ตำนานแห่งซีน : จอมธาตุราชันย์ (ก่อนรีไรท์, ระหว่างรอพิมพ์)

    บทที่ 5: เคทเทิลวิลเลจ 2

    ครอบครัวฟอนฮาวเดอร์คือหนึ่งในครอบครัวแรก ๆ ที่ย้ายรกรากมาอยู่ที่นี่ บ้านเดิมของพวกเขาคือโบสถ์แห่งเดียวของหมู่บ้านชายป่า การโจมตีจากสัตว์ร้ายเมื่อหลายสัปดาห์ก่อนนอกจากจะพรากเอาชีวิตของผู้ศรัทธาจำนวนมากแล้ว มันยังทำให้ครอบครัวนี้สูญเสียสถานที่สำคัญทางศาสนาที่พวกเขาใช้เป็นบ้านไปอีกด้วย
    โคลอี ฟอนฮาวเดอร์คือลูกสาวคนเดียวของครอบครัวนี้ เด็กสาวหน้าตาคมคาย ริมฝีปากแดงระเรื่อตามธรรมชาติ ผิวขาวมีน้ำมีนวล ผมลอนทองส่องประกาย รูปร่างและเครื่องหน้าที่ประกอบกันดูราวกับรูปปั้นเทพธิดาและเมื่อรวมเข้ากับนิสัยนิ่งเฉยไม่ยินดียินร้ายกับอะไรยิ่งทำให้เหล่าเด็กหนุ่มในหมู่บ้านมองว่าเธอคือสิ่งเลอค่าที่ไม่ว่าใครต่างก็อยากได้มาครอบครอง
    เมื่อเป็นที่รักจากคนกลุ่มหนึ่ง ก็ยิ่งกลายเป็นที่เกลียดชังของอีกกลุ่ม โคลอีถูกสาวรุ่นส่วนใหญ่ในหมู่บ้านตั้งแง่ต่าง ๆ นานา บางคนก็แค่อิจฉาที่เธอเป็นที่สนใจ บางคนก็หลงเชื่อคำกล่าวหาว่าร้ายที่ถูกปั้นขึ้นจนอคติกับเธอไป
    เด็กสาวแม้ไม่แสดงออก แท้จริงแล้วเธอกำลังแตกร้าวจากภายใน เธอถูกนินทาว่าร้าย ถูกมองด้วยสายตาเหยียดหยามจากคนที่เธอก็แทบไม่รู้จัก และในเวลาที่ครอบครัวควรจะเป็นผู้ค้ำจุนกลับกล่าวโทษเธอ ว่าเธอคือผู้นำความโชคร้ายสู่หมู่บ้าน พวกเขาเชื่อข่าวลือว่าเธอชอบเล่นหูเล่นตากับพวกผู้ชายในหมู่บ้าน รวมไปถึงเชื่อข่าวลือไม่ดีอีกหลายอย่างที่เธอไม่เคยแม้แต่จะกล้าคิด พวกเขาเชื่อว่าเธอทำให้ศาสนาเสื่อมเสียนำมาสู่บทลงโทษจากพระเจ้าด้วยการส่งปีศาจทำลายหมู่บ้าน
    ในวันที่นีเนได้พบกับเธอ มันคือวันที่วิเศษที่สุดสำหรับโคลอี เด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกันผู้มีรูปร่างและใบหน้าน่ารักราวกับตุ๊กตา นีเนไม่เคยมองเธอด้วยสายตาแบบที่คนอื่นมอง เธอไม่เคยเชื่อเรื่องเลวร้ายที่หลายคนพยายามเตือนเกี่ยวกับโคลอี อีกทั้งอายุทั้งคู่ก็ไล่เลี่ยกัน กลายเป็นหนึ่งหญิงสาวผู้ดูโตเกินกว่าวัย และอีกหนึ่งเด็กสาวผู้ดูราวกับเด็กไร้เดียงสา ทั้งคู่กลายมาเป็นเพื่อนสนิทกันอย่างรวดเร็ว
    นีเนอยากจะจัดงานฉลองให้กับการมีเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันเป็นคนแรกแต่ก็ถูกโคลอีปรามไว้เพราะกลัวจะยิ่งถูกเด็กสาวในหมู่บ้านหมั่นไส้ยิ่งกว่าเดิม โดยเฉพาะกับสามสาวที่เคยเป็นเพื่อนสนิทของเธอ

    ...อีสเตอร์ โครวี มัลเช...

    ทั้งสามคืออดีตเพื่อนและเป็นผู้ที่ทำให้โคลอีเจ็บช้ำน้ำใจมากที่สุด พวกเธอเคยสนิทกันมาก ทั้งสี่เรียนด้วยกัน เติบโตมาด้วยกัน ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดราวกับเป็นแฝดสี่ กระทั่งเคยสัญญาว่าจะอยู่ด้วยกันตลอดไปถึงแม้ว่าหากใครคนใดคนหนึ่งมีครอบครัวก็ตาม แต่ความเป็นเพื่อนของพวกเธอก็จะไม่มีวันจางหายไป
    ทว่าเมื่อเติบโตขึ้นความสัมพันธ์นี้กลับเปลี่ยนไป โคลอีกลายเป็นสาวแรกรุ่นเร็วกว่าใครเพื่อน เธอสูงขึ้น กอปรกับรูปร่างส่วนโค้งส่วนเว้า ใบหน้าเดิมที่ดูน่ารักอยู่แล้วนับวันก็ยิ่งสวยขึ้น เธอเปลี่ยนเป็นเด็กสาวผู้มีความงามเหนือใครทุกคนในหมู่บ้าน แม้แต่หมู่บ้านอื่นที่ห่างออกไปก็ยังหาคนเทียบเธอไม่ได้
    ความริษยาของอีสเตอร์ โครวีและมัลเชนับวันก็ยิ่งเพิ่มขึ้นจนปิดไม่มิด และถึงจุดแตกหักเมื่ออีสเตอร์รู้ความจริงว่าเด็กหนุ่มที่เธอชื่นชมก็แอบปลื้มโคลอีอยู่ เรื่องทำนองเดียวกันเกิดขึ้นกับมัลเชและตามด้วยโครวี ในที่สุดกลุ่มเพื่อนรักที่เคยสัญญาว่าจะรักกันตลอดไปก็พังทลายลงไม่เหลือชิ้นดี
    และนี่คือจุดเริ่มต้นของการกลั่นแกล้งจากทั้งสามสาว
    ทุกวันของโคลอีเหมือนกับฝันร้าย เพื่อนที่เธอไว้ใจกลายเป็นศัตรูที่ร้ายกาจที่สุด ทั้งสามรู้จุดอ่อนของเธอดีจึงใช้มันบีบบังคับกลั่นแกล้งเธอ ข่าวลือร้าย ๆ ของโคลอีเกินกว่าครึ่งก็ล้วนแต่เป็นฝีมือของพวกเธอทั้งสิ้น ความโหดร้ายที่โคลอีต้องพบตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมาพรากความสดใสและรอยยิ้มของเธอไป
    กระทั่งวันหนึ่ง ชีวิตอันน่าสิ้นหวังของโคลอีก็จบลง
    มันคือวันหายนะที่สัตว์ร้ายปริศนาจู่โจมหมู่บ้าน ท่ามกลางเสียงกรีดร้อง ความร้อนจากเปลวเพลิงที่ลุกท่วม คราบเลือดและชิ้นส่วนสิ่งมีชีวิต ประตูหน้าต่างแตกกระจาย สภาพพังทลายของสิ่งก่อสร้างในหมู่บ้าน มีเพียงโคลอีที่มองมันอย่างเฉยเมย ในส่วนลึกของจิตใจกลับรู้สึกว่านี่คือโอกาส ชีวิตของเธอกำลังจะเปลี่ยนไปนับตั้งแต่บัดนี้

    หลังเหตุการณ์ในวันนั้น โคลอีก็ย้ายมาเคทเทิลวิลเลจพร้อมกับครอบครัว มันคือโอกาสเริ่มต้นใหม่อย่างที่เธอฝัน หมู่บ้านใหม่ สังคมใหม่ที่ไม่มีคนคอยกลั่นแกล้งเธออีก บ้านหลังใหม่ถึงแม้จะเล็กแต่ก็สวยงาม ไม่ใช่โบสถ์เก่าทรุดโทรมที่เธอเกลียดนักหนา เธอไม่ต้องทนกับสายตาที่มองมาอย่างไม่เคยคิดจะเข้าใจอีกแล้ว
    แต่ความยินดีของเธอก็อยู่ได้ไม่นาน โคลอีพบว่าชาวบ้านส่วนใหญ่ของเคทเทิลต่างก็ย้ายมาจากหมู่บ้านเดิมของเธอ และที่เลวร้ายที่สุดก็คือแม้แต่ อีสเตอร์ โครวี มัลเช ที่คิดว่าจะไม่ได้พบกันอีกกลับมาอยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง
    วันนั้นเป็นวันที่โคลอีพบกับพวกอีสเตอร์อีกครั้ง ณ เคทเทิลวิลเลจแห่งนี้ และยังเป็นวันที่พบกับนีเนครั้งแรกด้วย
    “ไม่คิดว่าจะได้เจอกันอีกนะ” อีสเตอร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่เป็นมิตร ทั้งสามมุ่งตรงมาหาโคลอีและยืนขวางทางไว้
    “รู้มั้ยว่าเพราะแกทำให้หมู่บ้านของเราต้องพังพินาศ” มัลเชประชิดเข้ามาใกล้อย่างพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ไว้
    โคลอีรู้สึกอึดอัดใจมาก คนเหล่านี้ก็แค่กล่าวหาเธออย่างไร้เหตุผล เธอถอยหนีช้า ๆ สายตาสอดส่ายหาทางรอด
    “ทำไมไม่ตอบล่ะ เพราะมันเป็นความจริงใช่ไหม” โครวียิ้มเย้ย พลางทำหน้าสมเพช “นี่แหละนะ ตัวหายนะก็คือตัวหายนะอยู่วันยังค่ำ สิ่งที่พวกเราพร่ำบอกคนในหมู่บ้านมาตลอดคือความจริง”
    “ไม่จริง” ในที่สุดโคลอีก็สวนกลับ เธอกำหมัดแน่นแม้ในใจจะหวาดกลัว “พวกเธอก็เห็นว่ามีสัตว์ประหลาด วันนั้นฉันก็อยู่ด้วย บ้านฉันก็โดนทำลาย”
    “โบสถ์เส็งเคร็งนั่นโดนทำลายไปก็ถูกต้องแล้ว แกเสียแค่ที่ซุกหัวนอน แต่แกรู้ไหมว่าน้องและแม่ของฉันถูกไฟคลอกตาย ทำไมแกไม่ตายไปซะตอนนั้นด้วย” ในที่สุดมัลเชก็ระเบิดอารมณ์ออกมาทั้งน้ำตา มันไม่ได้เกิดจากความเสียใจ ทว่ามันเกิดจากความแค้น
    “...” ตอนนี้โคลอีเลือกที่จะเงียบ เพราะพูดอะไรไปฝ่ายตรงข้ามก็ไม่รับฟัง มีแต่จะทำให้แย่ลงกว่าเดิม
    “เธอต้องชดใช้ในสิ่งที่ตัวเองก่อ” อีสเตอร์ว่าด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ เธอส่งสัญญาณให้เพื่อนทั้งสองพุ่งตัวมายึดแขนทั้งสองข้างไว้ พร้อมกับเตะขาให้โคลอีเสียหลัก
    โคลอีล้มลง ใบหน้าราวกับตุ๊กตากระแทกพื้นอย่างแรงจนเลือดกำเดาไหล ร่างกายถูกกดพันธนาการไว้ด้วยแรงสามคน มีหรือเธอจะขัดขืนไหว
    จากนั้นการทุบตีทำร้ายร่างกายก็เริ่มขึ้น ทั้งสามใช้ทั้งมือทั้งเท้าในทุบตีเธอ โจมตีโดยเฉพาะใบหน้าเป็นพิเศษ โคลอีเจ็บจนไม่มีเสียงร้อง น้ำตาไหลรวมกับโลหิตเปรอะเปื้อนไปทั่ว ไม่นานผู้จู่โจมก็เหนื่อยหอบ ก้มมองสภาพราวกับผ้าขี้ริ้วของเหยื่อด้วยสายตาของผู้เหนือกว่า ทว่าดูเหมือนจะยังไม่สาสมใจ
    “เราต้องทำให้มันอับอายจนไม่อยากอยู่ที่นี่ เราจะทำให้ตัววิบัติมาทำลายหมู่บ้านใหม่ของพวกเราไม่ได้” อีสเตอร์ว่า
    “จับมันเปลื้องผ้าจะเป็นไร” โครวีเสนอ ซึ่งแน่นอนทุกคนเห็นด้วย
    มัลเชกระฉากเสื้อของโคลอีจนกระดุมขาด เผยให้เห็นผิวขาวซึ่งบัดนี้ทั้งช้ำและเต็มไปด้วยบาดแผล แต่ก่อนที่ทั้งสามจะลงมือสำเร็จใครบางคนก็เดินผ่านมา
    “สวัสดีค่ะ พวกท่านกำลังทำอะไรกันเหรอคะ" น้ำเสียงเล็กใสดังมาจากเบื้องหลังของพวกเธอ ทั้งสามสะดุ้งสุดตัวเมื่อหันไปก็พบกับเด็กสาวหน้าตาน่ารักในชุดหรูหราราวกับเป็นลูกสาวขุนนาง ผู้มาใหม่มองมาด้วยแววตาสงสัยใคร่รู้
    “ช่วยด้...” โคลอีร้องแต่ยังไม่ทันจบคำก็ถูกมัลเชปิดปากแน่น
    โครวีและมัลเชสบตากับอีสเตอร์เพื่อขอความเห็น เพราะการกระทำในวันนี้เท่ากับว่ามีพยานรู้เห็นเพิ่มขึ้น ไม่เป็นการดีต่อพวกตนเป็นแน่
    อีสเตอร์จ้องอีกฝ่ายอยู่นานพบว่าไม่คุ้นหน้าเลย ไม่น่าเป็นคนในหมู่บ้านหรือรู้จักกัน อาจเป็นผู้ปพยพใหม่เหมือนกัน จึงเอ่ยปากไล่
    “ไม่ใช่เรื่องของหล่อน อย่ามาจุ้น ไปซะ ถ้าไม่อยากจะเจ็บตัวด้วย"
    อีสเตอร์ถลึงตาขู่อย่างดุร้ายโดยไม่รู้ว่าข้าง ๆ เด็กสาวยังมีอีกคนจ้องหน้าเธออย่างไม่พอใจที่บังอาจตะโกนใส่เจ้านายของตน
    “เด็กคนนั้นกำลังโดนกลั่นแกล้งค่ะท่านนีเน" เสียงหนึ่งดังขึ้นจากความว่างเปล่า ตำแหน่งของเสียงอยู่ข้างเด็กสาวผู้เป็นเจ้าของนาม นีเน มันยังกระซิบบอกต่ออีกว่า "จะให้ข้าจัดการให้รึเปล่าคะ หรือจะให้เชือดทิ้งเลย"
    โนบอดีคือสิ่งมีชีวิตโปร่งใส มนุษย์สามัญไม่มีทางมองเห็น ท่ามกลางความวุ่นวายตอนนั้นจึงมีเพียงนีเนผู้เดียวที่เห็นว่า ผู้รับใช้ของเธอแสยะยิ้มน่ากลัว
    “อย่าฆ่าพวกเขานะคะ" นีเนร้องเสียงหลงทำให้ทั้งสี่ถึงกับสะดุ้งโดยเฉพาะอีสเตอร์ที่เข้าใจว่านีเนห้ามไม่ให้เธอฆ่าโคลอี
    “จะบ้าเหรอ! ใครบอกว่าพวกเราจะฆ่ายัยนี่ ก็แค่สั่งสอนนิดหน่อย" หนึ่งในนั้นแก้ตัว
    “พวกนี้เก็บไว้เดี๋ยวก็ก่อเรื่องอีกค่ะ ถ้าให้ข้าจัดการล่ะก็รับรองว่าเจ็บจิ๊ดเดียวค่ะ" โนบอดีโน้มน้าวไม่เลิกพลางขยิบตาทำท่าทาง “เจ็บจิ๊ดเดียวแล้วก็ตายเลยค่ะ” “ไม่ได้นะคะ การฆ่าคนเป็นเรื่องไม่ดีค่ะ" นีเนยังคงร้องโวยวายใส่คนที่ไม่มีใครมองเห็นนอกจากเธอ
    “ไม่ได้จะฆ่า" สามสาวประสานเสียงโต้แต่ดูเหมือนว่าทั้งสองฝ่ายจะพูดกันคนละเรื่อง
    “งั้นแค่หักแขนหักขาทิ้งก็ได้นะ ไม่อย่างนั้นจะช่วยเด็กที่โดนรังแกไม่ได้นะคะ" โนบอดีทำสายตาอ้อนวอน "นะคะ ท่านนีเน"
    นีเนลังเลครู่หนึ่งแต่สุดท้ายก็ตอบตกลง “อื้อ อย่าให้ถึงตายนะ เราไม่อยากชุบชีวิตทีหลัง" สิ้นประโยค ร่างของทั้งสี่ก็ลอยขึ้นจากบนพื้นราวกับถูกบางอย่างที่มองไม่เห็นกระชากขึ้นไป
    "อ๊ะ ไม่ได้สิ ต้องช่วยคนตรงกลางสินะ เกือบจะเผลอหักเป็นชิ้น ๆ ไปด้วยกันแล้ว"
    สิ้นประโยคของโนบอดี เสียงกรีดร้องประสานกันอย่างทรมานพลันดังลั่นทั้งบริเวณ เพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น ผู้เคราะห์ร้ายทั้งสามก็หล่นกระแทกพื้นด้วยร่างอันบิดเบี้ยวผิดรูป
    โคลอีเปิดเปลือกตาขึ้นช้า ๆ ราวกับเพิ่งตื่นจากความฝัน เธอพบเด็กสาวคนเดิมกำลังคุยอยู่คนเดียวหรือกับอะไรบางอย่างที่เธอมองไม่เห็น เธอผู้นั้นกำลังต่อว่าอีกฝ่ายที่ลงมือทำให้เรื่องเลยเถิดจนเธอต้องตามแก้ไข
    “บอกแล้วยังไงคะว่าอย่าให้ถึงตาย" นีเนนั่งทำหน้ามุ่ยพลางมองไปที่ร่างของมัลเชที่นอนนิ่งอยู่บนพื้น แขนและขาทั้งคู่ถูกบิดพับไปด้านหลัง กระทั่งเห็นกระดูกสีขาวทะลุข้อมือออกมา
    “หักแค่แขนกับขาเองนะคะ ไม่นึกว่าถึงขั้นช็อคตาย" โนบอดีอ้อมแอ้มแก้ตัว "ไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ นะคะ"
    “ต่อไปเราขอห้ามไม่ให้ท่านโนบอดีหักแขนหักขาใครอีกนะคะ"
    “บางทีข้าอาจจะหักเยอะไป ถ้าหักแค่อย่างละข้างก็อาจจะไม่ตายนะคะ" วิญญาณสาวยังแก้ตัวไม่เลิก
    “จะกี่ข้างก็ห้ามหักค่ะ ทำร้ายคนอื่นมันไม่ดีนะคะ" นีเนยืนกราน
    “แต่ว่า...”
    “ห้ามค่ะ"
    “แล้วถ้าเป็นคนร้ายล่ะคะ" วิญญาณสาวยังพยายามต่อรอง
    “ถึงเป็นโจรก็ห้ามค่ะ"
    “แล้วถ้าอีกฝ่ายมีอาวุธล่ะคะ"
    “ห้ามค่ะ"
    “แล้ว...”
    “ยังไงก็ห้ามค่ะ"
    “โธ่... ก็ได้ค่ะ" โนบอดียอมแพ้ตกปากรับคำเสียงค่อยซึ่งนีเนยังไม่เชื่อใจเธอ เธอรู้นิสัยบริวารผู้นี้ดี ถ้าวันนึงนีเนตกอยู่ในอันตราย ร่างพลังงานมีชีวิตตนนี้ก็จะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องเธอและมันไม่น่าจะจบลงแค่หักแขนขาเหมือนกิ่งไม้แบบนี้
    นีเนสั่งให้ผู้รับใช้พาร่างทั้งหมด รวมทั้งพาโคลอีไปพักรักษาตัวในปราสาท ท่ามกลางสายตานับสิบของบรรดาบริวารตัวประหลาดของนีเน ทำให้โคลอีเกือบช็อคตามพวกอีสเตอร์ไปอีกคน
    ยูนิตีรับคำสั่งนายให้ดูแลโคลอี การรักษาพยาบาลเบื้องต้นผ่านไปอย่างเงียบ ๆ เธอไม่พูดอะไร ส่วนยูนิตีเองก็เงียบเพื่อหยั่งเชิง
    นับว่าแปลกเพราะถ้าเป็นมนุษย์ธรรมดาคนอื่นอาจกรีดร้องหวาดกลัว ทว่าหญิงสาวชาวบ้านผู้นี้กลับดูใจเย็น ผิวพรรณใบหน้าก็ไม่ได้ดูขี้ริ้วขี้เหร่แต่กลับทำสีหน้าหม่นหมองใบบรรยากาศอึมครึมไม่ดูสดใสเหมือนรูปลักษณ์
    เวลาผ่านไปครู่ใหญ่กว่านายเจ้าของปราสาทกลับมา ก็พบว่าหญิงสาวที่ช่วยเหลือไว้ตอนนี้เนื้อตัวสะอาดสะอ้าน ไร้บาดแผลราวกับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ไม่เคยเกิดขึ้น และยังสวมชุดของนีเนเอง
    “เรียบร้อยค่ะท่านนีเน นี่คือชุดตัวที่ใหญ่ที่สุดที่มีแล้ว อาจจะอึดอัดไม่สบายตัวหน่อย ก็ยังดีกว่าสวมชุดของพวกเรา” ยูนิตีเอ่ยกับนายหญิงของตน แต่ผู้ฟังก็เดาได้ว่าประโยคหลังส่งให้กับโคลอี เพราะเสื้อตัวบนรัดบริเวณหน้าอกอย่างเห็นได้ชัด
    “สวัสดีค่ะ ชื่อนีเน วาเลเรีย รอสคิน หรือจะเรียกว่านีเนก็ได้ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ เรามาเป็นเพื่อนกันได้ไหมคะ” นีเนเอ่ยทักทายพร้อมยื่นมือให้จับ แต่อีกฝ่ายกลับนิ่งเฉย
    “เอ่อ...” ยูนิตีอยากอธิบายให้นายของตนเข้าใจว่าการเป็นเพื่อนกัน ไม่ใช่การขอแบบโต้ง ๆ เช่นนี้ แต่ก็ไม่รู้จะสรรหาคำใดมาบอกดี
    “ไม่ต้องห่วงเพื่อนสามคนนั้นนะคะ เราชุบชีวิตให้แล้ว และยังลบความทรงจำในวันนี้ทิ้งให้ด้วย พวกเขาจะรู้สึกเหมือนกับแค่ฝันร้ายเท่านั้น” นีเนอธิบายด้วยใบหน้ายิ้มสดใส
    โคลอีก้มหน้าลง อย่างน้อยก็สบายใจไปเรื่องนึง ถึงทั้งสามคนจะทำไม่ดีต่อเธอมามาก แต่สภาพการตายแบบนั้นอย่างไรก็ทำใจไม่ได้
    “ขอบคุณ" โคลอีอยากจะพูดอะไรมากกว่านี้แต่เธอรู้สึกจุกจนพูดไม่ออก มันไม่ใช่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นทางกายแต่มันคือสิ่งที่อัดแน่นอยู่ภายใน เธอไม่คิดว่าการที่มีคนแปลกหน้ายื่นมือมาช่วยจะทำให้เธอรู้สึกมีความสุขได้ขนาดนี้
    โคลอีเคยคิดว่าเธออาจจะหมดโอกาสที่จะเชื่อใจใครได้อีกแล้ว แต่เธอกลับรู้สึกดีกับเด็กสาวตรงหน้าอย่างที่ไม่เคยรู้สึกกับใคร นีเนดูแปลกจนผิดปกติ สัญชาตญาณของโคลอีร้องเตือนว่าคน ๆ นี้เป็นตัวอันตราย แต่ถึงกระนั้นแทนที่จะหวาดกลัวเธอกลับยิ่งอยากรู้จักอีกฝ่ายมากขึ้น

    และมิตรภาพของทั้งสองก็งอกงามขึ้นอย่างรวดเร็ว

    error loadedสคัลไนท์ อัศวินเกราะกระดูก บริวารผู้ยึดมั่นในวิธีแห่งอัศวิน

    นิยายแนะนำ