โกเลมสำหรับทำสงครามได้ผุดตื่นขึ้นมาจากการหลับไหล
เปลือกไข่ที่ห่อหุ้มปกป้องกายอันแสนสบายได้ปริแยกออกเป็นสองส่วน
*โกรวววว! *
เสียงคำรามอันน่าสะพรึงกลัวได้ดังสะท้านกึกก้องกลบเสียงของสนามรบไปจนสิ้น
นายทหารนับพันชีวิตที่ยืนมองภาพโกเลมผุดออกมาจากสิ่งก่อสร้างรูปไข่ ต่างขวัญหายเผ่นกระเจิดกระเจิง
พวกเขาไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนในชีวิต
ไม่สิ พวกเขาเคยเห็นมันตามในหนังชื่อดังมาก่อนแล้ว แต่ไม่คิดว่ามันจะมีอยู่จริงได้ต่างหาก
โกเลมสำหรับรบนั้นถูกออกแบบมาเพื่อทำสงครามอย่างแท้จริง
พวกมันผิดกับโกเลมยักษ์ที่ต้องทีรูปร่างอ้วนเทอะทะเพื่อรับน้ำหนักตัวเอาไว้
พวกมันผิดกับโกเลมรูปร่างชวนหัวเราะที่พวกภูติเคยเอามาใช้ในสงครามพันธมิตรรุมเผ่าอาร์โธร์โพดาเมื่อก่อนหน้านี้
เพราะว่าพวกมันคือโกเลมเพื่อการสังหาร
พวกมันมีส่วนหางที่เรียวยาวดุจหอกที่เต็มไปด้วยใบมีด
มีกรงเล็บที่ออกแบบอย่างแหลมคมเทียบเท่ากับอสูรร้ายเบฮีมอธ
มันคลานด้วยขาทั้งสี่ข้าง มีอิสระในการเคลื่อนไหวทุกมิติด้วยความสามารถในการปีนป่ายที่เลียนแบบมาจากสัตว์ร้าย
มีหัวที่เรียวยาวรีและมีดวงตาอันคมกริบน่าหวากหวั่น
มีฟันที่ยาวเฟื้อยติดอยู่บนปากซึ่งกว้างกว่าหนึ่งเมตร
พวกมันเคลื่อนที่ได้รวดเร็ว อีกทั้งยังเดาทิศทางได้ยากดุจสัตว์ป่าที่มีสัญชาตญาณเฉียบคม
โหยหาหยาดโลหิต หิวกระหายในการฆ่าสังหาร และยังเป็นอมตะตราบเท่าที่ไม่ถูกทำลายแกนทิ้งไป
ตัวตนที่เลวร้ายจนแม้แต่ภูติยังเบือนหน้าหนีไม่อยากปะทะด้วย
และนี่คือ [โกเลมสงคราม] อาวุธสำหรับกองหน้าของเผ่าภูติ
“เอเลี่ยน…”
ด้วยรูปลักษณ์อันน่าหวาดหวั่น จึงไม่แปลกที่จะมีคนเผลอพึมพำเช่นนั้นลอดออกมาจากปากของเขา
*โกรวววว! *
เสียงคำรามของพวกมันได้เรียกสติของกองทัพกลับมาที่ปัจจุบันอีกครั้ง
“ยิง ยิงงง! ”
กระสุนสังหารได้ถูกลั่นยิงออกไป
แต่ทว่าพวกโกเลมมันไวกว่ามาก
กระสุนที่ยิงปูพรมออกไปนั้น มีเพียงแค่ 30% ที่ยิงโดนพวกมัน
พวกมันก้มตัวคลานลงต่ำจนทำให้วิธีกระสุนส่วนใหญ่พลาดส่วนแกนของโกเลมไป
หรือต่อให้ยิงโดน ผิวหนังเหล็กผสมเส้นใยพิเศษที่เหนี่ยวทนทานของพวกมันก็หาได้รู้สึกเจ็บปวดใด ๆ
เพียงแค่เสี้ยวกระพริบตาหนึ่ง กรงเล็บกับคมเขี้ยวอันร้ายกาจของโกเลมก็เข้าขย้ำบนร่างของเหยื่อแล้ว
“พวกมันเร็วมากเลยครับ! ”
“ยิงพวก---อ๊ากกก! ”
พวกมันขย้ำ ฉีกกระฉากเนื้อ และใช้กรงเล็บอันแหลมคมแทงลงไปที่ดวงตาของเหล่าทหารหาญ
พวกเขาพยายามยิงต่อต้าน แต่ช่างไร้ประโยชน์ต่อหน้าสิ่งไร้ชีวิตที่มิหวั่นเกรงความตาย
ทหารฝ่ายมนุษย์เป็นได้เพียงแค่เหยื่อให้เหล่าโกเลมระบายความแค้นที่บังอาจมาสังบิดาของพวกมันไป
“ถึงหน่วย… ช่วย… ด้วย…”
แล้วทหารคนสุดท้ายก็ถูกสังหารทิ้งไปในท้ายที่สุด
ความเสียงหายฝั่งโกเลมมีเพียงแค่หนึ่งร้อยตัวเท่านั้น
ถ้าหากเป็นหน่วยของทอมหรือแอร์บาร์สควยช่วยสนับสนุนสั่งการ พวกเขาคงไม่พ่ายแพ้ยับเยินขนาดนี้ได้
เหล่าโกเลมที่พอใจกับสภาพอันน่าเวทนาของเหยื่อตรงหน้าแล้ว ใบหน้าของพวกมันก็เริ่มที่จะเบนหันไปสู่เป้าหมายถัดไป
[จงสังหารผู้บุกรุก]
นั่นคือคำสั่งเสียที่ได้รับมาจากบิดาของพวกมัน
เหล่าโกเลมสังหารเริ่มออกเดินหน้าในสภาพที่เลือดท่วมกายออกไปทางทิศตะวันตก
วิ่งตัดผ่านทะเลป่า ทิ้งรอยเลือดบนพื้นหิมะขาวเป็นเส้นทางยาว เพื่อไปล่าสังหารศัตรูของพวกมันต่อไป
“... เหลือแค่หน่วยทางใต้ กับหน่วยของคุณทอมแล้วเรอะ? ”
นักบินยานขับไล่คนหนึ่งพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยพอใจ
อาจกล่าวได้ว่าแผนการทำลายอาวุธต่อต้านอากาศของเผ่าภูติไม่ประสบผลสำเร็จเท่าไหร่นัก
แต่อย่างน้อยก็สามารถทำลายฐานทัพไปได้ถึงสองแห่ง
บางทีการต่อต้านทางอากาศอาจเบาบางลง
หรือถ้าหากมีการโจมตีเช่นเดิมเกิดขึ้น การยิงหัวรบนิวเคลียร์จากระยะไกลก็น่าจะได้ผล
เหล่านักบินที่ไม่อยากกลลับบ้านมือเปล่าต่างคิดเช่นนั้น
“ส่งฝูงบินรีปเปอร์กับรถถังเข้าไปได้! ”
เมื่อมองว่าถึงแก่เวลาบุกระรอกสอง พวกเขาก็ส่งกองทัพไร้หัวใจเข้าพื้นที่สงคราม
ตีนตะขาบวิ่งคืบคลานเหยียบย่ำโลกสีขาว
พวกมันวิ่งทะลุผืนป่าอย่างไม่แยแสต่อธรรมชาติอันยิ่งใหญ่
เหยียบย่ำ โค่นทำลาย แล้วเดินหน้าตรงไปอย่างไม่หยุดยั้ง
แล้วกองทัพไร้ชีวิตทั้งสองฝ่ายก็ได้โคจรมาพบกัน
[พบศัตรู]
[พบศัตรู]
รถถังไร้คนขับกับกองทัพโกเลมต่างพูดออกมาเป็นเสียงเดียวกัน
ตีนตะขาบหยุดเคลื่อนไหวพร้อมกับปืนใหญ่อันทรงอำนาจที่หันไปในผืนป่าอันมืดมิดข้างหน้า
[บรรจุกระสุนพร้อม ปืนใหญ้พร้อมยิงปูพรม]
เสียงไร้ชีวิตย้ำทวนคำสั่งตัวเองไปพร้อมกับระบุพิกัดยิง
[โจมตี]
เสียงอันดังสนั่นทำให้หิมะที่เกาะอยู่ตามยอดไม้ร่วงหล่นจนเกิดเป็นควันหมอกสีขาว
เสียงที่กระหึ่มอย่างทรงพลังและเต็มไปด้วยอำนาจทำลายล้าง ได้ดังขึ้นต่อเนื่องเป็นระลอกชุดโจมตี
ประดุจเสียงโหมโรงของงานแสดงอันยิ่งใหญ่ตระการตา
ระเบิดจากปืนใหญ่กำลังแผดเผาไปทั่วผืนป่า
ลูกปืนใหญ่วิ่งตัดอากาศอย่างรุนแรงจะเห็นเป็นเส้นอากาศวิ่งลากยาว
ควันสีดำและกระแสลมแรงจากระเบิดได้แหวกต้นไม้ใหญ่จนหักล้มไปทั่วบริเวณ
ทั้งหมดนี้ล้วนแต่เล็งไปที่เป้าหมายเดียวกัน
นั่นคือเหล่ากองทัพโกเลมไร้ชีวิตที่กำลังวิ่งเข้ามาใกล้
โกเลมซึ่งวิ่งด้วยสี่ขา ต่างเคลื่อนไหวกระโดดไปมาตามยอดไม้
พวกมันพริ้วไหวดุจสายน้ำ หลบเลี่ยงลูกปืนใหญ่นับหมื่นที่ถาโถมเข้ามาใส่ได้ราวกับเล่นละคร
ส่วนตัวที่หลบไม่ทันก็จะแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยด้วยอำนาจของปืนใหญ่ไป
[โจมตีระลอกสอง]
ในตอนนั้นเองที่มีเสียงดังขึ้นมาจากท้องฟ้า
การโจมตีระลอกสองของฝูงบินรีปเปอร์ได้เริ่มต้นขึ้น
ฝูงบินนับหมื่นเริ่มทิ้งระเบิดนาปาล์มปูพรมเป็นวงกว้าง
*โกรวว! *
เหล่าโกเลมต่างแผดเสียงโหยหวนที่ถูกเปลวไฟแผดเผาไปถึงแกนภายใน
เปลวไฟนรกที่ยิ่งใหญ่โหมกระหน่ำขึ้นสูงสู่ฟากฟ้า พร้อมกับพาร่างของโกเลมสู่ขุมนรก
แต่เหล่าโกเลมก็ยังคงวิ่งเดินหน้าต่อไป
เหล่ากองทัพตีนตะขาบเริ่มรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากการวิ่งของฝ่ายโกเลมที่ใกล้เข้ามา
AI ของระบบเริ่มคำนวณถึงความเป็นไปได้ที่จะถูกเข้าประชิดในอีกหนึ่งนาทีข้างหน้า
อาวุธสำรองอย่างปืนโพตอนและปืนกลที่ติดเอาไว้เริ่มเดินเครื่องเพื่อรับมือต่อสู้ระยะประชิดในทันที
ที่ตรงหน้าของแนวรถถังไร้คนขับคือกองทัพโกเลมจำนวนมาก
ถึงจะชิงความได้เปรียบจากระยะโจมตีและฝูงบินรบ แต่จำนวนพวกมันก็ยังเหลือมากถึงหนึ่งหมื่นห้าพันตัว
ถึงจะไร้ซึ่งความรู้สึก แต่เหล่าหุ่นรบไร้ชีวิตก็ยังรู้สึกได้ถึงอันตรายที่กำลังย่างกรายเข้ามา
และตอนนี้ฝ่ายรถถังไร้คนขับก็เริ่มที่จะสามารถมองเห็นเงาของพวกโกเลมได้แล้ว
[โจมตี!]
ลำแสงสีส้มความร้อนสูงวิ่งทะลุต้นไม้หนาและทะลวงร่างเหล่าโกเลมจนล้มลง
แต่เหล่าโกเลมไม่รู้สึกหวั่นเกรงความตาย ไม่สนใจร่างที่เสียชีวิตของพวกพ้อง แล้ววิ่งข้ามศพเพื่อที่จะเข้าไปฉีกกระชากเหยื่อตรงหน้าให้จงได้
พวกมันวิ่งเข้าล้อมเหยื่อทั้งจากทางผืนแผ่นดินและปีนป่ายจากยอดต้นไม้
ฝ่ายรถถังไร้คนขับพยายามยิงห่ากระสุนโปรยปรายไปทั่วป่าไปพร้อมกับปืนโพตอน เพื่อไม่ให้พวกมันเข้าประชิดได้
และเมื่อเห็นว่าถึงจุดที่ไม่สามารถต่อต้านได้อีกต่อไป---
[ถอยทัพ ถอยทัพ!]
---พวกเขาก็เริ่มที่จะวิ่งถอยหนี
เหล่ากองทัพตีนตะขาบได้ตัดสินใจแล้วว่าอันตรายเกินกว่าที่จะทำการยิงต่อสู้
พวกมันต่างพร้อมใจกันวิ่งถอยหลังเต็มกำลัง
แต่สายไปแล้ว
พวกโกเลมสังหารกระโดดลงจากยอดไม้สูงกว่าสิบเมตรเข้าเกาะที่ตัวรถถังอย่างแม่นยำ
ใช้กรงเล็บอันแข็งแกร่งเฉือดเฉือนผิวโลหะหนาจนพังพินาจ
พวกมันกระชากหัวปืนใหญ่ออก ก่อนจะดึงเส้นสายไฟอันเป็นดั่งสายโลหิตจนฉีกขาด
พวกมันลงมือทำลายหนึ่งคันในเวลาเพียงสิบวินาทีเท่านั้น
พอจัดการทำลายเหยื่อได้หนึ่งคัน พวกโกเลมก็จะกระโจนเข้าทำลายคันต่อไปโดยไร้ซึ่งการหยุดพัก
ถึงจะเหลือเพียงเก้าพันตัวแล้ว แต่พอเป็นการสู้ระยะประชิด เหล่าโกเลมก็ได้เปรียบไปในทันที
เงาของพวกโกเลมกำลังเข้ากลืนกินกองทัพรถถังไร้คนขับไปอย่างรวดเร็ว
ชั่วเวลาเสี้ยวนาทีของการประมวลผลการรบ ทำให้พวกมันทราบได้ว่ากำลังจะพ่ายแพ้ต่อเหล่าโกเลมที่ว่องไวกว่า
พวกมันต่างรีบคำนวณจำลองตาหมากเพื่อหาทางเอาชัยชนะจากหลายร้อยล้านรูปแบบในช่วงวินาทีแห่งความเป็นและความตาย
แล้วมันก็ได้คำตอบที่น่าพึงพอใจออกมาในท้ายที่สุด
[โจมตี]
นั่นคือการยิงโจมตีโดยไม่ต้องสนใจพวกเดียวกัน
เหล่าเครื่องจักรสังหารที่ไร้ซึ่งความเมตตาได้พร้อมใจกันลั่นกระสุนปืนใหญ่และปืนโพตอน
เป้าหมายคือโกเลมที่กำลังเกาะอยู่บนร่างของพวกพ้อง
[ยิงปูพรมสังหาร]
ฝูงบินรีปเปอร์ไร้คนขับที่เชื่อมสมองเข้ากับกองทัพรถถัง ต่างเริ่มโจมตีแบบไม่สนฝ่ายออกมาเช่นกัน
กองกำลังที่บินปกคลุมไปทั่วท้องฟ้าฤดูหนาว กำลังลั่นกระสุนลำแสงโพตอนลงสู่พื้นดินในลักษณะปูพรม
การโจมตีที่ไม่สนมิตรและศัตรูทำให้สามารถสังหารศัตรูลงได้อีกครึ่งหนึ่ง
กองทัพโกเลมเองก็เริ่มรู้ตัวว่ากำลังเสียเปรียบ
โกเลมเหลือแค่สี่พันห้าร้อยตัวแล้ว ในขณะที่กองทัพไร้หัวใจของมนุษย์ยังมีรถถังเหลืออีกถึงหนึ่งหมื่นสองพันคัน กับฝูงบินรีปเปอร์อีกถึงหนึ่งหมื่นเก้าพันลำ
โกเลมของภูติจะพ่ายแพ้เช่นนั้นหรือ?
เปล่าเลย พวกมันกำลังจะชนะแล้วต่างหาก
*โกรวววว! *
เหล่าโกเลมต่างส่งเสียงคำรามอย่างน่ากลัวออกมา
ในตอนนั้นเองที่พวกมันเริ่มวิ่งกระจายตัวออกไปทางซ้ายและทางขวา
แล้วในวินาทีต่อมาก็มีเปลวเพลิงขนาดใหญ่พวยพุ่งทะลุต้นไม้อันหนาทึบเป็นเส้นทางยาวเข้าใส่กองทัพไร้หัวใจของมนุษย์
มันมีเป็นจำนวนมากและกลืนกินไปทั่วทั้งผืนป่า
เปลวไฟนั้นแผดเผาและละลายผิวนอกของรถถังที่ไม่น่าจะละลายได้จนสิ้นซากไป
“ฮะ ฮะ ฮะ! ขอบใจมากพวกโกเลม ดิก~”
ผู้ที่สร้างการโจมตีอันน่าหวาดหวั่นนั้นคือดีลอนิกกับหน่วยของเขานั่นเอง
เนื่องจากการป้องกันทางเหนือได้ขจัดผู้รุกรานไปจนหมดสิ้นแล้ว ดีลอนิกจึงตัดสินใจพาหน่วยของเขาออกจากฐานเพื่อมาช่วยป้องกันในจุดอื่น ๆ
แล้วเขาก็พบสัญญาณที่พวกโกเลมส่งกลับมาหา เขาจึงรีบรุดหน้ามาที่สนามรบตรงนี้ในทันที
นี่คือรูปแบบการต่อสู้ที่แท้จริงของพวกภูติ
ใช้โกเลมเป็นตัวล่อในแนวหน้า แล้วระเบิดการโจมตีที่แท้จริงด้วยพลังแปรธาตุของเหล่าภูติ
จุดอ่อนอันใหญ่หลวงของพวกภูติคือการโจมตีที่เชื่องช้า
ดังนั้นพวกเขาจึงคิดค้นบาเรียภูติขึ้นมา
แต่ทว่าบาเรียสำหรับชุดเกราะภูติประจำตัว ย่อมไม่อาจเทียบชั้นบาเรียภูติที่สร้างเพื่อคุ้มกันเมืองหรือฐานทัพอยู่แล้ว
ดังนั้นโกเลมจึงมีบทบาทมากสำหรับการทำสงครามของพวกภูติ
ใช้โกเลมรบในแนวหน้า ให้พวกมันส่งพิกัดศัตรูกลับมา แล้วพวกภูติก็จะเป็นคนปิดฉากโจมตีแทนเอง
การโจมตีเมื่อกี้ทำให้กองทัพรถถังเหลือเพียงห้าพันคันแทบจะในทันที
[สังหารเป้าหมาย]
แต่บนท้องฟ้ายังมีฝูงบินรีปเปอร์อยู่
ฝูงบินที่น่าหวาดหวั่นนั้นบินลงต่ำและเริ่มเตรียมที่จะสาดกระสุนเข้าใส่หน่วยของดีลอนิกที่มีเพียงหยิบมือเดียว
“ฝากทีนะดิไลออน ดิก~”
“...ทอนาโดภูติ (เล็ก) ”
แต่ก่อนที่ฝูงบินรีปเปอร์จะได้ทันโจมตีก็มีเกลียวพายุเกิดขึ้นมาเสียก่อน
เกลียวพายุนั้นก่อตัวขึ้นจากฐานทัพทางตอนใต้
พายุนั้นพัดร่างของกองทัพมนุษย์ที่กำลังโจมตีบริเวณนั้นลอยขึ้นสูง ก่อนที่จะวิ่งตรงขนานกับพื้นโลกอย่างผิดธรรมชาติเพื่อเข้าโจมตีใส่ฝูงบินรีปเปอร์ตรงนี้
ถึงทอนาโดภูติลูกนี้จะมีขนาดเล็กกว่าเดิมมาก แต่มันก็มีจำนวนและพลังมากพอจะทำลายล้างฝูงบินลงมาได้
ถ้าหากไม่ใช่ทอนาโดภูติขนาดยักษ์ที่เคยใช้ไป ทีมของดิไลออนก็พอที่จะสามารถควบคุมทิศทางของพวกมันได้ในระดับหนึ่ง เหมือนที่ดีลอนิกสามารถควบคุมทิศทางเปลวเพลิงได้
เพียงแค่พริบตาเดียวกองทัพไร้หัวใจของมนุษย์ก็ถูกกวาดล้างจนเหลือแค่อย่างละหนึ่งพันเท่านั้น
“ปิดเกมส์ดิก~”
ดีลอนิกดีดนิ้วทีหนึ่ง
แสงสว่างจากปีกได้ส่องสุกสว่างจนทำให้ชุดดอกไม้ของเขากลายเป็นสีแดงฉานโดดเด่นเป็นประกายงดงาม
หน่วยอัคคีเริ่มเปล่งประกายแสงตามหัวหน้าหน่วยกันอย่างพร้อมเพรียง
พวกโดรนสังหารทั้งรถถังและฝูงบินต่างทราบดีว่าจะให้ทำแบบนั้นไม่ได้
แต่เนื่องจากมีโกเลมขัดขวางการยิง อีกทั้งยังมีพายุทอร์นาโดจากทางใต้ขัดขวางฝูงบินเอาไว้ จึงทำให้ทั้งหน่วยรบทางอากาศและบนดินไม่อาจเข้าขัดขวางสิ่งที่ดีลอนิกกำลังสร้างขึ้นมาได้
“ฝนดาราแห่งเปลวเพลิง-เมเทโอออฟเฟรม ดิก~”
*เพี๊ยะ*
เขาดีดนิ้วพร้อมพูดชื่อท่าด้วยความจูบิเนียวอย่างสนุกสนาน
ลูกไฟขนาดยักษ์ราวกับพระสุริยะได้ถือกำเนิดขึ้นที่เหนือน่านฟ้าของเผ่าภูติ
“นั่นมันเชี่ยไรวะ! ”
ฝูงบิน [เฉิงตู เจ-20] จำนวนหนึ่งร้อยลำที่กำลังบินอยู่รอบนอก เพื่อรอโอกาสโจมตีระลอกสามจากวงนอกต่างพูดออกมาเป็นเสียงเดียวกัน
นั่นมันเชี่ยอะไร…
พระสุริยะขนาดสามสิบเมตรค่อย ๆ ร่วงหล่นสู่พื้นดินในบริเวณที่กองทัพไร้หัวใจของมนุษย์ตั้งอยู่
พวกมันเหยียบคันเร่งจนมิดเพื่อที่จะวิ่งหนีออกไปจากรัศมีทำลายล้าง
แต่ดีลอนิกไม่ให้ทำเช่นนั้น
พระสุริยะของดีลอนิกเริ่มยิงลูกไฟออกมาอย่างบ้าคลั่ง
ลูกไฟเหล่านั้นมีความร้อนแผดเผาถึงสี่พันองศา
มันทำให้ป่าไม้แถบนั้นกลายเป็นเถ้าถ่าน
ทำให้หิมะขาวหายกลายเป็นไอในเสี้ยววินาที
ราวกับเป็นภาพของวันโลกาวินาศ
จนกระทั้งพระสุริยะดวงนั้นจมดิ่งสู่พื้นดิน
ควันสีดำและระเบิดอันกึกก้องได้พัดกระหน่ำไปทั่วป่า
ดึงรากต้นไม้จนขาดสะบั้น และทำลายล้างซึ่งทุกสิ่งโดยรอบในระยะสามสิบเมตร ไม่สิ มันแผ่ขยายออกเป็นกำแพงไฟกว้างจนไม่อาจคาดคะเนรัศมีการทำลายล้างได้แล้ว
รถถังถูกทำลายจนสิ้น รีปเปอร์ถูกสอยร่วงหล่นไม่เหลือซาก
แม้แต่ฝูงบิน [เฉิงตู เจ-20] ที่บินระวังอยู่รอบนอกยังถูกเปลวไฟลูกหลงยิงใส่จนร่วงไปถึงครึ่งหนึ่ง
ทั้งที่ยังไม่ได้แสดงประสิทธิภาพอันน่ากลัวของมันกลับถูกสอยร่วงไปถึงครึ่งเสียแล้ว
“ช่วยไม่ได้! ทุกลำบินปกป้อง B-2 ด้วยชีวิต พวกเราจะบินทะลวงน่านฟ้าไประเบิดเมืองหลวงพวกมัน---”
*บรึ้ม! *
มีการโจมตีพุ่งมาจากทางเมืองหลวงภูติที่ตั้งอยู่ไกลออกไป
เมื่อจับตำแหน่งศัตรูได้แล้ว มีหรือที่พวกภูติจะไม่โจมตีปกป้องเมืองบ้านเกิดตัวเองเอาไว้?
หากไม่ใช่เพราะความเฉื่อยชาหรือนึกเล่นสนุก ก็อย่าหวังเลยว่าจะมาบินเล่นเหนือน่านฟ้าของภูติได้ง่าย ๆ
ชาวภูติใช้โกเลมในแนวหน้าช่วยชี้พิกัดฝูงบินล่องหนจากเรด้าของมนุษย์ด้วยสายตา
ต่อให้ไต่ระดับบินสูงถึงห้าหมื่นฟุตเหนือเมฆ และมีระบบหลบเลี่ยงเรด้า แต่อย่าคิดว่าจะรอดพ้นสายตาของโกเลมของพวกภูติไปได้
ดังนั้นพวกเขาจึงถูกยิงโจมตีใส่ได้อย่างแม่นยำราวกับมีดวงตาทิพย์มองเห็น
ประชากรที่เมืองหลวงมีถึงเก้าแสนคน และภูติที่สามารถทำการรบได้ก็มีถึงครึ่งหนึ่งจากจำนวนที่ว่านั้น
กระสุนพลาสม่าอันน่ากลัวของภูติจำนวนสี่แสนห้าหมื่นคนได้ยิงดุจห่าฝนเข้าใส่ฝูงบินของมนุษย์
เส้นแสงความร้อนที่แผดเผาอากาศ ได้แผ่กระจายเป็นผืนกว้างจนกลื่นกินไปทั่วท้องนภาสีคราม
ไร้ที่หลบหนี ไร้ซึ่งหนทางป้องกัน ไม่อาจแม้แต่จะได้ทันทำการโจมตี
ฝูงบินสุดท้ายของฝ่ายมนุษย์ในสงครามครั้งนี้ ได้สิ้นสาบสูญไปทั้งหมดแล้ว
กองทัพมนุษย์ที่บุกดินแดนของภูติพ่ายแพ้ไม่เหลือซากแม้แต่คนเดียว
ไม่สิ ยังเหลืออีกกลุ่มหนึ่งที่กำลังลอบเข้าเมืองหลวงของพวกภูติอยู่
“คุณทอมครับ ดูเหมือนว่าทั้งกำลังเสริมกับทีมข้างนอกนั้นจะพ่ายแพ้ทั้งหมดเลยครับ”
“พวกภูติเก่งกว่าที่พวกเราคิดหรือ...”
“ใช่ครับท่าน”
หน่วยรบที่เก่งกาจที่สุดของเผ่ามนุษย์ที่นำโดยทอมและแอร์บาร์สจำนวนหนึ่งพันนาย ได้ประสบผลสำเร็จในการลักลอบเข้าเมืองหลวงของภูติ
พวกเขาใช้ช่วงเวลาที่ทุกคนเพ่งความสนใจไปที่สงครามตรงทะเลป่า ลอบเข้ามาจากทางทะเลสาบโดยไม่มีใครในเผ่าภูติที่ได้ทันรู้สึกตัว
“ทางนี้ต้องเป็นคริสตัลของพวกมันแน่นอน”
“ทำไมถึงคิดเช่นนั้นละแอร์บาร์ส”
“ป้ายมันบอกชัดเจนขนาดนั้นนี่ครับ…”
“ก็ถูกของแก”
เมืองของภูติคืออารยธรรมลอยฟ้า
สิ่งก่อสร้างทรงไข่สีขาวขนาดตั้งแต่สองถึงสิบเมตร คือบ้านพักสำหรับเหล่าภูติที่มีขนาดเล็กเพียงหนึ่งเมตร
เครื่องเรือน หน้าต่าง ประตูทางเข้า ล้วนแต่ถูกออกแบบให้มีขนาดเล็กเพื่อเผ่าของพวกเขาโดยเฉพาะ
ซึ่งนั่นรวมถึงเส้นทางเดินด้วย
เนื่องจากพวกภูติบินได้ เส้นทางเท้าจึงแทบไม่จำเป็นต่อการใช้ในชีวิตประจำวัน
ที่พวกเขามีเส้นทางเดินอันคับแคบเพียงหนึ่งเมตรลอยปรากฏตัดผ่านเมือง ก็เพื่อเอาไว้ให้เหล่าภูติจอมขี้เกียจมานั่งพักจากการบิน หรือนอนเล่นเท่านั้น
เส้นทางเดินสีขาวอันคับแคบนี้จะมีต้นหญ้าและดอกไม้ถูกปลูกปูทิ้งเอาไว้
ดอกไม้จะส่งกลิ่นหอมโฉยสองข้างทางขนาบข้างไปพร้อมกับทางเดินสีเขียวที่นุ่มเท้านี้
และอาจเป็นโชคดีของพวกมนุษย์ที่ในเวลานี้ไม่มีภูติตนใดอยู่ใจกลางเมือง จึงทำให้งานลักลอบเข้าเมืองง่ายกว่าเดิม
ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณกำลังเสริมที่ดึงความสนใจของภูติทุกคนจนพากันไปรวมตัวที่ริมขอบบาเรียคลุมเมืองกันหมด
“ป้ายนี้… คงไม่ใช่กับดักหรอกนะ? ”
“คุณทอมคิดมากไปได้ครับ ป้ายบอกทางชัดเจนแบบนี้ อีกอย่าง คงไม่มีใครวางกับดักในเมืองตัวเองหรอกครับท่าน”
แอร์บาร์สตอบอย่างซื่อตรงกลับไปให้คุณทอม
ตามเส้นทางเดินลอยฟ้านี้มีป้ายบอกทางว่า [คริสตัลแห่งชีวิตไปทางนี้ ดอง~] ติดปรากฏอยู่ทุกหัวมุมทางเดิน
ซ้ำยังตลกร้ายที่เขียนด้วยภาษาของทุกเผ่าจนรู้สึกได้ว่า [นี่มันกับดักชัด ๆ]
แต่เมื่อพิจารณาจากนิสัยของพวกภูติที่ผ่านมา มันก็อดคิดไม่ได้ว่าถ้าเป็นพวกภูติ พวกเขาอาจจะติดป้ายอย่างซื่อตรงจริง ๆ นั่นละ...
สุดท้ายจึงตัดสินใจลองเดินตามป้ายไปดีกว่าหาทางคลำเส้นทางเอาเอง
แล้วมันก็พาพวกเขามาสู่คริสตัลแห่งชีวิตจริง ๆ เสียด้วย
เบื้องหน้าของพวกเขาคือสิ่งก่อสร้างรูปไข่ขนาดยักษ์สูงแปดสิบเมตร กว้างสามสิบเมตร
วงนอกของเปลือกไข่นี้จะมีไข่ขนาดเล็กกระจายแผ่ออกกว้างล้อมเอาไว้
วงแหวนบาเรียที่หุ้มเจ้าสิ่งก่อสร้างนี้มีด้วยกันถึงสิบชั้นและยังมีวางเวรยามถึงหนึ่งร้อยคนโดยรอบ
แค่นี้ก็สัมผัสได้ถึงความสำคัญของอาคารได้แล้ว
[คริสตัลอยู่ข้างในนี้จร้า~ ดอง]
ถ้าไม่มีป้ายที่เขียนด้วยภาษามนุษย์แบบนั้นติดเอาไว้เหนืออาคารอะนะ
“จัดการพวกยามซะ ลงมือพร้อมกันนะ สาม สอง หนึ่ง”
เสียงลมเบา ๆ ดังขึ้นลอดออกมาจากที่เก็บเสียงของหน่วยซุ่มยิง
พวกเขาต้องใช้ห้าคนต่อการลอบฆ่าภูติหนึ่งตัวด้วยปืน M16
สี่นัดคือยิงเพื่อทำลายบาเรียที่หุ้มตัวภูติ และนัดสุดท้ายคือยิงสังหารส่วนศรีษะที่ไร้ซึ่งเกราะป้องกัน
พวกเขาต้องยิงเหลือมเวลากันภายในสามวินาที เพราะถ้าผิดพลาด อาจจะทำให้มีการเรียกกำลังเสริมเกิดขึ้นมาได้
และหน่วยของทอมกับแอร์บาร์สก็ทำงานยากเช่นนั้นได้สำเร็จอีกด้วย
ภูติที่กำลังเฝ้ายามต่างสิ้นชีพโดยที่ไม่ทันรู้ตัวเลยว่าโดนสิ่งใดสังหารไป
ร่างภูติทั้งหมดหนึ่งร้อยคนร่วงหล่นสู่ผืนทะเลสาบข้างล่าง
เสียงกระเพื่อมของผิวน้ำดังสะท้อนไปทั่วเมือง และดูเหมือนว่าจะยังไม่มีภูติคนใดที่สังเกตุเห็นรู้ตัว
เพราะว่าไม่มีภูติคนไหนบินมาตรวจดูบริเวณนี้เลยสักคนเดียว
“เข้าไปข้างในเลย”
หน่วยของทอมกับแอร์บาร์สวิ่งเข้าไปตรง ๆ จากทางเข้าด้านหน้า
ภายในอาคารทรงไข่นั้นเต็มไปด้วยเถาวัลย์ ทุ่งหญ้า และทุ่งดอกไม้
ผ้าเพดานเต็มไปด้วยดอกไม้หลากสีห้อยลงมา และมีแสงไฟประดิษฐ์คอยแทรกจนสุกสว่างเป็นระยะ
กลิ่นหอมของธรรมชาติชวนผ่อนคลายลอยมาแตะจมูกพวกเขา จนรู้สึกอยากจะวางอาวุธลงแล้วนอนแผ่กว้างลงบนทุ่งหญ้ากับดอกไม้ที่งดงามแห่งนี้
แต่พวกเขาทำแบบนั้นไม่ได้
เพราะว่าเป้าหมายของพวกเขาได้มาปรากฏขึ้นตรงหน้าแล้วนั่นเอง
ที่ใจกลางของห้องนี้มีคริสตัลแห่งชีวิตปรากฏอยู่
แท่งโปร่งแสงสูงสิบเมตรซึ่งกำลังถูกปกคลุมด้วยบาเรียสิบชั้นนั้น กำลังรอให้พวกเขาเข้าไปทำลายทิ้ง
หากทำลายทิ้งได้ สงครามกับพวกภูติก็จะจบสิ้นลง
“มาถึงกันจนได้นะดอง~ กำลังรออยู่เลยดอง~”
แต่ทว่าภายในห้องโถงคริสตัลแห่งนี้ไม่ได้มีเฉพาะพวกเขาแต่เพียงผู้เดียว
ที่เบื้องหน้าของพวกเขามีภูติคนหนึ่งบินลอยลงมาจากผ้าเพดาน
เธอคือเอสเทอ
ม่านโปรงแสงได้สุกสว่างอย่างผิดปกติขึ้นมารอบตัวของเอสเทอ และปกคลุมรอบตัวเธอเป็นบาเรียที่ทรงพลังยิ่งกว่าที่ภูติตนใดจะเลียนแบบได้
อาวุธที่สั่งทำพิเศษของเอสเทอ [หนังสือภูติ] อุปกรณ์สำหรับขยายคลื่นแปรธาตุอันบรรจุไปด้วยความรู้ของเผ่าภูติทั้งสองเล่มกำลังส่องแสงสว่างเจิดจ้าไปทั่วบริเวณอยู่ในมือของเธอ
“เตรียมรับมือ! ”
ทอมกับแอร์บาร์สแผดเสียงสั่งการพร้อมกัน
เสียงปลดล็อกไกปืนดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียง ก่อนจะเล็งเป้าไปที่ร่างของเอสเทอที่กำลังส่องแสงลอยอยู่เหนือพื้นดินขึ้นไป
การปะทะระหว่างหน่วยรบนาโตที่แข็งแกร่งที่สุดของทอมกับปราชญ์แห่งพงไพร [เอสเทอ] กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว