ฉู่จี้เฟิงมองดูนางที่กัดฟันกรอด ก่อนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “แบ่งสามต่อเจ็ดเป็นอย่างไร”
ซูอิ่นเย่ว์ชะงักไปครู่หนึ่ง ยังไม่เข้าใจความหมายของเขา
“สินเดิมของเจ้า” ฉู่จี้เฟิงเตือน
“ซื่อจื่อหมายความว่า หากช่วยข้าทวงสินเดิมคืนได้ ท่านจะขอแบ่งสามต่อเจ็ด?” ซูอิ่นเย่ว์หยุดไปครู่หนึ่งก่อนเสริมว่า “ท่านสาม ข้าเจ็ด?”
ฉู่จี้เฟิงส่ายหน้า
ซูอิ่นเย่ว์แอบด่าเขาในใจว่าโลภไม่รู้จักพอ แต่สีหน้ายังคงยิ้มแย้ม “ซื่อจื่อ อย่างไรก็ควรเหลือให้ข้าบ้างไม่ใช่หรือ ห้าต่อห้าเป็นอย่างไร”
ฉู่จี้เฟิงยังคงไม่พอใจกับตัวเลขที่ซูอิ่นเย่ว์เสนอ
ซูอิ่นเย่ว์คิดว่า ฉู่จี้เฟิงไม่ได้ขัดสนเงินทอง ไฉนถึงได้จ้องแต่จะเอาเปรียบนางอยู่เรื่อย แต่หากต้องการทวงคืนสินเดิม นางก็ต้องพึ่งพาฉู่จี้เฟิง
“หกต่อสี่แล้วกัน!” ซูอิ่นเย่ว์ตัดสินใจ “มากกว่านี้ไม่ได้แล้ว!”
ฉู่จี้เฟิงจึงตอบตกลง
ซูอิ่นเย่ว์ถามว่า “แล้วซื่อจื่อมีแผนการอย่างไร”
“เรื่องเล็กแค่นี้จำเป็นต้องมีแผนการด้วยหรือ บุกเข้าไปเอาเลยไม่ดีกว่าหรือ” ฉู่จี้เฟิงกล่าว ก่อนหันไปสั่งฉางอู๋อิ่ง “ส่งสัญญาณ รวมกำลังคน”
ฉางอู๋อิ่งรับคำสั่งแล้วรีบไปดำเนินการทันที
ซูอิ่นเย่ว์เพิ่งเข้าใจ “ท่าน…ท่านจะเรียกกำลังของหน่วยชื่อหลงหรือ”
ฉู่จี้เฟิงตอบรับด้วยเสียงเบา
ซูอิ่นเย่ว์มองฉู่จี้เฟิงด้วยสีหน้าประหลาดใจ “เช่นนี้ก็ใช้ตำแหน่งในทางมิชอบได้หรือ”
“ใครบอกว่าข้าใช้ตำแหน่งในทางมิชอบ? ข้าไปจับโจรต่างหาก!” ฉู่จี้เฟิงกล่าวเสียงดังขึ้นเล็กน้อย ก่อนสั่งให้บ่าวจากตระกูลซูขนหีบที่เต็มไปด้วยก้อนหินกลับขึ้นรถม้า แล้วเดินทางกลับไปยังตระกูลซูตามเส้นทางเดิม
บ่าวของตระกูลซูเมื่อเห็นว่าตนเองไม่ถูกสอบสวน ก็ไม่กล้าถามอะไร รีบทำตามคำสั่งของฉู่จี้เฟิงอย่างเคร่งครัด
จากนั้น ขบวนของพวกเขาก็มุ่งหน้าไปยังตระกูลซู
ฉู่จี้เฟิงนั่งอยู่ในรถม้าดำของเขาตามเดิม ส่วนซูอิ่นเย่ว์นั่งร่วมรถมากับซูลั่วฝู
ระหว่างทาง ซูลั่วฝูยังคงรู้สึกผิด น้ำตาคลอพลางโทษตัวเองที่ไม่ดูแลหีบให้ดี
ซูอิ่นเย่ว์ถอนหายใจ พลางลูบศีรษะนาง “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้าเลย เจ้าเพิ่งอายุสิบสองเท่านั้น เจ้าไม่แปลกใจหรือว่าทำไมซูเจี้ยนจิ่นกับหยางซื่อถึงส่งเจ้ามาเป็นผู้ส่งสินเดิม?”
ซูลั่วฝูจ้องซูอิ่นเย่ว์ด้วยแววตาเลื่อนลอย ก่อนหน้านี้นางไม่ได้ยินบทสนทนาระหว่างซูอิ่นเย่ว์กับฉู่จี้เฟิง อีกทั้งยังอายุน้อยและถูกกดขี่มาตลอด จึงไม่เคยคิดอะไรมากนัก
บัดนี้เมื่อถูกซูอิ่นเย่ว์ชี้แนะ นางก็เริ่มเข้าใจขึ้นมา
ซูอิ่นเย่ว์เห็นว่าสีหน้าของซูลั่วฝูเปลี่ยนไป จึงกล่าวต่อว่า “ภายในนั้นไม่ได้มีเพียงเครื่องประดับเงินทองเป็นสินเดิมของข้าเท่านั้น ยังมีเงินและโฉนดร้านค้ากับที่ดินที่ท่านแม่ของข้าทิ้งไว้ให้ รวมกันแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งแสนตำลึง เหตุใดพวกเขาถึงวางใจให้เจ้ามาส่งเพียงลำพัง”
จากนั้น นางก็อธิบายถึงความเสี่ยงที่แฝงอยู่ในเรื่องนี้
ซูลั่วฝูฟังจบก็ยิ่งร้องไห้หนักขึ้น พูดติดขัดไปว่า “ข้าเองก็เป็นลูกของท่านพ่อเช่นกัน…เหตุใด…เหตุใดเขาต้องทำกับข้าเช่นนี้”
ซูอิ่นเย่ว์เห็นนางเสียใจเช่นนี้ก็อดรู้สึกผิดไม่ได้ น้องสาวของนางเพิ่งอายุสิบสองเท่านั้น หากเป็นยุคปัจจุบันก็ยังเป็นเพียงเด็กประถม
แต่เมื่อคิดดูอีกที หากไม่บอกให้นางรู้ถึงความโหดร้ายของคนในตระกูลซู ซูลั่วฝูก็จะยังคงถูกพวกนั้นหลอกใช้และวางแผนเล่นงานอยู่ดี ในยุคนี้ หากไม่รู้จักเอาตัวรอด ก็อยู่รอดได้ยาก
“ซูเจี้ยนจิ่นสนใจแต่บุตรชายและบุตรสาวสายตรง ข้าเองก็ต้องแต่งแทนพี่สาวมิใช่หรือ” ซูอิ่นเย่ว์กล่าว
พูดให้ถูกก็คือ ซูเจี้ยนจิ่นให้ความสำคัญกับลูกสาวของหยางซื่อ เพราะซูเยียนหนิงเป็นบุตรสาวสายตรง และสามารถใช้เป็นเครื่องมือเพื่อแลกกับผลประโยชน์ที่มากกว่าให้กับตระกูลซู
ขณะนั้น บนท้องถนนเกิดเสียงอึกทึกขึ้น
ซูลั่วฝูมองผ่านม่านบางๆ ไปเห็นบางสิ่ง สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที “เหตุใดจึงมีคนของหน่วยชื่อหลงอยู่ที่นี่”
ซูอิ่นเย่ว์ได้ยินเช่นนั้น จึงเลิกม่านขึ้นดู
ทหารของหน่วยชื่อหลงล้วนสวมชุดดำ คาดเข็มขัดแดง สีหน้าเย็นชาไร้ความปรานี พวกเขาถูกเรียกขานว่า ‘องครักษ์ชื่อหลง’ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาภายใต้การนำของฉู่จี้เฟิง แม้แต่เชื้อพระวงศ์ยังต้องเกรงกลัวพวกเขา
เดิมที รถม้าไม้ดำของฉู่จี้เฟิงก็ทำให้ชาวบ้านอกสั่นขวัญแขวนอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ฉางอู๋อิ่งยังนำกององครักษ์ชื่อหลงมาอีกหนึ่งกอง ชาวบ้านจึงรีบถอยห่างออกไปห้าก้าวทันที
แม้ว่าพวกเขาจะหวาดกลัว แต่ความอยากรู้อยากเห็นก็ยังมีอยู่เสมอ ท้ายที่สุดแล้ว นี่เป็นครั้งแรกในรอบสองปีที่ฉู่จี้เฟิงนำองครักษ์ชื่อหลงออกมาปฏิบัติภารกิจด้วยตัวเอง
มีชาวบ้านใจกล้าบางคนแอบเดินตามมาดูเหตุการณ์ แต่พอถึงหน้าจวนตระกูลซู พวกเขาก็ถูกไล่ตะเพิดออกไปทันที
ขณะเดียวกัน ซูอิ่นเย่ว์และซูลั่วฝูเพิ่งลงจากรถม้า ซูเจี้ยนจิ่นก็ถูกหยางซื่อประคองออกมา ดูจากอาการแล้วแผลจากการถูกเฆี่ยนที่หลังยังไม่หายดี
องครักษ์ชื่อหลงกว่าสิบคนยืนล้อมอยู่หน้าประตูจวนตระกูลซู บวกกับการที่ฉู่จี้เฟิงมาด้วยตนเอง ทำให้ซูเจี้ยนจิ่นรู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง ใบหน้าซีดเผือด
“ลูกเขย เจ้ามาทำอะไรที่นี่”
ฉู่จี้เฟิงปรายตามองป้ายหน้าจวนตระกูลซู ก่อนกล่าวเสียงเรียบ “ข้าผู้บัญชาการหน่วยชื่อหลงได้รับเบาะแสว่าโจรลักทรัพย์สมบัติได้หนีเข้ามาในจวนสกุลซูและหายตัวไป ข้าจึงมาค้นหาความจริง”
การที่เขาเรียกตัวเองว่า ‘ผู้บัญชาการหน่วยชื่อหลง’ หมายความว่าเขากำลังใช้อำนาจของตำแหน่งเพื่อบุกค้นตระกูลซูโดยชอบธรรม
ร่างกายของซูเจี้ยนจิ่นสั่นสะท้านเล็กน้อย รีบกล่าวว่า “ต้องเป็นเรื่องเข้าใจผิดแน่ ตระกูลซูของข้ามิใช่คนทรยศต่อแผ่นดิน!”
เมื่อเห็นซูอิ่นเย่ว์และซูลั่วฝูยืนอยู่ด้านหลัง เขาก็เข้าใจสถานการณ์ในทันที
เงินทองและโฉนดที่ดินที่เขาสับเปลี่ยน ถูกซ่อนไว้ในห้องลับ หากหน่วยชื่อหลงค้นหา ย่อมสามารถค้นหาเจอได้โดยง่าย
ซูเจี้ยนจิ่นคิดถึงจุดนี้แล้วยิ่งรู้สึกประหลาดใจขึ้นไปอีก ไม่กี่วันก่อน ฮ่องเต้ฉี่อู่เพิ่งเรียกพบซูอิ่นเย่ว์ หลังจากนั้น ฉู่จี้เฟิงก็ยิ่งเย็นชากับนาง และถึงกับสั่งให้นางย้ายไปอยู่เรือนหลัง
เขาคิดว่า ซูอิ่นเย่ว์จะไม่ทำเรื่องนี้ให้ใหญ่โต คาดไม่ถึงว่าฉู่จี้เฟิงจะเข้ามาแทรกแซง!
ฉู่จี้เฟิงกล่าวว่า “ข้าไม่ได้บอกว่าคนตระกูลซูเป็นโจรลักทรัพย์ เพียงแต่บอกว่าโจรอาจซ่อนตัวอยู่ในจวนตระกูลซู”
ขณะนั้น หยางซื่อร้อนใจขึ้นมา “สามีข้าเป็นขุนนางขั้นสอง เจ้าจะค้นจวนสกุลซูตามอำเภอใจได้อย่างไร เจ้ามีพระราชโองการหรือไม่!”
ฉู่จี้เฟิงเลิกคิ้วขึ้นอย่างไม่พอใจ “ดูเหมือนว่าซูฮูหยินจะไม่เข้าใจกฎของหน่วยชื่อหลง”
เสียงของเขาเย็นเยียบ แฝงกลิ่นอายสังหาร
เหล่าองครักษ์ชื่อหลงต่างจับด้ามกระบี่ของตนแน่นขึ้นพร้อมกัน รัศมีอันน่าหวาดกลัวปกคลุมไปทั่ว ซูเจี้ยนจิ่นและหยางซื่อหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด ถอยหลังไปสองก้าว
ฉู่จี้เฟิงยกมือทำสัญญาณ องครักษ์ชื่อหลงไม่พูดอะไรสักคำก่อนพากันบุกเข้าไปในจวนสกุลซู
เมื่อมีคนเบิกทางให้ เขาจึงก้าวขึ้นบันไดไปอย่างไม่รีบร้อน ก่อนกล่าวว่า “ใต้เท้าซู เชิญกลับเข้าไปนั่งรอเถอะ”
ซูเจี้ยนจิ่นพูดอะไรไม่ออก ได้แต่จำใจเดินตามฉู่จี้เฟิงเข้าไป
ซูลั่วฝูเดินตามไปด้านหลัง มองแผ่นหลังของฉู่จี้เฟิง ก่อนกล่าวว่า “พี่รอง ข้ากับท่านแม่ต่างหวั่นใจว่าท่านจะแต่งเข้าไปในจวนหลิงอ๋องแล้วถูกกดขี่ แต่ตอนนี้ดูแล้ว ซื่อจื่อดูจะปฏิบัติต่อท่านอย่างดี”
“เขาดีที่ไหนกัน นั่นมันจอมมารชัดๆ” ซูอิ่นเย่ว์เบ้ปาก
นางกับเขาแบ่งผลประโยชน์กันหกต่อสี่ ฉู่จี้เฟิงได้กำไรไปเต็มๆ!
ซูลั่วฝูไม่รู้รายละเอียดทั้งหมด เพียงกล่าวว่า “แต่เขาก็ช่วยท่านทวงสินเดิมคืนได้นี่นา ข้างนอกลือกันว่าซื่อจื่อน่ากลัวและโหดเหี้ยมเพียงใด แต่ตราบใดที่เขาปฏิบัติต่อท่านดี ก็เพียงพอแล้วมิใช่หรือ
“หากพี่รองสามารถทำให้ซื่อจื่อพอใจและมีที่ยืนในจวนอ๋องได้ ชีวิตภายหน้าจะต้องราบรื่นแน่นอน”
ซูอิ่นเย่ว์ส่ายหน้า “ความคิดของเจ้าใช้ไม่ได้เลย เจ้ากำลังฝากชะตาชีวิตของตัวเองไว้กับบุรุษ หากวันหนึ่งเขาเบื่อเจ้า เจ้าจะทำอย่างไร”