บนศาลาไม้หลังใหญ่ของวัดปากน้ำโพปรากฏร่างหกร่างที่นั่งอยู่ หลวงตาธรรมเสนาครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะกล่าวออกมา
“โยมปัดรึ โยมปัดที่อายุอานามพอจะเป็ตาของเด็กพวกนี้ก็โยมปัดขายไข่ โยมปัดท้ายคลองที่ย้ายไปเมื่อปีก่อน กับโยมปัดที่ตายไปหลายปีแล้ว สีกาจำหน้าตาของญาติได้หรือไม่” หลวงตาหันหน้ามาทางพลอย ซึ่งเธอก็ตอบไปตามตรงอย่างไม่โกหก
“ข้าไม่เคยเจอตาของข้ามาก่อนเลยเ้าค่ะ” พลอยกล่าวตอบ เด็กสาวไม่คิดว่าจะต้องมาถึงวัด แบบนี้เธอจะโกหกพระก็ถือว่าบาปนัก
“เช่นนั้นก็ยาก เอ้า แล้วพ่อแม่ของสีกาเล่า ชื่อว่าอันใด” หลวงตาถามต่อ
“พ่อชื่อจิต แม่ชื่อไพเ้าค่ะ”
โอ๊ย ไม่ได้โกหกนะ แค่ชั้นมันสั้นลงแค่นั้นเอง หลวงพิจิตรอาสากับคุณหญิงไพลิน ย่อเป็จิตกับไพ อย่าคิดแต้มบาปให้ลูกช้างเลยนะเ้าคะ ท่านยมบาล
“แปลก อาตมามิเคยเห็นว่าโยมปัดทั้งสามจะมีญาติมิตรใดชื่อจิตหรือไพ” พระสงฆ์ชรามีสีหน้าฉงน หรือพวกเขาจะมาตามหาผิดที่ หรืออาจจะจำชื่อญาติผิด หากแต่ ปัด จิต ไพ เหตุใดเล่าท่านจึงนึกถึงออกญารณปัตย์แลสีกาไพลินผู้เป็ลูกสาวขึ้นมาได้ หากจำได้ลางๆ สีกาผู้นี้มีเค้าของสีกาไพลินอยู่หลายส่วน แต่หากเป็หลานของโยมออกญารณปัตย์ คนเป็ตาจะมิรู้เลยหรือว่าหลานๆ ออกมาตามหาตัวกันจนถึงที่นี่
“เอ็งมีข้อมูลอะไรก็บอกหลวงตาท่านไปเสียแม่พลอย” มั่นที่เห็นว่าท่าไม่ดี ก็เร่งเร้าให้พลอยบอกข้อมูลอื่นๆตามมา แต่ทว่าพลอยตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่าจะไม่กลับไปเรือนออกญารณปัตย์
“ไม่มีแล้วจ้ะลุง หากไร้วาสนาจะได้พึ่งพิงก็ไม่เป็ไรดอกจ้ะ” เด็กสาวเอ่ยทำหน้าเศร้า ทำเอาคนทั้งหมดสงสารในตัวของเด็กทั้งสาม
“แล้วพวกโยมทั้งสามจะทำอย่างไร มีแต่ผู้หญิงแลเด็ก จะรับไว้ให้อยู่ที่วัดก็มิได้” หลวงตาเองก็คิดไม่ตก หากมีเพียงพ่อนิล ก็จะให้อยู่ที่วัดแลรับไว้เป็เด็กวัดได้ หากแต่สีกาทั้งสองนั้นเป็หญิง จะให้อยู่วัดย่อมไม่เหมาะ
“เอาเยี่ยงนี้ไหม ไปอยู่เรือนข้านั่นแล เมียข้าก็ชอบเอ็งนัก ข้าจักเลี้ยงไว้เหมือนลูกเหมือนเต้าของข้าเอง” ลุงมั่นตบที่หน้าอกของตนเพื่อบอกให้เด็กๆวางใจ เขานั้นไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกำ ที่ผ่านการเดินทางมาด้วยกันก็พิสูจน์แล้วว่าเด็กทั้งสามนั้นเป็เด็กดีนัก เขาจึงจะรับอุปการะไว้ไม่ให้ตกระกำลำบาก
“พวกข้าไม่รบกวนลุงมั่นดอกจ้ะ แต่หากเป็ไปได้ พวกข้าจะหาที่ทางมาปลูกเรือนอยู่ได้หรือไม่ รอว่าหากมีข่าวคราวเมื่อใดจะไปตามหาญาติจ้ะ” พลอยเอ่ยตอบปฏิเสธอย่างนิ่มนวล เธอเลือกที่จะมาอยู่เองดีกว่า เพื่อมิให้ความแตกหรือต้องคอยระแวดระวังใคร
“เอ็งจะเอาเช่นนั้นจริงๆรึ” ลุงมั่นถามสีหน้ากังวล
“จ้ะ” พลอยมีสายตาที่เด็ดเดี่ยวจนผู้ใหญ่ทั้งสองต่างก็ยอมต่อความเด็ดเดี่ยวนั้น
“เยี่ยงนั้นโยมมั่นก็พาโยมเล็กๆเหล่านี้ไปอยู่ที่เรือนเก่าโยมสองที่สิ้นไปเมื่อหลายปีก่อนก็แล้วกัน แล้วจงไปบอกเ้าหน้าที่ทางการเสียว่ามีผู้มาอยู่อาศัยใหม่แล้ว” หลวงตาตัดจบประเด็นด้วยการยกเรือนเก่าของชาวบ้านที่เสียชีวิตไปแล้วให้แก่เด็กๆ แต่ทำเลที่ตั้งนั้นจัดว่าหาทำกินง่าย แลไม่ต้องไปปลูกเรือนหลังใหม่
“ขอบคุณหลวงตาขอรับ” มั่นเอ่ยขอบคุณพลางประนมมือไหว้
“ขอบคุณหลวงตาเ้าค่ะ” เด็กๆเอ่ยตามโดยไม่รีรอ
มั่นพาเด็กๆเดินออกจากวัด ใบหน้าเงียบขรึม ปากก็บ่นเป็หมีกินผึ้งเนื่องจากไม่เห็นด้วยที่เด็กๆ จะไปอยู่ด้วยกันเอง เขาพาเดินทางลัดเลาะฝั่งแม่น้ำมาเรื่อยๆ
“พวกเอ็งนี่หนา ช่างดื้อกระไรเสียอย่างนี้ ปากน้ำโพยังมีเสือมีโจรอยู่มาก ข้าล่ะเป็ห่วงพวกเอ็งเสียจริง” ลุงมั่นยังคงบ่นไม่เลิก จนพลอยเริ่มจะหูชากับความขี้บ่นของเขา
“พวกข้าไม่เป็ไรจริงๆจ้ะ ทรัพย์สินอันใดก็มิมี ใครจะมาจี้มาปล้น” เด็กหญิงยกเหตุผลขึ้นมาพูด หากแต่ไหนเลยลุงมั่นจะยอมความ เขาตอบกลับมาว่า
“รูปร่างหน้าตาของเอ็งนั่นแลที่เป็ทรัพย์ชั้นเลิศ ระหว่างทางจากละโว้ก็เจอโจรจักปล้นสวาทแล้วมิใช่รึ เหตุใดจึงไม่เกรงกลัวอีก” มั่นยังคงจำเหตุการณ์ที่ถูกปล้นระหว่างทางจากละโว้ถึงปากน้ำโพได้แม่นมั่น เขายังรู้สึกกลัวจนขาสั่น นับประสาอันใดกับเด็กน้อย
“ลุงมั่นอย่าห่วงนักเลย โจรใดเจอแม่พลอยก็หงายตกเรือนหมดทั้งนั้น ลุงลืมแล้วรึ” เรืองหัวเราะคิกคัก นอกจากเธอจะไม่ห่วงพลอยแล้ว เธอยังรู้สึกอุ่นใจและปลอดภัยเมื่อมีพลอยอยู่ใกล้ๆอีกด้วย อีกหน่อยหากคุณนิลโตขึ้น จักต้องเก่งกาจเหมือนคุณพลอยเป็แน่ เธอคิดในใจ
“เออ จริง” ลุงมั่นเอ่ยพลางเกาหัวแกรก ที่เขารอดมาได้ก็เพราะแม่พลอยนั้นเอง เขาลืมไปได้อย่างไร และในตอนนั้นเองที่เบื้องหน้าปรากฏเรือนไม้ไผ่เรือนใหญ่ขึ้นมาในคลองสายตา ด้านหน้ามีลานกว้างติดกับท่าแม่น้ำ ส่วนด้านหลังก็มีที่รกร้างเต็มไปด้วยหญ้าคามากมายขึ้นเสียเต็ม เนื่องจากไม่มีใครถางดูแล
“เรือนหลังนั้นใช่หรือไม่ขอรับ ลุงมั่น” นิลชี้ไปด้านหน้า เขาถูกใจเรือนหลังนี้ยิ่งนัก
“ใช่ เรือนหลังนั้นแล ที่ไอ้สองมันเคยอยู่ มันก็ปลูกผักปลูกหญ้ากินของมันไปเรื่อย แลตรงนี้ติดจากแม่น้ำสายใหญ่นักก็ทำให้น้ำดินอุดมดี” ลุงมั่นเอ่ย โชคดีที่เรือนนี้ยังว่างอยู่ เพราะการเดินทางและการทำกินต่างก็สะดวก ไม่ต้องไปหาบน้ำมาไกล
“จ้ะ” พลอยเอ่ยอย่างโล่งใจ ในที่สุดพวกเธอก็จะมีที่พักเป็ของตัวเองเสียที
“เรือนเล็กไปหรือไม่ ข้าเป็ห่วงพวกเอ็งนัก” มั่นยังคงอิดออด เขาหวังว่าพลอยจะเปลี่ยนใจและไปอยู่กับครอบครัวของเขา
“ขนาดกำลังดีจ้ะลุง ลุงไม่ต้องห่วงนะจ๊ะ พวกข้าเอาตัวรอดได้” พลอยเอ่ยสำทับเพื่อให้อีกฝ่ายไว้ใจ
“เออๆ เช่นนั้นข้าก็ไปหาเ้าหน้าที่เสียก่อน พวกเอ็งเตรียมที่อยู่จัดแจงอะไรเสียให้เรียบร้อย หากมีอันใดก็ไปที่วัดหรือไม่ก็บ้านข้า จำทางได้หรือไม่” มั่นตอบรับอย่างจนใจ แม้ว่าเด็กๆ จะออกมาอยู่กันเองแต่เขาก็ไม่ลืมที่จะบอกว่าให้ไปหายามเมื่อ้าสิ่งใดเพิ่มเติม
“จำได้จ้ะลุง ขอบน้ำใจลุงมากนะจ๊ะ” พลอยยกมือไหว้ลุงมั่น การพาเธอมาจากละโว้จนถึงนคร์นั้นไกลมากเพราะเดินด้วยเท้า อีกทั้งยังพาเธอตามหาญาติที่เธอสมมติขึ้นมาอีก เธอช่างรู้สึกผิดยิ่งนัก ที่หลอกลวงลุงผู้แสนซื่อตรงคนนี้
“ไม่ต้องขอบใจดอก ข้าก็เป็หนี้เอ็งเหมือนกัน ข้าไปก่อน” ลุงมั่นส่ายหน้า เขายกมือห้าม ก่อนจะลาไปแจ้งทางการเื่การเข้ามาอยู่ใหม่ของครอบครัวพลอย
“ลาจ้ะลุงมั่น” พลอยเอ่ย พลางมองตามร่างวัยกลางคนที่เดินลับไป
เด็กๆทั้งสามเมื่อเห็นว่าลุงมั่นได้จากไปแล้วก็ไม่รีรอ รีบเดินปรี่ขึ้นไปบนเรือนไม้ไผ่ ความทนทานของไม้ยังคงแข็งแรงดี หลังคาก็ยังไม่ทะลุ มีห้องแยกออกมาถึงสองห้อง เช่นนี้ ถือว่าเป็เรือนที่ดีเลยทีเดียว
“ในที่สุดพวกเราก็มีที่ทางอยู่อาศัยเป็กิจลักษณะเสียที” พลอยเอ่ยด้วยความโล่งใจ ไม่ต้องเดินเท้าไกลอีกแล้ว ตัวเธอนั้นทนไหว แต่พ่อนิลนั้นยังเด็ก เขาไม่สามารถเดินทางได้นานเหมือนเธอที่ถูกฝึกมาให้อยู่ในป่าหลายวัน
“แต่ต้องทำความสะอาดกันใหญ่โตเลยเ้าค่ะ คุณพลอย” มองไปยังหยากไย่แลฝุ่นที่จับอยู่ตามฝาและพื้น เรืองก็ได้แต่ยิ้มแห้งออกมา
“พี่เรือง ฉันกล่าวไว้ว่าเช่นไร” พลอยแกล้งทำเสียงเข้ม จนเรืองหดหัวลงด้วยความกลัว คุณพลอยของเธอ่นี้ดูดุขึ้นมากนัก
“จ้ะ จ้ะ แม่พลอย” เรืองพยักหน้าทำตาปริบๆ ก่อนจะเห็นว่าคุณพลอยของเธอหันมายิ้มให้แล้วเอ่ยกับเธอ
“เดี๋ยวพี่เรืองเอาถังนี้ไปตักน้ำ เราจักมาทำความสะอาดเรือนใหม่ของเรากัน” พลอยยิ้มหวาน บางทีเธอก็ทำตัวดุโดยไม่รู้ตัว อาจจะทำให้เด็กๆกลัวได้
“น้องช่วยด้วยได้หรือไม่ขอรับ คุณพี่พลอย” เ้าตัวจ้อยวิ่งไปวิ่งมาบนเรือนอย่างร่าเริง ก่อนจะหยุดอยู่หน้าพี่สาวแล้วเอียงคอถามอย่างใสซื่อ
“ได้จ้ะ เก่งมาก พ่อนิลของพี่” คนเป็พี่สาวลูบหัวน้องชายด้วยความเอ็นดู เธออยากให้สิ่งที่ดีที่สุดแก่เขา ไม่ว่าจะอะไรเธอจะทำให้เขาเติบโตเป็ผู้ใหญ่ที่ดีและเข้มแข็ง
“ให้น้องทำอันใดขอรับ” นิลยังคงถามต่อ เด็กชายดูกระตือรือร้นและตื่นเต้น
“ไล่เปิดหน้าต่างเสียให้หมด ไล่ความอับชื้น เราต้องทำให้ที่อยู่ของเราโดนแดดอยู่เสมอ เราจึงจะไม่ล้มป่วย เข้าใจหรือไม่” เด็กหญิงอธิบาย และนิลน้อยก็หันรีหันขวางไปมาก่อนจะพยักหน้าเบาๆ
“เข้าใจขอรับ” ว่าแล้วนิลก็วิ่งไปเปิดหน้าต่างทีละบาน เรืองที่มองอยู่ก็อมยิ้มอย่างอิ่มเอิบก่อนจะพูดกับพลอยว่า
“พี่ไปเอาน้ำก่อนจ้ะ” เธอพูดกับพลอย ซึ่งพลอยก็เพียงแต่พยักหน้าให้กับเรืองเบาๆเชิงอนุญาต
ไม่นานนัก เรืองก็กลับมาพร้อมกับน้ำเต็มถัง เธอเดินอย่างทุลักทุเลเพราะถังนั้นค่อนข้างใหญ่ แต่ก็ไม่เกินแรงเธอ
“น้ำมาแล้วจ้ะ” เรืองวางถังลงบนพื้นไม้ไผ่ ก่อนจะใช้ผ้าที่ห่อของมาวางลงขอบถังเพื่อเตรียมตัวถูพื้น
“เอาล่ะ ข้าปัดกวาดฝุ่นแลหยากไย่ไปจนหมดแล้ว เหลือแต่เช็ดถูเรือนเท่านั้น” พลอยทำท่าจะหยิบผ้ามาชุบน้ำ แต่ก็ถูกเรืองห้ามเอาไว้ก่อน
“ของแบบนี้ให้พี่ทำเถอะจ้ะ แม่พลอยอย่าทำเลย พี่ขอร้อง” เมื่อได้ยินเช่นนั้น พลอยก็วางผ้าลงอย่างเสียมิได้
“จ้ะ ขอบน้ำใจพี่มากนะ” เธอเอ่ยอย่างเหนื่อยหน่าย แม่เรืองผู้นี้มิยอมให้เธอกรำงานหนักเลยแม้แต่น้อย เห็นทีเธอคงไม่ได้ออกกำลังกายแลร่างกายผอมลีบไร้กล้ามเนื้อเป็แน่ แล้วแบบนี้จะเอาอะไรมาสู้คนอื่นได้
“เป็หน้าที่ของพี่จ้ะ” เรืองยิ้มกว้างให้กับพลอยแล้วชุบน้ำลงในถังแล้วเริ่มลงมือถูพื้นอย่างเชี่ยวชาญ!