[จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    ตอนที่ 36 ผลหลิวหลี


    “เหตุใดท่านแม่ถึงมาอยู่ที่นี่ได้?”


    เมื่อเห็นร่างอันสง่างามลงมาจากรถม้า ฉีอวี้และฉีฉีก็ยิ้มพร้อมกับรีบเดินออกไปต้อนรับ


    “เด็กน้อย ไปเตรียมตัว ได้เวลาที่เราจะต้องกลับบ้านกันแล้ว”


    เหวินหย่าเอ่ยขึ้นมาด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ทว่าคำพูดนั้นกลับทำให้ใบหน้าของฉีฉีและฉีอวี้ค้างแข็งไปชั่วขณะ


    “กลับเหรอ? พวกเรายังไม่ได้เข้าร่วมเทศกาลอสูรล้อมเมืองกันเลยนะเจ้าคะ”


    เมื่อได้ยินคำว่ากลับบ้าน ฉีฉีก็ถามออกมาเสียงดังด้วยความประหลาดใจ นัยน์ตาสุกใสของหนูน้อยมีแววดื้อดึง นางยังไม่อยากไปจากที่นี่ในตอนนี้


    “อ่า เสด็จพ่อของเจ้าส่งข่าวมา บอกให้เรารีบกลับโดยเร็วที่สุด แม้จะยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่พวกเราก็ไม่ควรชักช้า  ดูแล้วพระองค์กำลังทรงร้อนพระทัยมาก”


    สตรีผู้สง่างามถอนหายใจพลางกล่าวอย่างอ่อนโยน ในตอนที่กำลังพักผ่อนอยู่ภายในโรงเตี๊ยม เหวินหย่าก็ได้พบกับลั่วชิงซานที่เร่งรีบเข้ามาพบ


    จากนั้นท่านเจ้าเมืองก็ได้มอบจดหมายฉบับหนึ่งให้นาง เมื่อได้เห็นเนื้อความในจดหมาย นางก็ตัดสินใจจะกลับไป๋อวิ๋นทันที


    ส่วนอีกด้านหนึ่ง เมื่อได้ยินสิ่งที่เหวินหย่ากล่าวและยังเห็นท่าทางที่นอบน้อมของลั่วชิงซานลุงของเขา  หลี่หลินผู้ยโสโอหังที่วางท่าสูงส่งไปเมื่อครู่ก็หวาดกลัวจนพูดไม่ออก


    “เจ้าเดรัจฉาน ยังไม่รีบคุกเข่าขออภัยองค์ฮองเฮา องค์ชายสาม และองค์หญิงน้อยอีกเรอะ?!”


    สิ่งที่ลั่วชิงซานได้ยินตอนที่เดินมานั้น เขาคิดว่าฮองเฮาเองก็คงได้ยินเช่นกัน สิ่งที่หลี่หลินกล่าวถือเป็นการลบหลู่เกียรติขององค์จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิไป๋อวิ๋นอย่างไม่น่าให้อภัย หากว่าสตรีผู้เป็นใหญ่จะคิดเอาผิด แม้ตัวเขาจะเป็นเจ้าเมืองเยว่กวางแห่งนี้ก็คงปกป้องเจ้าหลานน่าตายเอาไว้ไม่ได้


    -- ตุบ! --


    หลี่หลินเข่าอ่อน ร่างใหญ่ที่เคยวางท่าทรุดลงไปกับพื้นทันที


    “องค์ฮองเฮา กระหม่อมสมควรตาย องค์ชายสาม องค์หญิง กระหม่อมสมควรตาย!”


    ในตอนนี้เองที่หลี่หลินผู้ยโสโอหังอยากจะตบปากตัวเองแรงๆ สักร้อยครั้ง  เมื่อครู่เขาเพิ่งจะแกว่งปากหาเรื่อง เอาคอไปพาดคมดาบ ตอนนี้หลี่หลินหวาดกลัวเป็นอย่างมาก หากเขารู้ว่าฉีฉีและฉีอวี้เป็นเชื้อพระวงศ์ เขาคงไม่กล้าเอ่ยวาจาเช่นนั้นออกไปแน่


    “กระหม่อมจะสั่งสอนเจ้าเด็กไม่รู้ที่ต่ำที่สูงคนนี้ให้ดีเอง ขอฮองเฮาโปรดเมตตาไว้ชีวิตเขาสักครั้ง”


    ลั่วชิงซานรีบคุกเข่ากล่าวขอความเมตตา พลางจ้องมองหลี่หลินด้วยสายตาดุดันราวกับโกรธเกลียดหนักหนา


    “เอาเถอะ เด็กน้อยคงไม่รู้ความ ท่านก็อย่าไปตำหนิเขานักเลย”


    ฮองเฮาเหวินหย่ายิ้ม พระนางไม่ได้คิดถือสาหาความในเรื่องนี้


    ฉีอวี้และฉีฉียิ้มออกมา พวกเขาเองก็ไม่ได้โกรธเคืองจนคิดจะเล่นงานหลี่หลินให้ถึงตายแต่อย่างใด 


    ฉินอวี้โม่เองก็เช่นกัน แค่นี้คนจองหองผู้นี้ก็คงจะหลาบจำไปอีกนานแล้ว เพราะหลังจากกลับไปท่านเจ้าเมืองก็คงจะไม่ปล่อยเขาไปง่าย ๆ แน่


    -- พรึ่บ! --


    หลัวเจี๋ยกระโดดลงมาจากต้นไม้และเดินตรงเข้าไปหาองค์ฮองเฮา


    “คารวะท่านหลัวเจี๋ย”


    ลั่วชิงซานรีบเข้าไปทักทายหลัวเจี๋ย แม้อายุจะใกล้เคียง แต่ทั้งสถานะและความแข็งแกร่งของตัวเขาเองไม่ได้สูงเท่าเทียมกับอีกฝ่าย ดังนั้นเขาจึงเรียกหลัวเจี๋ยว่า ‘ท่าน’


    “พวกเจ้าทำได้ดีมาก”


    หลัวเจี๋ยพยักหน้าชมเชยให้กับหนุ่มสาวทุกคน แต่หันไปมองที่ฉินอวี้โม่


    “ขอบท่านลุงหลัวเจี๋ยมาก”


    ฉีอวี้และคนอื่นๆ ขอบคุณเขาอย่างสุภาพ


    ฉินอวี้โม่เองก็ยิ้มแต่ไม่ได้กล่าวอะไร


    “พี่อวี้โม่ จริงๆ แล้วพวกเราก็คือองค์ชายสามและองค์หญิงน้อยแห่งจักรวรรดิไป๋อวิ๋น ส่วนท่านแม่ของข้าก็คือองค์ฮองเฮา และหลิงเฟิงเขามาจากตระกูลหลิงแห่งนครไป๋อวิ๋น”


    ฉีฉีอธิบายเรื่องสถานะของทุกคนให้ฉินอวี้โม่ฟัง


    “พี่อวี้โม่ นี่ข้ามอบให้ ถ้าพี่ได้ไปที่นครไปอวิ๋นในอนาคต ใช้มันเพื่อมาพบพวกเราได้ เราจะต้อนรับพี่อย่างดี”


    องค์หญิงน้อยฉีฉีส่งป้ายหยกแสดงฐานะแผ่นหนึ่งให้ฉินอวี้โม่ พร้อมกับย้ำเตือนว่าเมื่อนางไปเยือนนครไป๋อวิ๋นก็ให้ไปพบพวกนางในวังหลวง


    “พี่อวี้โม่ พี่ต้องไปให้ได้นะ พวกเราจะรออยู่ที่นครไป๋อวิ๋น”


    ฉีฉีมองฉินอวี้โม่ด้วยแววตาที่คาดหวังพร้อมกับกำชับพี่สาวคนโปรด ก่อนจะหันหลังขึ้นรถม้าไป ในเวลานี้เหลือเพียงนางและหลิงเฟิงที่ยังรั้งรออยู่ด้านนอก


    หลิงเฟิงเองก็พยักหน้าให้ฉินอวี้โม่แล้วขึ้นรถม้าตามองค์หญิงไปด้วย  ส่วนหลัวเจี๋ยนั้นนั่งอยู่ด้านหน้ารถม้าแล้ว เขาทำหน้าที่เป็นผู้บังคับรถม้าด้วยตัวเอง


    “แม่นางอวี้โม่ ข้าสงสัยจริงๆ ว่าเจ้าจะเติบโตไปถึงจุดไหนในตอนที่ไปถึงนครไป๋อวิ๋น ข้าจะรอดูเมื่อพบเจ้าอีกครั้ง”


    หลัวเจี๋ยยิ้มใจดีให้ฉินอวี้โม่และบังคับรถม้าให้ออกเดินทาง


    ฉินอวี้โม่โบกมือให้พวกเขาด้วยรอยยิ้ม นางมองดูฉีอวี้และฉีฉีที่ยังคงทอแววตาอาลัยอาวรณ์พร้อมกับโบกมือกลับมาให้   อีกไม่นานนางเองก็คงจะได้เดินทางไปยังนครไป๋อวิ๋นเช่นกัน


    “เจ้าเด็กสารเลว ถ้าข้ามาไม่ทัน หรือองค์ฮองเฮาไม่เมตตา ข้าก็อยากจะเห็นนักว่าเจ้าจะมีจุดจบยังไง!”


    ลั่วชิงซานจ้องมองหลี่หลินแล้วตวาดใส่อีกครั้งก่อนจะหันหน้าหนีและไม่มองเขาอีกเลย


    “เจ้าคงจะเป็นคนที่อวิ๋นเอ๋อร์พูดถึงสินะ หญิงสาวอายุน้อยที่เป็นถึงยอดฝีมือขอบเขตทิพย์มายา”


    ลั่วชิงซานมองดูฉินอวี้โม่ เมื่อเขาสังเกตเห็นเสี่ยวเฮยบนไหล่ของนาง เขาก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ


    “อา~ ช่างเป็นหญิงงามที่มากความสามารถโดยแท้ อีกไม่กี่วันจะถึงเทศกาลอสูรล้อมเมืองแล้ว แม่นางฉินอวี้โม่ ข้าหวังว่าเจ้าจะอยู่รอจนถึงวันนั้น”


    “ท่านเจ้าเมืองเอ่ยชมเกินไปแล้ว ส่วนเรื่องอสูรล้อมเมือง ข้าเองก็อยากจะเข้าร่วมให้ได้”


    ฉินอวี้โม่ยิ้ม นางค้อมหัวลงเล็กน้อยแต่ไม่กล้ารับคำชมเชยจากบุรุษผู้รั้งตำแหน่งเจ้าเมืองแห่งเมืองนี้ 


    “ฮ่าฮ่า แม่นางฉินช่างถ่อมตัวยิ่งนัก ดีจริงๆ ”


    ลั่วชิงซานยิ้มชอบใจพลางพยักหน้า


    “ตอนนี้พวกเรากำลังจะกลับเมืองกันแล้ว แม่นางฉิน เจ้าอยากจะอยู่ชมป่าแสงจันทร์ต่ออีกสักหน่อย หรืออยากจะกลับพร้อมกับพวกเรา?”


    ลั่วชิงซานรับหน้าที่คุ้มกันฮองเฮาเหวินหย่ามายังป่าแสงจันทร์แห่งนี้ เมื่อพระนางจากไปแล้ว ตอนนี้เขาเองก็ควรจะรีบกลับเช่นกัน


    “ขอบคุณท่านที่เมตตา ข้าอยากจะเดินเล่นอยู่ในป่านี้ต่ออีกหน่อย”


    ฉินอวี้โม่ยิ้มและบอกปฏิเสธไป 


    “ท่านพ่อ ข้าเองก็อยากจะเดินชมป่าแสงจันทร์เช่นกัน ท่านพ่อกลับก่อนได้เลยขอรับ”


    ลั่วอวิ๋นมองดูฉินอวี้โม่ ก่อนจะหันไปเอ่ยกับลั่วชิงซาน


    “ตามใจเจ้า แม่นางฉินดูแลตัวเองด้วย หากมีปัญหาขัดข้องสิ่งใดก็มาหาข้าที่จวนเจ้าเมืองได้”


    ลั่วชิงซานกล่าวก่อนจะหันกลับไปตวาดใส่หลี่หลินที่ยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้น


    “ส่วนเจ้า! คนสารเลว! เจ้ากลับไปพร้อมข้า ข้าจะไปพบแม่ของเจ้าและบอกให้นางสั่งสอนเจ้าให้หนัก!”


    กล่าวจบลั่วชิงซานก็มุ่งหน้ากลับเข้าเมือง


    หลี่หลินจ้องมองฉินอวี้โม่ด้วยสายตาเคียดแค้น ก่อนจะลุกขึ้นและพาคนของตัวเองกลับไปพร้อมกับลั่วชิงซาน พวกเขาทั้งหมดเดินลับหายไปจากสายตาของฉินอวี้โม่ในเวลาไม่นานนัก


    “ข้าจะอยู่กับคุณหนูด้วย”


    เสี่ยวโร่วกล่าวเสียงใส สาวใช้น้อยตัดสินใจไม่กลับไปยังโรงเตี๊ยมเพราะนางอยากจะอยู่กับฉินอวี้โม่และเดินชมสิ่งที่น่าสนใจในป่าแสงจันทร์แห่งนี้


    “ตามใจเจ้า”


    ฉินอวี้โม่พยักหน้าพร้อมส่งยิ้มให้


    “แม่นางฉินจะรังเกียจหรือไม่ หากคนว่างงานจอมอู้อย่างข้าจะขอสมัครเป็นเพื่อนเที่ยวชมป่ากับท่าน”


    ลั่วอวิ๋นกล่าววาจาติดตลกพลางยิ้มกลบเกลื่อน จริงๆ แล้วเขาเพียงแต่เป็นกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของฉินอวี้โม่และสาวใช้หากปล่อยให้สตรีทั้งสองอยู่กันตามลำพัง  ถ้าเกิดอะไรขึ้น อย่างน้อยเขาก็จะได้ช่วยนางรับมือได้


    “จะรังเกียจได้อย่างไร ข้ายินดีเสียอีกที่จะได้คนมาช่วยอีกแรง”


    ฉินอวี้โม่ยิ้ม ก่อนจะลงมือดึงเอาแก่นมายาและแกนชีวิตที่ยังคงเหลืออยู่จากซากของหมาป่าสายลมที่กองกระจัดกระจายบนพื้นออกมา  หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย นางและเสี่ยวโร่ว พ่วงด้วยสหายผู้เที่ยวชมป่าก็มุ่งหน้าเข้าไปยังป่าในส่วนที่ลึกขึ้นอย่างรวดเร็ว  ถึงอย่างไรก็ยังเหลือเวลาอีกหลายวันกว่าเทศกาลอสูรล้อมเมืองจะเริ่มต้น ฉินอวี้โม่จึงอยากจะลองสำรวจสถานการณ์ในป่าเสียก่อน  อีกทั้งหลังจากนี้นางก็จะต้องเดินทางผ่านป่าแห่งนี้เพื่อไปยังนครไป๋อวิ๋นด้วย


    ลั่วอวิ๋นยิ้มและติดตามไป ตอนนี้เขายิ่งสนใจฉินอวี้โม่มากขึ้นเรื่อยๆ 


    “คุณหนู ตอนนี้ท่านแข็งแกร่งมาก ข้าชื่นชมท่านจริงๆ”


    เสี่ยวโร่วติดตามฉินอวี้โม่ไปและมองเจ้านายสาวด้วยสายตาชื่นชม ‘ตอนนี้คุณหนูสี่ของนางฝีมือสูงส่ง คุณหนูของนางไม่ใช่หญิงไร้ค่าแห่งเมืองหลิงซีอีกต่อไปแล้ว’


    “เด็กโง่ เจ้าเองก็ตั้งใจฝึกฝนให้ดี เดี๋ยวเจ้าก็จะแข็งแกร่งขึ้นได้เหมือนข้า”


    ฉินอวี้โม่ลูบหัวเสี่ยวโร่วและยิ้มอย่างเอ็นดู


    “เจ้าค่ะ ข้าจะพยายาม”


    เสี่ยวโร่วพยักหน้าตอบรับหนักแน่น ตอนนี้สาวใช้น้อยมีความตั้งใจเต็มเปี่ยม แม้ว่าตัวนางจะไม่ได้มีร่างกายที่พิเศษหรือมีพรสวรรค์สูงส่ง แต่ตราบใดที่ยังมีจิตใจมุ่งมั่นไม่ย่อท้อ นางก็ยังพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นได้เพื่อที่จะอยู่เป็นผู้ช่วยของคุณหนูไปได้อีกนานๆ   และเพื่อที่จะตามหาตัวฮูหยินให้เจอด้วย  ฉะนั้นนางจะต้องพยายามให้หนัก


    ลั่วอวิ๋นมองดูเสี่ยวโร่วแล้วยิ้มตามอย่างอดไม่ได้  เมื่อได้ยินบทสนทนาของหญิงสาวทั้งสอง  แม้แต่เขาเองก็ยังเกิดแรงจูงใจ ‘ฉินอวี้โม่ทำให้คนรอบตัวคล้อยตัวนางได้อย่างง่ายดาย ที่สำคัญคำพูดของนางมีแรงผลักดันในทางที่ดี….สตรีงดงามผู้นี้ช่างแตกต่างผู้อื่นยิ่งนัก!’


    เนื่องจากยังไม่มีจุดมุ่งหมายที่แน่ชัด  คณะเที่ยวชมป่าทั้งสามจึงเดินทางกันด้วยความเร็วไม่สูงมาก


    และเมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน คนทั้งสามก็ได้ยินเสียงบางอย่างดังขึ้นจากจุดที่อยู่ไม่ไกลนัก หนึ่งบุรุษสองสตรีหันมามองหน้ากันก่อนจะเคลื่อนที่ตรงไปยังทิศทางของเสียงอย่างช้าๆ


    เมื่อมุ่งหน้ามาจนพ้นเขตของป่าทึบ เบื้องหน้าพวกเขาก็ปรากฏแนวของทิวเขาขนาดย่อม  รอบๆ ทิวเขานั้นมีคนอยู่เป็นจำนวนมาก และดูเหมือนว่าพวกเขากำลังเตรียมการจะทำบางสิ่งบางอย่าง


    ที่ตีนเขา มีคนนับสิบกำลังจับกลุ่มปรึกษากันอยู่ บ้างก็นั่งจับเจ่าอย่างคิดไม่ตก บ้างก็ยืนกอดอกครุ่นคิด แต่ทุกคนต่างมีแววตาขุ่นมัวไม่สบอารมณ์เช่นเดียวกัน และหลายคนก็แสดงสีหน้าแค้นเคืองหนักหน่วง


    “บัดซบ เราอุตส่าห์รอกันตั้งนานเพื่อให้ผลไม้นั่นสุก แต่กลับมีเจ้าพวกต่ำช้ามาปล้นมันไปซะได้!”


    บุรุษผู้หนึ่งกล่าวขึ้นอย่างโกรธเคือง พลางจ้องมองหินก้อนหนึ่งด้วยสายตาหงุดหงิดงุ่นง่านปนเดือดดาล คล้ายว่าเขาเคยถูกมันตกกระแทกนิ้วก้อยเท้ามาก่อน


    “เป็นอย่างที่คนเขากล่าวกันไว้จริงๆ วิธีที่ดีที่สุดที่จะก้าวนำผู้อื่นได้เสมอก็คือต้องปล้นของผู้อื่น เพ่ย! เจ้าพวกนี้มันหน้าไม่อายจริงๆ!!”


    ชายอีกคนเองก็เอ่ยขึ้นมาด้วยความโกรธและไม่ยินยอมเช่นกัน


    พวกเขาทั้งหมดสวมชุดรัดกุมที่มีรูปแบบเดียวกัน ดูแล้วพวกเขาคงจะเป็นกลุ่มทหารรับจ้าง


    “ถ้าไม่ใช่เพราะนายน้อยยังมาไม่ถึง มีหรือที่พวกมันจะกล้าทำกับเราแบบนี้? ไอ้พวกชาติชั่วนั่นยังกล้าเรียกตัวเองว่ากลุ่มทหารรับจ้างได้อีกรึ”


    “เหอะ กลุ่มทหารรับจ้างหมาป่าปีศาจของพวกมันคงจะเลื่อนชั้นขึ้นมาเป็นระดับหนึ่งเทียบเท่ากับพวกเราได้แน่หลังจากเอาผลไม้นั่นไป  แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ การกระทำของพวกมันก็น่ารังเกียจยิ่งนัก พวกสารเลว! พวกมันทำให้เกียรติของทหารรับจ้างต้องมัวหมอง!”


    ชายอีกคนกล่าวขึ้นมาอย่างดูถูกเหยียดหยาม จากบทสนทนาเหล่านี้ดูเหมือนว่าพวกเขากำลังไม่พึงพอใจอะไรบางอย่าง


    กลุ่มของฉินอวี้โม่ทั้งสามคนหันมามองหน้ากัน ก่อนจะตัดสินใจเดินตรงเข้าไปหาคนกลุ่มนั้น


    จริงๆ แล้วพวกเขาไม่ได้อยากจะยุ่งเรื่องของผู้อื่น แต่ทว่าชื่อของบางสิ่งที่พวกเขาได้ยินทำให้ทั้งสามคนต้องชะงักไป--สิ่งนั้นก็คือผลหลิวหลี


    เมื่อกลุ่มบุรุษชุดรัดกุมเห็นว่าจู่ๆ ก็มีคนสามคนโผล่ออกมาจากป่าทางด้านหลัง พวกเขาก็ผงะไปเล็กน้อย


    “ขออภัย พวกท่านกำลังหมายถึงผลหลิวหลีกันใช่หรือไม่?”


    ฉินอวี้โม่เอ่ยถามขึ้นทันที นางจำได้ว่าก่อนหน้านี้ ฉีฉีก็เคยเล่าให้นางฟังว่าในป่าแสงจันทร์แห่งนี้มีผลไม้ที่วิเศษชนิดนี้อยู่ด้วย


    “ถูกต้องแล้ว”


    บุรุษผู้ที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้ากลุ่มพยักหน้าและเดินเข้ามา


    “ยินดีที่ได้พบท่านทั้งสาม พวกเราคือกองทหารรับจ้างชื่อเหยียนสังกัดหน่วยที่สาม ข้าคือหัวหน้าหน่วยนามว่า--เสี้ยวฮัง  ส่วนคนเหล่านี้คือสมาชิกของเรา”


    เสี้ยวฮังก้าวออกมา และกล่าวแนะนำตัวเองและสมาชิก


    ฉินอวี้โม่ เสี่ยวโร่ว และลั่วอวิ๋น แต่ละคนล้วนแต่งตัวดูดีท่าทางจริงจังน่าเชื่อถือ  เสี้ยวฮังคิดว่าผู้ที่จะแต่งตัวดูดีเช่นนี้และยังอยู่ในเมืองเยว่กวางในช่วงเวลาใกล้ถึงเทศกาลอสูรล้อมเมืองได้ก็ต้องเป็นผู้ที่มีฐานะหรือไม่ก็มีฝีมือไม่น้อย  เขาจึงเจรจากับฉินอวี้โม่ด้วยความนอบน้อม


    ในดินแดนหวงหลิงแห่งนี้ ความแข็งแกร่งถือเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง สำหรับกลุ่มทหารรับจ้างที่เคร่งครัดด้านระเบียบวินัยอย่างกองทหารรับจ้างชื่อเหยียนแล้ว  เมื่อยังไม่แน่ใจอย่างชัดเจนในสถานะและความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายพวกเขาก็จะแสดงความเคารพยำเกรงไว้ก่อน


    คำพูดแนะนำตัวอันนอบน้อมของเสี้ยวฮังทำให้ฉินอวี้โม่โค้งศีรษะกลับไปอย่างอ่อนน้อมเช่นกัน  เมื่อได้ยินชื่อกลุ่มทหารรับจ้างกลุ่มนี้อีกครั้ง นางก็อดนึกถึงบุรุษคนซื่อนามว่าชื่อเซียวผู้นั้นไม่ได้


    นางได้ยินคนกลุ่มนี้พูดถึงนายน้อย นางจึงคิดว่าชื่อเซียวเองก็อาจจะมาที่เมืองเยว่กวางแห่งนี้ด้วยก็ได้


    แม้ว่าในอดีตคนของกองทหารรับจ้างชื่อเหยียนจะไม่เห็นฉินอวี้โม่อยู่ในสายตา และในตอนนั้นเธอก็ไม่ชอบทัศนคติของพวกเขา ทว่าหลังจากที่พวกเขาได้ฟัง ‘สุนทรพจน์’ ของเธอไป พวกเขาก็ค่อยๆ สำนึกได้ ตอนนี้พวกเขาไม่มีความหยิ่งยโสในแบบผิดๆ เช่นนั้นกันอีกแล้ว ซึ่งนั่นก็ทำให้ฉินอวี้โม่มีความรู้สึกที่ดีกับกลุ่มทหารรับจ้างชื่อเหยียน


    และชื่อเซียวเองก็เป็นสุภาพบุรุษที่อ่อนน้อม ก่อนหน้านี้เขาก็ยังกังวลเรื่องความปลอดภัยของนางตอนอยู่ในถ้ำยูนิคอร์น  ฉินอวี้โม่จึงนับว่าชื่อเซียวเป็นบุคคลที่น่าคบหาคนหนึ่ง


    “ข้าได้ยินว่าพวกท่านถูกปล้นบางอย่างไป พอจะบอกให้ข้าทราบได้หรือไม่ว่าเรื่องราวเป็นยังไงมายังไง?”


    เนื่องจากอีกฝ่ายก็เป็นกองทหารรับจ้างชื่อเหยียนที่มีไมตรีต่อนาง และพวกเขายังเกี่ยวข้องกับผลหลิวหลีที่นางสนใจ ฉะนั้นนักฆ่าสาวในร่างอดีตคุณหนูจึงอยากจะเข้าไปมีส่วนร่วมในเรื่องนี้ด้วย

    .

    .

    .

    คล้ายกับเรื่อง[จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด ที่คุณอ่าน