Age of war

    ตอนที่ 80 โดรนปะทะโกเลม

    โกเลมสำหรับทำสงครามได้ผุดตื่นขึ้นมาจากการหลับไหล

    เปลือกไข่ที่ห่อหุ้มปกป้องกายอันแสนสบายได้ปริแยกออกเป็นสองส่วน

    *โกรวววว! *

    เสียงคำรามอันน่าสะพรึงกลัวได้ดังสะท้านกึกก้องกลบเสียงของสนามรบไปจนสิ้น

    นายทหารนับพันชีวิตที่ยืนมองภาพโกเลมผุดออกมาจากสิ่งก่อสร้างรูปไข่ ต่างขวัญหายเผ่นกระเจิดกระเจิง

    พวกเขาไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนในชีวิต

    ไม่สิ พวกเขาเคยเห็นมันตามในหนังชื่อดังมาก่อนแล้ว แต่ไม่คิดว่ามันจะมีอยู่จริงได้ต่างหาก

    โกเลมสำหรับรบนั้นถูกออกแบบมาเพื่อทำสงครามอย่างแท้จริง

    พวกมันผิดกับโกเลมยักษ์ที่ต้องทีรูปร่างอ้วนเทอะทะเพื่อรับน้ำหนักตัวเอาไว้

    พวกมันผิดกับโกเลมรูปร่างชวนหัวเราะที่พวกภูติเคยเอามาใช้ในสงครามพันธมิตรรุมเผ่าอาร์โธร์โพดาเมื่อก่อนหน้านี้

    เพราะว่าพวกมันคือโกเลมเพื่อการสังหาร

    พวกมันมีส่วนหางที่เรียวยาวดุจหอกที่เต็มไปด้วยใบมีด

    มีกรงเล็บที่ออกแบบอย่างแหลมคมเทียบเท่ากับอสูรร้ายเบฮีมอธ

    มันคลานด้วยขาทั้งสี่ข้าง มีอิสระในการเคลื่อนไหวทุกมิติด้วยความสามารถในการปีนป่ายที่เลียนแบบมาจากสัตว์ร้าย

    มีหัวที่เรียวยาวรีและมีดวงตาอันคมกริบน่าหวากหวั่น

    มีฟันที่ยาวเฟื้อยติดอยู่บนปากซึ่งกว้างกว่าหนึ่งเมตร

    พวกมันเคลื่อนที่ได้รวดเร็ว อีกทั้งยังเดาทิศทางได้ยากดุจสัตว์ป่าที่มีสัญชาตญาณเฉียบคม

    โหยหาหยาดโลหิต หิวกระหายในการฆ่าสังหาร และยังเป็นอมตะตราบเท่าที่ไม่ถูกทำลายแกนทิ้งไป

    ตัวตนที่เลวร้ายจนแม้แต่ภูติยังเบือนหน้าหนีไม่อยากปะทะด้วย

    และนี่คือ [โกเลมสงคราม] อาวุธสำหรับกองหน้าของเผ่าภูติ

    “เอเลี่ยน…”

    ด้วยรูปลักษณ์อันน่าหวาดหวั่น จึงไม่แปลกที่จะมีคนเผลอพึมพำเช่นนั้นลอดออกมาจากปากของเขา

    *โกรวววว! *

    เสียงคำรามของพวกมันได้เรียกสติของกองทัพกลับมาที่ปัจจุบันอีกครั้ง

    “ยิง ยิงงง! ”

    กระสุนสังหารได้ถูกลั่นยิงออกไป

    แต่ทว่าพวกโกเลมมันไวกว่ามาก

    กระสุนที่ยิงปูพรมออกไปนั้น มีเพียงแค่ 30% ที่ยิงโดนพวกมัน

    พวกมันก้มตัวคลานลงต่ำจนทำให้วิธีกระสุนส่วนใหญ่พลาดส่วนแกนของโกเลมไป

    หรือต่อให้ยิงโดน ผิวหนังเหล็กผสมเส้นใยพิเศษที่เหนี่ยวทนทานของพวกมันก็หาได้รู้สึกเจ็บปวดใด ๆ

    เพียงแค่เสี้ยวกระพริบตาหนึ่ง กรงเล็บกับคมเขี้ยวอันร้ายกาจของโกเลมก็เข้าขย้ำบนร่างของเหยื่อแล้ว

    “พวกมันเร็วมากเลยครับ! ”

    “ยิงพวก---อ๊ากกก! ”

    พวกมันขย้ำ ฉีกกระฉากเนื้อ และใช้กรงเล็บอันแหลมคมแทงลงไปที่ดวงตาของเหล่าทหารหาญ

    พวกเขาพยายามยิงต่อต้าน แต่ช่างไร้ประโยชน์ต่อหน้าสิ่งไร้ชีวิตที่มิหวั่นเกรงความตาย

    ทหารฝ่ายมนุษย์เป็นได้เพียงแค่เหยื่อให้เหล่าโกเลมระบายความแค้นที่บังอาจมาสังบิดาของพวกมันไป

    “ถึงหน่วย… ช่วย… ด้วย…”

    แล้วทหารคนสุดท้ายก็ถูกสังหารทิ้งไปในท้ายที่สุด

    ความเสียงหายฝั่งโกเลมมีเพียงแค่หนึ่งร้อยตัวเท่านั้น

    ถ้าหากเป็นหน่วยของทอมหรือแอร์บาร์สควยช่วยสนับสนุนสั่งการ พวกเขาคงไม่พ่ายแพ้ยับเยินขนาดนี้ได้

    เหล่าโกเลมที่พอใจกับสภาพอันน่าเวทนาของเหยื่อตรงหน้าแล้ว ใบหน้าของพวกมันก็เริ่มที่จะเบนหันไปสู่เป้าหมายถัดไป

    [จงสังหารผู้บุกรุก]

    นั่นคือคำสั่งเสียที่ได้รับมาจากบิดาของพวกมัน

    เหล่าโกเลมสังหารเริ่มออกเดินหน้าในสภาพที่เลือดท่วมกายออกไปทางทิศตะวันตก

    วิ่งตัดผ่านทะเลป่า ทิ้งรอยเลือดบนพื้นหิมะขาวเป็นเส้นทางยาว เพื่อไปล่าสังหารศัตรูของพวกมันต่อไป



    “... เหลือแค่หน่วยทางใต้ กับหน่วยของคุณทอมแล้วเรอะ? ”

    นักบินยานขับไล่คนหนึ่งพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยพอใจ

    อาจกล่าวได้ว่าแผนการทำลายอาวุธต่อต้านอากาศของเผ่าภูติไม่ประสบผลสำเร็จเท่าไหร่นัก

    แต่อย่างน้อยก็สามารถทำลายฐานทัพไปได้ถึงสองแห่ง

    บางทีการต่อต้านทางอากาศอาจเบาบางลง

    หรือถ้าหากมีการโจมตีเช่นเดิมเกิดขึ้น การยิงหัวรบนิวเคลียร์จากระยะไกลก็น่าจะได้ผล

    เหล่านักบินที่ไม่อยากกลลับบ้านมือเปล่าต่างคิดเช่นนั้น

    “ส่งฝูงบินรีปเปอร์กับรถถังเข้าไปได้! ”

    เมื่อมองว่าถึงแก่เวลาบุกระรอกสอง พวกเขาก็ส่งกองทัพไร้หัวใจเข้าพื้นที่สงคราม

    ตีนตะขาบวิ่งคืบคลานเหยียบย่ำโลกสีขาว

    พวกมันวิ่งทะลุผืนป่าอย่างไม่แยแสต่อธรรมชาติอันยิ่งใหญ่

    เหยียบย่ำ โค่นทำลาย แล้วเดินหน้าตรงไปอย่างไม่หยุดยั้ง

    แล้วกองทัพไร้ชีวิตทั้งสองฝ่ายก็ได้โคจรมาพบกัน

    [พบศัตรู]

    [พบศัตรู]

    รถถังไร้คนขับกับกองทัพโกเลมต่างพูดออกมาเป็นเสียงเดียวกัน

    ตีนตะขาบหยุดเคลื่อนไหวพร้อมกับปืนใหญ่อันทรงอำนาจที่หันไปในผืนป่าอันมืดมิดข้างหน้า

    [บรรจุกระสุนพร้อม ปืนใหญ้พร้อมยิงปูพรม]

    เสียงไร้ชีวิตย้ำทวนคำสั่งตัวเองไปพร้อมกับระบุพิกัดยิง

    [โจมตี]

    เสียงอันดังสนั่นทำให้หิมะที่เกาะอยู่ตามยอดไม้ร่วงหล่นจนเกิดเป็นควันหมอกสีขาว

    เสียงที่กระหึ่มอย่างทรงพลังและเต็มไปด้วยอำนาจทำลายล้าง ได้ดังขึ้นต่อเนื่องเป็นระลอกชุดโจมตี

    ประดุจเสียงโหมโรงของงานแสดงอันยิ่งใหญ่ตระการตา

    ระเบิดจากปืนใหญ่กำลังแผดเผาไปทั่วผืนป่า

    ลูกปืนใหญ่วิ่งตัดอากาศอย่างรุนแรงจะเห็นเป็นเส้นอากาศวิ่งลากยาว

    ควันสีดำและกระแสลมแรงจากระเบิดได้แหวกต้นไม้ใหญ่จนหักล้มไปทั่วบริเวณ

    ทั้งหมดนี้ล้วนแต่เล็งไปที่เป้าหมายเดียวกัน

    นั่นคือเหล่ากองทัพโกเลมไร้ชีวิตที่กำลังวิ่งเข้ามาใกล้

    โกเลมซึ่งวิ่งด้วยสี่ขา ต่างเคลื่อนไหวกระโดดไปมาตามยอดไม้

    พวกมันพริ้วไหวดุจสายน้ำ หลบเลี่ยงลูกปืนใหญ่นับหมื่นที่ถาโถมเข้ามาใส่ได้ราวกับเล่นละคร

    ส่วนตัวที่หลบไม่ทันก็จะแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยด้วยอำนาจของปืนใหญ่ไป

    [โจมตีระลอกสอง]

    ในตอนนั้นเองที่มีเสียงดังขึ้นมาจากท้องฟ้า

    การโจมตีระลอกสองของฝูงบินรีปเปอร์ได้เริ่มต้นขึ้น

    ฝูงบินนับหมื่นเริ่มทิ้งระเบิดนาปาล์มปูพรมเป็นวงกว้าง

    *โกรวว! *

    เหล่าโกเลมต่างแผดเสียงโหยหวนที่ถูกเปลวไฟแผดเผาไปถึงแกนภายใน

    เปลวไฟนรกที่ยิ่งใหญ่โหมกระหน่ำขึ้นสูงสู่ฟากฟ้า พร้อมกับพาร่างของโกเลมสู่ขุมนรก

    แต่เหล่าโกเลมก็ยังคงวิ่งเดินหน้าต่อไป

    เหล่ากองทัพตีนตะขาบเริ่มรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากการวิ่งของฝ่ายโกเลมที่ใกล้เข้ามา

    AI ของระบบเริ่มคำนวณถึงความเป็นไปได้ที่จะถูกเข้าประชิดในอีกหนึ่งนาทีข้างหน้า

    อาวุธสำรองอย่างปืนโพตอนและปืนกลที่ติดเอาไว้เริ่มเดินเครื่องเพื่อรับมือต่อสู้ระยะประชิดในทันที

    ที่ตรงหน้าของแนวรถถังไร้คนขับคือกองทัพโกเลมจำนวนมาก

    ถึงจะชิงความได้เปรียบจากระยะโจมตีและฝูงบินรบ แต่จำนวนพวกมันก็ยังเหลือมากถึงหนึ่งหมื่นห้าพันตัว

    ถึงจะไร้ซึ่งความรู้สึก แต่เหล่าหุ่นรบไร้ชีวิตก็ยังรู้สึกได้ถึงอันตรายที่กำลังย่างกรายเข้ามา

    และตอนนี้ฝ่ายรถถังไร้คนขับก็เริ่มที่จะสามารถมองเห็นเงาของพวกโกเลมได้แล้ว

    [โจมตี!]

    ลำแสงสีส้มความร้อนสูงวิ่งทะลุต้นไม้หนาและทะลวงร่างเหล่าโกเลมจนล้มลง

    แต่เหล่าโกเลมไม่รู้สึกหวั่นเกรงความตาย ไม่สนใจร่างที่เสียชีวิตของพวกพ้อง แล้ววิ่งข้ามศพเพื่อที่จะเข้าไปฉีกกระชากเหยื่อตรงหน้าให้จงได้

    พวกมันวิ่งเข้าล้อมเหยื่อทั้งจากทางผืนแผ่นดินและปีนป่ายจากยอดต้นไม้

    ฝ่ายรถถังไร้คนขับพยายามยิงห่ากระสุนโปรยปรายไปทั่วป่าไปพร้อมกับปืนโพตอน เพื่อไม่ให้พวกมันเข้าประชิดได้

    และเมื่อเห็นว่าถึงจุดที่ไม่สามารถต่อต้านได้อีกต่อไป---

    [ถอยทัพ ถอยทัพ!]

    ---พวกเขาก็เริ่มที่จะวิ่งถอยหนี

    เหล่ากองทัพตีนตะขาบได้ตัดสินใจแล้วว่าอันตรายเกินกว่าที่จะทำการยิงต่อสู้

    พวกมันต่างพร้อมใจกันวิ่งถอยหลังเต็มกำลัง

    แต่สายไปแล้ว

    พวกโกเลมสังหารกระโดดลงจากยอดไม้สูงกว่าสิบเมตรเข้าเกาะที่ตัวรถถังอย่างแม่นยำ

    ใช้กรงเล็บอันแข็งแกร่งเฉือดเฉือนผิวโลหะหนาจนพังพินาจ

    พวกมันกระชากหัวปืนใหญ่ออก ก่อนจะดึงเส้นสายไฟอันเป็นดั่งสายโลหิตจนฉีกขาด

    พวกมันลงมือทำลายหนึ่งคันในเวลาเพียงสิบวินาทีเท่านั้น

    พอจัดการทำลายเหยื่อได้หนึ่งคัน พวกโกเลมก็จะกระโจนเข้าทำลายคันต่อไปโดยไร้ซึ่งการหยุดพัก

    ถึงจะเหลือเพียงเก้าพันตัวแล้ว แต่พอเป็นการสู้ระยะประชิด เหล่าโกเลมก็ได้เปรียบไปในทันที

    เงาของพวกโกเลมกำลังเข้ากลืนกินกองทัพรถถังไร้คนขับไปอย่างรวดเร็ว

    ชั่วเวลาเสี้ยวนาทีของการประมวลผลการรบ ทำให้พวกมันทราบได้ว่ากำลังจะพ่ายแพ้ต่อเหล่าโกเลมที่ว่องไวกว่า

    พวกมันต่างรีบคำนวณจำลองตาหมากเพื่อหาทางเอาชัยชนะจากหลายร้อยล้านรูปแบบในช่วงวินาทีแห่งความเป็นและความตาย

    แล้วมันก็ได้คำตอบที่น่าพึงพอใจออกมาในท้ายที่สุด

    [โจมตี]

    นั่นคือการยิงโจมตีโดยไม่ต้องสนใจพวกเดียวกัน

    เหล่าเครื่องจักรสังหารที่ไร้ซึ่งความเมตตาได้พร้อมใจกันลั่นกระสุนปืนใหญ่และปืนโพตอน

    เป้าหมายคือโกเลมที่กำลังเกาะอยู่บนร่างของพวกพ้อง

    [ยิงปูพรมสังหาร]

    ฝูงบินรีปเปอร์ไร้คนขับที่เชื่อมสมองเข้ากับกองทัพรถถัง ต่างเริ่มโจมตีแบบไม่สนฝ่ายออกมาเช่นกัน

    กองกำลังที่บินปกคลุมไปทั่วท้องฟ้าฤดูหนาว กำลังลั่นกระสุนลำแสงโพตอนลงสู่พื้นดินในลักษณะปูพรม

    การโจมตีที่ไม่สนมิตรและศัตรูทำให้สามารถสังหารศัตรูลงได้อีกครึ่งหนึ่ง

    กองทัพโกเลมเองก็เริ่มรู้ตัวว่ากำลังเสียเปรียบ

    โกเลมเหลือแค่สี่พันห้าร้อยตัวแล้ว ในขณะที่กองทัพไร้หัวใจของมนุษย์ยังมีรถถังเหลืออีกถึงหนึ่งหมื่นสองพันคัน กับฝูงบินรีปเปอร์อีกถึงหนึ่งหมื่นเก้าพันลำ

    โกเลมของภูติจะพ่ายแพ้เช่นนั้นหรือ?

    เปล่าเลย พวกมันกำลังจะชนะแล้วต่างหาก

    *โกรวววว! *

    เหล่าโกเลมต่างส่งเสียงคำรามอย่างน่ากลัวออกมา

    ในตอนนั้นเองที่พวกมันเริ่มวิ่งกระจายตัวออกไปทางซ้ายและทางขวา

    แล้วในวินาทีต่อมาก็มีเปลวเพลิงขนาดใหญ่พวยพุ่งทะลุต้นไม้อันหนาทึบเป็นเส้นทางยาวเข้าใส่กองทัพไร้หัวใจของมนุษย์

    มันมีเป็นจำนวนมากและกลืนกินไปทั่วทั้งผืนป่า

    เปลวไฟนั้นแผดเผาและละลายผิวนอกของรถถังที่ไม่น่าจะละลายได้จนสิ้นซากไป

    “ฮะ ฮะ ฮะ! ขอบใจมากพวกโกเลม ดิก~”

    ผู้ที่สร้างการโจมตีอันน่าหวาดหวั่นนั้นคือดีลอนิกกับหน่วยของเขานั่นเอง

    เนื่องจากการป้องกันทางเหนือได้ขจัดผู้รุกรานไปจนหมดสิ้นแล้ว ดีลอนิกจึงตัดสินใจพาหน่วยของเขาออกจากฐานเพื่อมาช่วยป้องกันในจุดอื่น ๆ

    แล้วเขาก็พบสัญญาณที่พวกโกเลมส่งกลับมาหา เขาจึงรีบรุดหน้ามาที่สนามรบตรงนี้ในทันที

    นี่คือรูปแบบการต่อสู้ที่แท้จริงของพวกภูติ

    ใช้โกเลมเป็นตัวล่อในแนวหน้า แล้วระเบิดการโจมตีที่แท้จริงด้วยพลังแปรธาตุของเหล่าภูติ

    จุดอ่อนอันใหญ่หลวงของพวกภูติคือการโจมตีที่เชื่องช้า

    ดังนั้นพวกเขาจึงคิดค้นบาเรียภูติขึ้นมา

    แต่ทว่าบาเรียสำหรับชุดเกราะภูติประจำตัว ย่อมไม่อาจเทียบชั้นบาเรียภูติที่สร้างเพื่อคุ้มกันเมืองหรือฐานทัพอยู่แล้ว

    ดังนั้นโกเลมจึงมีบทบาทมากสำหรับการทำสงครามของพวกภูติ

    ใช้โกเลมรบในแนวหน้า ให้พวกมันส่งพิกัดศัตรูกลับมา แล้วพวกภูติก็จะเป็นคนปิดฉากโจมตีแทนเอง

    การโจมตีเมื่อกี้ทำให้กองทัพรถถังเหลือเพียงห้าพันคันแทบจะในทันที

    [สังหารเป้าหมาย]

    แต่บนท้องฟ้ายังมีฝูงบินรีปเปอร์อยู่

    ฝูงบินที่น่าหวาดหวั่นนั้นบินลงต่ำและเริ่มเตรียมที่จะสาดกระสุนเข้าใส่หน่วยของดีลอนิกที่มีเพียงหยิบมือเดียว

    “ฝากทีนะดิไลออน ดิก~”

    “...ทอนาโดภูติ (เล็ก) ”

    แต่ก่อนที่ฝูงบินรีปเปอร์จะได้ทันโจมตีก็มีเกลียวพายุเกิดขึ้นมาเสียก่อน

    เกลียวพายุนั้นก่อตัวขึ้นจากฐานทัพทางตอนใต้

    พายุนั้นพัดร่างของกองทัพมนุษย์ที่กำลังโจมตีบริเวณนั้นลอยขึ้นสูง ก่อนที่จะวิ่งตรงขนานกับพื้นโลกอย่างผิดธรรมชาติเพื่อเข้าโจมตีใส่ฝูงบินรีปเปอร์ตรงนี้

    ถึงทอนาโดภูติลูกนี้จะมีขนาดเล็กกว่าเดิมมาก แต่มันก็มีจำนวนและพลังมากพอจะทำลายล้างฝูงบินลงมาได้

    ถ้าหากไม่ใช่ทอนาโดภูติขนาดยักษ์ที่เคยใช้ไป ทีมของดิไลออนก็พอที่จะสามารถควบคุมทิศทางของพวกมันได้ในระดับหนึ่ง เหมือนที่ดีลอนิกสามารถควบคุมทิศทางเปลวเพลิงได้

    เพียงแค่พริบตาเดียวกองทัพไร้หัวใจของมนุษย์ก็ถูกกวาดล้างจนเหลือแค่อย่างละหนึ่งพันเท่านั้น

    “ปิดเกมส์ดิก~”

    ดีลอนิกดีดนิ้วทีหนึ่ง

    แสงสว่างจากปีกได้ส่องสุกสว่างจนทำให้ชุดดอกไม้ของเขากลายเป็นสีแดงฉานโดดเด่นเป็นประกายงดงาม

    หน่วยอัคคีเริ่มเปล่งประกายแสงตามหัวหน้าหน่วยกันอย่างพร้อมเพรียง

    พวกโดรนสังหารทั้งรถถังและฝูงบินต่างทราบดีว่าจะให้ทำแบบนั้นไม่ได้

    แต่เนื่องจากมีโกเลมขัดขวางการยิง อีกทั้งยังมีพายุทอร์นาโดจากทางใต้ขัดขวางฝูงบินเอาไว้ จึงทำให้ทั้งหน่วยรบทางอากาศและบนดินไม่อาจเข้าขัดขวางสิ่งที่ดีลอนิกกำลังสร้างขึ้นมาได้

    “ฝนดาราแห่งเปลวเพลิง-เมเทโอออฟเฟรม ดิก~”

    *เพี๊ยะ*

    เขาดีดนิ้วพร้อมพูดชื่อท่าด้วยความจูบิเนียวอย่างสนุกสนาน

    ลูกไฟขนาดยักษ์ราวกับพระสุริยะได้ถือกำเนิดขึ้นที่เหนือน่านฟ้าของเผ่าภูติ

    “นั่นมันเชี่ยไรวะ! ”

    ฝูงบิน [เฉิงตู เจ-20] จำนวนหนึ่งร้อยลำที่กำลังบินอยู่รอบนอก เพื่อรอโอกาสโจมตีระลอกสามจากวงนอกต่างพูดออกมาเป็นเสียงเดียวกัน

    นั่นมันเชี่ยอะไร…

    พระสุริยะขนาดสามสิบเมตรค่อย ๆ ร่วงหล่นสู่พื้นดินในบริเวณที่กองทัพไร้หัวใจของมนุษย์ตั้งอยู่

    พวกมันเหยียบคันเร่งจนมิดเพื่อที่จะวิ่งหนีออกไปจากรัศมีทำลายล้าง

    แต่ดีลอนิกไม่ให้ทำเช่นนั้น

    พระสุริยะของดีลอนิกเริ่มยิงลูกไฟออกมาอย่างบ้าคลั่ง

    ลูกไฟเหล่านั้นมีความร้อนแผดเผาถึงสี่พันองศา

    มันทำให้ป่าไม้แถบนั้นกลายเป็นเถ้าถ่าน

    ทำให้หิมะขาวหายกลายเป็นไอในเสี้ยววินาที

    ราวกับเป็นภาพของวันโลกาวินาศ

    จนกระทั้งพระสุริยะดวงนั้นจมดิ่งสู่พื้นดิน

    ควันสีดำและระเบิดอันกึกก้องได้พัดกระหน่ำไปทั่วป่า

    ดึงรากต้นไม้จนขาดสะบั้น และทำลายล้างซึ่งทุกสิ่งโดยรอบในระยะสามสิบเมตร ไม่สิ มันแผ่ขยายออกเป็นกำแพงไฟกว้างจนไม่อาจคาดคะเนรัศมีการทำลายล้างได้แล้ว

    รถถังถูกทำลายจนสิ้น รีปเปอร์ถูกสอยร่วงหล่นไม่เหลือซาก

    แม้แต่ฝูงบิน [เฉิงตู เจ-20] ที่บินระวังอยู่รอบนอกยังถูกเปลวไฟลูกหลงยิงใส่จนร่วงไปถึงครึ่งหนึ่ง

    ทั้งที่ยังไม่ได้แสดงประสิทธิภาพอันน่ากลัวของมันกลับถูกสอยร่วงไปถึงครึ่งเสียแล้ว

    “ช่วยไม่ได้! ทุกลำบินปกป้อง B-2 ด้วยชีวิต พวกเราจะบินทะลวงน่านฟ้าไประเบิดเมืองหลวงพวกมัน---”

    *บรึ้ม! *

    มีการโจมตีพุ่งมาจากทางเมืองหลวงภูติที่ตั้งอยู่ไกลออกไป

    เมื่อจับตำแหน่งศัตรูได้แล้ว มีหรือที่พวกภูติจะไม่โจมตีปกป้องเมืองบ้านเกิดตัวเองเอาไว้?

    หากไม่ใช่เพราะความเฉื่อยชาหรือนึกเล่นสนุก ก็อย่าหวังเลยว่าจะมาบินเล่นเหนือน่านฟ้าของภูติได้ง่าย ๆ

    ชาวภูติใช้โกเลมในแนวหน้าช่วยชี้พิกัดฝูงบินล่องหนจากเรด้าของมนุษย์ด้วยสายตา

    ต่อให้ไต่ระดับบินสูงถึงห้าหมื่นฟุตเหนือเมฆ และมีระบบหลบเลี่ยงเรด้า แต่อย่าคิดว่าจะรอดพ้นสายตาของโกเลมของพวกภูติไปได้

    ดังนั้นพวกเขาจึงถูกยิงโจมตีใส่ได้อย่างแม่นยำราวกับมีดวงตาทิพย์มองเห็น

    ประชากรที่เมืองหลวงมีถึงเก้าแสนคน และภูติที่สามารถทำการรบได้ก็มีถึงครึ่งหนึ่งจากจำนวนที่ว่านั้น

    กระสุนพลาสม่าอันน่ากลัวของภูติจำนวนสี่แสนห้าหมื่นคนได้ยิงดุจห่าฝนเข้าใส่ฝูงบินของมนุษย์

    เส้นแสงความร้อนที่แผดเผาอากาศ ได้แผ่กระจายเป็นผืนกว้างจนกลื่นกินไปทั่วท้องนภาสีคราม

    ไร้ที่หลบหนี ไร้ซึ่งหนทางป้องกัน ไม่อาจแม้แต่จะได้ทันทำการโจมตี

    ฝูงบินสุดท้ายของฝ่ายมนุษย์ในสงครามครั้งนี้ ได้สิ้นสาบสูญไปทั้งหมดแล้ว



    กองทัพมนุษย์ที่บุกดินแดนของภูติพ่ายแพ้ไม่เหลือซากแม้แต่คนเดียว

    ไม่สิ ยังเหลืออีกกลุ่มหนึ่งที่กำลังลอบเข้าเมืองหลวงของพวกภูติอยู่

    “คุณทอมครับ ดูเหมือนว่าทั้งกำลังเสริมกับทีมข้างนอกนั้นจะพ่ายแพ้ทั้งหมดเลยครับ”

    “พวกภูติเก่งกว่าที่พวกเราคิดหรือ...”

    “ใช่ครับท่าน”

    หน่วยรบที่เก่งกาจที่สุดของเผ่ามนุษย์ที่นำโดยทอมและแอร์บาร์สจำนวนหนึ่งพันนาย ได้ประสบผลสำเร็จในการลักลอบเข้าเมืองหลวงของภูติ

    พวกเขาใช้ช่วงเวลาที่ทุกคนเพ่งความสนใจไปที่สงครามตรงทะเลป่า ลอบเข้ามาจากทางทะเลสาบโดยไม่มีใครในเผ่าภูติที่ได้ทันรู้สึกตัว

    “ทางนี้ต้องเป็นคริสตัลของพวกมันแน่นอน”

    “ทำไมถึงคิดเช่นนั้นละแอร์บาร์ส”

    “ป้ายมันบอกชัดเจนขนาดนั้นนี่ครับ…”

    “ก็ถูกของแก”

    เมืองของภูติคืออารยธรรมลอยฟ้า

    สิ่งก่อสร้างทรงไข่สีขาวขนาดตั้งแต่สองถึงสิบเมตร คือบ้านพักสำหรับเหล่าภูติที่มีขนาดเล็กเพียงหนึ่งเมตร

    เครื่องเรือน หน้าต่าง ประตูทางเข้า ล้วนแต่ถูกออกแบบให้มีขนาดเล็กเพื่อเผ่าของพวกเขาโดยเฉพาะ

    ซึ่งนั่นรวมถึงเส้นทางเดินด้วย

    เนื่องจากพวกภูติบินได้ เส้นทางเท้าจึงแทบไม่จำเป็นต่อการใช้ในชีวิตประจำวัน

    ที่พวกเขามีเส้นทางเดินอันคับแคบเพียงหนึ่งเมตรลอยปรากฏตัดผ่านเมือง ก็เพื่อเอาไว้ให้เหล่าภูติจอมขี้เกียจมานั่งพักจากการบิน หรือนอนเล่นเท่านั้น

    เส้นทางเดินสีขาวอันคับแคบนี้จะมีต้นหญ้าและดอกไม้ถูกปลูกปูทิ้งเอาไว้

    ดอกไม้จะส่งกลิ่นหอมโฉยสองข้างทางขนาบข้างไปพร้อมกับทางเดินสีเขียวที่นุ่มเท้านี้

    และอาจเป็นโชคดีของพวกมนุษย์ที่ในเวลานี้ไม่มีภูติตนใดอยู่ใจกลางเมือง จึงทำให้งานลักลอบเข้าเมืองง่ายกว่าเดิม

    ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณกำลังเสริมที่ดึงความสนใจของภูติทุกคนจนพากันไปรวมตัวที่ริมขอบบาเรียคลุมเมืองกันหมด

    “ป้ายนี้… คงไม่ใช่กับดักหรอกนะ? ”

    “คุณทอมคิดมากไปได้ครับ ป้ายบอกทางชัดเจนแบบนี้ อีกอย่าง คงไม่มีใครวางกับดักในเมืองตัวเองหรอกครับท่าน”

    แอร์บาร์สตอบอย่างซื่อตรงกลับไปให้คุณทอม

    ตามเส้นทางเดินลอยฟ้านี้มีป้ายบอกทางว่า [คริสตัลแห่งชีวิตไปทางนี้ ดอง~] ติดปรากฏอยู่ทุกหัวมุมทางเดิน

    ซ้ำยังตลกร้ายที่เขียนด้วยภาษาของทุกเผ่าจนรู้สึกได้ว่า [นี่มันกับดักชัด ๆ]

    แต่เมื่อพิจารณาจากนิสัยของพวกภูติที่ผ่านมา มันก็อดคิดไม่ได้ว่าถ้าเป็นพวกภูติ พวกเขาอาจจะติดป้ายอย่างซื่อตรงจริง ๆ นั่นละ...

    สุดท้ายจึงตัดสินใจลองเดินตามป้ายไปดีกว่าหาทางคลำเส้นทางเอาเอง

    แล้วมันก็พาพวกเขามาสู่คริสตัลแห่งชีวิตจริง ๆ เสียด้วย

    เบื้องหน้าของพวกเขาคือสิ่งก่อสร้างรูปไข่ขนาดยักษ์สูงแปดสิบเมตร กว้างสามสิบเมตร

    วงนอกของเปลือกไข่นี้จะมีไข่ขนาดเล็กกระจายแผ่ออกกว้างล้อมเอาไว้

    วงแหวนบาเรียที่หุ้มเจ้าสิ่งก่อสร้างนี้มีด้วยกันถึงสิบชั้นและยังมีวางเวรยามถึงหนึ่งร้อยคนโดยรอบ

    แค่นี้ก็สัมผัสได้ถึงความสำคัญของอาคารได้แล้ว

    [คริสตัลอยู่ข้างในนี้จร้า~ ดอง]

    ถ้าไม่มีป้ายที่เขียนด้วยภาษามนุษย์แบบนั้นติดเอาไว้เหนืออาคารอะนะ

    “จัดการพวกยามซะ ลงมือพร้อมกันนะ สาม สอง หนึ่ง”

    เสียงลมเบา ๆ ดังขึ้นลอดออกมาจากที่เก็บเสียงของหน่วยซุ่มยิง

    พวกเขาต้องใช้ห้าคนต่อการลอบฆ่าภูติหนึ่งตัวด้วยปืน M16

    สี่นัดคือยิงเพื่อทำลายบาเรียที่หุ้มตัวภูติ และนัดสุดท้ายคือยิงสังหารส่วนศรีษะที่ไร้ซึ่งเกราะป้องกัน

    พวกเขาต้องยิงเหลือมเวลากันภายในสามวินาที เพราะถ้าผิดพลาด อาจจะทำให้มีการเรียกกำลังเสริมเกิดขึ้นมาได้

    และหน่วยของทอมกับแอร์บาร์สก็ทำงานยากเช่นนั้นได้สำเร็จอีกด้วย

    ภูติที่กำลังเฝ้ายามต่างสิ้นชีพโดยที่ไม่ทันรู้ตัวเลยว่าโดนสิ่งใดสังหารไป

    ร่างภูติทั้งหมดหนึ่งร้อยคนร่วงหล่นสู่ผืนทะเลสาบข้างล่าง

    เสียงกระเพื่อมของผิวน้ำดังสะท้อนไปทั่วเมือง และดูเหมือนว่าจะยังไม่มีภูติคนใดที่สังเกตุเห็นรู้ตัว

    เพราะว่าไม่มีภูติคนไหนบินมาตรวจดูบริเวณนี้เลยสักคนเดียว

    “เข้าไปข้างในเลย”

    หน่วยของทอมกับแอร์บาร์สวิ่งเข้าไปตรง ๆ จากทางเข้าด้านหน้า

    ภายในอาคารทรงไข่นั้นเต็มไปด้วยเถาวัลย์ ทุ่งหญ้า และทุ่งดอกไม้

    ผ้าเพดานเต็มไปด้วยดอกไม้หลากสีห้อยลงมา และมีแสงไฟประดิษฐ์คอยแทรกจนสุกสว่างเป็นระยะ

    กลิ่นหอมของธรรมชาติชวนผ่อนคลายลอยมาแตะจมูกพวกเขา จนรู้สึกอยากจะวางอาวุธลงแล้วนอนแผ่กว้างลงบนทุ่งหญ้ากับดอกไม้ที่งดงามแห่งนี้

    แต่พวกเขาทำแบบนั้นไม่ได้

    เพราะว่าเป้าหมายของพวกเขาได้มาปรากฏขึ้นตรงหน้าแล้วนั่นเอง

    ที่ใจกลางของห้องนี้มีคริสตัลแห่งชีวิตปรากฏอยู่

    แท่งโปร่งแสงสูงสิบเมตรซึ่งกำลังถูกปกคลุมด้วยบาเรียสิบชั้นนั้น กำลังรอให้พวกเขาเข้าไปทำลายทิ้ง

    หากทำลายทิ้งได้ สงครามกับพวกภูติก็จะจบสิ้นลง

    “มาถึงกันจนได้นะดอง~ กำลังรออยู่เลยดอง~”

    แต่ทว่าภายในห้องโถงคริสตัลแห่งนี้ไม่ได้มีเฉพาะพวกเขาแต่เพียงผู้เดียว

    ที่เบื้องหน้าของพวกเขามีภูติคนหนึ่งบินลอยลงมาจากผ้าเพดาน

    เธอคือเอสเทอ

    ม่านโปรงแสงได้สุกสว่างอย่างผิดปกติขึ้นมารอบตัวของเอสเทอ และปกคลุมรอบตัวเธอเป็นบาเรียที่ทรงพลังยิ่งกว่าที่ภูติตนใดจะเลียนแบบได้

    อาวุธที่สั่งทำพิเศษของเอสเทอ [หนังสือภูติ] อุปกรณ์สำหรับขยายคลื่นแปรธาตุอันบรรจุไปด้วยความรู้ของเผ่าภูติทั้งสองเล่มกำลังส่องแสงสว่างเจิดจ้าไปทั่วบริเวณอยู่ในมือของเธอ

    “เตรียมรับมือ! ”

    ทอมกับแอร์บาร์สแผดเสียงสั่งการพร้อมกัน

    เสียงปลดล็อกไกปืนดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียง ก่อนจะเล็งเป้าไปที่ร่างของเอสเทอที่กำลังส่องแสงลอยอยู่เหนือพื้นดินขึ้นไป

    การปะทะระหว่างหน่วยรบนาโตที่แข็งแกร่งที่สุดของทอมกับปราชญ์แห่งพงไพร [เอสเทอ] กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว

    คล้ายกับเรื่องAge of war ที่คุณอ่าน