ก็มิป่าน...."..."
ทำไมถึงน่ากลัวนักหรือ..."ธนูหัวะเินำวิถี".....เพราะมันไม่ใช่อาวุธธรรมดา ที่มีใช้กันดาษดื่นเสียเมื่อไหร่ต้องเป็ระดับในรั้วในวังเท่านั้นถึงจะมีใช้เพราะลูกธนูนี้แต่ละดอกมีมูลค่ามากมายใช่ย่อย ถ้าไม่จำเป็จริงๆก็จะไม่ใช้ออกและธนูนี้ต้องยิงออกมาจากคนยิงที่มีพลังระดับ "ปราณเหนืุ์" หรือ "ปราณระดับเทพเบื้องต้น" เป็อย่างน้อยถึงจะใช้ได้ อีกทั้งตรงส่วนหัวของลูกธนูทุกดอกจะมีดินะเิพร้อมเดือยจุดชนวนและประดับด้วย "พลอยแสวงพลัง" พลอยแสวงพลังก็คือพลอยชนิดหนึ่งที่จะวิ่งเข้าหาคนที่มีพลังวิชาฝีมืออยู่แม้แต่เพียงน้อยนิดก็เพียงพอแล้ว ดังนั้นสำหรับมนุษย์ปุถุชนธรรมดาที่ไม่มีพลังฝีมือก็จะไม่ต้องกลัวอะไรสำหรับลูกธนูชนิดนี้ ส่วนกลุ่มทหารที่กำลังหนีอยู่ ขว้างวัตถุชนิดหนึ่งขึ้นไปเพื่อล่อ นั่นก็คือ "หินพลังเทียม" หินชนิดนี้จะมีพลังแอบแฝงอยู่เมื่อขว้างมันขึ้นไปให้ะเิออกก็เหมือนเป็คนที่มีพลังฝีมือลอยเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศสามารถดักสกัดทำให้ "พลอยแสวงกำลัง" พาลูกธนูะเิพุ่งเข้าไปหาได้...
ระดับพลังปราณของผู้ฝึกยุทธของเขตสุริยะจักรวาลขอบวงแหวนรอบนอกของ กาแลคซี่ IC 1101 เรียงลำดับจากน้อยไปมาก
ปราณแรกเริ่ม
ปราณมนุษย์แท้จริง
ปราณเหนืุ์
ปราณปฐมเทพ
ปราณเทพแท้จริง
ปราณเหนือเทพ
ปราณปฐมาาเทพ
ปราณาาเทพแท้จรืง
ปราณเหนือาาเทพ
ปราณปฐมมหาาาเทพ
ปราณมหาาาเทพแท้จริง
ปราณเหนือมหาาาเทพ
ยังไม่ทันจะได้พักหายใจ เพียงชั่วครู่แสงเรืองๆจากด้านหลังก็เริ่มปรากฏขึ้นอีก แต่ครั้งนี้ดูจะเป็กลุ่มใหญ่ขึ้นกว่าเดิมพุงเสียงหวีดหวิวใกล้เข้ามา ทุกขณะ ทุกขณะ นายทหารนำขบวนชำเรืองไปมองยังกลุ่มแสงไฟที่พุ่งมานั้นพร้อมทำหน้าประหลาดใจเพราะมีบางอย่างผิดปรกติกับลูกธนูกลุ่มนี้ ด้วยพลังระดับ "ปราณเหนืุ์" เขาเอือมมือไปหยิบคันธนูที่สะพายหลังอยู่ด้วยมือซ้าย พร้อมทั้งใช้มือขวาดึงดอกธนูออกมา ะโลอยตัวขึ้นจากหลังม้า ตีหลังกาสองตลบก็ขึ้นไปยืนจังก้าอยู่บนหลังคารถม้าหันหน้าไปด้านหลังมองเขม่นไปที่กลุ่มแสงนั้นด้วยท่าเตรียมพร้อม....
"ฮ่าๆๆๆๆ.... ไม่เลวๆนี่นับว่าเ้ามีฝีมืออยู่บ้าง เ้านี่นะหรือเป็คนทำลายธนูอันราคาแพงของข้า"
ลูกธนูที่พุ่งมากลุ่มนี้ ก็ผิดปรกติจริงๆดังที่นายทหารหนุ่มคาด เพราะลูกธนู ดอกแรกที่พุ่งนำหน้ามานั้น มีชายวัยกลางคนตัวผอมบางหน้าตาดูชั่วร้าย ยืนลอยตัวมาบนลูกธนูลูกนั้นด้วย ผู้มีพลังปราณเมื่อเข้าสู่ระดับ "ปฐมเทพเบื้องต้น" ขึ้นไปสามารถควบคุมตัวเองให้ไร้น้ำหนักยืนมา บนวัตถุใดๆที่มีพลังแฝงอยู่และสามารถบังคับให้สิ่งต่างๆตลอดจนอาวุธประจำกายแสดงอานุภาพได้โดยไม่ต้องใช้มือจับ ลูกธนูกลุ่มนี้ไม่ได้มีหัว พลอยแสวงพลัง ชายกลางผู้นนี้ที่มีระดับพลังอยู่ที่ "ปราณเทพแท้จริง" ควบคุมมันมาด้วยตนเอง...
"ผึงงงๆๆ...เฟี้ยวววๆๆ." นายทหารหนุ่ม ไม่ได้ตื่นตระหนกอันได เพราะเขาััได้แต่แรกแล้ว ว่ามี บุคคลที่มีระดับพลังปราณขั้นเทพแท้จริง ลอยมาด้วย......เขายิงธนู ที่เตรียมไว้ออกไปทันทีติดกันสามดอกด้วยความรวดเร็ว หนึ่งบน หนึ่งล่าง หนึ่งกลาง พุ่งเข้าหาชายกลางคนหน้าตาชั่วร้ายนั้นทันที โดยไม่ได้บอกกล่าว....
" หนังอาจฝีมือระดับเ้ากล้าคิดต่อกรกับข้าหรือไอ้หนูน้อย"..พูดจบคำชายกลางคนไม่แม้แต่จะเบี่ยงตัวหลบเขาใช้นิ้วมือซ้ายกระดิกเพียงแ่เบาสามครั้ง ลูกธนูทั้งสามก็ถูกบังคับให้เบี่ยงเบนวิถีออกจากตัวเขาอย่างง่ายดาย....
" ตายเสียเถอะ เ้าทั้งหลาย ทำข้าสิ้นเปลืองเรี่ยวแรงติดตามจนเหนื่อยจะแย่แล้ว" ....พอใช้พลังบังคับเบี่ยงเบนลูกธนูที่นายทหารหนุ่มยิงออกเสร็จ ชายกลางคนก็กลางนิ้วออกทั้ง 10 นิ้วบังคับลูกธนู 10 ลูกพุ่งออกมาตรงเข้าหานายทหารหนุ่มและนายทหารทุกคนรวมทั้งสารถีขับรถม้าด้วยความรวดเร็วสุดจะคาดเดา...
ในวินาทีที่นายทหารหนุ่มยิงลูกธนูออกไปพร้อมกันสามดอกนั้น เหมือนเขาจะทราบดีอยู่แล้วว่าไม่สามารถทำอะไรชายกลางคนได้ เมื่อชายกลางคนชะงักเพียงวู๊ปเดียว เขาก็ย่อตัวลงเอามือกดไปที่รถม้าสีดำที่มีลวดลายพิสดารนั้น ปล่อยพลังเข้าไปในตัวรถมีเสียงดัง...หึ่งงงงงง....เกิดขึ้นทันทีพร้อมกับมี...."ม่านพลัง".....สีฟ้าใสกางออกจากตัวรถ ล้อมรอบป้องกันกลุ่มคนที่กำลังหนีเอาไว้ทั้งหมดทันที..... บึมมมมม....บึมมมมม...บึมมมม...ๆๆๆๆๆๆๆ..... ลูกธนูติดหัวะเิบังคับโดยชายกลางคน พุ่งเข้าชนม่านพลัง ที่กางออกละเบิดเป็จุลเสียงดังสั่นหวั่นไหวอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่มีธนูลูกไหนหลุดรอดเข้ามาได้แม้แต่ดอกเดียว....
"จ๊ากกกกกกกก.......บังอาจจจจจจจ" ชายกลางคนที่หน้าซีดๆขาวราวไร้สีเื เปลี่ยนเป็เขียวคล้ำขึ้นมาทันทีด้วยความโกรธจัด...
"หมดกัน หมดกัน หมดเนื้อ หมดตัวดูซิเ้าจะรอดไปได้ยังไง บังอาจทำลายธนูราคาแพงของข้าอีกแล้ววววววววว".......