ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 72 สี่คนแกร่งที่เหลือ

           “พลังคลื่นสะเก็ดเพลิงสันโดษ!”

           ขณะที่ไป๋ไฉ่อีเดินโซเซถอยหลัง เงาของอั้นหลงก็กระโจนออกมาเคลื่อนตัวไปอยู่ด้านหลังของตู้เซ่าฝู่ได้ในชั่วพริบตาพร้อมกับปล่อยพลังปราณระเบิดออกมามีคลื่นพลังหนาแน่นซัดเข้าไปราวกับจะกลืนกินตู้เซ่าฝู่ พลังของเขาแข็งแกร่งกว่าไป๋ไฉ่อีมากพอตัว

      “เป็นฌานขั้นเบิกนภาในระดับขั้นถึงฟากฝั่งที่อยู่ในจุดสูงสุดแล้วใกล้จะบรรลุขั้นสมบูรณ์แล้วล่ะมั้ง”

      บรรดายอดฝีมือของแต่ละบ้านสกุลตื่นเต้นตาเป็นประกายระดับขั้นฌานของอั้นหลงแข็งแกร่งยิ่งกว่าไป๋ไฉ่อีเป็นเท่าตัว เขาอยู่ในขั้นเบิกนภาในระดับขั้นถึงฟากฝั่งที่อยู่ในจุดสูงสุดของขั้นและเกือบจะถึงขั้นสมบูรณ์แล้วระดับฌานขั้นนี้ถือว่าเป็นระดับต้นๆ ของเด็กรุ่นเดียวกันจากสุดยอดห้าสกุลในเมืองสือเฉิงแล้วแน่นอน

           เมื่อตู้เซ่าฝู่สัมผัสได้ถึงคลื่นพลังที่พุ่งมาจากทางด้านหลังอย่างรวดเร็วก็รีบหันตัวไปมองเมื่อเห็นมุมปากของเขาโค้งขึ้น เขาลงมือโต้กลับในช่วงที่คลื่นพลังใกล้จะถึงตัวแล้วกำหมัดของเขาห่อหุ้มด้วยแสงสีทองอร่าม เห็นเป็นภาพคล้ายก้อนแสงจ้ากลมๆก้อนหนึ่งที่มือ หมัดข้างนั้นถูกเหวี่ยงเข้าไปปะทะคลื่นพลังที่พุ่งโจมตีเข้ามา

      “โครม!”

           แรงดันอากาศที่เกิดขึ้นจากการปะทะก่อให้เกิดเป็นคลื่นสั่นไหวทั่วบริเวณนั้นพลังคลื่นนั้นถูกทำลายแตกคากำปั้นของตู้เซ่าฝู่แล้วภาพที่เห็นคือพลังแตกละเอียดเป็นสะเก็ดดับสูญกลางอากาศ

           อั้นหลงปรากฏตัวต่อหน้าตู้เซ่าฝู่สีหน้ากรุ้มกริ่มยิ้มอย่างดูมีเลศนัยมือของเขารวบรวมพลังฝ่ามือไว้แล้วซึ่งไม่รู้ว่าเริ่มเตรียมตัวตั้งแต่เมื่อไรรอบตัวของเขามีพลังปราณแผ่ซ่านออกมา พร้อมกับอักษรยันต์ที่ปรากฏขึ้นเขาบีบอัดพลังปราณเกิดเป็นหอกยาวด้ามหนึ่ง

      “หอกล้มคีรี!”

      อั้นหลงตะโกนออกมาสั้นๆหอกยาวที่สร้างขึ้นมาด้วยพลังถูกเหวี่ยงไปทิ่มแทงบริเวณกลางอกของตู้เซ่าฝู่ในระยะที่กระชั้นชิดมากขนาดนี้แล้ว เขาไม่เชื่อว่าตู้เซ่าฝู่จะตั้งรับไว้ได้ครั้งนี้เขาจะต้องเข้าเหลยฉือให้ได้เป้าหมายของเขาคือการเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาคนรุ่นเดียวกันและเขาก็มีพละกำลังแข็งแกร่งกว่าวัยรุ่นคนอื่นจริงๆ

      “ฟึบๆ!”

           เพียงแต่สิ่งที่เกิดขึ้นไม่เป็นไปตามที่อั้นหลงคิดไว้ขณะที่การโจมตีของอั้นหลงกำลังเข้าไปถึง หอกพลังปราณเล่มนั้นก็นิ่งไม่ขยับมันถูกตู้เซ่าฝู่คว้าไว้ในมืออย่างแน่นสุดท้ายปลายหอกก็ส่งไปไม่ถึงเป้าหมาย

      “ฮึ่ม!”

      ตู้เซ่าฝู่คำรามเสียงทุ้มออกมานิ้วทั้งห้าของเขากำหอกยาวพลังปราณที่ทิ่มแทงเข้ามาไว้อย่างมั่นคงแน่นหนาจากนั้นก็มีพลังแสงสีทองเปล่งออกมาพร้อมอักษรยันต์ พลังปราณนั้นเอ่อล้นขึ้นมาเรื่อยๆสุดท้ายตู้เซ่าฝู่ก็บีบแท่งพลังปราณอัดแน่นนั้นหักคามือ

      “กึง!”

      จากนั้นตู้เซ่าฝู่ก็กระโจนไปหาคู่ต่อสู้ท่าทางราวกับอสูรที่ร้ายกาจกระโจนหาเหยื่อเขาจับอั้นหลงยกขึ้นจากพื้นแล้วเหวี่ยงออกไปนอกวงประลองอย่างแรง ทุกคนที่กำลังจับตามองต่างประหลาดใจตาโตเมื่อเห็นภาพอั้นหลงลอยออกจากวงอย่างแรง

      “โครม!”

           ขณะนั้นเกิดเสียงกระแทกกึกก้องดังไปทั้งลาน เศษหินเศษทรายถูกพัดปลิวว่อนทั่วสนามคลุ้งด้วยฝุ่นมองเห็นภาพไม่ชัด เกิดรอยแตกร้าวบนพื้นหินหลายเส้น

        ขณะนี้ทุกคนต่างจ้องมองไปที่อั้นหลงเขาบาดเจ็บภายในจนกระอักเลือดและพ่นโลหิตออกมา สีหน้าซีดเผือด ท่าทางบอบช้ำหมดสภาพ

           บางทีเขาอาจจะคิดไม่ถึงว่าจะเป็นเช่นนี้สุดท้ายสิ่งที่เขาคิดตอนแรกกลับกลายเป็นเพียงความคิดเขาคิดแล้วคิดอีกพิจารณาอย่างดี คาดไม่ถึงเลยว่าตู้เซ่าฝู่จะมีพลังร้ายกาจไร้เทียมทานเช่นนี้สิ่งที่เขาวาดฝันทั้งหมดถูกความป่าเถื่อนของตู้เซ่าฝู่ทำลายจนสูญสิ้น

      “พี่เซ่าฝู่สุดยอดไปเลย”

      ในซุ้มของบ้านสกุลตู้ ตู้อวี่ตู้เสวี่ยและบรรดาทายาทคนอื่นๆ ของบ้านสกุลตื่นเต้นร้องเรียกให้กำลังใจกันยกใหญ่

      ตู้เจิ้นอู่ ตู้จื้อสยงและยอดฝีมือในบ้านสกุลตู้มองกันอย่างตะลึงบางคนก็อ้าปากตาโตค้าง ทุกคนแอบปีติดีใจกันถ้วนหน้า

      ทว่าคนของบ้านสกุลอั้นตกใจหน้าเสียสะอึกจนพูดอะไรไม่ออก นั่งนิ่งทำอะไรไม่ถูก

      “ตู้เซ่าฝู่ เจ๋งสุดยอดไปเลย!”

           เด็กหนุ่มชุดม่วงจอมพลังที่ยืนอยู่กลางสนามประลองคนนั้นได้สร้างความประทับใจจนทำให้ผู้ชมร้องให้กำลังใจกันอย่างตื่นเต้นที่สนามประลองเกิดเสียงตะโกนและกรีดร้องดังขึ้นมาอย่างสนั่นหวั่นไหว

      “ข้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจ้า”

      ไป๋ไฉ่อียกมือขึ้นมาเช็ดเลือดที่มุมปากเหลือบมองตู้เซ่าฝู่สักครู่แล้วก็หมุนตัวเดินจากไป

      ตู้เซ่าฝู่หันหลังไปยิ้มให้ไป๋เหมยที่ยืนตะลึงทำอะไรไม่ถูกกล่าวว่า “วางใจเถิด ข้าจะคุ้มครองเจ้าเอง”

      “อือ”

      ไป๋เหมยที่งงงวยพยักหน้าช้าๆจากนั้นก็ค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ชายหนุ่มที่พูดกับตนคนนั้นเมื่อยืนอยู่ใกล้เขาทำให้นางรู้สึกปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก

      “ปึงๆ ๆ!”

      บ้านสกุลเยี่ยและบ้านสกุลฉินเริ่มประมือกันต่อมีผู้เข้าประลองหลายคนที่พ่ายแพ้และออกจากวงสนามไปคนที่เหลืออยู่ในวงมีจำนวนไม่มากแล้ว

      ฉินเสี่ยวลู่และเยี่ยจื่อจินต่อสู้กันอย่างประชิดกระบี่ยาวที่อยู่ในมือของฉินเสี่ยวลู่เคลื่อนไหวได้อย่างพลิ้วไหว ท่าทางกวัดแกว่งกระบี่ของนางราวกับงูที่คลานออกจากถ้ำอย่างรวดเร็วนางสลับใช้วิชากระบี่หลายท่า พละกำลังและฝีมือเหนือชั้นมาก ครั้งก่อนที่นางถูกตู้เซ่าฝู่โจมตีและแพ้ราบคาบในกระบวนท่าเดียวได้ไม่ได้หมายถึงว่านางอ่อนแอกลับกัน นางแข็งแกร่งมาก มากกว่าวัยรุ่นวัยเดียวกันหลายเท่าตัว

      เยี่ยจื่อจินเองก็ฝีมือร้ายกาจมากช่วงเวลาอันสั้นนี้ราวกับว่านางเองก็บรรลุและพัฒนาขึ้นไปมากขณะนี้นางมีฌานขั้นเบิกนภาในระดับขั้นสัมผัสพลังลี้ลับแล้วแส้ยาวในมือของนางสะบัดไปมาอย่างรวดเร็วราวกับมังกรทะยานฟ้าความสามารถของนางไม่ได้ด้อยไปกว่าฉินเสี่ยวลู่เลย และบางทีดูเหมือนว่าจะเหนือกว่าฉินเสี่ยวลู่ในการปะทะกันของบางกระบวนท่าเสียอีก

      “เจ้าไปจัดการพวกเขาเถิดนางให้ข้าจัดการเอง เจ้าเอาชนะนางไม่ได้หรอก”

           ในที่สุดเฉาฉี่ไท่ก็เริ่มเคลื่อนไหวเขาถือโอกาสที่ฉินเสี่ยวลู่กับเยี่ยจื่อจินกำลังปะทะกันด้วยกระบวนท่าหนึ่งจนถอยหลังมาตั้งหลักก็แทรกตัวไปอยู่ข้างๆฉินเสี่ยวลู่ เขายิ้มบางๆ มองไปหาเยี่ยจื่อจิน

      ฉินเสี่ยวลู่มองไปที่เยี่ยจื่อจินที่ยืนอยู่ด้านหน้าจากนั้นมองไปที่เฉาฉี่ไท่ นางกัดริมฝีปากสีแดงของนางด้วยความไม่พอใจ ทว่าสุดท้ายก็ถอยหลังกระโจนไปทางผู้ร่วมประลองของบ้านสกุลฉินที่กำลังสู้ตะลุมบอนกับคนของบ้านสกุลเยี่ย

           เห็นได้ชัดว่าความสามารถรวมๆของทายาทวัยรุ่นจากบ้านสกุลเยี่ยเหนือชั้นกว่าบ้านสกุลอื่นๆ บ้านสกุลเยี่ยเป็นฝ่ายที่แสดงฝีมือได้ดีกว่าอีกฝ่ายอย่างชัดเจน

      ทว่าหลังจากที่ฉินเสี่ยวลู่มาเข้าร่วมบรรดาวัยรุ่นของบ้านสกุลเยี่ยต่างเริ่มถูกต้อนกลับและกลายเป็นฝ่ายที่ด้อยกว่า

      “คุณหนูเยี่ยเจ้าไม่เดินออกไปเองหรือ เจ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้าหรอกนะ”

      น้ำเสียงอันหล่อเหลาของเฉาฉี่ไท่ดังขึ้นมาเขามีใบหน้าคมคายมีเสน่ห์ ทั้งยังมีความสามารถที่เหนือกว่าใครๆนี่ทำให้เขาโดดเด่นเป็นจุดสนใจมากที่สุดในสนามประลองตรงนี้

      “รีบลงมือเถิดจะอย่างไรข้าก็อยากลองดูหน่อย” เยี่ยจื่อจินเม้มปากขบฟันเบาๆสีหน้าของนางดูหวาดหวั่นเล็กน้อย

      “เจ้าไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้เลยข้าไม่อยากทำร้ายเจ้าเลยจริงๆ” เฉาฉี่ไท่ยิ้มแสดงสีหน้าเสียใจและผิดหวังออกมาเล็กน้อย

      “ข้าบอกแล้ว ข้าอยากลองดู”

      เมื่อพูดจบ เยี่ยจื่อจินก็สะบัดแส้ยาวรูปร่างน่าพิศวงออกไปมันพุ่งตรงไปหาเฉาฉี่ไท่อย่างรวดเร็วปลายแส้ที่เต็มไปด้วยตะขอมากมายถูกห่อหุ้มด้วยพลังปราณไว้ในชั่วพริบตาก็ถูกส่งไปอยู่ข้างหน้าของเฉาฉี่ไท่แล้ว

      เฉาฉี่ไท่ที่เผชิญหน้ากับการโจมตีอย่างฉับพลันของเยี่ยจื่อจินยังคงยืนนิ่งอยู่ทว่าขณะที่แส้ยาวกำลังพุ่งไปถึงตัวของเฉาฉี่ไท่ เขาก็เริ่มเบนตัวเล็กน้อยจากนั้นเขาก็แวบหายไปอย่างน่าพิศวง

      เมื่อเยี่ยจื่อจินพบว่าเงาที่อยู่ตรงหน้าจู่ๆก็หายตัวไป รูม่านตาของนางก็หดด้วยความตกใจ แส้ที่สะบัดออกไปข้างหน้าเลยทะลุไปกระแทกที่ด้านหลังของเป้าหมายที่ไม่มีอะไรแทน

           ขณะนั้นเองพลังฝ่ามือที่เฉียบคมถูกปล่อยออกมาปัดการโจมตีจากแส้ยาวพิสดารไปได้อย่างง่ายดายเมื่อพลังฝ่ามือกับแส้ปะทะกันก็เกิดเสียงดังสนั่นขึ้นมาเกิดเป็นคลื่นพลังแผ่ออกมารอบๆ พลังนี้ทำให้เยี่ยจื่อจินเกือบทำแส้ยาวหลุดมือแม้แส้ยาวจะมีพลังปราณห่อหุ้มไว้อย่างแน่นหนาแต่เมื่อต้องรับการปะทะอันรุนแรงจากพลังนั้นก็ต้านทานไม่ไหวบนแส้เกิดเป็นรอยหักยาวและมีเลือดไหลยาวออกมาจากฝ่ามือของเยี่ยจื่อจิน

      “ตึงๆ!”

      ร่างของเยี่ยจื่อจินถูกซัดจนถอยหลังไปหลายก้าวนางหน้าซีด สีหน้าเคร่งเครียด กล่าวว่า “ข้าสู้เจ้าไม่ได้เจ้าชนะแล้ว”

           เมื่อพูดจบ เยี่ยจื่อจินก็หมุนตัวเดินไปด้านหน้าตู้เซ่าฝู่ที่ยืนมองเงียบๆ

      นัยน์ตาของตู้เซ่าฝู่สั่นไหวขณะที่เขากำลังจะอ้าปากพูด ก็ได้ยินเสียงกระแทกโครมๆ ดังขึ้นมา หลังจากที่ฉินเสี่ยวลู่เข้าร่วมบรรดาวัยรุ่นของบ้านสกุลเยี่ยก็ทยอยแพ้ถอยออกไป ฉินเสี่ยวลู่เป็นคนจัดการผู้เข้าประลองจากบ้านสกุลเยี่ยไปได้จำนวนมากผู้เข้าร่วมการประลองของบ้านสกุลเยี่ยรุมโจมตีเอาชนะนางไม่ไหว ทว่าคนของบ้านสกุลฉินที่เหลือคนอื่นล้วนแต่สภาพรอมร่อสู้ต่อไปไม่ไหว

      “เมื่อกี้ข้าถูกรังแกข้าว่าเจ้าน่าจะช่วยล้างแค้นให้ข้าได้นะ ที่เหลือก็ฝากเจ้าแล้ว ต้องชนะให้ได้ล่ะ” ริมฝีปากสีแดงอวบอิ่มขยับ เมื่อพูดจบ เยี่ยจื่อจินก็ยิ้มให้ตู้เซ่าฝู่ด้วยท่าทางอย่างสนิทสนมจากนั้นนางก็เดินออกไปจากวงสนาม

      ทั้งสนามประลองในตอนนี้เหลือเพียงตู้เซ่าฝู่ฉินเสี่ยวลู่ เฉาฉี่ไท่และเด็กสาวที่ไม่มีใครคาดคิดอย่างไป๋เหมย

    คล้ายกับเรื่องยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว) ที่คุณอ่าน