บทที่ 6.1 การต่อสู้อันดุเดือดในวิหาร
จิวเฉินความจริงเขาตั้งใจจะกลับไปที่บ้านไม้ของตนเพื่อบอกเจียวเฟิ่งอี้เตรียมตัวออกเดินทางในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าแต่ชั่วขณะนั้นเองความคิดหนึ่งได้ปรากฏขึ้นในหัวของเขาจิวเฉินจำได้ว่าตอนนี้เขามีกำไลมิติแล้วซึ่งมันสามารถเก็บสิ่งของได้มากมายเขาจึงตัดสินใจว่าก่อนออกเดินทางต้องไปเอาสมบัติอันมากมายในวิหารศักดิ์สิทธิ์สีทองเสียก่อน
จิวเฉินรีบใช้ทักษะทะยานผ่านท้องฟ้าและมุ่งหน้าไปยังวิหารศักดิ์สิทธิ์สีทองด้วยความรวดเร็วเพียงเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยามเขาก็มาถึงวิหารศักดิ์สิทธิ์สีทองจิวเฉินยกมุมปากยิ้มหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ขณะยืนอยู่หน้าวิหาร
"ฮ่าฮ่าฮ่า!ข้านี้ช่างกอปรไปด้วยดวงจริงๆเพียงเวลาแค่ไม่กี่วันที่ข้ามาอยู่ในร่างนี้ก็สามารถมีสมบัติไว้ใช้มากมายล้นฟ้า!"
หากเหล่าเศรษฐีที่หาเงินมาอย่างอย่างลำบากรู้ว่าจิวเฉินได้สมบัติมากมายโดยไม่ต้องพยายามอะไรมากคนเ่าั้คงคลั่งตายเป็แน่!จิวเฉินมิเสียเวลาคิดมากมายเขาพุ่งทะยานร่างผ่านประตูสีทองขนาดั์ที่เปิดอยู่ตลอดเวลาอย่างง่ายดายเพียงไม่กี่นาทีเขาก็เข้ามาถึงหน้าประตูสีทองที่สูงสี่เมตรขนาดใหญ่จิวเฉินยืนฝ่ามือทั้งสองประกบกับบานประตูและเขาก็ออกแรงผลักมันเข้าไป
ครืน!
ประตูสีทองถูกเปิดออกจิวเฉินสาดส่องสายตาอันทอประกายปิติไปที่กองสมบัติมากมายทันทีแต่มว่าใบหน้าของเขาต้องนิ่งค้างเมื่อเขาเห็นสิ่งที่มิอยากเห็นนั้นคือเหล่าวานรขนทมิฬ!ทั้งพวกมันมีทั้งหมดสิบตัวอีกและตัวที่ร่างกายใหญ่โตที่สุดมันมีขนสีแดงปนทมิฬและยังอยู่ระดับเจ็ดเขตแดนวิญญาญซึ่งมันเหนือกว่าจิวเฉินถึงหนึ่งระดับ!
โฮกกก!
เมื่อเหล่าวานรขนดำเห็นผู้บุกรุกเขามาพวกมันก็คำรามอย่างโมโหนี้เป็สถานที่ของพวกมัน เมื่อมีคนบุกรุกเข้ามาโดยมิได้รับอนุญาตจะมิให้พวกมันโกรธได้อย่างไรวานรขนทมิฬสองตัวที่ยืนอยู่หน้าสุดพลันพุ่งเข้าหาผู้บุกรุกอย่างเกรี้ยวกราด!
หมัดสี่หมัดระดับสามเขตแดนมนุษย์พุ่งเข้ามาหาร่างของจิวเฉินอย่างรวดเร็วจิวเฉินมิคาดว่าสถานการณ์จะเป็เช่นนี้ หากเขา้าสมบัติมีเพียงต้องสู้เท่านั้นจิวเฉินะโหลบหมัดทั้งสี่ไปอย่างรวดเร็ว
โฮกกก!
เมื่อเห็นศัตรูหลบหมัดของตนได้เหล่าวานรขนทมิฬก็ยิ่งโกรธมากขึ้นพวกมันทั้งสิบต่างพุ่งไปตามเพดานขึ้นลงอย่างรวดเร็วจนพวกมันสามารถล้อมตัวจิวเฉินเอาไว้ได้
'บัดซบ!ข้าลืมไปเลยว่ายังมีพวกวานรขนทมิฬอยู่ด้วย'
จิวเฉินเมื่อถูกล้อมโดยเหล่าวานรขนทมิฬที่กำลังบ้าคลั่งด้วยความโกรธเขาก็สบถลั่นในใจตนที่ดันลืมนึกว่าที่นี้เป็แหล่งสมบัติของพวกวานรขนทมิฬ
โฮกกก!
เหล่าวานรขนทมิฬทั้งสิบตัวต่างคำรามลั่นดวงตาสีแดงฉานของพวกมันสาดประกายดุร้ายออกมาพวกมันพุ่งเข้าหาจิวเฉินอย่างบ้าคลั่ง สองมืออันมหึมาของพวกมันกลางออกหวังคว้าฉีกร่างของจิวเฉินให้ป็นชิ้นๆ
'คิดฆ่าข้ารึ?ไม่ง่ายหรอก!'
จิวเฉินดวงตาทอแววเหี้ยมสองขากลางออกลำตัวบิดเล็กน้อยนิ้วมือทั้งสิบต่างกลางออกราวเป็กรงเล็บของสัตว์ร้าย
"กรงเล็บพยัคฆ์์!"
จิวเฉินคำรามเสียงต่ำกรงเล็บสีฟ้าครามอ่อนสิบสายขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าของเขากรงเล็บทั้งสิบทรงพลังและแข็งแกร่งยิ่ง นี้คือทักษะระดับสูงที่แข็งแกร่งทักษะหนึ่งเลยทีเดียวแต่เมื่อมันถูกใช้ออกโดยชนชั้นระดับาเช่นจิวเฉินมันย่อมทวีคูณทรงพลังขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว
"หายไปซะ!ไอ้พวกลิงเฝ้าทรัพย์!"
จิวเฉินตวัดกรงเล็บทั้งสิบออกไปอย่างรวดเร็วเหล่าวานรมิสามารถหลบได้เพราะพวกมันก็พุ่งเข้ามาหาจิวเฉินด้วยความเร็วเช่นกัน
วิ้ดดด!
เจี๊ยกกก!
เสียงกรงเล็บกรีดอากาศดังลั่นตามมาด้วยเสียงของเหล่าวานรขนทมิฬที่ร้องเสียงหลงเมื่อพบรังสีกรงเล็บทั้งสิบอันเกรี้ยวกราดที่พุ่งเข้ามาหาพวกมัน
ชิ้ง!
เจี๊ยกกก!
กรงเล็บต่างพุ่งผ่านร่างของพวกเหล่าวานรไปโลหิตสีดำต่างพุ่งกระซูดขึ้นราวน้ำพุ!ร่างของวานรขนทมิฬแยกออกจากกันไปเป็สองซีกเสียงร้องโหยหวนอย่างทรมานดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เหล่าวานรขนทมิฬได้กลายเป็ศพไปแล้วกว่าแปดตัวจิวเฉินยกมุมปากยิ้มอย่างพอใจแต่เขาก็ยังมิอาจวางใจเมื่อยังมีวานรขนทมิฬอีกสองตัวที่หลบพ้นกรงเล็บพยัคฆ์์ของเขาพวกมันทั้งสองตัวต่างมีระดับหกและเจ็ดเขตแดนิญญา
โฮกกก!
ทันใดนั้นเหล่าวานรทั้งสองตัวก็พุ่งเข้าหาเข้าจากด้านข้างทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวาอย่างคลุ้มคลั่งสี่หมัดขนาดั์ต่างพุ่งมาอย่างพร้อมเพียงหวังอัดร่างจิวเฉินจนกระดูกแหลกละเอียด
ตู้มม!
แคร่ก!
เสียงะเิมวลอากาศดังขึ้นหมัดของวานรปะทะได้เพียงอากาศธาตุเท่านั้นก่อนที่หมัดทั้งสองของพวกมันจะปะทะกันเองเสียงกระดูกแหลกละเอียดดังขึ้น
เจี๊ยกกก!
เจี๊ยกกกก!
วานรขนทมิฬทั้งสองตัวต่างล้มตัวลงกลิ้งกุมแขนของตนอย่างทุลนทุลายทรมานจิวเฉินปรากฏตัวอีกครั้งที่มุมเพดานเขาพุ่งทะยานร่างลงเข้าหาวานรทั้งสองอย่างรวดเร็วจิวเฉินรวบรวมลมปราณทั้งหมดไว้ที่ฝ่าเท้าทั้งสองของตนทันทีที่วานรทั้งสองดิ้นร่างจนหัวของพวกมันชนกันจิวเฉินทะยานร่างลงเหยียบศีรษะของพวกมันอย่างเกรี้ยวกราด
โผ๊ะ!
เจี๊--!
โลหิตสีทมิฬพุ่งขึ้นเต็มเท้าทั้งสองของจิวเฉินวานรทั้งสองต่างร้องได้เพียงครึ่งคำเท่านั้น ก่อนตกตายใต้ฝ่าเท้าของจิวเฉินเขาหอบหายใจเล็กน้อยที่ใช้พลังไปจำนวนมากกับทักษะกรงเล็บพยัคฆ์์เขานั่งโคจรพลังฟื้นฟูสักพักเมื่อพลังคืนมาหลายส่วนแล้ว เขาจึงหยัดยืนขึ้นอีกครั้งมุมปากเ้ากรรมก็ยกขึ้นอีกครา
"ฮ่าฮ่า!เพียงเท่านี้สมบัติทั้งหมดก็เป็ของข้าแล้ว ฮ่าฮ่า!เหล่าลิงเอ๋ยข้าขอขอบคุณพวกเ้าจากใจจริง!"
จิวเฉินรู้สึกทราบซึ้งใจต่อพวกวานรขนทมิฬมิน้อยที่หาสมบัติมาตุ่นไว้ให้เขาปล้นเช่นนี้"-_-" จิวเฉินไม่รอช้ารีบเก็บสมบัติเข้ากำไลมิติอย่างบ้าคลั่งไม่นานสมบัติในห้องก็ถูกกวาดจนเรียบหลงเหลือเพียงซากวานรขนทมิฬที่ตายอย่างอนาถเท่านั้นจิวเฉินเมื่อเห็นว่าไม่หลงเหลือสิ่งใดแล้วเขาก็มุ่งกลับบ้านไม้ในทันที
____________________________________________________________________
บทที่ 6.2 หยอกล้อสาวน้อยผู้ใสซื่อ
จิวเฉินกลับมาถึงบ้านก็เห็นเจียวเฟิ่งอี้กำลังนั่งคุยอย่างสนุกสนานกับจิวฮวาเขานั้นพึงพอใจเป็อย่างมากที่เห็นท่านป้าของตนมีความสุขแม้เขาไม่ได้เป็หลานจริงๆและเขายังคงอายุมากกว่านางหลายเท่านักแต่นี้ก็ยังทำให้เขาอบอุ่นใจที่มีคนมาคอยเป็ห่วงไม่เป็เช่นในกาลก่อนเมื่อไปยืนบนจุดสูงสุดแล้วก็เหลือเพียงความว่างเปล่าท่านนั้น
จิวฮวาเมื่อเห็นจิวเฉินเดินเข้ามานางก็รีบก้าวเท้าเข้ามาถามไถ่ด้วยใบหน้าแย้มยิ้มอย่างมีความสุขทันที
"เฉินน้อยเ้าไปที่ใดมาไปั้แ่เช้ามืดโดยมิบอกกล่าวอีกแล้วนะ"
"แฮะๆข้าแค่ไปเดินเล่นแถวป่านี้เอง และนี้ข้านำกระต่ายป่ามาฝากด้วย"
จิวเฉินได้แต่หัวเราะแห้งๆและตอบหญิงสาววัยกลางคนไปเขาไม่อาจบอกความจริงแก่นางได้ในตอนนี้เขาจึงนำกระต่ายป่าตัวอ้วนพีสีเทาสองตัวที่เขาเจอระหว่างทางกลับเขาจึงลงมือสังหารพวกมันและนำกลับมาเพื่อให้จิวฮวาทำอาหารเขานำมันออกจากแหวนมิติและส่งให้จิวฮวาในทันที
"ว้าว!เฉินน้อยกระต่ายป่าสองตัวนี้อุดมสมบูรณ์มากเลยดีล่ะวันนี้ป้าจะทำย่างเนื้อกระต่ายป่าแสนอร่อยให้กิน"
จิวฮวาเมื่อเห็นกระต่ายป่าตัวอ้วนทั้งสองนางก็ตาโตเป็ประกายรีบรับกระตายทั้งสองตัวมาและรีบเข้าบ้านมุ่งสู่หัวครัวทันทีเนื่องเพราะตอนนี้ก็ใกล้มืดแล้วและมันก็สมควรรับประทานอาหารเย็นก่อนนอน
เจียวเฟิ่งอี้ลุกขึ้นจากเก้าอี้ไม้อันเก่าเคอะเดินมาทางจิวเฉิน สีหน้าของนางบ่งบอกถึงอาการเศร้าเสียใจนางจ้องมองเข้าไปในดวงตาของจิวเฉิน จิวเฉินต้องงงงันกับพฤติกรรมของหญิงสาวผู้นี้
"เฉินน้อยท่านป้าจิวฮวาเล่าเื่ของท่านให้ข้าฟังหมดแล้ว...ชีวิตท่านมันช่างน่าเศร้ายิ่งนัก...ข้ามิคิดเลยว่าตระกูลจิวที่เป็หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่แห่งเมืองหนานกงจะกระการเลวทรามเช่นนี้"
ถ้อยคำของหญิงสาวพูดออกมามีทั้งความเป็ห่วงแล้วความโกรธแทนจิวเฉินจิวเฉินต้องสะดุ้งนี้เขาเลินเล่ออีกแล้วรึ? ที่ลืมบอกให้ท่านป้าของตนไม่ให้บอกเล่าเื่อะไรก็ตามแต่ที่เกี่ยวกับเขาต่อนางจิวเฉินพลันนึกถึงเมื่อครู่นี้ที่เขาถูกเจียงเฟิ่งอี้เรียกว่าเฉินน้อย?
"ช้าก่อนนี้เ้าเรียกข้าว่าเฉินน้อยหรือ?"
"ก็ใช่มีอะไร? มันไม่สมควรงั้นหรือ? คิๆอย่ามาทำเป็อายต่อหน้าพี่สาวคนนี้เลย เ-ฉิ-น-น้-อ-ย!"
หัวคิ้วของจิวเฉินต้องกระตุกกับท่าทีของหญิงสาวที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วนางยิ้มออกมาและเริ่มที่จะกวนอารมณ์ของจิวเฉินโดยการเน้นเรียกเขาว่าเฉินน้อย
"พอเลยสาวน้อย!ข้าขอสั่งห้ามเ้าเรียกข้าว่าเฉินน้อยอีกเข้าใจหรือไม่?"
จิวเฉินพูดออกมาอย่างหนักแน่นเจียวเฟิ่งอี้ต้องหุบยิ้มทันทีนี้ไม่ใช่เพราะจิวเฉินสั่งนางแต่เขาเรียกนางว่าสาวน้อยอีกแล้ว! ทั้งที่นางบอกเขาหลายครั้งแล้วว่านางอายุมากกว่าในตอนนี้เจียวเฟิ่งอี้ควันออกหูด้วยความโกรธ นางกระทืบเท้าถี่ยิบจนพื้นที่นางยืนอยู่เกินฝุ่นควันและยุบตัวลงไปมิน้อย
"ฮึ!ข้าบอกท่านแล้วว่าข้าอายุมากกว่าท่าน เรียกข้าพี่สาวสิเฉินน้อย"
"ไม่มีวันหรอกสาวน้อย!เ้าต่างหากเลิกเรียกข้าว่าเฉินน้อยได้แล้ว ต่อจากนี้เรียกข้าว่าพี่เฉินซะ!"
"แหวะ!ผู้ใดจะเรียกเด็กน้อยเช่นท่านว่าพี่กันล่ะ ฝันไปเถอะ แบร่!"
สองหนุ่มสาวเถียงกันอยู่ชั่วครู่เจียวเฟิ่งอี้กระทืบเท้าอย่างมิพอใจหลายครั้ง ก่อนจะแลบลิ้นปลิ้นตาใส่จิวเฉินและรีบเดินหน้าเข้าบ้านไปช่วยจิวฮวาทำอาหารจิวเฉินต้องมองแผ่นหลังอันบอบบางของหญิงสาวจากไปด้วยรอยยิ้มบนใบหน้าของเขา
"เด็กหนอเด็ก!นางช่างร่าเริงสดใสยิ่งนัก"
จิวเฉินพูดออกมาอย่างเลื่อนลอยก่อนจะสืบเท้าเดินตามเข้าบ้านไปคนทั้งสี่ต่างรับประทานเนื้อกระต่ายอย่างอร่อยระหว่างทานอาหารจิวเฉินกับเจียวเฟิ่งอี้ก็เถียงกันต่อสร้างความขบขันแก่สองสามีภรรยามิน้อยนี้นับเป็ความสุขครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งของครอบครัวจิวเฉียนจิวฮวาเลยก็ว่าได้
____________________________________________________________________
บทที่ 6.3 เตรียมออกเดินทาง
รุ่งเช้าได้มาเยือนอีกคราจิวเฉินตื่นแต่เช้าเช่นเดิมแต่ครั้งนี้เขามิได้ไปในป่าเช่นเมื่อวานหรือวันก่อนๆเขาทำเพียงฝึกร่างกายตนที่หน้าลานบ้านเท่านั้น
พอเวลาผ่านไปเจียวเฟิ่งอี้ในชุดสีเขียวงดงามก็ออกจากประตูบ้านมานางวันนี้รวบมัดผมเป็มวยขึ้นบนเกล้าผมปักด้วยปิ่นอันสวยงามวิจิตรตราใบหน้าที่แสนงดงามัักับแสงของดวงอาทิตย์ทำให้นางยิ่งเจิดจ้าขึ้นไปอีกจิวเฉินที่มองนางอยู่นั้นต้องยกมือขึ้นปิดตาเลยทีเดียว
จิวเฉินหยุดการฝึกลงและจ้องมองเจียวเฟิ่งอี้ที่เดินเข้ามาอย่างช้าๆจนมาหยุดยืนที่เบื้องหน้าของเขาห่างสามก้าวใหญ่ หญิงสาวยิ้มให้กับจิวเฉิน
"อรุณสวัสดิ์เฉินน้อยตื่นเช้าจังเลยนะ"
"ก็นะข้าไม่ได้นอนขี้เซา!เหมือนสาวน้อยบางคน"
จิวเฉินเริ่มชินที่นางเรียกเขาว่าเฉินน้อยแล้วจึงมิมีทีท่าปฏิเสธการเรียกอีกแต่สำหรับเจียวเฟิ่งอี้นั้นนางยังไม่ชินที่ถูกเรียกว่าสาวน้อยและจะไม่มีวันชินเด็ดขาด!หลังจากได้ฟังตอบกับของจิวเฉิน เจียวเฟิ่งอี้ก็ควันออกหูด้วยความโกรธนี้นางถามเขาดีๆนะทำไมเขาต้องว่านางด้วยแล้วทำไมเขายังกล้าเรียกนางว่าสาวน้อยอีกนางคิดในใจอย่างขุ่นเคืองก่อนจะระบายอารมณ์กับพื้นกระทืบเท้าหลายครั้งจนฝุ่นควันดินลอยอบอวน
"พอๆหยุดเลยสาวน้อยเลิกกระทืบเท้าใส่ดินหน้าบ้านข้าทีเถอะเ้าเล่นกระทืบทุกวันเช่นนี้เดี๋ยวดินมันก็ไม่สม่ำเสมอกันพอดี"
ในขณะนั้นจิวเฉินก็พูดออกมาพรางยกคิ้วขึ้นลงอย่างกวนอารมณ์เมื่อได้ฟังคำพูดและใบหน้าอันกวนประสาทของจิวเฉิน หญิงสาวตาเขียวปัดจ้องจิวเฉินเขม็ง
"ข้าไม่พูดกับท่านแล้ว!"
เจียวเฟิ่งอี้หันหลังกลับคิดก้าวเท้าจากไปจิวเฉินยกยิ้มในใจอย่างพึงพอใจแผนการหยอกล้อหญิงสาวเป็ผลแล้วจะมิให้เขาขบขันได้เช่นไร
"ช้าก่อนสาวน้อย!ข้าว่าเราควรมาพูดคุยกันเื่ที่จะไปวิหารลอยฟ้าจิงหนานดีหรือไม่"
เจียวเฟิ่งอี้หันควับมาอย่างรวดเร็วดวงตาอันกลมโตน่ารักของหญิงสาวสาดประกายออกมา
"ท่านพูดจริงรึ?"
"แน่นอนที่ซูด---ด!"
เจียวเฟิ่งอี้นั้นถามออกมาด้วยความคาดหวังแต่เมื่อได้ฟังเสียงกวนประสาทของจิวเฉินนางก็ต้องตาเขียวปัดถลึงใส่จิวเฉินอีกคราพร้อมกระทืบเท้าอย่างมิพอใจอีก
"ข้าไปจริงแล้ว!"
"แหม่ๆสาวน้อยทำใจร้อนไปได้เอาเถอะๆยังไงมันก็เป็ความฝันของเ้านี้นะ ข้าจะพาเ้าออกเดินทางไปในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าเ้าคิดเห็นเช่นไร?"
ร่างของเจียวเฟิ่งอี้สั่นสะท้านด้วยความตกตะลึงทั้งยินดีอย่างที่สุดนางมิคิดเลยว่าพึ่งผ่านไปเพียงสามวันเท่านั้นที่ตามมารับใช้จิวเฉินและไม่สมควรเรียกว่ารับใช้เลยเพราะนางอยู่ที่นี้ทุกคนก็ปฏิบัติต่อนางราวเป็คนในครอบครัวเช่นนั้นแล้วความฝันที่ยาวนานของนางั้แ่สิบปีก่อนก็ใกล้เป็จริงแล้ว
"ท่านพูดจริง...ที่ท่านพูดเป็ความจริงใช่หรือไม่?"
"นี้เ้าเคยได้ยินข้าโกหกหรือสาวน้อย!ข้าพูดเป็ความจริงแน่นอนขอเอาความหล่ออันมากล้นของข้าเป็ประกัน! "
เมื่อได้รับคำตอบอันพอใจหญิงสาวรีบก้าวสองก้าวเข้าหาจิวเฉินและยื่นมือทั้งสองอันขาวเนียนและนุ่มนวลคว้าจับไปที่มือทั้งสองที่หยาบกร้านของจิวเฉินขึ้นมาเขย่าอย่างปิติยินดีจนมิสนใจประโยคหลังที่เขาตอบกวนประสาทตน จิวเฉินอดที่จะยิ้มออกมามิได้ในความใสซื่อของนาง นิสัยของนางช่างเหมือนเด็กน้อยยิ่งนัก
"สาวน้อย!เ้ากำลังลวนลามมือข้าอยู่นะ!"
จิวเฉินพูดออกมาด้วยใบหน้ายิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวใสเจียวเฟิ่งอี้หยุดเขย่ามือเขาทันทีและเมื่อรู้สึกตัวว่าตนกุมมือทั้งสองข้างของจิวเฉินไว้อย่างแน่นหน้าของนางก็ร้อนผ่าวขึ้นสีแดงอ่อนๆปรากฏขึ้นที่แก้มทั้งสองข้างอันขาวดั่งหยกของนาง นางรีบสบัดมืออกและถอยออกห่างจากจิวเฉินห้าเก้าในทันทีและกระทืบเท้าใส่พื้นอย่างแง่งอน
"ฮึ!ผู้ใดอยากลวนลามท่านกัน! ข้าแค่...ข้าแค่เผลอเพียงเท่านั้น"
เจียวเฟิ่งอี้พูดจบแล้วก็กระทืบเท้าอีกหลายครั้งและเดินเข้าบ้านไปเพื่อเตรียมตัวจิวเฉินดูการกระทำอันน่ารักของหญิงสาวเขาต้องอดขบขันมิได้
เวลาผ่านมาหนึ่งเดือนราวกระพริบตาใน่เวลาหนึ่งเดือนนี้จิวเฉินก็เริ่มที่จะหัวใจหวั่นไหวไปกับนิสัยของเจียวเฟิ่งอี้เขามิอาจบอกได้ว่านี้คือความรักหรือไม่ ทว่าเขาเริ่มรู้สึกกับนางแล้วอย่างแน่นอน ต่อมาจิวเฉินเรียกสองสามีภรรยามาคุยที่ห้องโถงรับรองเล็กๆของบ้านไม้และเขาก็นำเงินจำนวนห้าล้านเหรียญทองออกมามอบให้แก่ทั้งสองสามีภรรยาจิวเฉียนและจิวฮวาทั้งสองต่างตกตะลึงกับเงินจำนวนมากมาย
"เฉินน้อย!เ้าไปได้เงินมากมายเหล่นนี้มาได้เช่นไรกัน?"
"ใช่แล้วเฉินน้อย!เ้าได้มาจากที่ใด?"
"ข้าได้มาโดยการขายสมบัติที่พบเจอในป่าลึกแถวนี้"
ทันทีที่เห็นเงินจำนวนห้าล้านเหรียญทองสองสามีภรรยาก็ถามออกมาอย่างตื่นตระหนกจิวเฉินรีบบอกทันทีเมื่อโดนถามแต่เขาเลี่ยงที่จะบอกว่าเขาได้มันมาจากในป่ามรณะทมิฬเพราะหากบอกออกไปว่าเขาเข้าไปในป่ามรณะทมิฬล่ะก็คงทำให้สองสามีภรรยาเป็ห่วงและสั่งห้ามเขาเข้าไปอย่างแน่นอน
จิวเฉียนและจิวฮวานั้นเชื่ออย่างสนิทใจเพราะว่าจิวเฉินหลานสุดที่รักของพวกเขานั้นมิเคยโกหกสักครั้งและจิวเฉียนก็เคยได้สมบัติเล็กน้อยจากการเข้าสำรวจป่าแถวบ้านตนจึงมิแปลกที่จิวเฉินจะหามาได้บ้างแต่หารู้ไม่ว่านี้ที่พวกเขาเจออยู่คือจอมโกหกมือฉกาจผู้ผ่านประสบการณ์อย่างโชกโชนจากยุคามา
จิวเฉินได้มอบเงินให้แก่พวกเขาทั้งหมดห้าล้านเหรียญทองทั้งสองรับด้วยความเต็มใจและปิติสุข เพราะนี้จะเป็ทุนสำหรับทั้งสามคนไปได้อีกหลายปีเลยทีเดียวจากนั้นเขาจึงบอกกับจิวเฉียนและจิวฮวาว่าจะไปส่งเจียวเฟิ่งอี้ที่เมืองหนานอยู่ทั้งสองก็ไม่ได้ห้ามอะไรเพราะผู้หญิงเดินทางคนเดียวนั้นมันย่อมอันตรายมาก
เมื่อทั้งสามพูดคุยกันเสร็จจิวเฉินจึงขอตัวไปเตรียมตัวเพื่อเริ่มออกเดินทาง
จบบทที่ 6