เมืองหนานเกียง เป็เมืองขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ที่ภาคกลาง ผู้คนที่นี่คึกคักนัก คนจำนวนมากต่างเข้ามาทำมาค้าขายกันที่นี่เป็จำนวนมาก และที่เมืองนี้ก็มีจอมยุทธ์มากฝีมือมากมาย ทั้งสำนักวังบุปผา ทั้งสำนักหยางชง และพรรคเปลวอัคคี
ในอดีต่ที่พรรคเปลวอัคคียังคงมีประมุขอยู่ พรรคนี้มีอิทธิพลในภูมิภาคสูงมากจึงทำให้มีสมาชิกเข้าร่วมมากมาย ทั้งคนที่เปี่ยมไปด้วยคุณธรรม และคนที่ไร้ซึ่งคุณธรรมต่างเข้าร่วมอุดมการณ์ และด้วยความที่มีอิทธิพลสูงและผู้คนจำนวนมาก พวกไร้ซึ่งคุณธรรมต่างออกอาละวาดก่อกวนสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้คนต่างๆ จนเกิดความหวาดกลัว และแม้ทางประมุขพรรคเองก็มีทั้งคนที่มีคุณธรรมและไร้คุณธรรมสลับกันขึ้นปกครอง พรรคเปลวอัคคีในสายตาผู้คนทั่วไปก็เป็พรรคอธรรมไปเรียบร้อยแล้ว ่เวลาต่างๆเ่าั้ จะมีคนคอยช่วยเหลือชาวบ้านที่ตกทุกข์ได้ยากจำนวนมากจากความวุ่นวายที่พรรคเปลวอัคคีก่อขึ้น ซึ่งก็คือคนของสำนักวัดหยางชง และสำนักวังบุปผา ต่างเข้ามาช่วยเหลือชาวบ้านอยู่ตลอดมา
สำนักวัดหยางชงคือแหล่งรวมผู้ทรงศีลที่มาบวชเรียนและฝึกฝนวิทยายุทธ์ ในวัดแห่งนี้แม้จะมีพระจำนวนมาก แต่พระทุกรูปก็มีฝีมือในระดับที่สูงทั้งนั้น นอกจากนั้นยังมีฆารวาสอีกจำนวนไม่น้อยที่เข้ามาเป็ลูกศิษย์ของที่นี่แม้จะไม่ได้บวชก็ตาม
ส่วนสำนักวังบุปผา เป็สำนักที่มีกฎระเบียบที่เข้มงวดมาก นั่นคือจะรับเฉพาะลูกศิษย์ที่เป็หญิงสาวบริสุทธิ์เท่านั้น หากหญิงสาวผู้ใดคิดจะมีครอบครัวจะต้องทำลายวรยุทธ์ของตัวเองทิ้งและออกจากสำนักไป สำนักนี้จึงมีสตรีจำนวนไม่น้อยที่นังคงถือครองพรหมจรรย์อยู่ ใครที่ริอาจแอบลักลอบสมสู่กับผู้ชายจะถูกกำจัดทิ้งทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้น แต่ถึงกระนั้นทางสำนักก็ไม่ห้ามให้สตรีในสำนักมีความรักให้แก่ชายแต่อย่างใด แต่หากตกลงปลงใจจะมีครอบครัวแล้วต้องทำตามกฎเท่านั้น
สำนักวังบุปผาปัจจุบันมีหลี่เฟิงฝูเป็เ้าสำนักอยู่ เธอและลูกศิษย์ออกเดินทางไปยังภาคตะวันตกเพื่อเก็บตัวฝึกฝนอยู่เป็ระยะเวลาหลายเดือน จนกระทั่งเดินทางกลับ ระหว่างเดินทางกลับหลี่เฟิงฝูถูกลอบวางยาพิษ จนกระทั่งลูกศิษย์ของเธอหลิวอี้หลานช่วยชีวิตเธอไว้ได้ และวันนี้เธอก็ได้กลับมาที่สำนักแล้ว
“ท่านอาจารย์ อาจารย์ต้องพักผ่อนให้มากๆ ศิษย์จะไปที่ตลาดเพื่อหาซื้อยาบำรุงสุขภาพอาจารย์” หลิวอี้หลาน หนึ่งในศิษย์คนโปรดของหลี่เฟิงฝูกล่าว
“เ้าจะไปตลาดด้วยจุดประสงค์ใดกันแน่หลิวอี้หลาน เมื่อตอนอยู่ในป่า ข้าได้ยินว่าเ้านัดพบชายโฉดผู้นั้นอยู่ เ้าอย่าลืมกฎของสำนักเราไปล่ะ” แชจือ ศิษย์พี่ของอี้หลานพูด
“ศิษย์พี่ ข้าพเ้าจะไปหายาบำรุงมาให้อาจารย์จริงๆ ไม่ได้มีจุดประสงค์อื่นใด” หลิวอี้หลานพูด
“พอ ไม่ต้องเถียงกัน หลิวอี้หลาน เ้าจะไปไหนก็ไป” หลี่เฟิงฝูพูด หลิวอี้หลานจึงรับคำและเดินออกจากห้องพักของอาจารย์ ก่อนจะเดินออกจากประตู หลี่เฟิงฝูก็กล่าวขึ้นมาว่า “เ้าจะรักใครชอบใคร ข้าไม่ห้าม แต่ขออย่างเดียว อย่าเป็ลูกชายของเ้าโจรชั่วโจวเที้ยนเปียก็พอ”
เมื่อหลิวอี้หลานได้ยินดังนั้นหัวใจของเธอก็เต้นสั่นระรัว เหมือนว่าตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่างจะสับสน แม้เธอจะได้พบกับโจวเจียอี้เพียงแค่เดือนเศษ แต่ระหว่างนั้นเธอก็เริ่มมีความรู้สึกดีๆ เกิดขึ้นกับเขาไปเสียแล้ว และเธอเองก็หมายว่าจะได้พบเขาที่เมืองหนานเกียงเช่นกัน แต่อีกความรู้สึกหนึ่งคือเธอยังคงมีความเคารพและเชื่อฟังในคำพูดของอาจารย์เธออยู่เสมอ เธอจึงตอบอาจารย์กลับไปว่า “ศิษย์จะทำตามที่อาจารย์กล่าว”
หลิวอี้หลานเป็เด็กกำพร้า เมื่อครั้งยังเด็กครอบครัวของเธอโดนคนของพรรคเปลวอัคคีทำร้ายจนสิ้นทั้งบิดาและมารดา เพียงเพราะโจร้าทรัพย์สินที่พ่อและแม่ของเธอค้าขายมาได้เท่านั้น หลิวอี้หลานเดินเร่ร่อนไปมาจนเป็ลมที่หน้าประตูสำนักวังบุปผา หลี่เฟิงฝูเห็นเข้าจึงรับเธอมาเลี้ยงดูและฝึกฝนั้แ่ตอนนั้น แม้ใน่แรกๆ สถานะของเธอจะเป็เพียงแค่เด็กกำพร้าที่คอยเป็ผู้รับใช้ ไม่มีผู้ใดในสำนักให้ความสนใจเท่าไหร่นัก จนกระทั่งเธอสามารถฝึกฝนพัฒนาฝีมือขึ้นจนคนหลายคนต่างอิจฉาในความสามารถนี้
โจวเจียอี้เดินทางออกมาไกลจากบ้านเกิดมากพอสมควร จนกระทั่งเดินทางมาถึงเมืองหนานเกียง เขาตกตะลึงกับความมากมายของผู้คน มองไปทางไหนก็เจอแต่คนจับจ่ายและพ่อค้าแม่ค้าจำนวนมาก เขาเดินเยี่ยมชมการค้าจนเพลิดเพลิน ระหว่างนั้นเองหางตาของเขาก็เหลือบไปเห็นสตรีคนหนึ่งใส่ชุดขาวเดินผ่านไปเขาจึงหันไปมองและพยายามเดินตามสตรีผู้นั้นให้ทัน จนกระทั่งนางเดินออกจากตลาดที่ผู้คนมากมายไปตามทางเดินเล็กๆ โจวเจียอี้ก็เดินตามไป เมื่อเห็นหลังอย่างแน่ชัด โจวเจียอี้จึงกล่าวขึ้นมาว่า “หลิวอี้หลาน”
สตรีนางนั้นเมื่อได้ยินเสียงของโจวเจียอี้ก็หยุดลง และหันหน้าไปมองเ้าของเสียงนั้น ทันทีที่เธอเห็นหน้าโจวเจียอี้ หัวใจของเธอก็พองโตขึ้นมาพร้อมกับกล่าวว่า “พี่เจียอี้”
หลิวอี้หลานไม่ได้เจอโจวเจียอี้มาหลายสัปดาห์ เมื่อได้พบหน้าเขาจึงรีบวิ่งเข้าไปหาเขาทันทีและพูดว่า “พี่เจียอี้ ข้าพเ้านึกว่าจะไม่ได้พบพี่อีกแล้ว”
“ข้าก็มาให้เ้าพบแล้วนี่ไง” โจวเจียอี้กล่าว ก่อนจะพูดต่อว่า “เราไปหาโรงเตี๊ยมนั่งคุยกันจะดีหรือไม่” หลิวอี้หลานได้ยินดังนี้ก็รีบตกลงรับคำทันที
ณ โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง โจวเจียอี้และหลิวอี้หลานได้เข้ามานั่งและได้สั่งอาหารพร้อมกับนั่งสนทนากันถึงเื่ราวต่างๆ ที่ต่างคนต่างไม่ได้เจอกันและอยากเล่าสู่กันฟัง
หลิวอี้หลานรินน้ำชาให้แก่โจวเจียอี้ก่อนจะถามขึ้นมาว่า “พี่เจียอี้ ท่านเดินทางคนเดียว ข้าพเ้าเป็ห่วงแทบแย่กลัวว่าจะเกิดอันตรายใดๆ”
โจวเจียอี้ดื่มน้ำชาจอกหนึ่งก่อนจะกล่าวว่า “แต่ข้าก็เดินทางมาถึงนี่แล้วนี่ไง อาจารย์ของเ้าล่ะเป็ยังไงบ้าง”
“ท่านอาจารย์แข็งแรงขึ้นมาก เป็เพราะพี่เจียอี้แท้ๆ ที่วันนั้นช่วยเหลือข้าพเ้าเอาไว้” หลิวอี้หลานพูด
“ข้าก็บอกแล้วไง ว่าเป็เพราะเ้าดูแลข้า ไม่เกี่ยวกับข้าแม้แต่น้อย” โจวเจียอี้พูด
ระหว่างที่ทั้งสองคนกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ก็มีเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้นมาอีกจากด้านหนึ่งของโรงเตี๊ยม โจวเจียอี้จึงหันไปมองและเห็นว่าชายคนหนึ่งกำลังพูดจาอย่างไร้มารยาทใส่บริกรอยู่
“ข้าบอกให้เ้านำอาหารที่โอชะที่สุดมาให้ข้า ทำถึงนำอาหารที่รสชาติอย่างสิ่งปฏิกูลมาให้ข้าเช่นนี้” ชายผู้นั้นกล่าว
“แต่ท่านจอมยุทธ์ อาหารที่ข้าน้อยนำมาก็เป็อาหารขึ้นชื่อที่สุดในโรงเตี๊ยมของเราแล้ว” เสี่ยวเอ้อตอบอย่างคนกลัวจนตัวสั่น
“ถ้าสิ่งที่เ้านำมาให้เรียกว่าอาหารขึ้นชื่อ ถ้างั้นคนเมืองหนานเกียงคงมีรสนิยมที่แปลกประหลาดที่สุด” ชายผู้นั้นกล่าวก่อนจะทุบโต๊ะเสียงดังลั่นจนจานชามถ้วยและไหต่างลอยขึ้นมาสูงก่อนจะร่วงลงโดยที่ไม่มีสิ่งใดหกออกมาแม้แต่นิดเดียว โจวเจียอี้มองอยู่ก็รู้ได้ทันทีว่า ชายผู้นี้มีวรยุทธ์ที่สูงส่งมาก
ระหว่างนั้นก็มีเสียงอึกทึกคึกโครมดังขึ้นมาจากด้านนอก เสียงเหมือนคนที่มีน้ำหนักมากกำลังวิ่งอยู่จนทำให้พื้นสั่นหวั่นไหว จนกระทั่งเสียงนั้นใกล้เข้ามาและประตูโรงเตี๊ยมก็เปิดออก ปรากฎเป็ชายผู้หนึ่งถือโอ่งขนาดใหญ่ที่ภายในบรรจุเหล้าไว้เต็ม โจวเจียอี้เห็นชายผู้นี้ก็รู้ได้ทันทีอีกว่าจะต้องมีวรยุทธ์ที่สูงไม่ต่างจากชายคนแรก
“สำเนียงชาวใต้ ฟังแล้วน่ารำคาญ รสนิยมอาหารของเ้ามันจะล้ำเลิศเพียงใดกัน” ชายถือโอ่งพูด
ชายคนแรกได้ยินดังนั้นก็โมโหขึ้นทันใด ลุกขึ้นกระทืบเท้าลงบนโต๊ะ จานชามสิ่งของบนโต๊ะลอยขึ้น ชายคนนี้ใช้มือปัดสิ่งของต่างๆ กระเด็นไปกระทบผนังจนแตกเสียงหายทั้งหมด ผู้คนภายในโรงเตี๊ยมกลับวิ่งกระเจิง มีโจวเจียอี้และหลิวอี้หลานที่ยังคงไม่ไปไหน
ชายที่ขึ้นบนโต๊ะกล่าวขึ้นมาว่า “หยางฉ่าหยง เ้านี่มันเหิมเกริมนัก คิดว่าข้าพเ้าหงชีเจียงจะเกรงกลัวหรืออย่างไร”
ชายที่อยู่บนโต๊ะผู้นี้คือ หงชีเจียง ผู้คุมกฎทิศใต้ของพรรคเปลวอัคคี ส่วนคนที่ถือโอ่งชื่อ หยางฉ่าหยง ผู้คุมกฎทิศตะวันออกของพรรคเปลวอัคคี…