Prologue
ฝนลงเม็ดเบา ๆ หลังจากที่ตั้งเค้ามาั้แ่หัววัน ช่างไม่รู้เวล่ำเวลาเสียจริง ผมเดินคอตกลากรองเท้าพัง ๆ ไร้จุดหมาย รู้แค่ว่าควรจะหาป้ายรถเมล์ให้เจอเสียที ยามวิกาลเช่นนี้จะเหลือวิ่งซักกี่คัน หากในกระเป๋าไม่เหลือเพียงแค่เศษเหรียญผมคงโบกแท็กซี่ไปนานแล้ว
น้ำตาที่กลั้นไว้เมื่อครู่ไหลมาเป็ทาง ปลดเปลื้องอารมณ์ที่สะสมมาแสนนาน ชีวิตที่ไม่สมบูรณ์จากการเดินผิดเส้นทาง ผมถูกแฟนที่คบกันมาหลายปีบอกเลิก ล้มเหลวในหน้าที่การงาน ติดเชื้อน่ารังเกียจที่ทำลายทุกอย่างในชีวิตผมลง
จะโทษใครได้ นอกจากตัวของผมเอง
ผมกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งเผือด ขาที่ไร้เรี้ยวแรงพาผมมาไกลได้เท่านี้ ผมเลื่อนลิสรายชื่อเบอร์โทรที่หวังว่าคงจะมีใครสักคนให้ขอความช่วยเหลือ แต่ไม่มี แม้แต่เพื่อนที่สนิทมากผมก็ทำให้เขาเสียใจจนมองหน้ากันไม่ติด จะให้ผมบากหน้าไปรบกวนเวลายามวิกาลอย่างนี้ รังแต่จะสร้างความเกลียดที่มีอยู่แล้วให้เพิ่มขึ้น
รถเมล์คันหนึ่งจอดเทียบในมุมมืดที่ผมยืนพักอยู่ คนขับหันมายิ้มให้ผม เป็รอยยิ้มที่ทำให้ขนแขนตั้งชัน ผมก้าวขึ้นไปแม้ว่าจะกลัว ไม่ได้ดูด้วยซ้ำว่าขึ้นถูกสายหรือเปล่า รู้แค่ว่าอย่างน้อยให้ได้มุ่งไปบนถนนข้างหน้าโดยที่ผมไม่ต้องเดิน ย่นระยะทางให้ผมได้เจอป้ายรถเมล์ที่พอจะมีสายที่ผม้าไปจริง ๆ
กระเป๋ารถเมล์เป็ชายวัยกลางคน พูดจาประหลาด เขาไม่ได้ถามว่าผมจะลงป้ายไหน แต่เขาถามผมว่า
“จะย้อนกลับไปปีอะไรครับ” ผมขมวดคิ้ว ในหัวคิดว่าหากเราย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตได้ จะกลับไปแก้ไขจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชีวิตพัง “ปี 2012 ครับ” เขารับเหรียญที่ผมยื่นให้ไป และไปถามคำถามแปลก ๆ นี้กับผู้โดยสารท่านอื่นเช่นเดียวกัน หากแต่ไม่มีใครรู้สึกว่ามันผิดปกติ ทุกคนทำเหมือนรถเมล์คันนี้มีไว้เพื่อเดินทางข้ามเวลาอย่างนั้น
“เอ่อ ลงป้ายหน้าให้ด้วยครับ” ผมรู้สึกไม่ชอบมาพากลจากเส้นทางที่เขาขับมา ทางแยกที่ผมไม่คุ้นชิน ทั้งถนนไร้แสงไฟ ไม่ใช่ทางกลับบ้านผม
“เราไม่จอดจนกว่าจะพาทุกคนถึงที่หมายครับ” กระเป๋ารถเมล์ตอบ
ผมทำอะไรไม่ได้ นอกจากภาวนาให้ถึงที่หมายตามที่เขาบอกได้อย่างปลอดภัย อย่างน้อยก็ขอให้มีตู้ ATM ให้ผมกดเงิน จะได้นั่งแท็กซี่กลับ หากคิดได้อย่างนี้ั้แ่แรกก็คงไม่ต้องนั่งรถเมล์คันนี้มาให้ลำบาก
ผมเผลองีบ ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ แต่พอลืมตาก็พบว่าควันสีขาวพวยพุ่งปกคลุมรถแทบจะทั่วทั้งคัน มันมากจนผมเริ่มจะมองอะไรไม่เห็น และรู้สึกง่วงซึมมากกว่าก่อนหน้านี้ หนังตาเริ่มหนังจนผมควบคุมไม่ได้
“ไอ่โมทย์ ตื่น ตอนบ่ายมึงมีสอบ” เสียงคุ้นหูที่ไม่ได้ยินมานานของใครสักคน แรงเขย่าจากมือนุ่มทำให้ผมตื่นจากฝัน
หลังคาสีขาวนวลอยู่ไม่ห่างจากผมมาก ผมนอนเตียงบน ใช่ ผมคงฝันซ้อนฝันเห็นตัวเองอยู่ในหอพักมหาวิทยาลัย หากแต่ทำไมฝันช่างเสมือนจริง
เมื่อไหร่จะตื่นสักที ฝันร้ายจนเหนื่อยแล้ว
“ไปอาบน้ำได้แล้วไอ่โมทย์ จะเที่ยงแล้วเดี๋ยวร้านเจ๊แตนคนเต็ม” คนตัวเล็กยังตะเบงเสียงปลุกผมอยู่
“เมื่อไหร่จะตื่นจริงสักทีวะ ป่านนี้รถเมล์แม่งเลยป้ายไปไกลแล้วมั้งเนี้ย” ผมพูดกับตัวเอง แต่คงจะดังจนรูมเมทเสียงแจ้วได้ยิน
“รถมงรถเมล์อะไร มึงอาศัยมอไซกูไปสอบเนี่ย จะลุกมาอาบน้ำดี ๆ หรือว่าให้กูเอาน้ำมาราดมึงบนเตียง ห๊ะ”
“โอ้ย ใจเย็น ๆ หน่อยสิมึง กูไปอาบก็ได้” ผมตอบ “ทำไมครั้งนี้ฝันเหมือนจริงจังวะ”
“ฝันเหี้ยไร มึงอ่านหนังสือจนเป็บ้าแล้วหรอ”
น้ำจากฝักบัวทุกหยด ผมรู้สึกได้ ทั้งความร้อน แรงกระทบ กลิ่นสบู่ที่ผมไม่ค่อยชอบแต่ต้องทนใช้ให้หมด ทุกอย่างมันจริง หรือว่า
“แฮม ปีนี้ปีอะไร” ผมวิ่งล่อนจ้อนออกมาจากห้องน้ำ ต้องรู้คำตอบให้ได้เดี๋ยวนี้
“ไอ่โมทย์ ไอ่บ้า” เขาหันหลังหลบ “ปีนี้ก็ปี 2012 ไง 2555 น่ะ”
“เชี้ยยยยย”
ยากที่จะเชื่อว่านี่ไม่ใช่ความฝัน
แต่ถ้าหากว่านี่จะเป็ความฝัน
ในเมื่อผมยังไม่ตื่น และฝันช่างสมจริงขนาดนี้
ผมได้พูดคุยกับเพื่อนสนิทที่สุดในชีวิต โดยไร้สายตาโกรธแค้นกับสิ่งที่ผมเคยทำไม่ดีกับเขาไว้
ผมขอดื่มด่ำกับความสุขเหล่านี้ ตักตวง่เวลาที่คงอยู่ในความทรงจำ อย่างน้อยก็ขอให้ได้เห็นรอยยิ้มของเขาก่อนที่จะตื่นนอนก็แล้วกัน