ตอนที่ 107 ฉกชิงวาสนากันอย่างหน้าด้านๆ ยังอ่อนแอเกินกว่าจะรับมือกับอสูรเช่นกู้ฉางเกอได้
ผู้ใดที่นางต้องการให้สิ้นชีพ เขาก็จะลงมือสังหารให้นางอย่างนั้นหรือ
นี่นับว่าเป็นวิธีแสดงความห่วงใยของกู้ฉางเกออย่างหนึ่งใช่หรือไม่
เพียงคำกล่าวนั้นก็คล้ายกับมีกลิ่นอายสังหารที่ไร้จุดสิ้นสุดพุ่งเข้าใส่
เยวี่ยหมิงคงรู้สึกซับซ้อนอย่างยากจะบรรยาย นางมิคิดเลยว่ากู้ฉางเกอจะกล่าวคำที่ทำให้นางหวั่นไหวได้ถึงเพียงนี้
บางที…ในใจของเขาอาจมิได้ไร้ซึ่งภาพของนาง ทว่าในความสำคัญนั้นกลับมิได้มีน้ำหนักมากมายอันใด
หากมิแตะต้องความลับหรือผลประโยชน์ของเขา
ทุกอย่างก็จะดูราบรื่นมิได้มีอุปสรรคอันใด ทว่าหากเมื่อใดที่ขัดขวางเขาขึ้นมา เขาก็จะสามารถหันหลังให้นางราวกับคนแปลกหน้าได้อย่างไร้เยื่อใย
มิว่าจะเป็นชาติภพก่อนหรือภพนี้ ความโหดเหี้ยมอำมหิตของกู้ฉางเกอมิได้เปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อย เพียงแต่ต่างกันที่การแสดงออกเท่านั้น
ชาติที่แล้ว นางอ่อนแอ เชื่อฟัง ยอมจำนนต่อโชคชะตา ดังนั้นสำหรับเขาแล้ว นางจึงเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งซึ่งไร้ค่า เมื่อถึงเวลาจำเป็นก็พร้อมจะสังเวยทิ้งได้อย่างมิลังเล
ทว่าในภพนี้ นางแกร่งกล้า เฉียบขาด ดำรงฐานะเป็นองค์หญิงรัชทายาทแห่งราชสำนักเซียนไร้เทียมทาน กุมอำนาจสูงสุดไว้ในมือ อีกทั้งยังมีไพ่ตายคือความทรงจำจากชาติภพก่อน
กู้ฉางเกอจึงมองเห็นคุณค่าในตัวนาง และปรับเปลี่ยนท่าทีเป็นเช่นนี้
เมื่อคิดได้ดังนั้น เยวี่ยหมิงคงก็เข้าใจทุกอย่างได้อย่างกระจ่างชัด แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าความเมตตานี้มิได้มาจากความรักใคร่ไยดีอันใด หากแต่นางก็รู้สึกดีขึ้นมิน้อย
“ติ๊ง…เยวี่ยหมิงคงซึ่งเป็นธิดาผู้ถือครองชะตาฟ้าลิขิตได้แปรเปลี่ยนท่าที ท่านได้รับค่าวาสนาเพิ่มขึ้น 800 แต้ม และได้รับค่าชะตาสวรรค์เพิ่มขึ้น 4,000 แต้ม”
ขณะนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนจากระบบก็ดังขึ้นในห้วงความคิดของกู้ฉางเกอ ทำให้เขาเกิดความพึงพอใจขึ้นเล็กน้อย
ดูเหมือนว่าถ้อยคำเมื่อครู่นี้จะมิได้ไร้ผลแต่อย่างใด
แม้ว่าเยวี่ยหมิงคงจะยังคงมีจิตคิดสังหารเขาอยู่ก็ตาม ทว่าก็เหมือนกับกู้เซียนเอ๋อร์ เวลานี้นางมิมีพลังอำนาจอันใดที่พอจะทำสำเร็จได้เลยแม้แต่น้อย
ที่สำคัญแล้วนั้น เยวี่ยหมิงคงนับว่าต่างจากกู้เซียนเอ๋อร์อยู่บ้าง ในภพนี้ เขาและนางมิได้มีความแค้นหรือความบาดหมางใดๆ ต่อกันเลยแม้แต่น้อย
เส้นทางแห่งห้วงเวลาที่นางเคยพบเจอ ล้วนต่างจากชีวิตในชาตินี้ของเขาโดยสิ้นเชิง
ต่อให้เยวี่ยหมิงคงจะคิดล้างแค้นอย่างไร นางก็มิมีทางแสดงออกมาได้อย่างเปิดเผย เพราะนั่นจะเท่ากับเป็นการเปิดเผยความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนางเอง
และนั่นคือสิ่งที่กู้ฉางเกอรู้อยู่เต็มอก
ด้วยการกุมจุดตายนี้ไว้ในมือ การจะควบคุมเยวี่ยหมิงคงให้อยู่ในกำมือของเขาได้นั้นก็นับว่ามิใช่เรื่องยากเย็นแต่อย่างใด
“หากเจ้ามิกล่าวอันใด ข้าก็สามารถสืบรู้เรื่องราวได้เองอยู่ดี”
กู้ฉางเกอกล่าวขึ้นอีกครั้ง สีหน้ากลับมานิ่งสงบเรียบเฉยเช่นเดิม ท่าทางราวกับหากเยวี่ยหมิงคงยังคงดื้อดึงมิยอมปริปาก เขาก็พร้อมจะใช้วิธีการอื่นมาบีบบังคับ
เย่หลิงเป็นผู้ถือครองชะตาฟ้าลิขิต ทว่าเขามิอาจรู้ได้ว่าอีกฝ่ายมีวิธีการรับมือเช่นใดบ้าง หากอยากได้ข้อมูลเหล่านี้ ก็จำต้องอาศัยให้เยวี่ยหมิงคงยอมเอ่ยปากออกมาเอง
และนี่เป็นโอกาสอันดีที่จะหยั่งเชิงและข่มขู่ไปพร้อมกัน
คำกล่าวนี้ทำให้เยวี่ยหมิงคงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง นัยน์ตางดงามเลื่อนหลบไปอีกทาง มิยอมสบกับกู้ฉางเกอโดยตรง
ภายใต้แววตาเรียบนิ่งของเขาที่มองมาอย่างมีเลศนัยนั้น กลับทำให้นางรู้สึกหวาดหวั่นในใจอยู่บ้าง
หากมิสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ดีพอ เรื่องนี้อาจทำให้กู้ฉางเกอเริ่มสงสัย และสืบจนพบว่านางกับเย่หลิงมิมีความแค้นเคืองอันใดต่อกัน
ก่อนหน้านี้ทั้งสองต่างมิเคยพบหน้าค่าตากันด้วยซ้ำ
แล้วนางจะให้เหตุผลถึงการวางแผนสังหารคนแปลกหน้าที่มิเคยมีความเกี่ยวข้องอันใดกันเลยเช่นใดเล่า
หากมิใช่เพราะนางมีแผนการอื่นแอบแฝงอยู่จริง ก็คงมีแต่คนโง่เท่านั้นที่จะทำเรื่องไร้เหตุผลเช่นนี้ได้
และกู้ฉางเกอก็เป็นผู้ที่แสนจะเจ้าเล่ห์แยบยล มิว่าเรื่องใดก็ยากที่จะหลุดรอดสายตาของเขาไปได้
เมื่อคิดถึงตรงนี้ หัวใจของเยวี่ยหมิงคงก็พลันกระวนกระวายขึ้นมา ปลายนิ้วเรียวขาวพลันบีบจับชายแขนเสื้อไว้แน่น ราวกับกำลังข่มความกังวลไว้ภายใน
ในที่สุดแล้ว ทุกครั้งที่ต้องมาพบกับกู้ฉางเกอ ก็มิมีครั้งไหนเลยที่จะเป็นเรื่องดีสำหรับนาง!
“ก็มิใช่เรื่องใหญ่อันใดนัก เพียงแต่ข้าพบบันทึกโบราณบางฉบับที่กล่าวถึงมรดกของมหาเทพบรรพกาลแห่งหนึ่ง และพบว่ามันถูกเย่หลิงฉกฉวยเอาไปก่อนเท่านั้นเอง…”
เยวี่ยหมิงคงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแววตากลับฉายแววครุ่นคิด หลังจากไตร่ตรองคำกล่าวอยู่นาน
มิมีทางเลือก นางจำต้องหาข้อแก้ตัวที่สมเหตุสมผลเพื่อปกปิดความลับที่แท้จริงเอาไว้
การแย่งชิงโชคชะตาและโอกาสของผู้อื่น แม้จะฟังดูมิชอบธรรมสักเท่าใดนัก ทว่าในโลกที่ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะอยู่รอด เรื่องเช่นนี้ก็หาได้เป็นสิ่งแปลกประหลาดไม่
หากเป็นในอดีตชาติ นางคงมิมีวันทำเรื่องเช่นนี้ ทว่าในชีวิตนี้ นางได้ตัดสินใจแล้วว่า จะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้น มิว่าจะต้องแย่งชิงโอกาสจากผู้ใดมาก็ตาม
เพราะหากต้องการยืนหยัดต่อกรกับกู้ฉางเกอให้ได้ นางก็จำต้องครอบครองโชควาสนาทั้งปวง และทำให้ตนเองมีพลังที่ยิ่งใหญ่เหนือกว่าผู้ใด
ทว่าสิ่งที่ทำให้นางคาดมิถึงก็คือ เย่หลิงกลับเป็นศัตรูที่รับมือได้ยากเย็นนัก แม้จะวางแผนซ้อนกลไว้อย่างแยบยล ทว่าสุดท้ายนางก็ยังปล่อยให้เขาหนีรอดไปได้
จากประสบการณ์ในอดีตชาติ เย่หลิงมิใช่คนธรรมดา จากจุดเริ่มต้นที่อ่อนแอ เขาได้ก้าวขึ้นมาเป็นยอดฝีมือผู้กวาดล้างทุกสิ่งในแดนสวรรค์เบื้องบน
ความแค้นในครั้งนี้ ย่อมมิอาจปล่อยไว้เป็นเชื้อไฟต่อไปได้ หากปล่อยให้เย่หลิงแข็งแกร่งขึ้น ก็คงมิต่างอันใดจากการเลี้ยงพยัคฆ์ไว้ข้างกาย นางเองก็คงมิอาจรอดพ้นจากเงื้อมมือของเขาไปได้เช่นกัน
เมื่อได้ฟังเช่นนี้ กู้ฉางเกอก็เผยยิ้มออกมาเล็กน้อย สายตาฉายแววหยอกเย้าพร้อมเอ่ยขึ้นว่า
“มิคาดคิดเลยว่าจะเป็นเหตุผลเช่นนี้ น่าประหลาดใจเสียจริงที่กลับได้เห็นเจ้ากลายเป็นสตรีผู้มีจิตใจเหี้ยมโหดเช่นนี้ไปเสียแล้ว”
น้ำเสียงราบเรียบของเขาฟังดูคล้ายเจือด้วยความเย้ยหยันบางเบา ทว่าก็แฝงซึ่งความสนใจเอาไว้มิน้อย
“ข้าก็นึกว่าเป็นผู้อื่นที่ล่วงเกินเจ้าเสียอีก มินึกเลยว่าที่แท้กลับเป็นเจ้าที่คิดจะสังหารคนเพื่อแย่งชิงโชควาสนาของผู้อื่นไปได้”
“เมื่อก่อนเจ้ามิใช่ผู้ที่จะทำเรื่องเช่นนี้มาก่อน”
กู้ฉางเกอส่ายศีรษะเล็กน้อย สีหน้าแฝงแววผิดหวังเสียดายราวกับตัดพ้อเยวี่ยหมิงคงอย่างไร้เสียง ทว่าในใจของเขากลับได้ข้อมูลสำคัญมากมาย
ที่แท้เย่หลิงก็คือผู้สืบทอดแห่งมหาเทพในยุคบรรพกาล นี่ทำให้กู้ฉางเกอเข้าใจขึ้นในทันที เรื่องราวเช่นนี้ช่างตรงตามครรลองที่คุ้นชินในโลกนี้ยิ่งนัก
เด็กหนุ่มผู้อาภัพหรือไร้ค่าผู้หนึ่ง ได้รับมรดกตกทอดจากยอดฝีมือในตำนานโดยบังเอิญ จากนั้นก็ไต่ขึ้นสู่จุดสูงสุดอย่างรวดเร็ว พลิกชะตาชนะศัตรูคู่แค้นทุกคน และครอบครองใจหญิงงามทั้งปวง
มหาเทพแห่งยุคบรรพกาลคือผู้ยิ่งใหญ่ในยุคสมัยแห่งเทพนิยาย พวกเขาเป็นผู้มีพลังกล้าแกร่งเหนือจินตนาการ ว่ากันว่าพลังบำเพ็ญเพียรนั้นได้สัมผัสถึงขอบเขตแห่งเซียน หรือบางทีก็ยืนอยู่บนจุดสูงสุดนั้นแล้ว
กล่าวกันว่า มหาเทพแห่งยุคบรรพกาลแม้กระทั่งสามารถเหนี่ยวนำกระแสแห่งกาลเวลาให้ไหลย้อนกลับ นี่จึงเป็นเหตุให้สมบัติหรือมรดกที่ทิ้งไว้สามารถเขย่าฟ้าดิน และเรียกเหล่าผู้ยิ่งใหญ่แห่งสำนักมรรคาสูงสุดและสำนักอมตะนิรันดร์มาร่วมแย่งชิงได้
เมื่อสมบัติเช่นนี้ปรากฏขึ้น การแย่งชิงย่อมดุเดือดยิ่งกว่าสุสานของจักรพรรดิแห่งยุคบรรพกาลใดๆ ในโลกหล้าเสียอีก และแน่นอนว่าจะดึงดูดความสนใจจากทั่วทุกสารทิศ
กู้ฉางเกออดมิได้ที่จะนึกขันอยู่ในใจ เย่หลิงผู้นี้ได้รับมรดกจากมหาเทพในยุคบรรพกาลอย่างเงียบเชียบ ย่อมมีสมบัติเก่าแก่จำนวนมากซุกซ่อนอยู่ มิว่าจะเป็นค่ายกลโบราณ ศาสตราวุธเทพ หรือกระทั่งโอสถทิพย์ทั้งหลาย
มิแปลกใจเลยว่าเหตุใดเยวี่ยหมิงคงจึงมิอาจกำจัดเขาได้สำเร็จ
“ที่ข้าทำเช่นนี้ยังมิใช่เพราะถูกเจ้าบีบบังคับหรอกหรือ”
เยวี่ยหมิงคงมองกู้ฉางเกอด้วยสีหน้าเรียบเฉย พลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แฝงความขุ่นเคือง “กล่าวราวกับว่าเจ้าเป็นคนดีนักหนา ทว่าความโหดเหี้ยมอำมหิตของเจ้า ข้ายังตามมิทันแม้แต่เศษเสี้ยว”
ในน้ำคำของนางแฝงไว้ด้วยความคับแค้นใจอย่างล้ำลึก
ต่อให้วิธีการของนางจะร้ายกาจเพียงใด ทว่าเมื่อเปรียบเทียบกับกู้ฉางเกอแล้วก็ยังนับว่าห่างไกลนัก นางรู้ดีกว่าผู้ใดทั้งสิ้น
เพียงแค่เคล็ดวิชามารต้องห้ามที่กู้ฉางเกอฝึกฝน ก็มิรู้ว่าได้กลืนกินชีวิตยอดอัจฉริยะและผู้คนไปมากมายเพียงใด
หากความแข็งแกร่งที่แท้จริงของกู้ฉางเกอถูกเปิดเผยละก็ โลกหล้าจะต้องสะท้านสะเทือน บรรดาผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรคงจะโกรธแค้นและหวาดกลัว พร้อมยกกำลังมาสังหารเขาอย่างแน่นอน
ถึงตอนนั้น สถานการณ์จะกลายเป็นมีศัตรูห้อมล้อมรอบทิศ จะมิมีที่ให้ยืนในใต้หล้าอีกต่อไป
แล้วเขายังจะมีโอกาสแอบซ่อนตัวลับๆ เพื่อสั่งสมกำลังเช่นนี้อีกหรือ
แน่นอนว่าหากมิมีหลักฐานอันใด ต่อให้เรื่องราวถูกเปิดโปงขึ้นมาก็คงมีน้อยคนที่จะยอมเชื่อ
เพราะเคล็ดวิชาต้องห้ามเหล่านั้นได้หายสาบสูญไปตามกาลเวลา อีกทั้งถูกโค่นล้มทำลายและกวาดล้างจากทุกสำนักนิกายมานานแล้ว
ทว่ากู้ฉางเกอ…กลับสามารถฝึกฝนมันได้ นี่นับเป็นปริศนาที่มิมีผู้ใดล่วงรู้
เยวี่ยหมิงคงสงสัยว่าสิ่งนี้อาจเกี่ยวข้องกับปรมาจารย์ผู้ลึกลับที่อยู่เบื้องหลังของเขา ทว่าจวบจนบัดนี้ นางก็มิเคยเห็นกู้ฉางเกอเปิดเผยถึงเรื่องราวใดเกี่ยวกับคนผู้นั้นเลยแม้แต่น้อย
“อย่าได้กล่าวเช่นนั้นเลย ใต้โลกหล้านี้ การโหดเหี้ยมไร้ปรานีหาใช่เรื่องเลวร้ายไม่”
รอยยิ้มบนใบหน้าของกู้ฉางเกอเจือจางลง พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งขึ้นว่า “คนดีมักอายุสั้น มีแต่คนชั่วร้ายเท่านั้นที่จะอยู่รอดยืนยาวได้นานกว่า”
คำกล่าวนี้ทำให้เยวี่ยหมิงคงนิ่งเงียบไปชั่วขณะ
หากเป็นในชาติภพก่อน นางคงจะหัวเราะเยาะและสบประมาทเขาอย่างมิไยดี คิดว่าคำกล่าวนี้ช่างไร้สาระ คนดีนั้นนับว่าผิดที่ใดกัน
คนดีมิเคยมีความผิด ทว่าพวกเขามักจะมิอาจยืนหยัดอยู่ได้ยาวนานต่างหาก
นับแต่อดีตกาลจนถึงยามนี้ มีผู้ใดบ้างที่ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดโดยที่สองมือมิเปื้อนโลหิตอันมากมายมหาศาล
ในเรื่องนี้ เยวี่ยหมิงคงย่อมเข้าใจอย่างลึกซึ้งยิ่ง
“แล้วตกลงว่าเจ้านั่นได้รับมรดกของมหาเทพในยุคบรรพกาลผู้ใดกันแน่ สามีผู้นี้อาจช่วยเจ้าเก็บกวาดมันได้”
กู้ฉางเกอเอ่ยถามอีกครั้ง พร้อมรอยยิ้มบางเบาประดับมุมปาก
เยวี่ยหมิงคงปรายตามองเขาแวบหนึ่ง ก่อนตอบขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “มหาเทพแห่งวัฏสงสาร”
เรื่องนี้ต่อให้มิกล่าว กู้ฉางเกอก็สามารถสืบรู้ได้โดยง่าย โดยเฉพาะเมื่อบัดนี้เย่หลิงได้ปรากฏตัวขึ้นที่ดินแดนอนันต์สวรรค์แห่งนี้แล้ว
นางจึงเลือกที่จะกล่าวอย่างตรงไปตรงมาเสียจะดีกว่า
ส่วนที่กู้ฉางเกอกล่าวว่าจะช่วยนางจัดการเย่หลิงนั้น เยวี่ยหมิงคงมิได้เชื่อเขาเลยแม้แต่น้อย
ฟังไปแล้วเขาช่างกล่าวออกมาได้อย่างน่าฟัง ทว่าแท้จริงแล้วนั้นก็เป็นเพียงแค่ต้องการช่วงชิงโชคชะตาและมรดกของเย่หลิงมาครอบครองเท่านั้น
สุดท้ายเมื่อเย่หลิงถูกสังหาร มรดกเหล่านั้นก็ย่อมตกอยู่ในมือของกู้ฉางเกอเป็นแน่
นางมิได้โง่เขลาถึงขั้นจะหลงเชื่อความเมตตาอันจอมปลอมนี้
“มหาเทพในยุคบรรพกาลแห่งวัฏสงสาร… พลังแห่งวัฏสงสารหรือ”
กู้ฉางเกอหรี่ตาลงเล็กน้อย ราวกับกำลังครุ่นคิดอันใดบางอย่าง
พลังแห่งวัฏสงสารนั้นเกี่ยวข้องกับกาลเวลา ซึ่งนับว่าเป็นหนึ่งในพลังอันสูงสุดเสมอมา และมิได้ยิ่งหย่อนไปกว่าพลังแห่งมิติเลยแม้แต่น้อย
ยามนี้เขาได้ครอบครองพรสวรรค์แห่งมิติอยู่แล้ว อีกมินานก็สามารถรังสรรค์กฎแห่งมิติ มรรคาแห่งมิติ หรือแม้แต่ต้นกำเนิดแห่งมิติได้อย่างแน่นอน
พลังแห่งวัฏสงสารนี้ เขาย่อมมิอาจมองข้ามไปได้
เมื่อเห็นแววตาของกู้ฉางเกอในยามนี้ เยวี่ยหมิงคงจะมิรู้หรือว่าเขากำลังเล็งเป้ามาที่เย่หลิง
ภายในใจนางเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง นี่มันช่างเหมือนกับถูกกู้ฉางเกอมาฉกชิงโชควาสนาตรงหน้ากันอย่างหน้าด้านๆ
นางย่อมรู้ซึ้งถึงความน่าสะพรึงกลัวของบุรุษตรงหน้าผู้นี้เป็นอย่างดี หากต้องการแย่งชิงสิ่งใดจากกู้ฉางเกอ ต่อให้นางเป็นผู้ล่วงรู้อนาคตผู้กลับชาติมาเกิด ก็มิมีทางลงมือสำเร็จได้อย่างง่ายดาย
แม้เย่หลิงจะเป็นศัตรูที่ยากจะต่อกร ทว่าด้วยความได้เปรียบของการเกิดใหม่ นางย่อมวางแผนรับมือเขาได้ก่อนผู้ใด
หากแต่บัดนี้ หลังจากวันนี้เป็นต้นไป เย่หลิงกลับได้ตกเป็นเป้าหมายของกู้ฉางเกอ
เมื่อถูกกู้ฉางเกอหมายหัวแล้ว เย่หลิงยังจะมีทางรอดไปได้อีกหรือ
แม้ในชาติที่แล้วเย่หลิงซึ่งอยู่ในช่วงรุ่งโรจน์ถึงขีดสุดก็เกือบเอาชีวิตมิรอดในเงื้อมมือของกู้ฉางเกอ ทว่าสุดท้ายก็ได้หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย
นับประสาอันใดกับเย่หลิงในยามนี้ ที่ยังอ่อนแอเกินกว่าจะรับมือกับอสูรร้ายเช่นกู้ฉางเกอได้
“เหตุใดเจ้าถึงทำหน้าบึ้งตึงเยี่ยงนี้เล่า ข้าช่วยเจ้าแย่งชิงโชควาสนา นี่ยังนับว่ามิพอใจอีกหรือ”
กู้ฉางเกอกล่าวพลางแย้มยิ้มบางเบา เมื่อเห็นท่าทีมิสู้ดีของเยวี่ยหมิงคง
แม้เขาจะหมายตาส่วนที่ดีที่สุดเอาไว้ ทว่าเศษเสี้ยวบางอย่างก็มิใช่ว่าเขาจะมิยอมแบ่งปันให้กับนางบ้าง
เขาเองก็หาใช่ผู้ที่ไร้ซึ่งหัวใจที่คิดจะกอบโกยทุกสิ่งจนมิเหลือแม้กระทั่งเศษเสี้ยวสมบัติบางส่วนให้กับนาง
คำกล่าวนั้นทำให้เยวี่ยหมิงคงมิอยากจะสนใจเขาอีกต่อไป นางเมินหน้าหนีอย่างมิคิดจะถกเถียงคำใด
อย่างไรเสีย อีกมินานเส้นทางสู่มรรคาเซียนก็จะปรากฏขึ้นที่ดินแดนแห่งนี้แล้ว นางย่อมรู้ดีว่าจิตวิญญาณแห่งเซียนจะถือกำเนิด ณ แห่งหนใด
เมื่อถึงเวลานั้น นางก็เพียงแค่เฝ้ารอคอยอยู่ล่วงหน้าเท่านั้น
สำหรับจิตวิญญาณแห่งเซียนนั้น ก็นับว่ามิได้ด้อยไปกว่ามรดกโบราณของมหาเทพผู้นี้เลยสักนิด
ถึงแม้กู้ฉางเกอจะวางแผนเกี่ยวกับจิตวิญญาณแห่งเซียนมานานแล้วก็ตาม ทว่านางเชื่อมั่นว่าเขาจะมิสามารถได้ประโยชน์ไปมากกว่านางแน่
หลังจากนั้น เยวี่ยหมิงคงก็พำนักอยู่ที่ยอดเขาไร้พ่าย เพื่อรอคอยการปรากฏของเส้นทางสู่มรรคาเซียน
อย่างไรเสียนางกับกู้ฉางเกอก็ได้ชื่อว่าเป็นคู่หมั้นคู่หมายกันแล้ว อีกทั้งยังเคยเป็นสามีภรรยากันมาก่อน เช่นนั้นนางเองก็มิคิดจะใส่ใจสิ่งใดอีกต่อไป
ถึงอย่างไรก็มิมีผู้ใดกล้าตั้งคำถามหรือกล่าวนินทา
ข่าวการมาเยือนของเยวี่ยหมิงคง ซึ่งเป็นถึงองค์หญิงสี่แห่งราชสำนักเซียนไร้เทียมทานก็แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว ดั่งปีกวิหคที่โบยบินไปทั่วทิศ สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วหล้า
มิว่าจะเป็นศิษย์ของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์หรือเหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรจากอาณาจักรอื่นก็ต่างล้วนต้องตกตะลึง
อานุภาพของกู้ฉางเกอนั้นน่าสะพรึงกลัวอยู่แล้ว
บัดนี้ยังมีเยวี่ยหมิงคงคอยอยู่เคียงข้าง หากสองคนนี้จับมือกันแล้วเล่า ผู้ใดในหมู่คนรุ่นเยาว์จักหาญกล้าทัดทานได้อีก
ในห้วงเวลานี้ บรรดาเหล่าสำนักนิกายน้อยใหญ่ รวมทั้งยอดฝีมือแห่งตระกูลโบราณต่างมารวมตัวกัน ณ นครโบราณมรรคาสวรรค์
เหล่าผู้มากความสามารถรุ่นเยาว์ต่างปรากฏกายออกมา แม้กระทั่งยอดอัจฉริยะที่มิเคยปรากฏตัวก็ยังพากันเดินทางจากท้องนภาแห่งดินแดนสวรรค์ชั้นในมาเพื่อประกาศศักดาถึงพลังอันน่าพรั่นพรึงของตน
บัดนี้แผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น ฟ้าครามปั่นป่วน เกิดเป็นคลื่นพลังที่แปรปรวนไปทั่วหล้า
…
ณ ขณะเดียวกัน
ลึกเข้าไปในดินแดนของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ สถานที่แห่งนี้ถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกหนาทึบ ราวกับตั้งตระหง่านอยู่เหนือสวรรค์เก้าชั้นฟ้า ท่ามกลางพระราชวังเก่าแก่และโอ่อ่าที่ตั้งตระหง่านเป็นสง่าอยู่ใจกลาง
กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวแผ่กระจายไปทั่ว เส้นแสงศักดิ์สิทธิ์ส่องสว่างสลับสับเปลี่ยนราวกับกำลังหลอมรวมวิวัฒน์เป็นภาพแห่งการเปิดฟ้าสร้างภพ
เหล่าผู้อาวุโสแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ต่างแสดงสีหน้าเคร่งขรึม คิ้วขมวดมุ่นด้วยความกังวล ประชุมหารือกันอยู่ภายใน
ผู้อาวุโสใหญ่นั่งอยู่บนบัลลังก์ตำแหน่งประธาน ดวงหน้ายังคงสงบเยือกเย็น ดูมีราศีดั่งเซียนผู้ละทิ้งทางโลก เส้นผมขาวโพลนในอาภรณ์ขาวสะอาดตา ปลายแขนเสื้อพลิ้วไหวตามสายลมเบาบาง
“บัดนี้เหล่าศิษย์จากบรรดามหาสำนักมรรคาก็ได้มารวมตัวกันอยู่ ณ นครโบราณมรรคาสวรรค์ เพื่อกดดันให้เรายอมเปิดพื้นที่ลึกภายในให้พวกเขาได้ส่งเหล่าศิษย์หนุ่มสาวเข้าไปฝึกฝน สำแดงเดชเหนือผู้อื่นแล้ว ท่านผู้อาวุโสทั้งหลายคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง”
ผู้ที่กล่าวถ้อยคำนั้นคือบุรุษวัยกลางคนในอาภรณ์เขียว ดวงหน้ายังคงความสงบสุขุม คิ้วยาวและมีเคราขาวลากยาวลงมาที่อก
ร่างกายสูงสง่าท่วงท่าผึ่งผาย นัยน์ตาเปล่งประกายดั่งดวงดารา ผมสีขาวดุจหิมะ แม้ยืนนิ่งเฉยทว่ากลับดูทรงพลังยิ่งนัก
รอบกายของเขาปรากฏเงาแสงเรืองรอง สลับสับเปลี่ยนเคลื่อนไหวราวกับฝันอันแสนลึกลับ
เขาคือเจ้าตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ ผู้ปิดด่านเพื่อฝึกบำเพ็ญเพียรอยู่ในส่วนลึกของสำนัก มิบ่อยครั้งนักที่จะมีผู้ใดได้พบเห็นตัวตนของเขา กระทั่งยากที่จะหยั่งถึงระดับพลังฝีมือของเขาได้
เมื่อถ้อยคำของเจ้าตำหนักจบลง ความเงียบงันก็เข้าปกคลุมทั้งโถง มิมีผู้อาวุโสคนใดกล่าวถ้อยคำใดออกมาในทันที
ในเวลานี้ เรื่องราวทั้งหมดได้บานปลายเกินกว่าที่พวกเขาจะตัดสินใจได้เพียงลำพังไปเสียแล้ว
“ท่านเจ้าตำหนัก ข้าคิดว่าควรหารือเรื่องนี้ให้รอบคอบอีกครั้ง เพราะพื้นที่ลึกเข้าไปในเขตภูเขานั้นเต็มไปด้วยอันตราย หากเหล่าศิษย์จากสำนักต่างๆ เดินทางไปเยือนและได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตกลางทาง เช่นนั้นพวกเขาย่อมหันกลับมากล่าวโทษเราว่าปกป้องมิทั่วถึงแน่ เราก็มีแต่ต้องทนกลืนความเจ็บช้ำไว้โดยมิอาจโต้แย้งอันใดได้”
เสียงหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ผู้กล่าวคือผู้อาวุโสร่างสูงใหญ่ ผู้มีพลังปราณแผ่ซ่านทั่วกายประหนึ่งอสูรยืนตระหง่านอยู่ในร่างมนุษย์ เขาคือผู้อาวุโสรองแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ ซึ่งเป็นยอดฝีมือที่ยากจะหยั่งถึงด้วยวัยวุฒิและพลังบำเพ็ญเพียรที่สะสมมาเนิ่นนาน
ดวงตาของเขาทอแววเคร่งขรึม ขมวดคิ้วอย่างมิพอใจพลางกล่าวต่อว่า
“การปรากฏขึ้นของสมบัติศักดิ์สิทธิ์ในครั้งนี้เป็นเพียงชนวนเท่านั้น เหล่ามหาสำนักมรรคาทั้งหลายย่อมต้องการครอบครอง แผ่นดินเซียนโบราณนั้นอยู่แล้ว ทว่าเพราะพวกเขาเคยบำเพ็ญเพียรในตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์มาก่อน จึงมิกล้าเอ่ยปากโดยตรง ด้วยเหตุนี้จึงใช้เล่ห์เหลี่ยมส่งศิษย์รุ่นเยาว์มาแทน”
คำกล่าวนี้ทำให้เหล่าผู้อาวุโสที่นั่งอยู่รอบทิศต่างพยักหน้าเห็นพ้อง นัยน์ตาเผยแววเข้าใจในกลอุบายที่วางไว้ของเหล่าสำนักทั้งหลาย
“ภายในแผ่นดินเซียนโบราณนั้น แม้จะเต็มไปด้วยโอกาสวาสนามากมาย ทว่าก็นับว่าอันตรายมิน้อย อีกทั้งยังมีหมอกเซียนบรรพกาลปกคลุมในพื้นที่แต่ละแห่ง ต่อให้เป็นพวกเราเข้าไปเอง ก็ใช่ว่าจะสามารถบุกตะลุยไปโดยไร้ทิศทางที่แน่ชัดได้ ดังนั้นเหล่าศิษย์รุ่นเยาว์จึงยิ่งจะมิมีทางรอดชีวิตไปได้เป็นแน่…”
ผู้อาวุโสรองกล่าวขึ้นสนับสนุน จากนั้นเหล่าผู้อาวุโสผู้อื่นก็ทยอยแสดงความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกัน
แม้จะสามารถเปิดพื้นที่ลึกลับนั้นให้แก่เหล่าศิษย์จากภายนอกเข้าไปได้ ทว่าหากเกิดเหตุร้ายขึ้นแล้ว ความรับผิดชอบย่อมต้องตกอยู่กับฝ่ายตน
หากต้องการเข้าไปก็ย่อมได้ ทว่าพวกเขาจะต้องรับผิดชอบความเสี่ยงด้วยตนเอง
นอกจากนี้ แต่ละสำนักจำเป็นต้องส่งผู้ดูแลมาติดตามด้วย เพราะหากเกิดเหตุร้ายอันใดขึ้น ก็จะได้มิโยนความผิดมาให้ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ของพวกเขา
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ให้เป็นไปตามนั้นเถิด หากเหล่ารุ่นเยาว์ต้องการเข้าไปก็คงจะห้ามมิได้ ทว่าจะเป็นหรือตายอย่างไรก็ให้เป็นเรื่องของพวกเขาเหล่านั้นเอง” เจ้าตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์กล่าวขึ้นอย่างแช่มช้า
“เพียงแต่การที่เหล่าผู้กล้ารุ่นเยาว์จากทุกทิศแห่แหนกันมารวมตัวกันย่อมมิพ้นการประลองช่วงชิงเป็นแน่ และในฐานะที่ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์เป็นเจ้าบ้าน…”
“ถึงเวลานั้น จำเป็นต้องหาผู้ที่คู่ควรมารับหน้าที่กอบกู้เกียรติยศของสำนัก ทว่าห้าศิษย์หลักผู้สืบทอด…ยามนี้ฉู่อู๋จี๋จิตวิญญาณได้รับความกระทบกระเทือนจนต้องกลับไปยังราชสำนักเซียนต้าฉู่”
“ส่วนอีกสามคนต่างก็กำลังปิดด่านฝึกบำเพ็ญเพียร เกรงว่าคงมิสามารถปรากฏตัวได้ในเวลาอันใกล้นี้ เช่นนั้นจะให้พึ่งพาเหล่าศิษย์สืบทอดทั่วไปกระนั้นหรือ เกรงว่าความสามารถของพวกเขาจะด้อยไปอยู่ขั้นหนึ่ง ยามต้องรับมือกับเหล่าผู้กล้ารุ่นเยาว์จากต่างสำนัก เกรงว่าจะมิอาจข่มขวัญพวกเขาได้”
เมื่อคำกล่าวนี้จบลง บรรดาผู้อาวุโสที่นั่งอยู่ต่างมองสบตากันอย่างเงียบงัน พลางแอบสังเกตสีหน้าของผู้อาวุโสใหญ่ที่นั่งอยู่เบื้องบน
มิมีผู้ใดเอ่ยนามของกู้ฉางเกอออกมา แม้รู้ดีว่านี่คือผู้ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการแบกรับศักดิ์ศรีของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ในเวลานี้ ทว่าก็เป็นเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อมินานมานี้ ทำให้กู้ฉางเกอขัดเคืองผู้อาวุโสใหญ่จนเป็นที่กล่าวขานกันไปทั่วสำนัก
หากในยามนี้พวกเขาเสนอชื่อกู้ฉางเกอขึ้นมา เกรงว่ายิ่งจะเป็นการซ้ำเติมความมิพอใจของผู้อาวุโสใหญ่มากยิ่งขึ้นได้