ฝ่าบาททรงมีพระราชโองการแต่งตั้งให้องค์หญิงสี่เป็นตัวแทนเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างแคว้นด้วยการเสด็จไปแคว้นฝางเพื่อไปอภิเษกกับท่านอ๋องหลี่ซื่อหมิ่น แต่องค์หญิงสี่ทรงไม่อยากอภิเษกจึงขอเข้าเฝ้าฝ่าบาทในกลางดึกของคืนหนึ่ง
“มีอะไรอย่างนั้นหรือ องค์หญิงสี่” ฝ่าบาททรงสงสัย
“เสด็จพ่อเพคะ ได้โปรดอย่าส่งลูกไปที่แคว้นฝางเลยนะเพคะ” องค์หญิงสี่ทรงคุกเข่าขอร้อง
“รีบลุกขึ้นเร็วเข้า ว่าแต่เมื่อสามปีก่อน เจ้าก็เคยไปที่แคว้นแห่งนั้นมาแล้ว เจ้านั้นเคยบอกว่าเจ้าชอบที่นั่นมากและอยากไปอยู่ที่นั่นไม่ใช่หรือ” ฝ่าบาททรงแปลกพระทัย
“แต่ตอนนี้ลูกไม่อยากอยู่ที่แคว้นฝางอีกต่อไปแล้วเพคะ” องค์หญิงสี่ตรัส
“คงไม่ได้หรอก เพราะท่านอ๋องหลี่ซื่อหมิ่นได้เจาะจงเลือกเจ้า” ฝ่าบาทตรัส
“ได้โปรดอย่าส่งลูกไปเลยนะเพคะ เสด็จพ่อทรงจะให้ลูกไปอภิเษกกับท่านอ๋องที่แคว้นเหลียวก็ได้นะเพคะ” องค์หญิงสี่ทรงยอมทำทุกอย่างเพื่อที่จะได้ไม่ต้องไปที่แคว้นฝาง
“แต่องค์หญิงห้าได้อาสาไปที่แคว้นเหลียวแล้วนี่” ฝ่าบาทตรัส
“สลับลูกกับน้องก็ได้นี่เพคะ ยังไงท่านอ๋องแห่งแคว้นเหลียวก็ทรงไม่ได้เจาะจงเลือกใครอยู่แล้ว” องค์หญิงสี่ทรงเสนอ
“เจ้ากลัวอะไรกันแน่ เจ้าไปทำอะไรไว้อย่างนั้นหรือ เหตุใดถึงไม่ยอมไปแคว้นฝาง” ฝ่าบาททรงสงสัย
“เอ่อ คือ คือว่าลูก….” องค์หญิงสี่ทรงอ้ำอึ้ง
“บอกมา! ไม่งั้นพ่อจะไม่ช่วยอะไรทั้งนั้น” ฝ่าบาททรงเค้นถาม
“เอ่อ คือ ลูกเคยใช้มีดสั้นฟันไปที่พระปรางของท่านอ๋อง จนท่านอ๋องทรงเสียโฉมเพราะลูกเพคะ” องค์หญิงสี่ทรงยอมตรัส
“อะไรนะ! นี่เจ้ากล้าทำแบบนั้นได้อย่างไร” ฝ่าบาททรงตกพระทัย
“ก็ตอนนั้นท่านอ๋องทรงไม่รับรักลูก ลูกก็เลยเจ็บแค้น เลยเผลอทำร้ายพระองค์ไปเพคะ” องค์หญิงสี่ตรัสทั้งน้ำตา
“ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง แล้วเหตุใดท่านอ๋องถึงทรงเจาะจงเลือกเจ้าล่ะ” ฝ่าบาททรงไม่เข้าพระทัย
“ท่านอ๋องทรงต้องการแก้แค้นลูกเพคะ เมื่อสามปีก่อนหลังจากลูกทำร้ายพระองค์ พระองค์ทรงตั้งสัจจะว่าหากพบลูกอีกครั้ง พระองค์ทรงจะทำให้ลูกทุกข์ทรมานให้สมกับที่ลูกได้ทำร้ายพระองค์ไปแบบนั้นเพคะ” องค์หญิงสี่ทรงเล่า
“เจ้าได้ก่อเรื่องใหญ่ไปแล้วจริงๆ เอาล่ะ วันพรุ่งนี้พ่อจะจัดการทุกอย่างเอง เจ้าไปนอนพักผ่อนเถิด” ฝ่าบาทตรัส
“ทรงจะช่วยลูกใช่มั้ยเพคะ” องค์หญิงสี่ตรัสถามอย่างมีความหวัง
“พ่อขอตรองดูก่อน ค่อยว่ากัน เจ้าไปได้แล้ว” ฝ่าบาททรงขอเวลาในการพิจารณาไตร่ตรอง
“หม่อมฉันทูลลาเพคะ” องค์หญิงสี่ทรงคารวะและเสด็จออกไปจากห้องทรงงานของฝ่าบาท
********************************************
เช้าวันรุ่งขึ้น องค์หญิงห้าทรงถูกเรียกตัวให้เข้าเฝ้าฝ่าบาทเป็นการด่วน
“ถวายบังคมเพคะเสด็จพ่อ” องค์หญิงห้าทรงคารวะฝ่าบาท
“พ่อจะเปลี่ยนให้เจ้าไปอภิเษกกับท่านอ๋องหลี่ซื่อหมิ่นแห่งแคว้นฝางแทนเสด็จพี่ของเจ้าก็แล้วกัน” ฝ่าบาทตรัสวัตถุประสงค์
“ไม่ได้นะเพคะ” องค์หญิงห้าทรงไม่ยอม
“ทำไม! หรือว่าเมื่อสามปีที่แล้ว เจ้าได้ก่อเรื่องเหมือนเสด็จพี่ของเจ้า” ฝ่าบาททรงระแวง
“เสด็จพี่ก่อเรื่องอะไรหรือเพคะ” แม้เมื่อสามปีก่อนองค์หญิงห้าได้เสด็จไปแคว้นฝางพร้อมกับเสด็จพี่สี่ แต่พระนางทรงไม่รู้เรื่องของเสด็จพี่เลยสักนิด
“ช่างมันเถอะ ตกลงตามนี้ก็แล้วกัน” ฝ่าบาททรงตัดบท
“ไม่ได้นะเพคะ ก็ในเมื่อท่านอ๋องทรงรักเสด็จพี่สี่ ทำไมเสด็จพ่อถึงทรงไม่ส่งเสริมท่านอ๋องล่ะเพคะ” องค์หญิงห้าทรงไม่เข้าพระทัย
“จะใช่ความรักแน่หรือ” ฝ่าบาททรงกังวล
“ในเมื่อท่านอ๋องทรงเจาะจงเลือกเสด็จพี่สี่ไปแล้ว หากพระองค์ทรงกระทำการที่เป็นการขัดพระทัยท่านอ๋อง มันจะไม่มีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างแคว้นหรือเพคะ” องค์หญิงห้าทรงกังวล
“เอาเป็นว่าพ่อจะส่งองค์หญิงสี่ไปอภิเษกกับท่านอ๋องแห่งแคว้นเหลียวแทนเจ้า ส่วนเจ้าก็ไปที่แคว้นฝางแทนนาง หากท่านอ๋องหลี่ซื่อหมิ่นไม่ทรงโปรดเจ้า ก็ให้เจ้าเดินทางกลับแคว้นฉิน โดยที่พ่อจะส่งองค์รัชทายาทไปช่วยเจรจาด้วย ดีมั้ย” ฝ่าบาทตรัส
“ก็ได้เพคะ” องค์หญิงห้าทรงเบาพระทัยที่มีองค์รัชทายาทร่วมเสด็จไปที่แคว้นฝางด้วยกัน
“เอาล่ะ จงเตรียมตัวออกเดินทางได้แล้ว” ฝ่าบาทตรัส
“เพคะ” องค์หญิงห้าทรงยินยอมทำตามรับสั่ง
องค์รัชทายาทจึงทรงจำต้องพักเรื่องการไปรับตัวเหรินซวงกลับวังในฐานะพระชายาไปก่อน เพราะพระองค์ทรงจะต้องเสด็จไปที่แคว้นฝางกับองค์หญิงห้าเพื่อช่วยเจรจาในกรณีที่ท่านอ๋องอาจทรงกริ้วที่องค์หญิงสี่ทรงตัดสินพระทัยอภิเษกกับท่านอ๋องแห่งแคว้นเหลียวและอาจทรงไม่พอพระทัยที่ต้องอภิเษกกับองค์หญิงห้าแทน
********************************************
ณ ร้านขายของเก่าหมายเลข 50
“ของเก่าชิ้นสุดท้าย คือ ครีมบัวหิมะ และมีแต่คนอยากได้ แต่ผู้คนเหล่านั้นต่างจับได้ไม้เซียมซีว่า ‘ไม่ใช่เจ้าของ’ แบบนี้พวกเราจะขายของออกได้อย่างไร” เหรินซวงบ่น
“เครื่องรางก็ขายหมดแล้ว ท่านหมอดูก็ไปดูดวงที่เมืองอื่นแล้วด้วย จะทำอย่างไรดีเจ้าคะ” หวนเจินกังวล เพราะอีกไม่นานสามีของนางจะมารับตัวนางไปอยู่ที่สำนักเหมินฟางในฐานะอาจารย์หญิง
“พวกเราก็แอบขายไปโดยที่ไม่ต้องจับไม้เซียมซีสิ” เหรินซวงเสนอแนะ
“ข้าจับตาดูพวกเจ้าอยู่นะ” ท่านป้าเหวยลู่เดินเข้ามาได้ยินพอดี
“ท่านป้าเหวยลู่!” เหรินซวงตกใจ
“กติกาก็ต้องเป็นกติกาสิ การค้าขายสิ่งใดก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ต้องมีก็คือความซื่อสัตย์ หากเจ้าไม่มีสิ่งนี้ เจ้าก็จะขายของได้ไม่นาน เพราะลูกค้าหรือแม่ค้าด้วยกันอาจไม่เชื่อใจหรือไม่ไว้วางใจเจ้า” ท่านป้าเหวยลู่สอน
สักพักลูกค้าที่สวมหน้ากากก็เข้ามาในร้าน
“เชิญเจ้าค่ะ” หวนเจินเดินออกไปต้อนรับ
“ได้ข่าวว่าร้านนี้ขายครีมบัวหิมะของหมอเทวดาผางฉี ใช่ของแท้หรือไม่” ชายสวมหน้ากากถาม
“แน่นอนสิเจ้าคะ ก็ต้องเป็นของแท้อยู่แล้ว” ท่านป้าเหวยลู่กล่าว
“หากเป็นของแท้ เจ้าจะต้องพิสูจน์ด้วยการตามข้าไปที่แคว้นฝาง และทายาให้ข้าด้วย ถ้าข้าหาย ข้าถึงจะยอมเชื่อ” ชายสวมหน้ากากไม่ไว้ใจ
“ท่านทาเองไม่ได้หรือเจ้าคะ” หวนเจินสงสัย
“หากแผลบนหน้าข้าไม่หาย เจ้าจะได้รับผิดชอบไงล่ะ” ชายสวมหน้ากากไม่ยอมเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
“รับผิดชอบยังไงเจ้าคะ” หวนเจินสงสัย
“พวกเจ้าจะต้องเป็นข้ารับใช้ข้าเป็นเวลาหนึ่งปีน่ะสิ” ชายสวมหน้ากากกล่าว
“การซื้อของในร้านนี้มีเงื่อนไขว่า ท่านจะต้องจับไม้เซียมซีก่อนว่าท่านมีโอกาสได้เป็นเจ้าของครีมบัวหิมะหรือไม่ด้วยนะเจ้าค่ะ” หวนเจินอธิบาย
ชายสวมหน้ากากจับไม้เซียมซีก็พบว่า “ข้าได้เป็นเจ้าของ งั้นข้าซื้อได้แล้วใช่มั้ย”
ผู้หญิงสามคนมองหน้ากันว่า ใครจะเป็นผู้ติดตามชายสวมหน้ากากไป
“จับไม้สั้นไม้ยาวก็แล้วกัน ใครได้ไม้สั้นที่สุดก็เป็นคนติดตามเขาไปที่แคว้นฝาง” เหรินซวงเสนอ
“ข้าแก่แล้ว ข้าขอจับก่อนก็แล้วกัน” ดังนั้นท่านป้าเหวยลู่จึงจับได้ไม้ยาวที่สุด
หวนเจินจับเป็นคนที่สอง นางนั้นได้ไม้สั้นที่สุด ก็เลยบ่นว่า “ถ้าซานชุย สามีของข้ากลับมาไม่เจอข้า จะทำยังไงดีล่ะเจ้าคะ”
เหรินซวงถอนหายใจ จากนั้นก็กล่าวว่า “ข้าไปเองก็แล้วกัน แล้วไปแคว้นฝางเมื่อไหร่เจ้าคะ”
“วันพรุ่งนี้ ข้าจะนำรถม้ามารับเจ้าก็แล้วกัน เตรียมตัวด้วยล่ะ” ชายสวมหน้ากากชำระค่าสินค้าและหยิบกระปุกครีมบัวหิมะเก็บไว้กับตัว จากนั้นก็เดินจากไปทันที
เหรินซวงก็เลยกระซิบถามท่านป้าว่า “ครีมบัวหิมะใช่ของแท้หรือเปล่าเจ้าคะ”
“ครีมนั้นสกัดจากบัวหิมะจริงๆ แต่หมอเทวดาผางฉีไม่ได้เป็นคนทำ ข้าไปขอให้หมอเหมยซูช่วยผลิตครีมมาให้ข้าน่ะ” ท่านป้าเหวยลู่สารภาพ
“อะไรนะ! แล้วมันจะใช้ได้ผลหรือเจ้าคะ” เหรินซวงตกใจและคิดในใจว่า “ไหนว่าต้องรักษาความซื่อสัตย์ไว้ไงล่ะ”
“มันเป็นบัวหิมะเหมือนกัน สรรพคุณก็ไม่น่าจะต่างกันหรอก” ท่านป้ากล่าว
“แต่มันอาจมีสูตรผสมอะไรบางอย่างที่ช่วยทำให้แผลเป็นหายได้อย่างรวดเร็วก็เป็นได้นะเจ้าคะ” เหรินซวงกังวลหนักมาก เพราะยังไงครีมก็ไม่ได้มาจากหมอเทวดาผางฉี
“เจ้าก็เสี่ยงดวงดูก็แล้วกัน หากไม่ได้ผล เจ้าก็แค่เป็นข้ารับใช้เขาสักหนึ่งปีก็เท่านั้นเอง” ท่านป้ากล่าวอย่างไม่ยี่หระ
“ทำไมท่านไปเองล่ะเจ้าคะ” เหรินซวงไม่ยอม
“ข้าจะต้องไปเสาะหาสินค้าจำนวน 100 ชิ้น เพื่อใช้เป็นสินค้าในร้านขายของเก่าหมายเลข 100 ไงล่ะ” ท่านป้าจะต้องปรับร้านใหม่
“มีคนติดหนี้ท่านหรือเจ้าคะ” เหรินซวงสงสัย
“ก็อดีตพ่อบ้านตระกูลเจ้าไงล่ะ” ท่านป้ากล่าว
“เขาติดหนี้มหาศาลเลยหรือเจ้าคะ” เหรินซวงเห็นว่าเขาต้องขายสินค้าให้ท่านป้าตั้ง 100 ชิ้น
“กรรมตามสนองน่ะ เขาเคยโกงเจ้า ผ่านไปไม่นานเขาก็ถูกโกงจนหมดตัว เขาเคยคิดสั้นฆ่าตัวตาย แต่ข้าช่วยห้ามเขาไว้ได้ทัน” ท่านป้ากล่าว
“ท่านไม่กลัวเขาโกงท่านหรือเจ้าคะ” เหรินซวงสงสัย
“เขาไม่กล้าโกงข้าหรอก เพราะข้าเป็นคนกว้างขวาง หากเขาโกงข้าจริง ข้าก็แค่เป่าประกาศไปให้พ่อค้าแม่ค้าทั่วทั้งแคว้น ต่อไปก็จะไม่มีใครหน้าไหนกล้าทำการค้ากับเขาอีก” ท่านป้าไม่กลัว
“หวังว่าเขาจะสำนึกผิดได้นะเจ้าคะ” เหรินซวงเคยนับถือท่านพ่อบ้านและอยากให้เขาสำนึกผิดเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่
********************************************
ณ ท่าเรือสำเภา
เหรินซวงได้ติดตามชายสวมหน้ากากจนมาถึงท่าเรือเดินทะเล
“พวกเราต้องเดินทางโดยเรือหรือเจ้าคะ” เหรินซวงสงสัย
“ใช่แล้ว! เจ้ากลัวงั้นหรือ” ชายสวมหน้ากากกล่าว
“ไม่ได้กลัวหรอกเจ้าค่ะ ข้าแค่กลัวเจอคนรู้จัก แต่ก่อนข้าเคยเป็นแม่ค้าติดต่อค้าขายผ้าระหว่างแคว้น” เหรินซวงมองไปโดยรอบ
“เจ้าก็ใช้ผ้าปิดบังครึ่งหน้าไว้สิ” ชายสวมหน้ากากแนะนำ
“ก็ได้เจ้าค่ะ” เหรินซวงยอมทำตาม
เมื่อเหรินซวงเข้ามาในห้องพักของฝ่ายชาย นางก็เลยว่า “ว่าแต่ตอนนี้ท่านแกะหน้ากากออกสิ ข้าจะได้ทายาให้ไงเจ้าคะ”
ชายสวมหน้ากากยอมแกะหน้ากากออกก็พบว่าเขาเป็นคนหล่อเหลามาก เสียแต่ที่แก้มขวามีรอยมีดบาดเป็นทางยาวเท่านั้น
ระหว่างที่ทา เหรินซวงก็เลยถาม “ท่านไปโดนอะไรมางั้นหรือเจ้าคะ”
“มีคนใช้มีดสั้นฟันไปที่ใบหน้าของข้า” ชายสวมหน้ากากเล่า
“ใครกันที่โหดร้ายขนาดนี้เจ้าคะ” เหรินซวงสงสัย
“ว่าที่ฮูหยินในอนาคต” ชายสวมหน้ากากกล่าวสั้นๆ
“อะไรนะ! ท่านไม่แค้นนางหรือเจ้าคะ” เหรินซวงสงสัยอีกเพราะนั่นคือคนที่จะต้องใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกัน
“แค้นสิ! เราจะทำให้นางทุกข์ทรมาน คอยดูก็แล้วกัน” ชายสวมหน้ากากกล่าวอย่างเจ็บแค้น
“ท่านจะแก้แค้นนางยังไงเจ้าคะ” เหรินซวงอยากรู้
“ล้มงานแต่งงานกลางคันเป็นไง” ชายสวมหน้ากากกล่าว
“ทำแค่ให้นางรู้สึกเสียหน้าหรือเจ้าคะ” เหรินซวงคิดว่าเป็นการแก้แค้นในสถานเบาจริงๆ
“แค่นั้นก็พอแล้ว โดยข้าจะบอกนางว่าข้าจะแต่งงานกับเจ้าแทน” ชายสวมหน้ากากกล่าวแผน
“อะไรนะ! ไม่ได้นะเจ้าคะ” เหรินซวงรีบปฏิเสธ
“ทำไมล่ะ ในเมื่อเจ้าก็โสดไม่ใช่หรือ” ชายสวมหน้ากากสงสัย
“คือข้า อยากใช้ชีวิตอย่างอิสระมากกว่าเจ้าค่ะ” เหรินซวงกล่าวอ้าง
“ในเมื่อเจ้ายังไม่มีใคร ข้าก็มีสิทธิ์” ชายสวมหน้ากากไม่ยอมแพ้
“ข้ามีชายในดวงใจแล้วเจ้าค่ะ” เหรินซวงใช้ข้ออ้างใหม่
“เขาเป็นใคร” ชายสวมหน้ากากอยากรู้
“ท่านไม่รู้จักเขาหรอกเจ้าค่ะ” เหรินซวงไม่รู้ว่าจะแอบอ้างใครดี
“แค่แสดงละครแกล้งเป็นคนรักของข้าก็เท่านั้นเอง” ชายสวมหน้ากากกล่าว
“อีกแล้วงั้นหรือ” เหรินซวงเริ่มเบื่อชีวิตที่ต้องแสดงละครตบตาผู้อื่น
“หมายความว่ายังไง! ชายคนนั้นก็ให้เจ้าแกล้งแสดงเป็นคนรักของเขาเหมือนกันงั้นหรือ” ชายสวมหน้ากากคาดเดา
“เปล่า! ไม่ใช่อย่างนั้นเจ้าค่ะ” เหรินซวงรีบปฏิเสธ
“ข้ามีหญิงในดวงใจแล้วเหมือนกัน” ชายสวมหน้ากากกล่าวบ้าง
“นางเป็นใครและสวยมากมั้ยเจ้าคะ” เหรินซวงอยากรู้
“นางสวยสู้เจ้าไม่ได้ก็จริง แต่นางเป็นคนดี หยิ่งทระนง มีศักดิ์ศรี พึ่งพาตัวเองไม่ง้อชายหน้าไหน เสียอย่างเดียวคือนางยอมสหายแทบทุกอย่าง ไม่ว่าสหายของนางจะเป่าหูอะไร นางก็เชื่อไปหมด” ชายสวมหน้ากากกล่าวถึงความหลัง
“ตอนนี้เจ้าก็ยังลืมนางไม่ลงสินะเจ้าคะ” เหรินซวงมองออก
“ไม่มีวันลืมมากกว่า ข้าก็ได้แต่ภาวนาขอให้ได้เจอนางอีก” ชายสวมหน้ากากยังคงมีความหวัง
“ด้วยแรงอธิษฐานของเจ้า เจ้าต้องได้เจอนางอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ” เหรินซวงกล่าว
“ข้าเองก็หวังเช่นนั้น” ชายสวมหน้ากากยังคงรอคอยหญิงในดวงใจผู้นั้น
“งั้น ข้ายอมแสดงละครแกล้งเป็นคนรักให้เจ้าก็ได้ เพื่อที่เจ้าจะได้สมหวังในความรักกับหญิงผู้โชคดีคนนั้นไงเจ้าคะ” เหรินซวงยอมใจอ่อน
“ขอบใจมากนะ” ชายสวมหน้ากากยิ้มบางๆ แต่ส่วนลึกในใจเขาคิดว่า เป็นไปไม่ได้ เพราะหญิงผู้นั้นเป็นชาวแคว้นฉิน และไม่มีทางรู้เลยว่านางไปอยู่ส่วนไหนของแคว้นฉิน
********************************************
พอถึงวันที่ห้าของการอยู่บนเรือ
“ครีมได้ผลจริงด้วย รอยแผลเป็นได้เลือนหายไปหมดแล้วเจ้าค่ะ” เหรินซวงดีใจที่ครีมใช้ได้ผลจริงๆ
“สมกับเป็นครีมของหมอเทวดาผางฉี” ชายสวมหน้ากากกล่าว
เหรินซวงยิ้มแหยๆ เพราะนี่เป็นครีมของหมอเหมยซู และคิดในใจว่า “ไม่คิดว่าหมอเหมยซูจะมีความสามารถมากมายเช่นนี้”
และแล้วเรือสำเภาก็เดินทางมาถึงแคว้นฝาง
แต่พอทั้งสองก้าวสู่ท่าเรือ
ทุกคนตรงบริเวณนั้นต่างก็คุกเข่าทำความเคารพชายสูงศักดิ์
“ถวายบังคมเพคะ/พะย่ะค่ะ ท่านอ๋อง” ทุกคนบริเวณท่าเรือกล่าว
“อะไรนะ! พระองค์คือท่านอ๋องหลี่ซื่อหมิ่นแห่งแคว้นฝางหรือเพคะ” เหรินซวงจำต้องคุกเข่าตามผู้อื่น
“ถูกต้องแล้ว” ท่านอ๋องหลี่ซื่อหมิ่นทรงยอมรับ
“ขอประทานอภัยเพคะ หม่อมฉันมีตาหามีแววไม่” เหรินซวงกล่าว
“ไม่เป็นไร! เราไม่ถือสา ขอเพียงเจ้าจงรักษาสัญญายอมเล่นละครตบตาชาวแคว้นฉินที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่ช้านี้” ท่านอ๋องทรงทวงสัญญา
“ใครคือชาวแคว้นฉินหรือเพคะ” เหรินซวงสงสัย
“องค์หญิงสี่และองค์รัชทายาท” ท่านอ๋องตรัส
“อะ องค์รัชทายาทเสด็จมาด้วยหรือเพคะ” เหรินซวงตกใจเพราะนางกำลังจะเจอโจทก์เก่า
“ทำไมงั้นหรือ” ท่านอ๋องทรงสงสัย
“ปะ เปล่าเพคะ” เหรินซวงคิดในใจว่า “องค์รัชทายาททรงจำข้าไม่ได้หรอก”