ตอนที่ 5
หลังจากดนัยได้ฟังคำแนะนำของฮิคาริแล้วเขาก็ลองดูทันทีเขาใช้นิ้วโป้งกดลงไปที่ข้อพับตรงข้อแขนเบาๆและทิ้งไว้สักห้าวินาทีก่อนจะปล่อย
และทันทีที่เขาปล่อยมือเส้นเลือดก็ปรากฎขึ้นมาทันที
นี่มันได้ผลจริงด้วย ดนัยอุทานอยู่ในใจก่อนจะรีบเจาะเข็มลงไปเพราะเดี๋ยวเส้นเลือดมันจะจมหายไปอีก
เด็กคนนี้รู้วิธีหาเส้นเลือดแบบนี้ด้วยงั้นเหรอวิธีนี้มันไม่มีสอนในตำราไม่เลวๆ หมอมิโฮะที่ยืนมองอยู่พยักหน้าพลางชื่นชมในใจวิธีหาเส้นเลือดแบบนี้นั้นไม่มีสอนในตำรา
หลังจากเจาะเลือดเสร็จหมอมิโฮะก็พาดนัยไปดูคนไข้คนอื่นต่อจนหมด
“เป็นไงบ้างตรวจช่วงเช้าเหนื่อยมั้ย” หมอมิโฮะถาม
“ไม่เท่าไหร่ครับแต่นึกไม่ถึงเลยว่าคนไข้จะเยอะขนาดนี้” ดนัยพูด
“อือ...ส่วนใหญ่เป็นคนไข้พักฟื้นหลังผ่าตัดทั้งนั้นเราต้องคอยติดตามดูอาการตลอดทุกวันเพราะหลังผ่าตัดนั้นเป็นช่วงที่คนไข้จะเกิดอาการแทรกซ้อนได้มากที่สุดถ้าเราละเลยอาจจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นได้” หมอมิโฮะพูดเชิงสอน
“เข้าใจแล้วครับ” ดนัยพยักหน้าเบาๆ
“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวไปก่อนแล้วกันพอดีวันนี้เป็นเวรตรวจผู้ป่วยนอก” หมอมิโฮะพูดพลางเตรียมของเตรียมไปเข้าเวรตรวจผู้ป่วยนอก
“ผมไปดูด้วยได้หรือเปล่าครับ” ดนัยพูดถามหมอมิโฮะ
“อยากไปเหรอมันน่าเบื่อนะ” หมอมิโฮะพูด
“ครับผมอยากไป” ดนัยพยักหน้าเขานั้นอยากได้ประสบการณ์ในการวินิจฉันโรคเพราะตอนอยู่ที่ไทยนั้นตอนที่เขาฝึกงานหมอที่ออกตรวจผู้ป่วยนอกนั้นก็ได้แต่วินิจฉัยว่าเป็นหวัดไม่ก็แผลอักเสบ แจกยาพารายาแก้อักเสบก็ไล่กลับบ้าน
“ได้ถ้าอย่างนั้นไปเตรียมตัว” หมอมิโฮะอนุญาตให้ดนัยไปตรวจผู้ป่วยนอกกับเธอด้วย
ที่ห้องตรวจผู้ป่วยนอก
“ตรงนี้เจ็บหรือเปล่าคะ !!” หมอมิโฮะกดลงไปบริเวณหัวเข่าของผู้ป่วยคนหนึ่ง
“ไม่เจ็บครับหมอ” ผู้ป่วยคนนั้นส่ายหน้า
“เธอคิดว่าไงหมอดนัยเมื่อดูจากฟิล์มเอกซเรย์นี่” หมอมิโฮะถามดนัยที่กำลังดูฟิล์มเอกซเรย์อยู่
“ผมคิดว่าน่าจะกระดูกหักนะครับ” ดนัยตอบเพราะจากที่ดูฟิล์มนั้นมันมีจุดที่กระดูกแตกอยู่
“ผมกระดูกหัก !!!” ผู้ป่วยที่ได้ยินการวิเคราะห์ของดนัยอุทานออกมาเพราะเขาไม่รู้ตัวเลยว่ากระดูกหัก
“ใจเย็นๆก่อนค่ะไม่ใช่กระดูกหักหรอกนะคะ” หมอมิโฮะเมื่อเห็นว่าผู้ป่วยเริ่มตื่นตระหนกจึงพูดแก้ไขความเข้าใจผิด
“แต่หมอหนุ่มคนนี้บอกว่าผมกระดูกน่าจะหัก !!” ผู้ป่วยยังไม่หายตื่นตระหนกเขามองไปที่ดนัย
“เอ่อ....” ดนัยไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดีเพราะดูจากฟิล์มนี่ยังไงๆก็กระดูกหักชัดๆตอนนั้นเองจู่ๆฮิคาริก็โผล่ออกมาเธอมองดูฟิล์มเอกซเรย์เพียงแค่ชั่วครู่ก่อนจะมองไปที่ขาของผู้ป่วย
“ไม่ใช่กระดูกหักหรอกนะเป็นอาการกระดูกสะบ้าแตกมาตั้งแต่กำเนิดพออายุเริ่มมากขึ้นมันเลยเริ่มเจ็บมวลกระดูกเริ่มแยกออกจากกันทำให้ดูเหมือนกระดูกหัก” ฮิคาริพูดขึ้นมา
“กระดูกสะบ้าแตกแต่กำเนิดงั้นเหรอ !!” ดนัยเผลอพูดตามขึ้นมาเบาๆ
“หือหมอดนัยเธอรู้จักด้วยงั้นเหรอ” หมอมิโฮะแปลกใจที่ดนัยรู้จัก
“กะ กะ ก็นิดหน่อยครับ” ดนัยตอบกลับไปทั้งๆที่ไม่รู้จักเลยทำให้ฮิคาริหัวเราะออกมาเบาๆดนัยถึงกับต้องถลึงตาใส่เธอ
“อะไรคือกระดูกสะบ้าแตกแต่กำเนิดเหรอครับหมอมันร้ายแรกหรือเปล่า” ผู้ป่วยถาม
“ไม่ร้ายแรงหรอกค่ะมันสามารถรักษาได้ แต่คงต้องส่งตัวไปที่หมอผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับกระดูกนะคะฉันเองก็ไม่ได้เชี่ยวชาญด้านนี้มากนักเดี๋ยวจะเขียนใบส่งตัวให้นะคะ” หมอมิโฮะพูดก่อนจะเริ่มเขียนใบส่งตัว
“ครับคุณหมอ” ผู้ป่วยเริ่มยิ้มออกมาเมื่อได้ยินว่ารักษาได้
“นี่ค่ะใบส่งตัวเดี๋ยวจะให้พยาบาลพาไปที่แผนกเกี่ยวกับกระดูกและข้อนะคะ หมอที่ดูแลคุณจะเป็นหมอโองาตะค่ะ” หมอมิโฮะพูดพลางส่งใบส่งตัวให้ผู้ป่วยก่อนจะเรียกพยาบาลมาพาผู้ป่วยไป
“ฟู่ว !! เอาล่ะเสร็จตรวจผู้ป่วยนอกในรอบเช้าแล้ว นี่ก็จะเที่ยงแล้วไปกินข้าวกันหมอดนัย” หมอมิโฮะพูด
“ครับหมอมิโฮะ” ดนัยยิ้มออกมาบางๆพลางช่วยหมอมิโฮะเก็บของ
“ว่าแต่ไม่เลวเลยนะที่รู้จักโรคกระดูกสะบ้าแตกแต่กำเนิดน่ะ โรคนี้น่ะในญี่ปุ่นหาได้ยากมากเลยนะในผู้ป่วยเกี่ยวกับกระดูกหนึ่งพันคนจะพบสักคน” หมอมิโฮะบอกดนัยได้แต่ยิ้มรับไม่ตอบอะไร
ต้องไปหาข้อมูลเกี่ยวกับโรคนี้ดูแล้วสิมันเป็นโรคยังไงกันนะแต่ยัยผีฮิคารินี่รู้จักโรคนี้ได้ยังไงเพียงแค่ดูเท่านั้นยัยผีนี่เป็นใครกันแน่ ดนัยคิดในใจพลางมองฮิคาริที่ลอยไปลอยมาเล่นอยู่ในห้องนี้
“นายนี่อ่อนหัดจริงๆเลยนะแค่กระดูกหักกับกระดูกสะบ้าแตกก็แยกไม่ออกไม่ไหวๆ” ฮิคาริลอยมาอยู่ข้างหลังดนัยพลางพูดหยอกล้อเขา
ดนัยได้แต่กัดฟันอย่างเจ็บใจเขาไม่มีสิทธิเถียงฮิคาริเลยเพราะเขาไม่รู้จริงๆ
ที่โรงอาหาร
“อ้าวหมอดนัยทำไมมานั่งอยู่นี่คนเดียวล่ะคะ แล้วนั่นหนังสืออะไรคะนั่น” หมอยูมิที่อยู่แผนกรักสีวิทยาเดินมาหาดนัยเธอนั้นถือถาดอยู่ในมือ
“อ้อพอดีผมขอแยกตัวออกมาเองน่ะครับ แล้วนี่ก็หนังสือที่ผมไปยืมมาจากหมอโองาตะน่ะครับ” ดนัยพูด
“หนังสือเกี่ยวกับโรคทางกระดูกทั้งนั้นเลยนะคะเนี่ยหมอดนัยจะไปสอบเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับกระดูกและข้อหรือไงคะ” หมอยูมิถาม
“อ๋อเปล่าหรอกครับว่าแต่หมอยูมิกินอะไรครับนั่นน่ากินจังเลย” ดนัยมองดูอาหารในถาดของหมอยูมิ
“อ๋อนี่น่ะเหรอนัทโตะน่ะค่ะหมอดนัยลองมั้ย” หมอยูมิพูด
“เอ่อ...ไม่ดีกว่าครับ” ดนัยรีบปฏิเสธเพราะเขาจำได้ว่านัทโตะนั้นก็คือถั่วที่หมักจนเน่านั่นเองถึงเขาจะเคยได้ยินว่ามันอร่อยมากแต่ถ้ากินเข้าไปล่ะก็ปากจะเหม็นไปหลายชั่วโมงเลยล่ะ
“ค่ะยังไงก็อย่าฝืนมากเกินไปนะคะพึ่งจะเริ่มงานได้วันที่สองเองฉันไปนั่งกินข้าวกับเพื่อนๆก่อนนะคะ” หมอยูมิพูดก่อนจะเดินไปนั่งกับเพื่อนๆหมอและพยาบาลของเธอ
อ๊ะเจอแล้วกระดูกสะบ้าแตกแต่กำเนิด !! ดนัยเปิดเจออาการของโรคกระดูกกระบ้าแตกแต่กำเนิดในที่สุด
“อาการจะเหมือนกับเส้นเอ็นอักเสบงั้นเหรอแต่จะค่อยๆแสดงอาการหลังจากอายุมากขึ้น หรือจะแสดงอาการต่อเมื่อมีอาการบาดเจ็บบริเวณสะบ้า จุดอันตรายก็ต่อเมื่อมีอาการเลือดออกในข้องั้นเหรออันตรายเหมือนกันนะเนี่ย แถมอายุน้อยๆยังตรวจไม่เจออีกเพราะมันยังไม่แสดงอาการ” ดนัยอ่านตามข้อมูลในหนังสือ
วู่บ !! ฮิคาริค่อยๆปรากฎตัวอยู่ตรงข้ามกับดนัยเขาผงะเล็กน้อยแต่ก็เก็บอาการได้เพราะเริ่มจะชิน
“เป็นโรคที่อันตรายใช่มั้ยล่ะ !!” ฮิคาริพูด
“อืม...ถ้าวินิจฉัยผิดแล้วรักษาไม่ถูกต้องอาการจะหนักขึ้นอันตรายมากเลย” ดนัยพูดพลางเงยหน้าขึ้นมองเธอ
“ว่าแต่ตอนนั้นเธอรู้ได้ยังไงว่าคนไข้ไม่ได้กระดูกหัก” ดนัยถาม
“ก็ดูจากตอนที่หมอมิโฮะลองสัมผัสบริเวณหัวเข่าไง โรคนี้น่ะถ้าดูจากฟิล์มอย่างเดียวมองยังไงๆก็กระดูกหัก แต่ถ้าได้ลองใช้มือกดดูเบาๆล่ะก็ถ้าคนไข้ไม่เจ็บก็ให้สันนิษฐานว่ากระดูกสะบ้าแตกไว้ก่อน ส่วนเรื่องเป็นแต่กำเนิดมั้ยเราต้องย้อนมาดูที่ฟิล์มอีกที” ฮิคาริอธิบายให้ดนัยฟัง
“นี่ผมถามหน่อยนะเธอรู้เรื่องพวกนี้ได้ไงเธอเป็นคนไข้นะแต่รู้เรื่องการแพทย์ยากๆแบบนี้ได้ยังไง” ดนัยถามอย่างสงสัย
“ไม่รู้เหมือนกันฉันจำอะไรไม่ได้เลยว่าทำไมฉันถึงรู้แต่เอาเป็นว่าฉันรู้ก็แล้วกัน” ฮิคาริตอบถึงแม้คำตอบของเธอจะดูงงหน่อยก็เถอะ
“เฮ้อช่างเถอะแต่นี่เป็นผีนี่หิวป่ะ” ดนัยถามอย่างอยากรู้อยากเห็น
“ก็ไม่นะ” ฮิคาริพูด
“เหรอแล้วเธอเป็นผีแบบนี้ได้กลิ่นหรือสัมผัสอะไรได้บ้างป่ะ” ดนัยยิ่งถามเข้าไปอีก
“ได้กลิ่นอยู่นะ แต่ฉันสัมผัสไม่ได้จะหยิบจะจับอะไรก็ทะลุไปหมดเลยดูสิ” ฮิคาริยื่นมือมาจะจับหนังสือบนโต๊ะแต่มือของเธอก็ทะลุหนังสือไป
“อ่าวถ้าอย่างนั้นเธอนั่งโต๊ะได้ไงเนี่ยทำไมเธอไม่ทะลุลงไปข้างล่างล่ะ” ดนัยยิ่งสงสัยเข้าไปใหญ่เขาพยายามถามหาเหตุผล
“นายนี่ถามมากจริงรีบๆกินแล้วรีบกลับไปที่ห้องพักแพทย์ได้แล้ว ถึงนายจะยังไม่ได้ถูกมอบงานให้แต่นายก็ต้องสแตนบายอยู่ที่นั่นตลอดเวลาเข้าใจมั้ย !!!” ฮิคาริได้ยินคำถามของดนัยเธอก็รู้สึกว่ามันปัญญาอ่อนมากที่มาถามแบบนี้เพราะเธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะตอบดนัยอย่างไร
“เออๆเข้าใจแล้วน่าเป็นผีอะไรขี้หงุดหงิดจริงๆเลย” ดนัยพูดพลางลงมือกินข้าวให้เสร็จก่อนจะขนหนังสือกลับไปอ่านที่ห้องพักแพทย์
หลังจากดนัยจัดการข้าวกลางวันเสร็จเขาก็รีบกลับไปที่ห้องพักแพทย์ภายในห้องพักนั้นไม่มีใครเลยเพราะหมอแต่ละคนนั้นมีผ่าตัดกันหมดกว่าจะเสร็จก็อีกหลายชั่วโมง
ใครกันที่บอกว่าหมอเป็นงานที่สบายไม่เลยมันเป็นงานที่หนักมากๆเพราะผ่าตัดแต่ละครั้งถ้าเป็นผ่าตัดใหญ่ล่ะก็เคสง่ายๆอย่างต่ำๆก็ 5 ชั่วโมง แต่ถ้าเป็นเคสยากๆล่ะก็อย่างต่ำๆก็ 8 ชั่วโมงขึ้นไปบางกรณีอาจจะถึง 12 ชั่วโมงเลยด้วยซ้ำดังนั้นการเป็นหมอจึงเป็นอะไรที่หนักและต้องใช้พลังงานเยอะมาก
ดนัยอ่านหนังสือเกี่ยวกับอาการทางกระดูกไปเรื่อยๆส่วนยัยผีฮิคาริก็ไม่รู้ไปอยู่ที่ไหนเขาอ่านหนังสืออยู่หลายชั่วโมงจนกระทั่งเย็นก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น
กริ๊ง !! เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นทำให้ดนัยรีบเดินไปรับโทรศัพท์
“ครับที่นี่ห้องพักศัลยแพทย์ผมนายแพทย์ณัฐดนัย พูดสายครับ” ดนัยพูด
นี่จากแผนกฉุกเฉินนะครับหมอมิโฮะอยู่หรือเปล่าครับพอดีมีคนไข้ฉุกเฉินครับ !! เสียงปลายสายมาจากห้องฉุกเฉินจากน้ำเสียงนั้นดูร้อนรนเป็นอย่างมาก
“หมอมิโฮะยังอยู่ในห้องผ่าตัดครับน่าจะอีกสองชั่วโมงกว่าจะเสร็จ” ดนัยพูด
แล้วหมอท่านอื่นๆล่ะครับ ปลายสายถามต่อ
“ไม่มีใครอยู่เลยครับมีแต่ผมคนเดียวตอนนี้” ดนัยตอบ
ถ้าอย่างนั้นรบกวนคุณหมอณัฐดนัยมาที่แผนกฉุกเฉินด่วนเลยครับเคสนี้ผมต้องให้หมอจากศัลยกรรมเป็นคนตัดสินใจพวกเรามีอำนาจมากพอที่จะตัดสินใจว่าจะเอายังไงกับคนไข้ครับ !!! ปลายสายพูดก่อนจะวางสายไปทันที
“ดะ ดะ เดี๋ยวสิ !!” ดนัยยังไม่ทันตอบแต่ทางนั้นก็วางสายไปเสียแล้วไม่รอช้าดนัยรีบหยิบเสื้อกราวด์ขึ้นมาใส่ก่อนจะรีบวิ่งไปที่แผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาลทันที
ตึกๆๆๆ !! ดนัยวิ่งไปที่แผนกฉุกเฉินก่อนจะเปิดประตูเข้าไปมีหมอแผนกฉุกเฉินหลายคนและพยาบาลประจำห้องฉุกเฉินกำลังลุมอยู่ที่เตียงคนไข้คนหนึ่ง
“อ๊ะนั่นหมอณัฐดนัยหรือเปล่าครับ !!” หมอแผนกฉุกเฉินคนหนึ่งเมื่อเห็นมีหมอเข้ามาใหม่จึงถาม
“ครับเรียกผมหมอดนัยก็ได้เกิดอะไรขึ้นครับ” ดนับถาม
“พอดีมีคนไข้ประสบอุบัติเหตุถูกส่งมาที่โรงพยาบาลของเราครับ มันจำเป็นต้องผ่าตัดพวกเราแผนกฉุกเฉินทำได้แค่รักษาเบื้องต้นเท่านั้น ปกติผมจะส่งเคสนี้ไปให้หมอมิโฮะแต่คนไข้น่าจะรอไม่ไหวครับ” หมอคนนั้นพูด
“แล้วโรงพยาบาลอื่นล่ะครับ อาการคนไข้เป็นยังไงบ้าง !!” ดนัยถาม
“โรงพยาบาลอื่นตอนนี้ห้องผ่าตัดเต็มหมดเลยครับ ส่วนอาการคนไข้ก็อย่างที่คุณเห็นครับ” หมอแผนกฉุกเฉินพูดก่อนจะพาดนัยเดินไปที่เตียงคนไข้และทันทีที่ดนัยเห็นอาการของคนไข้เขาก็หน้าซีดทันที
ภาพตรงหน้าของดนัยนั้นคือเด็กสาวอายุประมาณ 5 ขวบ นอนตะแคงอยู่บนเตียงที่หลังของเธอมีเหล็กเส้นเสียบอยู่มันทะลุมายังหน้าออของเธอสีหน้าของเธอซีดมากๆพวกพยาบาลกำลังพยายามห้ามเลือดกันอยู่
“ตอนนี้ถ้าเหล็กยังคาอยู่แบบนี้น่าจะประคองอาการได้สักชั่วโมงครับ แต่ถ้าเราผ่าตัดเอาเหล็กออกล่ะก็คนไข้จะอาการทรุดลงทันทีเพราะเหล็กมันเสียบเข้าไปที่เส้นเลือดใหญ่ที่ทำหน้าที่ส่งเลือดเข้าสู่หัวใจถ้าเราดึงออกมาเมื่อไหร่เลือดจะไม่ไปเลี้ยงหัวใจครับแถมกรุ๊ปเลือดของเด็กคนนี้ยังเป็นอาร์เอชลบด้วยครับที่โรงพยาบาลเราไม่มีเลือดสำรองกรุ๊ปนี้เลยครับเราได้ขอทางศูนย์โลหิตไปแล้วแต่กว่าเลือดจะมาถึงก็อีกหนึ่งชั่วโมงครับผมว่าคนไข้ไม่น่าจะทนได้นานขนาดนั้น” หมอแผนกฉุกเฉินอธิบายอาการเบื้องต้นให้ดนัยได้ทราบ
“อาร์เอชลบ !!” ดนัยอุทานออกมาเพราะเลือดกรุ๊ปนี้เป็นเลือดกรุ๊ปหายากมากๆถ้านับตามสถิติประชากรล่ะก็จะมีเพียง 0.3 ของประชากรเพียงเท่านั้นที่จะมีกรุ๊ปเลือดนี้
ตอนนั้นเองเด็กที่นอนอยู่บนเตียงก็พูดออกมาเบาๆ
“อึก !! พะ พะ พี่สาวหนูเจ็บ !!” เธอพูดออกด้วยสีหน้าที่บ่งบอกว่าเจ็บเป็นอย่างมาก
“นะ นะ น้องแอน !!” จู่ๆภาพของน้องแอนที่ตายในอ้อมกอดของเขาก็โผล่ขึ้นมาในความทรงจำของดนัยอีกครั้ง
จบ...
ชอบหรือไม่ชอบเรื่องนี้อย่างไรฝากคอมเม้นและติดตามเพื่อเป็นกำลังใจให้นักเขียนด้วยนะครับขอบคุณมากครับ " สองดาวจุด "