บทที่ 33 แจกเงิน
"โธ่ ลูกเพิ่งเริ่มทำงาน จะมีเงินสักเท่าไหร่กันเชียว พวกเราสองคนแก่แล้ว ทำอะไรไม่เป็หรอก มีแต่จะไปเป็ภาระให้ลูกเปล่า ๆ แค่ลูกมีน้ำใจแบบนี้พ่อกับแม่ก็พอใจแล้ว" หลิวต้าหย่งรีบพูดขึ้นทันที
"พ่อครับแม่ครับ ผมรวยจริง ๆ นะ ผมเหมาเกาะที่เซียงซานเพื่อเตรียมทำฟาร์มอาหารทะเลโดยเฉพาะ ผมอยากให้พ่อกับแม่ไปอยู่ที่นั่นด้วย จะได้ช่วยผมดูแลด้วย ตอนนี้ทรัพย์สินของลูกชายคนนี้มีถึงสิบล้านเลยนะ" หลิวอวี่ปิดฝาหม้อแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม
สีหน้าของหลิวต้าหย่งมืดมนลงทันที "เสี่ยวอวี่ ถึงตระกูลหลิวของเราจะจน แต่เราก็จนอย่างมีศักดิ์ศรี สิ่งที่สำคัญที่สุดของการเป็คนคือความซื่อสัตย์ รักษาคำพูด และห้ามไปหลอกลวงใคร..."
หลิวต้าหย่งไม่เชื่อหลิวอวี่เลยแม้แต่น้อย เขาทำหน้าเ็าและดุด่าไม่หยุด!
"คุณอาคะ หลิวอวี่รวยขึ้นมาจริง ๆ นะคะ มีทรัพย์สินตั้งหลายสิบล้านเลยล่ะ"
ในตอนนั้น หลี่รั่วหลานก็เดินเข้ามา เธอโอบแขนรอบร่างเล็ก ๆ ของหลิวเสี่ยวเยี่ยน เมื่อเห็นท่าทางสนิทสนมของทั้งคู่ หากคนอื่นมาเห็นคงนึกว่าเป็พี่น้องสาวสองคนแน่ ๆ
ต้องยอมรับเลยว่าเสี่ยวเยี่ยนเป็คนเข้ากับคนง่ายจริง ๆ
"พ่อคะ พี่หลี่เล่าเื่ของพี่ชายให้ฟังแล้ว ได้ยินว่าเขาอยู่ที่เซียงซาน แถมยังซื้อวิลล่าหลังใหญ่ด้วยนะคะ"
"จริงค่ะ นี่คือวิลล่าของหลิวอวี่ในเมือง!"
หลี่รั่วหลานหยิบโทรศัพท์ออกมาแล้วกดเปิดรูปภาพหลาย ๆ รูป ซึ่งในรูปนั้นก็คือวิลล่าของหลิวอวี่นั่นเอง
ไม่รู้ว่าหลี่รั่วหลานถ่ายรูปไว้ั้แ่เมื่อไหร่ เธอถ่ายเก็บไว้แทบจะทุกมุมของวิลล่าเลยทีเดียว
คู่สามีภรรยาหลิวต้าหย่งรู้จักหลี่รั่วหลานเพียงว่าเธอเป็เพื่อนที่หลิวอวี่พามา แต่เมื่อเห็นการพูดจาและการแต่งกายของหลี่รั่วหลาน พวกเขาก็พอจะเดาได้ราง ๆ ว่าเธอเป็คุณหนูจากตระกูลที่ร่ำรวย
หลิวต้าหย่งและเฉินจิ้งแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมาทันที พวกเขาตั้งตัวไม่ติดไปชั่วขณะ
"เธอ... ที่พูดมาเป็เื่จริงเหรอ!"
"จริงแน่นอนค่ะคุณน้า! ฉันจะไปหลอกคุณน้าได้ยังไงคะ" หลี่รั่วหลานพูดพร้อมรอยยิ้ม
หลิวอวี่ส่งสายตาขอบคุณให้หลี่รั่วหลาน
"ใช่ครับพ่อแม่ ผมเตรียมจะเลี้ยงอาหารทะเลที่เซียงซาน พอดีพวกท่านจะได้ไปช่วยผมด้วย ผมคนเดียวทำไม่ไหวจริง ๆ!"
หลิวอวี่รู้ดีว่าถ้าบอกให้ไปเพื่อเสวยสุขเพียงอย่างเดียว พวกเขาต้องไม่ยอมไปแน่ ดังนั้นเขาจึงใช้เหตุผลว่าให้ไปช่วยงาน เพื่อพาพวกเขาไปเสวยสุขที่เซียงซาน
น้องสาวก็กำลังจะไปเรียนที่เซียงซานแล้ว ถึงตอนนั้นหากปล่อยให้พ่อแม่สองคนอยู่บ้านโดยไม่มีใครดูแล หลิวอวี่คงไม่สบายใจจริง ๆ
"งั้นก็ได้ แล้วที่บ้านใครจะมาดูแลล่ะ" หลิวต้าหย่งพูดอย่างลังเล
ตอนนี้ทรัพย์สินและที่ดินในบ้าน หลิวอวี่ยังไม่ได้ใส่ใจนัก แต่นี่คือสิ่งที่พ่อแม่ตรากตรำทำงานมาครึ่งค่อนชีวิต หากทิ้งไปเฉย ๆ พวกเขาต้องเสียดายแน่
"เอาแบบนี้ครับ! หลังจากมื้อเย็น พ่อไปบอกเพื่อนบ้านสักหน่อย ให้พวกเขาช่วยดูแลบ้านให้เราที"
"ตอนนี้ลูกชายของพ่อประสบความสำเร็จแล้ว ตอนเด็ก ๆ ผมก็ได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้านมาไม่น้อย ผมจะมอบเงินให้เพื่อนบ้านเหล่านี้ครัวละหนึ่งหมื่นหยวน เพื่อเป็การขอบคุณครับ"
"พอธุรกิจของผมมั่นคงแล้ว ผมจะกลับมาเชิญเพื่อนบ้านย้ายไปอยู่ที่เกาะของผมเพื่อใช้ชีวิต และจะได้ช่วยงานผมด้วย!"
หลิวอวี่เสนอทางออกทันที ความจริงในหมู่บ้าน เพื่อนบ้านตระกูลหลิวก็มีเพียงไม่กี่ครัวเรือนเท่านั้น หลิวอวี่ก็แค่ควักเงินออกมาไม่กี่หมื่นหยวน
ซึ่งเงินจำนวนนี้สำหรับหลิวอวี่ในตอนนี้ เป็เพียงเื่เล็กน้อยเท่านั้น
อาหารทะเลสองถังถูกแบ่งไปยังโต๊ะใหญ่สามโต๊ะ อาหารทะเลกองโตที่วางอยู่ทำให้คนที่มองเห็นถึงกับน้ำลายสอ
"ว้าว อาหารทะเลพวกนี้อร่อยสุด ๆ ไปเลย!"
อาหารทะเลเหล่านี้ถูกเพื่อนบ้านจัดการจนเกลี้ยง ทุกคนกินจนท้องป่อง
จากนั้นหลิวอวี่ก็นำเงินแปดหมื่นหยวนออกมา เล่าสถานการณ์ของตัวเองให้เพื่อนบ้านฟัง แล้วฝากให้พวกเขาช่วยดูแลข้าวของในบ้านให้หน่อย
เพื่อนบ้านต่างตกตะลึงกันมาก หลิวอวี่เพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยแท้ ๆ แต่กลับหาเงินได้มากมายขนาดนี้
แต่ละครัวเรือนได้รับเงินหนึ่งหมื่นหยวน ใบหน้าของทุกคนต่างก็แสดงความดีใจออกมา!
"ต้าหย่ง พวกคุณมีลูกชายที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ ได้เสวยสุขแล้วนะ!"
"ไม่นึกเลยว่าเสี่ยวอวี่จะเก่งขนาดนี้ เพิ่งเรียนจบก็หาเงินได้ตั้งเยอะ!"
ทุกคนที่ถือเงินหนึ่งหมื่นหยวนที่หลิวอวี่แจกให้ ต่างก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยชม
อย่างไรก็ตาม เพื่อนบ้านของหลิวอวี่ต่างก็เป็คนซื่อสัตย์และจริงใจ เมื่อได้ยินว่าหลิวอวี่ประสบความสำเร็จ พวกเขาก็ดีใจจากใจจริง!
เมื่อท้องฟ้าเริ่มมืดลง เพื่อนบ้านต่างก็ค่อย ๆ แยกย้ายกันกลับ หลังจากเก็บโต๊ะเรียบร้อย หลิวต้าหย่งและเฉินจิ้งก็เริ่มเก็บของด้วยความดีใจ เพื่อเตรียมตัวเข้าเมือง
เมื่อเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของพ่อและแม่ หลิวอวี่ก็มีความสุขมากเช่นกัน
"แม่ครับ ของพวกนี้ไม่ต้องขนไปหรอกครับ ถึงในเมืองค่อยซื้อใหม่ก็ได้ อีกอย่างรถกระบะของผมก็บรรทุกได้ไม่เยอะขนาดนั้น"
เมื่อเห็นมารดาพยายามจะขนตู้ไม้ที่พ่อสั่งทำพิเศษจากแผ่นไม้ไปในเมือง หลิวอวี่จึงพูดอย่างจนใจ
เมื่อได้ยินหลิวอวี่พูดแบบนั้น เฉินจิ้งก็ได้แต่ยอมวางตู้ไม้ลงด้วยสีหน้าเสียดาย!
พวกเขาจัดของกันจนถึงสี่ทุ่ม ทุกคนจึงเตรียมตัวเข้านอน แต่เฉินจิ้งกลับเริ่มลำบากใจ
เนื่องจากหลิวอวี่พาหลี่รั่วหลานกลับมาด้วย ตอนนี้จึงไม่มีห้องว่างเหลือเลย
และเตียงของเสี่ยวเยี่ยนก็เล็กเกินไป ไม่สามารถนอนได้หลายคน
"รั่วหลาน คุณนอนในห้องเดิมของผมเถอะครับ ผมนอนที่โถงข้างนอกสักคืนหนึ่งก็ได้!"
"ขอโทษด้วยนะ บ้านอาจจะดูซอมซ่อไปหน่อย หวังว่าคุณจะไม่ถือสา"
หลิวอวี่พูดขึ้นก่อน พร้อมกับยกห้องนอนของตัวเองให้หลี่รั่วหลาน
ยังไงก็แค่นี้คืนเดียว พรุ่งนี้ก็จะพาพ่อแม่เข้าเมืองแล้ว
วันนี้หลี่รั่วหลานเดินทางมาทั้งวันและเหนื่อยล้ามาก จึงเดินเข้าห้องไปเตรียมตัวนอนทันที
นิสัยของหลี่รั่วหลานค่อนข้างดี ไม่ได้เอาแต่ใจเหมือนคุณหนูทั่วไป หากเป็คุณหนูจากตระกูลรวยคนอื่น ในสถานการณ์แบบนี้คงจะบ่นจนหูชาไปแล้ว
หลิวอวี่เองก็เริ่มง่วง จึงเตรียมจะปิดไฟเข้านอน ทันใดนั้นหลี่รั่วหลานก็เปิดประตูห้องออกมากะทันหัน พร้อมมองหลิวอวี่ด้วยสีหน้าหวาดกลัว
"หลิวอวี่ คุณ... คุณมานี่หน่อย เหมือนจะมีอะไรอยู่ใต้เตียง ฉันกลัว!" หลี่รั่วหลานหน้าซีดเผือด โบกมือเรียกหลิวอวี่อย่างประหม่า
เมื่อหลิวอวี่เห็นดังนั้น เขาก็เข้าไปในห้อง เปิดไฟฉายจากโทรศัพท์ส่องไปใต้เตียง และพบหนูตัวใหญ่ตัวหนึ่งกำลังซ่อนอยู่ในมุมใต้เตียง
หลี่รั่วหลานก้มลงมองด้วยเช่นกัน เมื่อเห็นหนูตัวใหญ่สีดำสนิทตัวนี้ เธอก็กรีดร้องออกมาทันที แล้วะโเข้าใส่หลิวอวี่ กอดเขาไว้แน่นราวกับปลาหมึก
"ไอ้หยา หลิวอวี่ ฉันกลัวหนูที่สุดเลย ทำไมถึงมีหนูตัวใหญ่ขนาดนี้อยู่ที่นี่ได้!" เสียงสั่นเครือของหลี่รั่วหลานแสดงให้เห็นว่าเธอหวาดกลัวมากจริง ๆ
ทันใดนั้น ััอันนุ่มนวลอย่างที่สุดและกลิ่นหอมกรุ่นก็เข้าโอบล้อมประสาทัั ร่างกายอ้อนแอ้นเปล่งปลั่งเบียดกระแซะแนบชิดจนหัวใจของชายหนุ่มเต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง กลิ่นอายเฉพาะตัวอันเย้ายวนโชยแตะจมูก
เมื่อเขาก้มลงมอง ก็พบกับผิวพรรณขาวเนียนละเอียดราวกับหิมะที่โผล่พ้นร่มผ้า!
ให้ตายเถอะ หลิวอวี่แทบจะสะกดอารมณ์ไม่อยู่จนเกือบเืกำเดาไหลออกมาแล้ว
ในตอนนั้น หลี่รั่วหลานก็เริ่มรู้สึกถึงความไม่เหมาะสมของท่าทางอันล่อแหลมนี้เช่นกัน เมื่อเธอมองตามสายตาอันร้อนผ่าวของหลิวอวี่ลงไป ก็พบว่าเขากำลังจับจ้องส่วนเว้าส่วนโค้งบนร่างกายของเธออยู่พอดี