เฟิ่งฝูพาถังหลีไปที่ห้องครัว โดยให้เฟิ่งเฮ่านั่งรออยู่ในห้องทานอาหารของเสี่ยวเอ้อร์ที่อยู่ติดกับห้องครัว
“พ่อครัวหลัว นี่คือแม่นางถังหลี นางจะมาขอใช้ครัวเพื่อทำผัดผักกับข้าวผัดไข่ให้คุณชาย” เฟิ่งฝูแนะนำถังหลีให้กับพ่อครัวหลัว
พ่อครัวหลัวเป็คนรักในการทำอาหาร ไม่ว่าจะเป็อาหารที่ทำจากวัตถุดิบแสนธรรมดาหรือวัตถุดิบราคาแพงเขาก็ไม่เคยเกี่ยง ขอแค่อาหารจานนั้นออกมาอร่อยเป็ใช้ได้
“แม่นางถังจะรังเกียจหรือไม่หากข้าขอยืนดูวิธีปรุงอาหารของเ้า” พ่อครัวหลัวถาม
“ข้าเป็เพียงหญิงชาวบ้านที่ทำอาหารพื้นๆ เป็แค่ไม่กี่อย่าง จะเทียบกับพ่อครัวหลัวที่เป็อดีตพ่อครัวจากวังหลวงได้อย่างไรเ้าคะ” ถังหลียิ้มตอบอย่างถ่อมตัว
“พ่อครัวหลวงกับพ่อครัวธรรมดาก็ไม่ต่างกัน ขอแค่อาหารที่ทำออกมาถูกปากคนกินก็พอแล้ว ว่าแต่แม่นางจะให้ข้าดูวิธีการทำอาหารของเ้าได้หรือไม่” พ่อครัวหลัวยังแสดงเจตนาของตนอย่างชัดเจน “หรือวิธีการทำอาหารของแม่นางเป็ความลับ เช่นนั้นข้าต้องขออภัยด้วย”
“ไม่มีความลับเกี่ยวกับวิธีทำหรอกเ้าค่ะ เพราะเคล็ดลับสำคัญอยู่ที่เครื่องปรุงที่ข้าปรุงขึ้นมาต่างหาก”
“เครื่องปรุง?” พ่อครัวหลัวยิ้ม “เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ ข้าจะทำผัดผักกับข้าวผัดไข่อย่างละจาน เราจะได้แลกเปลี่ยนกันชิม”
“ได้เลยเ้าค่ะ นับว่าวันนี้เป็บุญของข้าที่ได้ชิมฝีมือพ่อครัวจากวังหลวงแล้ว”
พ่อครัวหลัวได้ฟังก็หัวเราะชอบใจ เฟิ่งฝูที่มีอคติกับนางก็เริ่มคลายความกังวล แม่นางน้อยคนนี้ดูไปแล้วก็น่ารักน่าเอ็นดูอยู่เหมือนกัน ส่วนเฟิ่งเฮ่าที่นั่งอยู่ในห้องทานอาหารที่อยู่ติดกันก็ยังยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวเมื่อได้ยินคำพูดของนาง
ถังหลีมองดูวัตถุดิบก็เลือกที่จะทำคะน้าผัดน้ำมันหอย เพราะที่นี่เป็ห้องครัวของภัตตาคาร วัตถุดิบและเครื่องปรุงต่างๆ จึงถูกจัดวางและล้างเตรียมไว้อย่างเป็ระเบียบ นางเลือกยอดคะน้าที่ล้างไว้แล้วมาลวก จากนั้นก็ตักคะน้าขึ้นแช่ในน้ำเย็นเพื่อให้สีของคะน้าดูเขียวสดน่ารับประทาน แช่คะน้าในน้ำเย็นได้สักพักก็ตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำเพื่อรอจัดใส่จาน เมื่อเตรียมคะน้าเสร็จ นางก็เริ่มเจียวกระเทียมสับจนกลิ่นหอมไปทั่วครัว กระเทียมสุกเหลืองได้ที่ก็ตักขึ้นพักไว้
ต่อมาก็ทำน้ำซอส ถังหลีเลือกใช้น้ำมันที่เหลืออยู่จากการเจียวกระเทียม นางเทน้ำเปล่า ซอสหอยนางรม น้ำตาลทราย และซีอิ๊วขาวลงไป จากนั้นก็เคี่ยวจนน้ำซอสเริ่มข้นขึ้น เมื่อชิมรสชาติว่าอร่อยแล้ว นางก็เติมแป้งข้าวโพดที่ละลายน้ำแล้วลงไปเล็กน้อย เคี่ยวต่อจนน้ำข้นแต่ไม่ถึงกับเหนียว เมื่อน้ำซอสได้ที่ นางก็นำน้ำซอสไปราดบนคะน้าที่จัดวางอยู่ในจานจนชุ่ม โรยหน้าด้วยกระเทียมเจียวที่ทำเตรียมไว้ อาหารจานแรกก็เสร็จพร้อมเสิร์ฟ
การทำข้าวผัดก็ไม่ยุ่งยาก ถังหลีเลือกตักข้าวสวยที่หุงทิ้งไว้แล้วมาใส่ชามใบใหญ่ ตามด้วยผงปรุงรสเห็ดหอม น้ำตาล เกลือป่นเล็กน้อย จากนั้นก็คลุกเคล้าข้าวให้เข้ากัน เสร็จแล้วนางก็ตอกไข่สามฟองใส่ในชามอีกใบหนึ่งแล้วตีให้เข้ากัน
เมื่อเตรียมข้าวกับไข่เสร็จ ถังหลีก็นำกระทะไปตั้งไฟให้ร้อน ใส่กระเทียมสับแล้วผัดกระเทียมจนเหลืองหอม จากนั้นก็นำข้าวลงไปผัดเมื่อรู้สึกว่าข้าวแตกตัวและไม่จับเป็ก้อน นางก็เทไข่ไก่ที่ตีไว้ลงในกระทะ จังหวะนี้นางจะเพิ่มให้ไฟแรงขึ้นแล้วผัดจนไข่เคลือบเม็ดข้าวเป็สีเหลืองทอง ตามด้วยต้นหอมซอยละเอียดอีกเล็กน้อย ขั้นตอนสุดท้าย นางเหยาะซีอิ๊วขาวเห็ดหอมไว้รอบกระทะแล้วผัดข้าวอย่างเร็วอีกครั้ง วิธีนี้จะทำให้ข้าวผัดมีกลิ่นหอมของซีอิ๊ว ก่อนยกอาหารออกไปเสิร์ฟ นางไม่ลืมที่จะหั่นแตงกวาและทำพริกน้ำปลาเตรียมไว้ทานคู่กันด้วย เพราะวิธีทานข้าวผัดแบบไทยๆ ก็เพิ่มความอร่อยและตัดเลี่ยนจากอาหารจานผัดได้เป็อย่างดี
พ่อครัวหลัวมองผัดผักและข้าวผัดไข่ของตนอย่างปวดใจ ตนเองทำงานเป็พ่อครัวหลวงมาหลายปี เมื่อลาออกก็มาทำงานที่หอเฟิ่งไหล เรียกว่าเขาใช้ชีวิตในห้องครัวมากกว่าบ้านของตนเองเสียอีก แต่ดูผัดผักกับข้าวผัดไข่เหลืองทองของแม่นางน้อยผู้นี้สิ มันดูน่ากินกว่าอาหารของเขามากทีเดียว
ถึงอย่างไรพ่อครัวหลัวก็ไม่ใช่คนที่ไม่ยอมรับความจริง เขาตักอาหารของตนเองให้คุณชายและหลงจู๊เฟิ่งได้ชิมก่อน ของอร่อยต้องถูกเก็บไว้ทีหลังไม่ใช่หรือ
เฟิ่งเฮ่ากับเฟิ่งฝูรู้รสมือของพ่อครัวหลัวอยู่แล้ว รสชาติอาหารของพ่อครัวหลัวย่อมอร่อยอย่างไม่ต้องสงสัย พวกเขาใช้เวลาชิมไม่นานก็เสร็จแล้ว แต่อาหารของถังหลีต่างหากที่พวกเขารอคอย
ยังเป็พ่อครัวหลัวที่ตักอาหารให้เฟิ่งเฮ่าและเฟิ่งฝู คราวนี้เขายังตักอาหารบางส่วนมาให้ตนเองชิมด้วย และเมื่อทั้งสามคนได้ชิมผัดผักก็ต้องแอบร้องอยู่ในใจ ผัดผักธรรมดาที่ไม่มีเนื้อสัตว์มันอร่อยขนาดนี้เลยหรือ ทั้งสามคนแย่งกันกินจนผัดผักหมดในพริบตา
จากนั้นทั้งสามคนก็หันมามองหน้ากันอย่างรีรอ แต่ไม่ช้า เมื่อเห็นเฟิ่งเฮ่าเริ่มทานข้าวผัดในชามของตนเอง และเขายังตักพริกน้ำปลาราดบนข้าวแล้วกินคู่กับแตงกวาตามที่ถังหลีแนะนำ วิธีกินข้าวผัดแบบนี้เปิดต่อมรับรสของเขาไปได้อีกระดับหนึ่ง เดิมรสชาติของข้าวผัดก็หอมอร่อยอยู่แล้ว แต่เมื่อทานคู่กับพริกน้ำปลา ความเปรี้ยว เค็ม เผ็ดที่ดูเหมือนจะไม่เข้ากันกลับทำให้ข้าวผัดชูรสขึ้นได้อย่างน่าประหลาด และเมื่อทานแตงกวาเข้าไปก็ช่วยตัดเลี่ยนได้ดี ทำให้ข้าวผัดครึ่งจานใหญ่ตกไปอยู่ในท้องของเฟิ่งเฮ่า เฟิ่งฝูกับพ่อครัวหลัวได้แต่นึกเสียใจที่ตนเองมัวแต่ช้าจนตามเ้านายไม่ทัน
“แม่นางถัง ทีแรกข้าเห็นเ้าถือใหใส่ซอสหอยนางรมกับไหใส่ผงปรุงรสเห็ดหอมมาเท่านั้น แล้วซีอิ๊วขาวกับน้ำปลานั่นเ้าเอามาจากไหน” พ่อครัวหลัวถาม
“เป็เครื่องปรุงที่ข้าหมักไว้ใช้เองเ้าค่ะ ข้ามักจะพกติดตะกร้าไว้เสมอ เมื่อเจออาหารรสจืดเกินไปข้าก็จะเติมมันได้เ้าค่ะ”
“เ้ายังมีซีอิ๊วขาวเห็ดหอมกับน้ำปลาอยู่อีกหรือไม่ ข้าจะรับซื้อมันทั้งหมด” เฟิ่งเฮ่ารีบบอก
“ทั้งซอสหอยนางรม ผงปรุงรสเห็ดหอม ซีอิ๊วขาวเห็ดหอม และน้ำปลา กว่าจะหมักได้ที่ก็ต้องใช้เวลานาน ข้าจึงส่งขายให้ท่านได้เดือนละไม่มากเ้าค่ะ”
“แล้วเ้าจะส่งขายให้ข้าได้มากเท่าไหร่?”
“เดือนละสิบชั่งต่อชนิดเท่านั้นเองเ้าค่ะ” ถังหลีต้องจำกัดปริมาณในการส่ง เพราะหากนางนำสินค้าออกมาจากมิติมากเกินไปก็จะเป็ที่สงสัย
เฟิ่งเฮ่าทำหน้าผิดหวัง อย่างไรหอเฟิ่งไหลที่อำเภอเสียนหู่ก็ต้องปิดตัว แต่หอเฟิ่งไหลที่เมืองหลวงมีลูกค้ามากกว่าที่นี่หลายเท่า เครื่องปรุงแค่นี้จะไปพอได้อย่างไร
ถังหลีพอจะเดาความคิดของเฟิ่งเฮ่าออก “คุณชายกลัวว่าเครื่องปรุงที่ข้าส่งให้จะไม่พอต่อปริมาณอาหารที่ทำขายในแต่ละวันใช่หรือไม่เ้าคะ”
“ข้ากังวลเื่นั้นจริง” เฟิ่งเฮ่าตอบตามความจริง
“คุณชายก็จำกัดจำนวนการขายในแต่ละวันสิเ้าคะ เท่านี้ท่านก็สามารถควบคุมปริมาณเครื่องปรุงที่มีอยู่ได้แล้ว”
“บอกแม่นางตามตรง ความจริงแล้วข้ากำลังจะปิดหอเฟิ่งไหลที่อำเภอเสียนหู่แห่งนี้ ดังนั้นที่ข้ากังวลเพราะปริมาณการขายของหอเฟิ่งไหลที่เมืองหลวงมีมากกว่านี้หลายเท่า ถึงแม้ข้าจะจำกัดปริมาณการขายในแต่ละวัน แต่เครื่องปรุงเท่านี้ก็พอให้ข้าใช้ได้แค่ครึ่งเดือนเท่านั้น”
“คุณชายจะปิดกิจการที่นี่แล้วย้ายกลับไปอยู่เมืองหลวงหรือเ้าคะ” ถังหลีถามอย่างสนใจ เมืองหลวงเป็สถานที่ที่นางตั้งเป้าหมายไว้อยู่แล้วไม่ใช่หรือ หากผูกสัมพันธ์กับคุณชายเฟิ่งไว้ ไม่แน่นางอาจจะได้ย้ายไปอยู่เมืองหลวงเร็วขึ้น
เฟิ่งฝูเห็นท่าทางของถังหลีก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “แม่นางถัง เ้าสนใจที่จะทำงานเป็แม่ครัวให้หอเฟิ่งไหลของเราหรือไม่ เ้าสามารถตามเรากลับเมืองหลวงได้เลยนะ”
ถังหลียิ้มแล้วส่ายหน้า “เมืองหลวงเป็สถานที่ที่ข้าใฝ่ฝันอยากจะไปจริงๆ เ้าค่ะ แต่ครอบครัวของข้าต้องไม่ยอมแน่”
“ติดที่ท่านพ่อท่านแม่ของเ้าหรือ ข้าช่วยพูดให้ได้นะ”
“ปัญหาที่บ้านของข้าต้องเป็ข้าที่จัดการเองเ้าค่ะ”
เฟิ่งฝูรู้สึกเสียดาย แต่ก็อย่างว่า นางเป็เด็กสาวที่ยังไม่ออกเรือน จะมีบิดามารดาที่ไหนที่จะยอมให้บุตรสาวเดินทางไปกับคนแปลกหน้ากันล่ะ
เฟิ่งเฮ่าก็เข้าใจในเื่นี้เช่นกัน แต่เขากลับมีความคิดดีๆ อย่างหนึ่ง ในเมื่อแม่นางถังมีความมุ่งมั่นว่าสักวันนางจะไปเมืองหลวง เช่นนั้นเขาจะลองบอกข้อเสนอของเขาดู “เ้าบอกว่าเ้าอยากไปเมืองหลวง พอไปถึงที่นั่นแล้วเ้าอยากทำอะไร”
“ข้าเป็คนชอบทำอาหาร ตั้งใจว่าจะเปิดร้านขายอาหารเ้าค่ะ” ถังหลีรีบอธิบายเมื่อเห็นสายตาของเฟิ่งเฮ่ากับเฟิ่งฝูมองมาที่ตน “ข้าไม่ได้จะเปิดร้านอาหารใหญ่โตเช่นหอเฟิ่งไหลของพวกท่านหรอกนะเ้าคะ ข้าอยากเปิดร้านอาหารเล็กๆ ที่ให้ชาวบ้านสามารถซื้อของอร่อยกินได้ในราคาถูก อย่างเช่นบะหมี่ ซาลาเปา หรือไม่ก็ข้าวราดแกง แต่ทั้งหมดนี้เป็แค่ความคิดของข้าเท่านั้นเ้าค่ะ เมืองหลวงเป็สถานที่แบบใดเ้าคะ มีเงินเท่าไหร่ถึงจะซื้อบ้านกับร้านค้าที่นั่นได้”
“หากข้าช่วยซื้อบ้านกับร้านค้าทำเลดีๆ ให้เ้าได้เล่า เ้าจะว่าอย่างไร” เฟิ่งเฮ่ายิ้ม
ถังหลีมองคุณชายตรงหน้าก็ไม่เห็นว่าเขาจะมีแววตาเ้าเล่ห์ “ในโลกนี้ไม่มีของที่ได้มาเปล่าๆ นอกจากขายเครื่องปรุงให้ท่านแล้ว คุณชาย้าให้ข้าทำอะไรให้อีกหรือเ้าคะ”
เฟิ่งเฮ่าหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ “เ้าไม่เคยเรียนหนังสือมาจริงหรือ แต่ทำไมข้ารู้สึกว่าเ้ารู้ทันความคิดของข้าทุกอย่าง”
“นับว่าข้าเป็คนฉลาดคนหนึ่งกระมังเ้าคะ” ถังหลีพูดจบก็หัวเราะ “ข้าแค่พูดเล่นเ้าค่ะ”
“ไม่หรอก ข้ารู้สึกว่าเ้าฉลาดมากจริงๆ” เฟิ่งเฮ่าหัวเราะอีกครั้งก่อนที่จะพูดเข้าเื่ “เ้าได้ยินเื่ที่ข้ากับคุณหนูโจวพนันกันไว้แล้วใช่หรือไม่”
แต่ถังหลีกลับส่ายหน้า “ข้าไม่รู้เื่อะไรเลยเ้าค่ะ ปกติแล้วข้าอาศัยอยู่ในหมู่บ้านถังเจี่ย นานๆ จะเข้าเมืองสักครั้ง และเมื่อเช้าก่อนมาที่นี่ ข้าก็ไปที่โรงหมอเป่ยจินถังมาเท่านั้นเ้าค่ะ”
เฟิ่งฝูจึงเล่าเื่ราวที่โจวม่านหรูมาก่อเื่จนเกิดการเดิมพันกันระหว่างแม่นางโจวกับคุณชายเฟิ่งขึ้น
ถังหลีเข้าใจในทันทีว่าเฟิ่งเฮ่าคงอยากให้นางคิดรายการอาหารชนิดใหม่ “ข้าช่วยท่านเื่นี้ได้เ้าค่ะ”