ห้องกระจกเงียบจนได้ยินเสียงหายใจ ไม่ใช่เสียงหายใจของคน แต่เป็เสียงหายใจของห้อง ผนัง พื้น เพดาน ล้วนทำด้วยวัตถุที่เรืองแสงเล็กน้อย สีเทาเย็น ไม่ใช่แสงไฟ ไม่ใช่แสงจันทร์ เป็แสงที่ดูเหมือนมาจากตัวหินเอง เหมือนหินที่กำลังจำบางอย่างแล้วเล่าซ้ำ ๆ ในเงียบ ไม่มีลม ไม่มีแมลง ไม่มีเสียงน้ำ มีแต่เสียงที่ไม่ใช่เสียง คือความกดดันที่หนักจนหูอื้อ
หลิงเทียนยืนอยู่กลางห้อง ก่อนหน้านี้เขาเพิ่งออกจากสนามรบที่ไม่ใช่ของจริง ไหล่ข้างซ้ายยังปวดราวกับมีดาบผ่าน ทั้งที่รู้ว่าาแนั้นไม่มีอยู่จริง ร่างกายก็ยังไม่ยอมลืม เขาหลับตาครู่หนึ่ง เปิดขึ้น ปวดยังอยู่ เขาจึงเลือกไม่สนใจมัน เพราะสิ่งที่อยู่ตรงหน้าสำคัญกว่า และเพราะถ้าสนใจมัน เขาจะเริ่มสงสัยว่าความเจ็บครั้งนี้เป็ของจริงหรือไม่ แล้วจะเริ่มสงสัยว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้านี้เป็ของจริงหรือไม่ แล้วจะไม่สามารถเลือกอะไรได้เลย
กระจกสามบานตั้งอยู่เบื้องหน้า สูงเท่าคนสองคน บานแรกตั้งตรง บานที่สองเอียงเล็กน้อย บานที่สามเอียงไปอีกทาง เหมือนสามประตูที่เปิดไปคนละทิศ ผิวกระจกไม่สะท้อนภาพห้อง แต่สะท้อนเงาของสิ่งที่ยังไม่เกิด
ภาพแรก—เขาเป็วีรชน ภาพที่สอง—เขาเป็จักรพรรดิ ภาพที่สาม—เขาเป็คนธรรมดา ทั้งสามชีวิตดูเหมือนคำตอบ แต่ยิ่งมอง—หลิงเทียนกลับยิ่งรู้สึกว่ามันเหมือนกรง กรงที่ทำจากความอยาก เพราะทุกภาพดูดีเกินไปจนไม่น่าเชื่อ
“เลือก” ตี้เสวียนกล่าว เสียงของเขามาจากทุกทิศ เหมือนไม่ได้พูดจากปาก แต่พูดจากผนัง
“ไม่”
“เหตุใด?”
“เพราะข้าไม่เชื่อว่าฟ้าจะใจดีขนาดเตรียมอนาคตให้เลือกเพียงสามแบบ” หลิงเทียนยังมองกระจก “ฟ้าไม่เคยใจดีกับข้าขนาดนั้น ทำไมถึงต้องเริ่มตอนนี้”
ดวงตาตี้เสวียนหรี่ลง กระจกบานแรกสว่างขึ้น หลิงเทียนเห็นตัวเองในชุดเกราะสีดำ ยืนอยู่บนกำแพงเมือง คนเป็หมื่นเรียกชื่อเขา เสียงเ่าั้ดังจนสั่น แต่เื้ั—ศพทหารกองสูงเป็เนิน เืไหลลงจากกำแพงเป็ทาง มือของเขาในภาพกำดาบ แต่ใบหน้าไม่มีความสุข มีแต่ความเหนื่อยล้า ใบหน้าของคนที่ชนะมากจนลืมไปว่าตัวเองกำลังต่อสู้เพื่ออะไร หลิงเทียนมองภาพนั้น เห็นว่าวีรชนในภาพไม่ได้ยืนอยู่บนกำแพง เขายืนอยู่บนกองศพ กำแพงนั้นสร้างจากคนที่ตายเพราะเขา
กระจกบานที่สองสว่าง เขาเป็จักรพรรดิ นั่งอยู่บนบัลลังก์ อาณาจักรสงบ ประชาชนอยู่ดี แต่เด็กชายคนหนึ่งกำลังถูกนำตัวไปปะา เพราะครอบครัวก่อฏ เด็กคนนั้นหันมามองตัวเขาบนบัลลังก์ ดวงตาเด็กไม่มีน้ำตา มีแต่คำถาม หลิงเทียนในภาพหลับตา ไม่ยอมดู มือบนพนักบัลลังก์กำแน่นจนข้อนิ้วขาว เพราะเขารู้ว่าถ้าเปิดตา เขาจะต้องเห็นว่าตัวเองกำลังฆ่าเด็กคนเดียวกับที่เขาเคยเป็
กระจกบานที่สาม ร้านตีเหล็ก บิดานั่งตีเหล็กอยู่หน้าร้าน ควันถ่านลอยขึ้น หลิงเทียนในภาพเดินเข้ามานั่งข้าง ๆ บิดาไม่พูด แค่ยื่นค้อนให้ ชีวิตธรรมดา ไม่มีเื ไม่มีบัลลังก์ ไม่มีคนเรียกชื่อ มีแต่เสียงค้อนตีเหล็ก เสียงไฟในเตา เสียงลมผ่านหลังคา หลิงเทียนในภาพยิ้ม เป็รอยยิ้มที่เขาไม่ได้ยิ้มมานาน แต่แล้วรอยแยกบนฟ้าเปิดออก เป็เส้นสีดำบาง ๆ ลากจากเพดานลงมา แล้วเมืองทั้งเมืองถูกเผา บิดาในภาพหันมา ใบหน้ายังเหมือนเดิม ก่อนไฟกลืนกิน หลิงเทียนในภาพยืนนิ่ง ไม่หนี เพราะรู้ว่าไม่มีที่จะหนี ความสงบนั้นไม่ใช่อนาคต มันเป็สิ่งที่ชะตาให้เขาเห็น เพื่อให้เขาเจ็บมากขึ้นเมื่อมันถูกพังทลาย
หลิงเทียนมองภาพทั้งหมด มือกำแน่น “นี่ไม่ใช่อนาคต”
ตี้เสวียนถาม “แล้วคืออะไร?”
“คำเตือน”
“ต่างกันอย่างไร?”
“อนาคตคือสิ่งที่จะเกิด” หลิงเทียนเดินเข้าใกล้กระจก “แต่สิ่งที่ท่านแสดงให้ข้าเห็นคือสิ่งที่ท่าน้าให้ข้ากลัว ท่านเลือกภาพที่แตะจุดอ่อนที่สุดของข้า บิดา ความตายของคนบริสุทธิ์ สิ่งที่ข้ารัก นั่นไม่ใช่การทำนาย นั่นคือการข่มขู่”
ตี้เสวียนไม่ตอบ ความเงียบนั้นเป็คำตอบในตัวมันเอง
หลิงเทียนยกมือ เส้นสีดำบาง ๆ ปรากฏจากข้อมือของเขาในกระจกทั้งสาม ไม่ใช่เส้นจริง แต่เป็เงาของเส้น มองเห็นได้แต่จับไม่ได้ เส้นทั้งหมดเชื่อมไปยังจุดเดียวกัน เหนือหัวของเขา ลอยอยู่ในที่ที่ตามองไม่เห็น หลิงเทียนขยับมือ เส้นนั้นขยับตาม ช้ากว่าเขาเล็กน้อย เหมือนเชือกที่ผูกคอสัตว์ ไม่ได้รัด แต่เตือนว่ายังอยู่
“ชะตา” เขาพูดเบา ๆ
“ใช่”
“แล้วมันอยู่ที่ไหน?”
“เหนือเ้า”
หลิงเทียนเงยหน้า เพดานไม่มีอะไร แต่เส้นนั้นยังอยู่ เขารู้สึกได้ เหมือนมีใครยืนอยู่เหนือศีรษะ มองลงมา คนที่ถูกมองไม่ได้เห็นตาของคนที่มอง แต่รู้ว่าถูกมอง “ท่านเคยถูกมัดด้วยเส้นนี้หรือไม่?”
ตี้เสวียนไม่ตอบ แต่ดวงตาของเขาเปลี่ยน เป็ครั้งแรกที่หลิงเทียนเห็นอะไรบางอย่างในดวงตานั้น ไม่ใช่ความสงบ ไม่ใช่ความเ็า แต่เป็รอยแผลเก่า หลิงเทียนไม่ถามต่อ เพราะคำตอบอยู่ในสายตานั้นแล้ว เขายิ้ม รอยยิ้มที่ไม่ได้เกิดจากความสบายใจ แต่เกิดจากความโกรธ “ถ้ามันอยู่เหนือข้า”
กำปั้นของเขากำแน่น “งั้นก็ต้องมีทางให้ข้าขึ้นไปถึงมัน”
ตี้เสวียนมองเขา “เ้าคิดว่าการทุบกระจกจะทำให้ชะตาหายไป?”
“ไม่” หลิงเทียนชกกระจก เปรี๊ยะ! รอยร้าวแผ่ออกจากกำปั้น เหมือนน้ำแข็งที่กำลังแตก “แต่ข้าต้องเริ่มจากการทำลายสิ่งที่มันใช้มัดข้า กระจกนี้ไม่ใช่อนาคต มันคือโซ่ ที่หลอมจากความกลัวของข้าเอง”
กระจกแตก ทั้งสามภาพพังลงพร้อมกัน เศษแสงตกลงเหมือนฝน แต่ละเศษเป็ภาพเล็ก ๆ ที่ดับไปทันทีที่แตะพื้น ห้องทั้งห้องสั่น เสียงดังเหมือนกระดูกหัก หลิงเทียนยืนนิ่งกลางเศษแสง ไม่หลบ ปล่อยให้มันตกลงบนไหล่ มันไม่เจ็บ เพราะมันไม่จริง แต่เส้นสีดำที่ลอยเหนือหัวของเขายังอยู่ ไม่หายไปเพราะกระจกแตก หลิงเทียนรู้ การทุบกระจกไม่ได้ทำลายชะตา มันแค่ทำลายภาพที่ชะตาใช้ข่มขู่เขา ตัวตนของชะตายังอยู่ เหนือเขา รอเขาอยู่
ตี้เสวียนมองเขาอยู่นาน ก่อนกล่าวว่า “เ้าผ่าน”
“ผ่านอะไร” หลิงเทียนถาม ไม่หันมา “ผ่านการทดสอบ หรือผ่านการถูกหลอก”
ตี้เสวียนไม่ตอบ แต่รอยยิ้มเล็ก ๆ ปรากฏที่มุมปาก
“ท่านไม่ตอบ เพราะคำตอบคือทั้งสองอย่าง” หลิงเทียนหันมามองเขา “ท่านทดสอบข้า แต่ก็หลอกข้าด้วย เพราะท่านอยากให้ข้าคิดว่าทุกอย่างเป็เื่จริง แม้ที่รู้ว่าเป็ภาพลวงตา”
“เ้าเข้าใจมากไป”
“หรือเข้าใจน้อยไป” หลิงเทียนตอบ “ข้ายังไม่รู้ แต่ข้าจะรู้”
แท่นหินปรากฏขึ้นจากพื้น ไม่ได้เคลื่อนขึ้นมา แต่เหมือนพื้นเดิมเปลี่ยนรูป แท่นสูงเท่าเข่า บนแท่นมีตำราสีดำ ปกทำจากหนังสัตว์ที่ไม่รู้จัก ััเย็น และเกล็ดัสีเข้ม ใหญ่เท่าฝ่ามือ สะท้อนแสงเล็กน้อย แต่ไม่ได้สะท้อนภาพอะไร เหมือนมันกลืนแสงเข้าไป
หลิงเทียนหยิบตำรา ทันทีที่ัั—ตัวอักษรปรากฏขึ้นบนหน้า ไม่ใช่การเปิดหน้า แต่เป็ตัวอักษรที่ลอยขึ้นมาจากกระดาษ เรียงตัวเองเป็ประโยค ตัวอักษรไม่ใช่หมึก แต่เป็เงาสีดำที่ขยับได้ เหมือนมีชีวิต
เห็นสิ่งที่อยู่ ไม่ใช่สิ่งที่อยากเห็น
เขาอ่านซ้ำ แล้วเปิดหน้าถัดไป ตัวอักษรเปลี่ยน เรียงตัวใหม่
ถามสิ่งที่คิดว่ารู้
หน้าสาม—ยอมรับราคาของสิ่งที่เลือก
หลิงเทียนเงียบ มือกำปกตำรา เขารู้สึกได้ว่าตัวอักษรเ่าั้ไม่ได้เป็แค่ตัวหนังสือ แต่เป็คำถามที่จะตามหลอกเขาไปตลอดชีวิต “นี่คือวิชาดาบ?”
“เป็รากของวิชาดาบ” ตี้เสวียนตอบ “วิชาดาบทั่วไปสอนให้ตัดศัตรู วิชานี้สอนให้ตัดเหตุผลที่ทำให้ศัตรูเป็ศัตรู”
หลิงเทียนมองตำรา “ตัดเหตุผล... แปลว่าถ้าศัตรูเข้ามาเพราะถูกสั่ง ข้าไม่ตัดคน แต่ตัดคำสั่ง?”
“เ้าเข้าใจเร็วกว่าที่คาด”
“แต่คนที่ถูกสั่งก็ยังถือดาบ”
“ใช่” ตี้เสวียนตอบ “นั่นคือราคา วิชานี้ไม่ได้ทำให้ไม่มีคนตาย มันแค่ทำให้เ้ารู้ว่าคนตายเพราะอะไร แล้วเ้าจะตัดสินใจได้ว่าจะให้เหตุผลนั้นตายต่อไป หรือไม่”
หลิงเทียนมองเกล็ดั เกล็ดนั้นเย็นในมือ แต่เมื่อกำแน่น เขารู้สึกได้ว่ามันอุ่นขึ้น เหมือนมีชีวิต “แล้วเกล็ดนี้?”
“เกล็ดของัที่ตายเพราะฝืนชะตา” ตี้เสวียนกล่าว “ัตัวนั้นพยายามบินขึ้นไปหาเส้น แล้วถูกดึงลงมา มันตาย แต่เกล็ดของมันยังจำไว้”
“จำอะไร?”
“จำว่ามันเคยบินได้”
หลิงเทียนกำเกล็ดไว้แน่น เกล็ดอุ่นขึ้นอีก เหมือนมันกำลังตอบสนองความโกรธของเขา เหมือนมันจำความรู้สึกนี้ได้ เพราะัที่เคยบินก็โกรธเช่นกัน โกรธที่ถูกดึงลง โกรธที่พยายามแล้วแพ้ แต่เกล็ดนี้ยังจำไว้ ว่ามันเคยบินได้ และสิ่งที่เคยทำได้ ยังทำได้อีก
“แล้วข้าต้องฝึกอย่างไร?”
“ใช้ชีวิต”
หลิงเทียนมองหน้าเขา “ท่านนี่ช่างขายของเก่งจริง ให้ของฟรี แล้วบอกว่าราคาคือทั้งชีวิต”
ตี้เสวียนหัวเราะ เสียงหัวเราะของเขาแปลก เพราะมันไม่มีความสุข มันเหมือนเสียงของคนที่เคยเห็นคนอื่นจ่ายราคานั้นมาก่อน
ทันใดนั้น—ภาพหญิงสาวปรากฏเหนือแท่น ไม่ได้เดินมา แต่ปรากฏขึ้นเหมือนควันที่รวมตัว หลิงเทียนแข็งค้าง ลมหายใจค้างกลางทาง ชุดขาว เรือนผมยาวสีดำ ดวงตาคู่นั้น—เขาจำได้ แม้จะเห็นเพียงครั้งเดียว เมื่อตอนที่ยังเด็ก ก่อนที่นางจะหายไป ก่อนที่บิดาจะเลิกพูดถึงนาง ก่อนที่ชื่อนางจะกลายเป็สิ่งต้องห้ามในบ้าน แต่หลิงเทียนจำดวงตาคู่นั้นได้ เพราะนางเป็คนแรกที่มองเขาแล้วไม่เห็นแค่เด็กที่ไร้รากปราณ นางเห็นเขา
“ท่านแม่...”
เสียงของเขาแหบ เพราะไม่ได้เรียกคำนี้มานาน ในบ้าน ไม่มีใครพูดถึงนาง บิดาไม่พูด คนรับใช้ไม่พูด เหมือนนางไม่เคยมีอยู่ แต่หลิงเทียนจำได้ จำกลิ่นของนาง จำเสียงหัวเราะ จำมือที่ลูบหัวเขาก่อนนอน แล้ววันหนึ่ง ทุกอย่างหายไป เหลือแต่ความเงียบ และประตูที่ล็อค
หญิงสาวในภาพวางมือลงบนแท่น มือของนางไม่จับแท่นจริง แต่เงาของมือแตะ “หากวันหนึ่งเด็กคนนั้นมาถึง อย่าบอกเขาทุกอย่าง”
หลิงเทียนเดินเข้าไป “แม่!”
ภาพไม่ตอบ ไม่ได้เพราะไม่ได้ยิน แต่เพราะนางเลือกไม่ตอบ “อย่าให้เขาเกลียดฟ้าจนยอมกลายเป็สิ่งเดียวกับที่เขาเกลียด”
คำนั้นทำให้หลิงเทียนหยุด นางไม่ได้บอกให้เขาอย่ากลัว ไม่ได้บอกให้ระวัง แต่บอกให้อย่ากลายเป็ศัตรู แม่ของเขารู้ว่าความเกลียดชังสามารถเปลี่ยนคนให้กลายเป็สิ่งที่ตัวเองเกลียด และนางกลัวว่าลูกของนางจะเดินไปบนทางนั้น
ภาพดับ ควันกระจาย หลิงเทียนหันกลับ “นางยังมีชีวิตอยู่หรือไม่?”
ตี้เสวียนเงียบ
“ตอบข้า” เสียงหลิงเทียนเปลี่ยน ไม่ใช่เสียงของเด็กที่ท้าทาย แต่เป็เสียงของคนที่กลัวคำตอบ
เงียบ
“ท่านรู้ใช่ไหม?”
เงียบ
หลิงเทียนกำหมัด ครั้งแรกั้แ่เข้าถ้ำ—เขารู้สึกกลัวจริง ๆ ไม่ใช่กลัวตาย ไม่ใช่กลัวแพ้ แต่กลัวว่าเขาจะเดินตามชะตาไปไกลเกินกว่าจะหันกลับ กลัวว่าทุกก้าวที่เขาคิดว่าเป็การฝืน อาจเป็ก้าวที่ชะตาเตรียมไว้ให้แต่แรก กลัวว่าแม่ของเขาอาจรู้สิ่งนี้ และนั่นคือเหตุผลที่นางบอกให้อย่ากลายเป็ศัตรู เพราะนางรู้ว่าเขาอาจเป็ ความกลัวนั้นหนักกว่าดาบ หนักกว่าไฟ เพราะมันมาจากข้างใน และไม่มีดาบไหนตัดสิ่งที่อยู่ข้างในตัวเองได้
เสียงะเิดังขึ้นจากอุโมงค์ พื้นสั่น ฝุ่นหล่นจากเพดาน ตี้เสวียนหันไป “คนที่ตามเ้ามาถึงแล้ว”
หลิงเทียนคว้าคัมภีร์และเกล็ดั ยัดเข้าอกเสื้อ เกล็ดัอุ่นอยู่ข้างอก เหมือนหัวใจของสัตว์ที่ตายแล้วแต่ยังไม่ยอมเย็น “พวกมันเป็ใคร?”
“คนที่ไม่้าให้เ้ารู้ว่าตนเองกำลังถูกชะตาเล่นงาน”
“แล้วท่าน?”
ตี้เสวียนมองเขา “ข้าเป็คนที่กำลังรอดูว่าเ้าจะยอมให้มันเล่นหรือไม่”
ประตูเปิด แสงสีแดงลอดเข้ามาจากช่อง ไม่ใช่แสงไฟ แต่เป็แสงที่มีกลิ่น กลิ่นเหมือนเืที่แห้งแล้วถูกเผา หลิงเทียนวิ่งออกไป ไม่หันกลับ ไม่ใช่เพราะไม่กลัว แต่เพราะกลัวว่าหากหันกลับ เขาจะเห็นตี้เสวียนยิ้ม และรอยยิ้มนั้นจะหมายถึงว่าทุกอย่างที่เขาทำ ยังอยู่ในแผนของใครบางคน แต่เขายังวิ่ง เพราะยืนอยู่ก็ตาย วิ่งก็ตาย แล้วข้าเลือกที่จะวิ่งไปข้างหน้า ข้างหน้าคือที่ที่ยังไม่รู้ และสิ่งที่ยังไม่รู้ ยังพอเปลี่ยนได้ ยังพอสู้ได้ ยังพอเลือกได้ และข้าเลือกแล้ว