บทที่ 3
“คุณผู้หญิงครับ คุณคิดจะนั่งคุกเข่าอยู่กับพื้นรถอย่างนั้นไปตลอดทางหรือไง”“เปล่า…เปล่า…” ลิซซี่รีบดึงร่างขึ้นนั่งบนเบาะที่เกือบจะขาดพร้อมกับเกิดความสงสัยในตัวเองว่า เธอเป็นอะไรไปแล้วถึงทำให้คนขับรถหันมาสามด้วยความแปลกใจได้ถึงขนาดนั้น “เอ้อ...ฉันไม่ได้เป็นอะไรหรอกนะ เพียงแต่คิดอะไรเพลินไปหน่อยเท่านั้น”คนขับมิได้ตอบ และสีหน้าของลิซซี่ก็เผือดซีดลง เมื่อเห็นเขาเร่งความเร็วขึ้นกว่าเดิมฝ่าสัญญาณไฟจราจรก่อนที่มันจะทันเปลี่ยนเป็นไฟแดงในพริบตานั้น…ขณะครุ่นคิดอยู่กับอัตราความเสี่ยงในการนั่งรถแท็กซี่อยู่นั้นเธอก็จับปอยผมสีแดงยัดเข้าไว้ใต้ผ้าโพกสีน้ำเงินจุดขาว และตอนนั้นเองที่อีกปัญหาหนึ่งผ่านเข้ามาในสมอง...เอลิซาเบธ เกสท์ ที่ลิซซี่กล่าวอ้างว่าตัวเองเป็นเธอคนนั้น จะต้องมีเรือนผมสีดำ แต่ไมเคิลวูลฟ์ได้เห็นกับตาตัวเองไปแล้วว่าเธอมีผมสีแดง...ด้วยมือข้างหนึ่งเกาะอยู่กับที่เท้าแขนแน่นกระชับ ลิซซี่เฝ้าจับตามองทัศนียภาพของเมืองแมนฮัตตันที่ผ่านสายตาไปอย่างรวดเร็ว มันเป็นเมืองที่น่าจะกล่าวได้เต็มปากว่าสมบูรณ์แบบที่สุดเธอหลงรักทั้งบรรยากาศที่เป็นสีเทาและป่าคอนกรีตแห่งนี้ รักแสงสีที่ตกต้องเลยอย่างไม่คาดคิด รักทั้งผู้คนและสรรพสำเนียงต่างๆ พยายามจับสังเกตในทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านสายตาไปแต่หัวใจเต้นกระหน่ำอยู่ในทรวงอก เธอกำลังใช้ชีวิตอยู่บนเส้นแห่งความเสี่ยงที่เปราะบางอย่างที่สุด ทั้งที่มันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นแท้ๆ ขณะนี้เธอยังมีโอกาสที่จะถอนตัวจากความผิดพลาดทั้งมวลเพราะขั้นตอนต่อไปตามแผนการที่วางไว้มีสิทธิที่จะสร้างความย่อยยับให้เกิดขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัยเลยถ้าเมื่อใดไมเคิล วูลฟ์จับได้ นั่นหมายถึงว่าเธอจะต้องบากหน้ากลับไปวิชิต้าในสภาพน่าทุเโอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่ในแมนฮัตตันได้อีกแล้วแต่ไมเคิล วูลฟ์ คนที่เธอเพิ่งพบมานั้น ไม่ใช่ไมเคิล วูลฟ์คนเดิมที่เธอเคยรู้จัก แทบจะไม่มีอะไรเหมือนกันเลยก็ว่าได้ ถ้าเป็นไมเคิล วูลฟ์คนนั้น เธอย่อมสามารถจัดการกับเขาได้อย่างง่ายดายแต่สำหรับคนใหม่นี้ เธอไม่รู้จะจัดการอย่างไรกับเขาดี“แล้วทำไมเขาถึงได้หัวหงอกจนขาวโพลนขนาดนั้นล่ะ? ” เธอพึมพำอยู่กับตัวเองแล้วก็ทอดถอนใจเขาได้สร้างความวุ่นวายใจให้กับเธออย่างเหลือประมาณแล้วเธอไม่ควรจะไปปรากฏตัวที่สำนักงานของเขาในสภาพเช่นนี้เลย ไม่เพียงแต่จะแสดงออกถึงความเป็นลิซซี่ ออลสัน ตัวจริงเท่านั้น เธอยังเอาทั้งผมสีแดงและเสื้อยืดกางเกงยีนไปอวดเขาอีกด้วยทันทีที่เลขานุการของเขาบอกกับเธอว่า วูลฟ์จะไม่เข้าสำนักงานตอนเช้าวันนี้เธอก็ตัดสินใจว่าจะต้องไปที่นั่นด้วยตัวเอง ให้ทั้งเลขานุการและเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ของเขาคิดว่าเธอคือผู้ช่วยของเอลิซาเบธ เกสท์ ทั้งนี้เพราะลิซซี่มีความรู้สึกอยู่ว่า นักตกแต่งภายในที่มีชื่อเสียงระดับนั้นย่อมไม่ลงทุนถึงขนาดวัดห้องด้วยตัวเองแน่แต่เมื่อมาถึงตอนนี้เธอตกอยู่ในสภาพอับจนปัญญาไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปเพราะวูลฟ์ได้เห็นตัวจริงของเธอเข้าแล้ว...น่าเจ็บใจไอ้ผมสีแดงนี่เสียนักที่จริงเธอก็พยายามจะซ่อนมันไว้ใต้ผ้าโพกแล้วเพียงแต่มันไม่ยอมอยู่ในที่ในทางเท่านั้นเอลิซาเบธ เกสท์ ตัวจริงจะต้องไม่มีผมสีแดง แต่ลิซซี่ ออลสันมีผมแดงอย่างไม่ต้องสงสัยเลย เป็นไปได้หรือไม่ว่าไมเคิลจะจำเธอได้...?ถ้าเขาเกิดถามว่าทำไมเธอกับผู้หญิงคนที่เขาเห็นยืนอยู่บนโต๊ะทำงานเมื่อเช้าช่างละม้ายคล้ายคลึงกันเหลือเกิน เธออาจจะอธิบายอย่างเยือกเย็นได้ว่า ผู้หญิงผมแดงคนนั้นเป็นญาติที่มาทำงานเป็นผู้ช่วยของเธอได้ แต่เมื่อคิดมาถึงตรงนี้มันก็ยังมีความคิดอันน่าสยดสยองเข้ามาเกาะกุมหัวใจไว้อีกนั่นเองมันย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้วระหว่างการทำงานซึ่งหมายถึงว่าถ้าเธอได้รับการว่าจ้างให้ทำงานให้เขาจริง…เธอจำเป็นจะต้องมีใครอีกคนหนึ่งเป็นผู้ช่วย เพราะไม่มีทางที่เธอจะแสดงตัวเป็นใครสองคนได้แน่ เพียงแค่คนเดียวนี้ก็ยุ่งยากลำบากใจจนเหลือกำลังแล้ว แต่ทันใดนั้นเอง...มันเหมือนกับปาฏิหาริย์ที่ความคิดบางอย่างผ่านแวบเข้ามาในสมอง“เชลซี…” เธอร้องลั่นออกมาอย่างไม่รู้ตัวคนขับหันขวับมามองหน้า“อ้าว..ผมคิดว่าคุณสั่งให้ผมไปส่งที่เอ็มไพร์เสียอีก” เขาตวาดเสียงดังลั่น “นี่คุณจะไปไหนกันแน่คุณผู้หญิง? ”"อ๋อ...ไม่ใช่...ไม่ใช่คุณพูดถูกแล้ว ฉันเพียงแต่...” เธอยิ้มหวานให้เขา “คุณเข้าใจถูกแล้วล่ะ”เขาทำเสียงบางอย่างอยู่ในลำคอ ก่อนจะหันกลับไปให้ความสนใจกับการจราจรบนท้องถนนหลวงต่อไปเชลซี บาร์นาร์ด คือคำตอบของลิซซี่ในเรื่องนี้ เธอสามารถจะเป็นผู้ช่วยผมแดงสำหรับเอลิซาเบธ เกสท์ ได้อย่างดีทีเดียวและเชลซีคนนี้ไม่เพียงแต่จะเคยเป็นผู้ช่วยนอกเวลาของลิซซี่มาแล้วเท่านั้น แต่ยังเป็นเพื่อนรักของเธอในวิชิต้าอีกด้วย ยิ่งกว่านั้นเธอก็ยังมีเรือนผมสีเหมือนเส้นไหมใยข้าวโพดที่ยังไม่แก่จัดอีกด้วย เพียงแต่ว่าเชลซี ไม่เคยคิดที่จะเดินทางมานิวยอร์ก แต่ว่านั่นมันเป็นเพียงเรื่องของรายละเอียดเท่านั้น“เรื่องนี้ท่ามันจะยุ่งกันใหญ่เสียแล้ว” ลิซซี่พูดอยู่กับตัวเองแล้วก็ต้องทอดถอนใจออกมาอีกครั้งและจุดศูนย์กลางแห่งความยุ่งเหยิงในครั้งนี้ เธอรู้อยู่แก่ใจว่าเป็นเพราะตัวไมเคิล วูลฟ์เอง ทั้งนี้เพราะไมเคิล วูลฟ์ คนที่เธอรู้จักเมื่อกาลก่อนนั้นมีคุณสมบัติที่ต้องปรับปรุงอยู่ไม่น้อยแม้ว่าทั้งพ่อและแม่ของเขาจะเป็นคนดี ลิซซี่ชื่นชมในตัวมาเบลและฮาโรลด์ วูลฟ์อย่างมาก แต่สำหรับไมเคิลแล้วเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าจะให้พูดอย่างจริงใจก็คือ เขาเป็นมนุษย์ผู้ชายที่ไร้เสน่ห์โดยสิ้นเชิง นอกจากนั้นยังเป็นคนปากมาก หลงตัวเอง ละโมบโลภมาก ไม่ว่าจะทำอะไรดูจะร้อนรนราวจะเอาเพลิงผลาญเผาโลกก็ไม่ปานและไมเคิล วูลฟ์คนนั้นมีเรือนผมสีดำสนิท…“แถมยังเป็นคนแต่งตัวไม่เข้าท่าอีกด้วย” เธอระบายความคิดออกมาดังๆ ซึ่งทำให้คนขับเบือนหน้ามามองด้วยสายตาแปลกๆ อีกครั้งแต่ทั้งหลายทั้งปวงนั่นมันก็ผ่านมาหลายปีแล้ว เวลาที่นานเนิ่นขนาดนั้นย่อมทำให้คนเราเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งแม้แต่ตัวเธอเองก็เช่นกัน แต่ไมเคิลมักจะมีท่าทีชาเย็นเหมือนหินผา เธอรู้อย่างแน่ชัดว่าเขาได้เดินทางมานิวยอร์กและประสบความสำเร็จในฐานะนักเขียน ผู้มีชื่อเสียงแต่ลึกลงไปในใจ เธอเฝ้าแต่คาดหมายไว้ ว่าไมเคิลคนที่เธอรู้จักแต่ไม่เคยหลงรักเลยเมื่อสิบห้าปีก่อน จะยังคงเป็นเหมือนเดิมเธอคาดหมายว่าจะได้พบเขาในรองเท้าสีแดงกับเสื้อผ้าที่ตัวเย็บจากผ้าใยสังเคราะห์ไม่ใช่ชุดขนสัตว์กับเครื่องหนัง คาดว่าเขาอาจจะศีรษะเถิก ไม่ใช่เรือนผมที่ขาวโพลน พร้อมกับรูปร่างเรือนกายที่ฟิตเปรี๊ยะไปทุกสัดส่วนเช่นนี้มันทำให้ลิซซี่ต้องทอดถอนใจออกมาอีกครั้งอย่างลุ่มลึก นี่เธอจะต้องยอมรับแม้แต่กับตัวเองเชียวหรือ...?ไมเคิล วูลฟ์ กลายมาเป็นผู้ชายที่แต่งกายประณีตบรรจงไปทุกกระเบียดนิ้ว ไม่ได้เป็นผู้ชายแบบที่เธออยากจะใช้มายาหญิงหลอกล่อ...ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลประการใด หรือมีความสุจริตใจสักเพียงไรก็ตามถ้าเพียงแต่แม่ของเขาจะเตือนให้เธอระวังตัวไว้เสียแต่แรก...“แต่เธอก็เตือนเราแล้วนี่นา...” ลิซซี่ปรารภอยู่กับตัวเอง “เพียงแต่เราไม่ได้ให้ความสนใจมากเท่าที่ควรเท่านั้น”ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะทุกคนที่อยู่ในมุมนั้นของแคนซัสรู้ซึ่งอยู่แก่ใจ ว่ามาเบล วูลฟ์ มองเห็นอยู่เพียงประการเดียวคือพระอาทิตย์จะขึ้นหรือตกย่อมขึ้นอยู่แต่ลูกชายคนเดียวของเธอเท่านั้น ซึ่งลิซซี่รู้ว่าความจริงแล้วมันไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย ไม่จำเป็นจะต้องพูดถึงสิ่งที่ทุกคนประจักษ์อยู่แก่ใจเสียด้วยซ้ำเธอรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับไมเคิล วูลฟ์คนเดิม….ก็ขอให้ดูจากที่เขาปฏิบัติต่อพ่อแม่สิ ตลอดเวลาหลายปีที่ไมเคิลเจริญรุ่งเรืองด้วยชื่อเสียงในโลกงานประพันธ์แห่งนิวยอร์ก เขาไม่เคยทำอะไรให้แก่สามีภรรยาผู้แสนจะน่ารักทั้งสองซึ่งเป็นผู้พาเขามาสู่โลกใบนี้เลยแม้แต่น้อย ทั้งมาเบลและฮาโรลด์ วูลฟ์ ยังคงขายสีทาบ้านและวอลล์ เปเปอร์ อยู่ในวิลสัน ครึก เหมือนที่เคยขายอยู่ตลอดเวลาสี่สิบปีที่ผ่านมา ยังคงพำนักอาศัยอยู่ในบ้านโบราณหลังเดิม ยังคงใช้เฟอร์นิเจอร์เก่าแก่ที่ชำรุดทรุดโทรมด้วยเวลาที่ผ่านไป ถ้าจะวัดด้วยมาตรฐานของวิลสัน ครึก แล้ว ทั้งสองสามีภรรยาเป็นผู้ที่มีฐานะมั่งคั่งพอใช้ แต่ถ้าจะเปรียบเทียบกับมาตรฐานในการครองชีวิตของลูกชาย ทั้งสองสามีภรรยายังต่ำต้อยกว่ามาก แต่เขาก็ไม่เคยทำอะไรที่เป็นการช่วยเหลือพ่อแม่เลย...ไม่เคยมีอะไรที่งอกเงยขึ้น“แต่...ฉันเห็นจะต้องถอนคำพูดนั้นออกบ้างบางประโยค”ลิซซี่เอ่ยอยู่กับตัวเองพร้อมกับพ่นลมหายใจอย่างหมั่นไส้ “เพราะบังเอิญฉันลืมเรื่องที่เขาซื้อโทรทัศน์สีให้เป็นของขวัญวันคริสต์มาส เมื่อหลายปีก่อนเสียสนิท”เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความมีน้ำใจ ไมเคิลได้ซื้อโทรทัศน์เครื่องใหม่ให้พ่อแม่ไว้ดูยามพักผ่อน...แต่นั่นมันก็หลังจากที่โทรทัศน์ขาว-ดำ เครื่องเก่าเสียจนเหลือจะซ่อมได้เท่านั้น กับอีกบางครั้งที่เขาออกเงินค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้พ่อกับแม่มาเยี่ยมที่นิวยอร์ก ทั้งที่โดยหน้าที่ของความเป็นลูกแล้ว ไมเคิลต่างหากที่ควรจะเดินทางกลับไปเยี่ยมพ่อแม่ที่แคนซัส