เสียงกรี๊ดสิบแปดหลอดแผดดังจากโทรศัพท์ตั้งแต่ยังไม่แปดโมงเช้าทำให้ภูพัดถึงกับต้องดึงโทรศัพท์ในมือให้ออกห่าง เพราะกลัวว่าแก้วหูจะแตก
“ลดเสียงลงหน่อยสิครับพี่เอบี ผมจะหูตึงก็เพราะพี่นะครับ”
“อุต๊ะ! น้องพัดก็แค่หูตึงแต่พี่อกจะแตกตายอยู่แล้ว”
เขาหายงัวเงียเป็นปลิดทิ้งเมื่อฟังน้ำเสียงอันร้อนรนของอีกฝ่าย...นี่ถ้าพี่เอบีไม่เดือดเนื้อร้อนใจจริงๆคงไม่ต่อสายมาต่อว่าต่อขานกันแต่เช้า
“มีอะไรครับพี่”
“เมื่อคืนน้องพัดไปทำอีท่าไหนฮ้าถึงได้มีภาพไปเดินควงแขนกับน้องเท เตโชได้...รู้ไหมฮ้าว่าวันนี้มีนักข่าวโทร.หาพี่ค่อนวงการ”
“อะไรนะครับ! อย่างผมน่ะเหรอ ไปจับมือถือแขนกับพี่เท” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
“จริงหรือไม่จริงแต่ภาพที่มันลงในหนังสือของนังสุริตัวแสบมันก็โชว์หราเป็นหลักฐานน่ะฮ่ะ...ข่าวเก่ายังไม่ทันจะซานี่ข่าวใหม่ก็ผุดขึ้นอีกแล้ว”
เขาพยายามจะนึกภาพตามที่เอบีพูดถึงแต่นึกอย่างไรก็นึกไม่ออกเพราะเขาแน่ใจล้านเปอร์เซ็นต์ว่าตัวเองไม่มีทางไปเดินเกาะแขนหรือทำท่าก้อร่อก้อติกที่จะทำให้คนอื่นเข้าใจผิดว่าเขากับเตโชเป็นคู่พิศวาสแน่
“พี่เอบีก็รู้นี่ครับว่ามันไม่มีทางเป็นจริงผมไม่ได้เป็นเกย์ แล้วผมก็เพิ่งเจอพี่เทเมื่อคืนนี้...ฮ้า...งั้นก็แปลว่าเป็นภาพจากงานเมื่อคืนนี้สิครับ”
“ใช่ฮ่ะ...ภาพจากงานเมื่อคืนนี้แล้วก็พาดหัวข่าวได้กิ้งก่ากิ้งกือมาก มันเขียนว่า... เทสวีทพัด จับมือเดินควงกันไปเลือกซื้อคอนโดฯ...ในภาพที่มันลงดูเผินๆเหมือนมือของน้องพัดกำลังจับมือของน้องเทอยู่นะสิฮ้า...พี่อ่านแล้วอยากจะเป็นลม”
คราวนี้ชายหนุ่มจึงถอนหายใจหนักๆแรงๆใส่ปลายสายพลางโอดครวญ “ผมรู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้จะกัดผมไม่เลิกนะครับพี่”
“ใช่...พี่โทร.ไปที่หนังสือ ก็ไม่มีคนรับสายนี่ถ้าเจอตัวเมื่อไหร่ จะด่าให้กลับบ้านไม่ถูกไปเลย”
เอบีบ่นอีกหลายประโยคจนอาการเดือดดาลในใจทุเลาลงจึงเอ่ยกำชับวกเข้าเรื่องงาน “แล้วอย่าลืมงานวันนี้นะฮ้า...”
เขารับปากเรื่องเวลานัดหมายเสร็จสรรพจึงกดปิดเครื่องแล้ววางลงบนหัวเตียงนึกไม่ถึงว่าจะมีเรื่องร้อนหูให้ได้ยินกันแต่เช้า กำลังจะเอนตัวลงบนที่นอนอีกรอบแต่ดูเหมือนข้างหน้าบ้านกำลังมีเสียงอึกทึกครึกโครมพร้อมกับเสียงคนดังโหวกเหวกโวยวายลอยเข้ามาได้ยินแว่วๆว่า...
“นิดเดียวเองค่า...ขอพวกเราสัมภาษณ์คุณพัดหน่อย”
“ไม่ได้ครับ...บอกว่าไม่ได้ก็คือไม่ได้สิครับ”
เพียงเท่านั้นภูพัดก็กระเด้งตัวลุกจากที่นอนทั้งที่สวมเพียงบอกเซอร์ตัวเดียวก้าวไปยืนชิดบานประตูเลื่อนกรุกระจกใสด้านหน้าห้องซึ่งติดกับระเบียงยาวค่อยๆแหวกมู่ลี่สีน้ำตาลอ่อนเพื่อแอบดูสภาวการณ์ด้านนอกจึงเห็นว่าบัดนี้มีกองทัพนักข่าวหลายชีวิตกำลังยืนออกันอยู่นอกประตูรั้วเต็มไปหมด โดยที่ด้านในมีน้าคนขับรถเป็นผู้ตอบบ่ายเบี่ยงพลางโบกไม้โบกมือเป็นพัลวัน
จึงเดาได้ว่า...นับจากนี้ชีวิตเขามันคงยุ่งอีนุงตุงนังยิ่งกว่าเดิมแน่!
นึกไม่ถึงว่าแค่ข่าวที่ถูกใส่สีตีไข่ขึ้นมาเพียงข้ามคืนจะเป็นที่สนใจของสื่อมวลชนขนาดนี้ นึกแล้วก็ท้อและเบื่อหน่ายขึ้นมาชอบกล...นี่สินะที่เขาบอกว่า ‘ชื่อเสียง’ มักจะต้องแลกกับความเป็น ‘ส่วนตัว’
แล้วทีนี้เขาจะออกจากบ้านไปได้อย่างไรกัน?
//////////////////////////////////////////////////