เสียงของหลวงปู่แก้วที่กำลังเล่าเื่นั้น สั่นเครือยิ่งกว่าครั้งใดๆ ราวกับว่าการหวนรำลึกถึงเหตุการณ์ใน่นี้ คือการกรีดาแเก่าที่ยังไม่เคยหายดีให้เปิดออกอีกครั้ง
คำอินทร์ทำได้เพียงนั่งนิ่ง ตั้งใจฟังเื่ราวที่เปรียบเสมือนพายุลูกใหญ่ที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ...และพร้อมจะทำลายล้างทุกสิ่ง
"รอยร้าวที่เกิดขึ้นในวันนั้น...เป็เพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆ" หลวงปู่เล่าต่อ "เราสามคนยังคงเป็สหาย...แต่ก็เป็สหายที่ต่างฝ่ายต่างมีหนามแหลมซ่อนไว้ในใจ รอวันที่จะทิ่มแทงกันโดยไม่ตั้งใจ...และวันแห่งการพลัดพรากก็มาถึงเร็วกว่าที่คิด"
อาศรมของพระครูอูสะ หนึ่งปีต่อมา
เช้าวันหนึ่งที่ดูเหมือนจะปกติเหมือนทุกวัน กลับถูกทำลายลงด้วยการมาถึงของบุรุษผู้แปลกหน้าสองคน
พวกเขาคือราชองครักษ์จากกรุงศรีอยุธยาในชุดเดินทางที่มอมแมมแต่ยังคงไว้ซึ่งความองอาจ การเดินทางฝ่าดงพงไพรมาถึงอาศรมลึกลับแห่งนี้ได้ ย่อมหมายความว่าพวกเขาคือยอดฝีมือ และข่าวที่นำมานั้นต้องสำคัญอย่างยิ่งยวด
ราชองครักษ์คุกเข่าลงเบื้องหน้าเ้าฟ้าแก้ว สีหน้าเต็มไปด้วยความเศร้าโศก
"กราบบังคมทูลเ้าฟ้า...บัดนี้...สมเด็จพระเ้าสุริเยนทราธิบดี พระราชบิดาของพระองค์...เสด็จตแล้วพ่ะย่ะค่ะ! ขอพระองค์โปรดเสด็จกลับกรุงศรีอยุธยาโดยเร็วที่สุด เพื่อประกอบพระราชพิธีและขึ้นครองราชสมบัติสืบต่อไป!"
ราวกับสายฟ้าฟาดลงมากลางวงสนทนา เ้าฟ้าแก้วนิ่งงันไปชั่วขณะ ความรู้สึกหลากหลายประเดประดังเข้ามา ทั้งความเสียใจที่ต้องสูญเสียพระบิดา และความรู้สึกหนักอึ้งต่อภาระที่กำลังจะตกมาอยู่บนบ่าของพระองค์…
ภาระที่พระองค์เคยพยายามหลีกหนีมาตลอดหลายปี
ค่ำคืนสุดท้ายของการเป็ศิษย์ร่วมสำนักเต็มไปด้วยความเงียบอันน่าอึดอัด ไม่มีเสียงหัวเราะหรือการหยอกล้อเหมือนเช่นเคย มีเพียงเสียงไฟที่แตกปะทุในกองไฟ และเสียงหัวใจของคนสามคนที่กำลังจะแยกจากกัน
พระครูอูสะได้เรียกเ้าฟ้าแก้วไปพบเป็การส่วนตัวในกระท่อมของท่าน "ข้ารู้ดีว่าวันนี้ต้องมาถึง" ท่านกล่าวอย่างสงบ "เส้นทางของเ้าถูกขีดไว้แล้วด้วยสายเื...ข้าไม่มีสิ่งใดจะสอนเ้าอีกแล้วในเื่ของอาคม แต่มีสิ่งหนึ่งที่อยากจะเตือนสติเ้าในเื่ของการเป็ผู้นำ"
"อำนาจนั้นหอมหวาน...แต่ก็เป็ยาพิษร้ายแรงที่สุด มันสามารถเปลี่ยนบัณฑิตให้เป็พาล เปลี่ยนสหายให้กลายเป็ศัตรูได้ในชั่วพริบตา เมื่อเ้าสวมมงกุฎแล้ว...จงอย่าลืมหัวใจของเ้าในวันที่ยังไม่มีมัน...จงอย่าลืมความรู้สึกของคนที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าเ้า...จงอย่าลืม...สหายของเ้า"
เ้าฟ้าแก้วก้มลงกราบแทบเท้าอาจารย์เป็ครั้งสุดท้าย "ข้าพเ้าจะจดจำคำสอนของท่านอาจารย์ไว้ตลอดไป"
เมื่อกลับมาที่กองไฟ อินทร์เป็คนแรกที่เข้ามากอดสหายรักอย่างแน่นแฟ้น "เดินทางโดยสวัสดิภาพเถิดสหายข้า" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงใจ "จงเป็กษัตริย์ที่ดี เป็ที่พึ่งให้แก่ไพร่ฟ้าประชาชน...ข้าจะรอฟังข่าวความสำเร็จของท่านอยู่ที่ล้านนาบ้านของข้าเสมอ”
ส่วนมินจอส่วย เขายืนนิ่งอยู่ห่างๆ ราวกับมีกำแพงที่มองไม่เห็นกั้นกลาง เขาไม่ได้เดินเข้ามากอด แต่กลับมองลึกเข้าไปในดวงตาของเ้าฟ้าแก้วด้วยแววตาที่จริงจังและคาดหวัง
"จงจำคำสาบานของเราไว้ให้ดี...สหายข้า" เขากล่าวเสียงเรียบ แต่ทุกถ้อยคำกลับหนักแน่นราวกับค้อนเหล็ก
"มงกุฎของกษัตริย์...อย่าให้มันหนักเสียจนท่านลืมคำสัญญาของท่านกับอาจารย์"
คำพูดนั้นคือคำเตือนสุดท้าย...และเป็ดั่งคำพยากรณ์ที่น่าเศร้า
เช้าวันรุ่งขึ้น เ้าฟ้าแก้วก็ทรงม้าจากไป ทิ้งชีวิตแห่งอิสระและมิตรภาพไว้เื้ั เพื่อมุ่งหน้าสู่ชะตากรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้...ชะตากรรมของราชันย์
กรุงศรีอยุธยา หลายปีต่อมา
ภาพในความทรงจำของหลวงปู่แก้วเปลี่ยนอีกครั้ง บัดนี้ไม่ใช่เ้าฟ้าแก้วอีกต่อไป แต่คือ สมเด็จพระเ้าอยู่หัวท้ายสระ กษัตริย์พระองค์ใหม่แห่งกรุงศรีอยุธยา
พระองค์ประทับอยู่บนพระที่นั่งสรรเพชญ์ปราสาทอันงดงามตระการตา รายล้อมด้วยขุนนางและนางสนมกำนัลนับร้อย แต่ในใจของพระองค์กลับรู้สึกอ้างว้างและโดดเดี่ยวยิ่งกว่าครั้งที่อยู่ในป่าลึกเสียอีก
พระองค์เป็กษัตริย์ที่ดี ทรงปกครองบ้านเมืองด้วยความยุติธรรมและใส่ใจในทุกข์สุขของราษฎร แต่ทุกค่ำคืน...เมื่ออยู่เพียงลำพัง พระองค์มักจะทอดพระเนตรไปยังทิศเหนือ...ทิศที่สหายทั้งสองและอาจารย์ของพระองค์อาศัยอยู่ พร้อมกับทบทวนคำสาบานที่ให้ไว้ในวันวาน...คำสาบานที่นับวันก็ยิ่งเป็ดั่งหนามยอกอก
แล้ววันแห่งการตัดสินใจที่พระองค์ภาวนาว่าจะไม่มีวันมาถึง...ก็ได้มาเยือนในรูปแบบที่โหดร้ายที่สุด
กลางดึกคืนหนึ่ง...ขณะที่พระองค์กำลังปรึกษาราชการแผ่นดินอยู่กับเหล่าเสนาบดี ทหารม้าเร็วผู้หนึ่งก็ควบม้าเข้ามาถึงหน้าพระลานในสภาพที่สะบักสะบอม เนื้อตัวเต็มไปด้วยเืและฝุ่นดิน เขาวิ่งเข้ามาในท้องพระโรงแล้วทรุดกายลงกราบแทบพระบาท
"กราบบังคมทูลฝ่าา! เื่ด่วน...เื่ใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เขารายงานด้วยเสียงที่หอบเหนื่อยและตื่นตระหนก "ทัพหลวงของพม่า...จำนวนหลายหมื่น...ได้บุกข้ามชายแดนเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์! บัดนี้ได้เข้ายึดเมืองตะนาวศรีและกำลังมุ่งหน้ามาทางทวาย! พวกมันเผาบ้านเผาเมือง! สังหารไพร่ฟ้าของเราอย่างโเี้! ขอฝ่าาโปรด...โปรดมีพระบรมราชโองการโดยเร็วเถิดพ่ะย่ะค่ะ!"
ราวกับมีค้อนั์ทุบลงมากลางท้องพระโรง! เหล่าขุนนางต่างตกอยู่ในความโกลาหล เสนาบดีฝ่ายกลาโหมรีบก้าวออกมาทูลทันที
"ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาท! การรุกรานครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก! หากเรานิ่งเฉย เมืองมะริดและเพชรบุรีอาจตกเป็ของศัตรูได้! ข้าพระพุทธเ้าขอเสนอให้จัดทัพหลวงที่แข็งแกร่งที่สุด! นำโดยแม่ทัพผู้เก่งกล้า! ยกไปขับไล่อริราชศัตรูให้พ้นไปจากขอบขัณฑสีมาโดยเร็วที่สุดพ่ะย่ะค่ะ!"
"ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! ต้องส่งทัพไปจัดการพวกมัน!" เสียงสนับสนุนดังขึ้นจากเหล่าขุนนางทหารทั่วทุกสารทิศ
ความกดดันทั้งหมดถาโถมเข้าใส่ขุนหลวงท้ายสระแต่เพียงผู้เดียว พระองค์นิ่งงันไปบนราชบัลลังก์ พระหัตถ์กำด้ามพระแสงดาบแน่นจนสั่นเทา...
ในพระโสตของพระองค์...เสียงของเหล่าขุนนางที่ร้องะโให้ทำา...กลับถูกแทนที่ด้วยเสียงกระซิบอันเงียบงันของพระครูอูสะ...
"...ข้า...จะไม่สังหารหรือทำร้ายชาวพม่า..."
ในดวงพระเนตรของพระองค์...ภาพของทหารม้าเร็วที่โชกเื...กลับถูกแทนที่ด้วยภาพของมินจอส่วยที่มองมาด้วยสายตาคาดหวัง...
"...อย่าให้มงกุฎของกษัตริย์...หนักเสียจนท่านลืมคำสัญญาของศิษย์..."
พระองค์ควรจะทำอย่างไร? จะรักษาคำสาบาน...แล้วปล่อยให้ประชาชนของตนเองถูกฆ่าตายอย่างนั้นหรือ? หรือจะปกป้องแผ่นดิน...แล้วกลายเป็คนทรยศต่อสัจจะวาจาที่เคยให้ไว้?
มันคือทางสองแพร่งที่ไม่มีทางเลือกใดถูกต้อง...มีเพียงทางที่เ็ป...กับทางที่เ็ปยิ่งกว่า
หยาดพระเสโทผุดขึ้นเต็มพระพักตร์ พระองค์รู้สึกราวกับกำลังแบกโลกทั้งใบไว้บนบ่า
ในที่สุด...หลังจากที่เงียบไปนานราวกับชั่วนิรันดร์...ขุนหลวงท้ายสระก็ทรงลุกขึ้นยืนเต็มพระองค์
ความเงียบเข้าปกคลุมท้องพระโรงในทันที ทุกสายตาจับจ้องมาที่พระองค์เพื่อรอฟังการตัดสินพระทัย
พระพักตร์ของพระองค์ซีดเผือด แต่ดวงพระเนตรกลับแดงก่ำและลุกโชนไปด้วยความเด็ดเดี่ยวอันน่าสะพรึงกลัว...ความเด็ดเดี่ยวของผู้ที่ยอมสละทุกสิ่งเพื่อสิ่งที่ใหญ่กว่า
"จงจัดทัพหลวง!"
พระสุรเสียงของพระองค์กึกก้องและเฉียบขาด ไม่มีแววลังเลอีกต่อไป
"ระดมไพร่พลและช้างม้าอาวุธให้พร้อมสรรพที่สุด! เราจะยกทัพไปขับไล่อริราชศัตรูให้พ้นไปจากแผ่นดินของข้า! จงปกป้องไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน...ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใดก็ตาม!"
คำว่า "แลกด้วยสิ่งใดก็ตาม" นั้น...พระองค์หมายถึงจิติญญาและคำสัตย์สาบานของพระองค์เอง
สิ้นเสียงพระราชโองการ...เสียงตีกลองศึกก็ดังกระหึ่มขึ้นจากนอกกำแพงวัง...เป็สัญญาณแห่งการเริ่มต้นของา
ณ บนราชบัลลังก์นั้น...ขุนหลวงท้ายสระทรุดกายนั่งลงช้าๆ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของเหล่าขุนนางทหาร แต่ในใจของพระองค์นั้น...กลับเงียบเชียบและว่างเปล่า...
ในวันนั้น...คำสัตย์สาบานอันศักดิ์สิทธิ์...ได้แตกสลายลงแล้วโดยสมบูรณ์