นพกรณ์ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นเหมือนถูกสาป ผู้หญิงคนที่เป็คิวต่อจากเขาเธอคือ ลัดดา แฟนสาวที่ตัดสินใจจบชีวิตของตัวเองด้วยการกินยาตาย โดยที่เขาก็ไม่รู้สาเหตุด้วยว่าเพราะอะไรเธอจึงคิดสั้น ทั้งที่เขาและเธอก็ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมาตลอด เธอไม่เคยเล่าอะไรให้เขาฟัง ตอนนี้เราไม่ได้ผิดใจกัน และไม่ได้ทะเลาะกันเลย ดูเหมือนมันจะไม่มีเหตุผลที่ลัดดาจะต้องมาฆ่าตัวตายแบบนี้!
แล้วทำไมเขาจึงจำเธอไม่ได้? ในตอนแรกนพกรณ์มองหน้าเธอหลายครั้ง แต่ไม่คิดเอะใจเลยว่าผู้หญิงที่เขาคุ้นหน้าคนนั้น คือผู้หญิงที่สำคัญที่สุดในชีวิต เขาถามตัวเองซ้ำไปซ้ำมา ตอนนี้สมองมันตื้อไปหมด
นพกรณ์ตัดสินใจหันหลังกลับไปที่ประตู แต่ทันใดนั้นเสียงชายคนหนึ่งก็ดังออกมาจากมุมมืด
“นพกรณ์ นิพพานะ เป็นามของคุณใช่หรือไม่” เสียงนั้นร้องถาม
“ชะ... ใช่ครับ” นพกรณ์สะดุ้งใเล็กน้อย เขาขานรับโดยไม่ได้ตั้งใจ เหมือนมันหลุดปากออกไปเอง
อึดใจต่อมาชายเ้าของเสียงก็เดินออกมาจากมุมมืด เขาเป็เพียงชายแก่ธรรมดา ๆ คนหนึ่งที่อายุอานามน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับลุงคนที่เขาเห็นอยู่หน้าบ้าน ในตอนแรกที่เขามาถึงที่นี่
“โอเค ก่อนที่คุณจะเดินเข้าไปในถนนแห่งความฝัน ฉันจะขออธิบายวิธีคิด ก่อนจะเข้าไปในความฝันครั้งสุดท้าย!” ชายผู้นั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ
“เอ่อ ผม แบบว่า... เอ่อออ ผมจะต้องเข้าไปในนั้นจริงๆ เหรอ” นพกรณ์หันไปมองถนนสายยาวที่มืดมิดเบื้องหน้า แล้วหันกลับไปที่ประตูที่เดินผ่านออกมา “ขอผมกลับเข้าไปในบ้านแป่บหนึ่งก่อนได้มั้ยครับ” นพกรณ์ยังพะวงอยู่กับลัดดา และความอยากเร่งเร้าให้เขากำลังหาทางรอดตามสัญชาตญาณ
“ไม่ได้! ทุกคนจะต้องเดินเข้าไปในถนนแห่งความฝันของตัวเอง ไม่ว่าใคร คุณไม่อาจย้อนเวลาได้ฉันใด คุณก็เปิดประตูบานนั้นไม่ได้แล้วฉันนั้น” ชายผู้นั้นกล่าวด้วยสีหน้าที่ประหลาดใจ
นพกรณ์มองไปรอบตัวและมองเข้าไปในความมืดมิดบนถนนที่ตัดสู่ใจกลางป่า ไม่ใช่! มันต้องไม่ใช่แบบนี้ ทำไมเขาถึงตาย และตายเพราะอะไร สิ่งสุดท้ายที่จำได้ เขาแค่ร้องไห้ซบกับแขนของลัดดา ใช่! ลัดดา ชายหนุ่มหันกลับไปมองที่บานประตู ตอนนี้เธอคงกำลังนั่งตอบคำถามมัจจุราชอยู่ ทันใดนั้นเขาจึงหันไปมองชายคนที่ยืนคุมเชิงอยู่
“มันเป็เื่ที่ผิดพลาด! ผมยังไม่ตาย”
“ไม่มีใครหนีความตายได้พ้น คุณก็รู้ดี ฉันขอแนะนำว่าอย่าพยายามหาเหตุผลอื่นใด เพื่อเป็ข้ออ้างในการไม่ยอมรับกับความเปลี่ยนแปลงนี้ คุณแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว คุณตายแล้วมันคือความจริง ยิ่งคุณดึงดันมันยิ่งจะส่งผลเสียถึงความฝันครั้งสุดท้ายของคุณเอง”
ชายผู้นั้นกล่าวพร้อมกับเดินเข้ามาััเบา ๆ ที่ต้นแขนของนพกรณ์เหมือนให้กำลังใจ
“เดี๋ยว... ลุงต้องฟังผมอธิบายก่อนนะ เอ่อ... คุณชื่ออะไรครับ”
ชายคนนั้นมองนพกรณ์ตาค้าง ั้แ่ถือกำเนิดมีตัวตนขึ้นมา ไม่เคยมีคนตายคนไหนถามชื่อเขาเลยสักครั้งเดียว
“สุ... สุยาม ผมชื่อสุยาม” ชายผู้นั้นตอบด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ
“อ่า... ลุงมีครอบครัว เอ่อ ลูกเมีย พ่อแม่มั้ย” นพกรณ์ถามอีก สายตาก็สอดส่องหาทางรอด
“ฉันไม่มีครอบครัว ไม่เคยมี และมีไม่ได้ด้วย คุณอย่ามาถ่วงเวลา ฉันไม่ได้โง่” ชายคนนั้นมองหน้านพกรณ์อย่างรู้ทัน
“โธ่ลุง เป็ลุงจะคิดยังไง ก่อนที่ผมจะมาที่นี่ไม่ได้เกิดอะไรขึ้นกับผมเลย ไม่มีอุบัติเหตุ ไม่มีอาการทางสุขภาพอะไรเลย ผมแค่เผลอหลับไปเท่านั้นเอง” นพกรณ์พยายามอธิบาย
“ใช่ไง ตอนนี้คุณกำลังนอนหลับ คุณกำลังฝัน และคุณกำลังจะเข้าสู่ภวังค์ของความฝันครั้งสุดท้าย” ชายผู้นั้นชี้ไปที่ถนนซึ่งทอดยาวสู่ป่าอันมืดมิด
“ไม่ใช่ มันไม่ใช่แบบนี้” นพกรณ์ส่ายหน้าอย่างแรง “ผมยังไม่ตาย ต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ ๆ ลุงไม่มาเป็ผมไม่รู้หรอก อยู่ดี ๆ จะมาตายง่าย ๆ แบบนี้ได้ยังไง มั่ว! พวกคุณมันก็มั่วเหมือนเงินเยียวยานั่นแหละ พวกคุณเอามาผิดคนแล้วรู้มั้ย โธ่... ขอผมกลับเข้าไปในบ้านก่อนเถอะนะ” ประโยคสุดท้ายนพกรณ์เสียงอ่อนลง
“ธรรมชาติทำงานเที่ยงตรงเสมอสำหรับความตาย! และเราไม่เคยไปเอาใครมา คุณมาหาเราเองต่างหาก”
“ปัดโธ่” นพกรณ์ทำท่าเหมือนจะฟาดงวงฟาดงา
ชายคนนั้นมองคนตายด้วยความเมตตา
“เอาล่ะ คุณเดินมากับฉัน เดี๋ยวฉันจะบอกเทคนิคที่จะทำให้คุณพบกับความฝันที่ไม่ทุกข์ แม้มันจะไม่ใช่เื่ที่ยากเย็นอะไร แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะทำได้ เพราะฉะนั้นคุณจะต้องตั้งใจฟังฉัน และพยายามทำตามคำแนะนำของฉัน โอเค๊”
ชายผู้นั้นไม่ใช่แค่พูด มือที่ัักับต้นขนที่ปลอบประโลมในตอนแรก บัดนี้รัดแน่นเสียจนนพกรณ์รู้สึกว่ากำลังถูกลาก! เขาพยายามดึงตัวฝืน แต่ชายผู้นั้นก็ออกแรงบังคับให้เขาเดินตรงไปที่ปากทางเข้าถนน
“ก่อนอื่นคุณจะต้องระลึกถึงสิ่งที่คุณทำแล้วรู้สึกดีที่สุด สงบที่สุด สบายใจที่สุด อุ่นใจที่สุด ผ่องใสที่สุด และอย่านึกถึงอะไรที่เป็ทุกข์ ความไม่สบายใจ ความโศกเศร้า ความสูญเสียอาลัย ความโกรธโมโห ความอิจฉาริษยา และที่สำคัญความอยากได้ คุณอาจจะสวดมนต์ตามพิธีกรรมทางศาสนาของคุณก็ได้ ถ้ามันจะช่วยให้จิตของคุณไม่ฟุ้งซ่านและสงบลง สมาธิเท่านั้นจะช่วยให้คุณระลึกถึงสิ่งที่ดีที่สุดที่เคยทำมา”
ชายผู้นั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ทำให้นพกรณ์ถึงกับอึ้ง ลุงแกไม่ได้พูดเสียงดังมาก แต่ความแรงของคลื่นเสียงนั้นทุ้มก้องกังวานเข้าไปถึงในจิตใจ จนเขารู้สึกถึงอานุภาพของเสียงนั้นเข้าไปเขย่าถึงขั้วหัวใจ
แต่วินาทีนี้นพกรณ์ไม่อาจลึกซึ้งกับความหมายในคำพูดเ่าั้ จิตใจของเขากำลังว้าวุ่นสับสน ความอยาก และพะวงถึงแต่กับหญิงคนรักที่ยังอยู่ในบ้านหลังนั้น
“ถ้าคุณสงบจิตใจลงได้ คุณจะมีสมาธิ ปัญญาคุณจะเกิด ดังที่พระพุทธเ้าของคุณเคยสอนไว้ แล้วคุณจะระลึกถึงอดีตที่คุณทำแล้วผ่องใสสบายใจ ไม่คิดเสียใจที่ได้ทำ หากมีโอกาสคุณจะทำมันอีก”
“โอ๊ย! นี่ยังไม่เข้าใจอีกเหรอ ผะ...ผมยังไม่ได้ต๊าย!”
นพกรณ์ร้องขึ้นสุดเสียงพร้อมสะบัดไหล่ให้หลุดออก แล้วหันไปจ้องตาชายผู้นั้นด้วยอารมณ์ที่เกรี้ยวกราด
“ถ้าคุณมัวแต่ฟุ้งซ่านหมกมุ่นแต่กับความอยากกลับไปมีชีวิตอีกครั้ง ความฝันครั้งสุดท้ายของคุณจะวนเวียนอยู่ในความทุกข์ ความไม่สมหวัง ความแห้งใจ หากต้องหนี คุณจะต้องวิ่งหนีไปตลอดเวลาที่เหลืออยู่ หากฝันว่าถูกฆ่า! คุณจะถูกฆ่าซ้ำแล้วซ้ำอีกจนกว่าจะหมดเวลา คุณจะวนเวียนอยู่แต่กับความเ็ป และความทุกข์ทรมานตลอดไป” ชายผู้นั้นกล่าวเน้นเสียง
“อ้าว ไหนคนที่อยู่ในบ้านบอกว่า ดวงจิตที่เข้าสู่ความฝันจะสลายตัวไปเองเมื่อถึงเวลา” นพกรณ์จำได้ว่าพญามัจจุราชเชื่อเช่นนั้น
“แต่ฉันเชื่อว่าดวงจิตของมนุษย์จะล่องลอยอยู่ในความฝันนั้นตลอดไป ลองคิดดูซิว่าถ้าคุณฝันดีเป็ครั้งสุดท้ายตลอดกาล คุณจะรู้สึกดีมากมายขนาดไหน และมันจะเป็อย่างนั้นตลอดไป แต่ถ้ากลับกันความฝันครั้งสุดท้ายของคุณเป็ฝันร้าย ฝันว่าถูกแทงตาย คุณก็จะถูกแทงตายซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก! ตายแล้วตายอีกตลอดไปชั่วกัปล์ชั่วกัลป์ ผมเชื่ออย่างนั้นนะ ส่วนใครจะเชื่อแบบไหนก็เป็สิทธิ์ของเขา”
ชายผู้มีนามว่าสุยามกล่าวพร้อมกับเหลือบหางตาไปมองดูประตูข้างบ้าน
“แล้วเราเลือกฝันครั้งสุดท้ายไม่ได้เหรอ” นพกรณ์ถามเพื่อถ่วงเวลา เพราะคิดว่าชายผู้ทำหน้าที่ครูแนะแนวกำลังเพลิดเพลินกับการแนะนำ
“ตอนที่คุณยังมีชีวิตอยู่ คุณเลือกความฝันของคุณได้มั้ยล่ะ” ชายผู้นั้นย้อนถาม
นพกรณ์ส่ายหน้า
“ดังนั้น ตอนนี้คุณก็ไม่อาจเลือกความฝันครั้งสุดท้ายได้เช่นกัน จะฝันว่าอะไร เื่อะไร แบบไหน ขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณเคยทำไว้เมื่อครั้งยังมีชีวิต มันคือประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนานทั้งชีวิตของคุณ ระบบสร้างฝันในสมองของคุณ จะเป็ตัวประมวลผลจากประสบการณ์เ่าั้ และปะติดปะต่อเื่ราวให้เป็มโนภาพความฝัน ไม่มีใครเลือกความฝันได้ แต่เลือกประสบการณ์ที่ใช้สร้างฝันได้” ชายผู้นั้นพูดเสร็จก็ยิ้มกว้าง “แต่ตอนนี้คุณหมดเวลาเลือกประสบการณ์ของตัวเองแล้ว”
“พอนส์ น่ะเหรอ” นพกรณ์ถาม
“ใช่ พอนส์ คุณสร้างประสบการณ์แบบไหน พอนส์ก็จะประมวลผลแบบนั้นและผลิตฝันออกมา ดังนั้น ผมจึงมีหน้าที่ทำให้คุณระลึกถึงความทรงจำที่ดีและผ่องใสที่สุด ก่อนที่คุณจะเดินเข้าไปในความฝันครั้งสุดท้าย”
ชายผู้นั้นกล่าวเสร็จ ก็ประชิดตัวนพกรณ์และกดบ่าของเขาให้เดินตรงไปที่ปากทางเข้าถนน ชายหนุ่มมองเข้าไปในความมืดมิดเบื้องหน้าด้วยอารมณ์ที่หวาดกลัวและสับสน ถ้าเขาเดินเข้าไปในถนนเส้นนี้ แน่นอนเลยว่าฝันครั้งสุดท้ายของเขาจะต้องเต็มไปด้วยความทุกข์ ทุกอย่างมันสายไปแล้วจริง ๆ เหรอนี่
“เมื่อระลึกได้ถึงความผ่องใส่แล้ว จงเดินต่อไปสู่ถนนแห่งความฝันครั้งสุดท้าย อย่าได้หันหลังกลับมาอีก!”
ชายผู้นั้นปล่อยมือเหมือนอยากจะให้เขาเดินตรงเข้าไปในถนนด้วยตัวเอง แล้วทันใดนั้นนพกรณ์ก็บังเอิญเหลือบไปเห็นป้ายไม้อันหนึ่งที่ปักอยู่ขอบทางตรงชายป่า ซึ่งมันถูกบดบังด้วยใบไม้ที่หนาแน่นของป่าดงดิบ ที่ป้ายนั้นสลักตัวอักษรภาษาไทยว่า นพกรณ์ นิพพานนะ และมีวันเดือนปีกับเวลาที่เขาตาย!
นพกรณ์เห็นแล้วก็ถึงกับคอตก นี่ถึงเวลาของเราแล้วจริง ๆ หรือ?! จากนั้นเขาก็หันกลับไปมองลุงสุยาม ที่พยักหน้าให้ดวงจิตคนตายที่กำลังเดินเข้าไปสู่ความฝันครั้งสุดท้าย เขาถอนหายใจยาวเหมือนวาระสุดท้ายกำลังจะมาถึง ทั้งที่ตัวเองก้าวข้ามวาระนั้นมามากแล้ว
ชายหนุ่มหลับตาลงด้วยความปลงกับความอยากที่ถวิลหา แต่แล้วภาพใบหน้าของลัดดาก็ปรากฏขึ้นในห้วงลึกสุดของจิตใจ หากความฝันครั้งสุดท้ายของเขาฝันถึงเธอ ก็ขอให้ฝันนั้นเป็ฝันดี แต่หากมันเป็ฝันร้าย ก็ขอให้เขาเองที่ต้องเ็ปทุกข์ทรมานเพียงคนเดียว
ทันใดนั้นนพกรณ์ก็ถูกผลักหลังเบา ๆ ชายผู้มีนามว่าสุยามเร่งให้เขารีบเดินไปข้างหน้า แต่เขาก้าวขาไปอย่างเชื่องช้าตรงกันข้ามกับความคิดที่กำลังพลุ่งพล่าน
“ถ้าเราฝันเห็นลัดกำลังถูกฆ่า! ล่ะ” นั่นแสดงว่าเขาจะต้องวนเวียนอยู่กับความตายของหญิงคนรักไปตลอดเวลาที่เหลืออยู่! ไม่! มันต้องมีทางอื่นอีกซิ
“ก็กูยังไม่ตายนี่หว่า มันเป็อย่างนี้ได้ยังไงวะ!” นพกรณ์เริ่มเดือดดาลขึ้นมาอีกครั้ง
ทันใดนั้นชายหนุ่มก็ลืมตาโพล่งขึ้นมา ภาพตรงหน้าคือถนนที่ทอดยาวไปสู่ความมืดมิดกลางป่าใหญ่ เขาหยุดกึกและยืนอยู่ตรงนั้นไม่ยอมขยับเขยื้อน เหมือนกำลังตัดสินใจอะไรบางอย่าง
“อย่าสร้างความทุกข์ให้ตัวเองอีกเลย นี่คือเวลาสุดท้ายที่เหลืออยู่ของคุณแล้ว จงกลับคืนสู่ธรรมชาติที่คุณจากมา ยอมรับกับความฝันที่คุณสร้างขึ้นเอง” เสียงชายผู้นั้นร้องมาจากด้านหลัง
นพกรณ์ที่ยืนนิ่งบนเส้นทางสู่ความฝันครั้งสุดท้ายกำมือแน่น ไม่มีทางอื่นแล้วเขาคิด ไหน ๆ กูก็ตายไปแล้ว ลองสู้กับมันอีกสักตั้งหนึ่งจะเป็ไรไปวะ!
ทันใดนั้นนพกรณ์กลับหลังหัน แล้ววิ่งตรงเข้าไปหาชายที่ยืนอยู่หน้าปากทางถนน ชายคนนั้นใสุดขีดแล้วทำท่าเตรียมพร้อมจะจับตัวเขาไม่ให้ผ่านออกไป นพกรณ์ที่กำลังวิ่งตรงเข้าหาง้างกำปั้นขึ้นสุดแขน เมื่อวิ่งถึงตัวก็เหวี่ยงหมัดฟาดเข้าที่โหนกแก้มของชายคนนั้นสุดแรง!
ั้แ่เกิดมายังไม่เคยต่อยใคร พอได้ต่อยครั้งแรกก็ดันต่อยหน้าผีเสียนี่! นพกรณ์คิดเมื่อเหวี่ยงหมัดออกไปแล้ว
“เฮ้ย!”
เสียงอุทานด้วยความใของชายที่ชื่อสุยาม แม้กำปั้นจะพุ่งตรงสู่เป้าหมาย แต่กำปั้นของเขาเป็เพียงธาตุอากาศ มือของนพกรณ์ผลุบเข้าไปในหน้าของชายผู้นั้นอย่างเหลือเชื่อ แต่แรงเหวี่ยงก็ทำให้ชายผู้นั้นเสียหลักหงายหลังล้มก้นกระแทก เช่นเดียวกับเขาที่เสียหลักล้มทับตัวชายผู้นั้น ทั้งสองล้มกลิ้งไปกับพื้นหลายตลบ
เมื่อเป็เช่นนี้นพกรณ์จึงไม่รอช้า รีบลุกขึ้นตั้งหลักแล้วะโข้ามชายคนนั้นที่ล้มกลิ้งอยู่ เขาหมายใจจะวิ่งไปที่ประตูบ้านซึ่งอยู่ไกลราว 100 เมตร แต่ช้าเกินไป ชายผู้ที่นอนกลิ้งบนพื้นดึงแขนไว้อย่างแรง จนล้มหงายหลังฟาดพื้น!
แต่แปลก??? เขาแทบไม่รู้สึกเจ็บเลย นพกรณ์ฝืนตัวให้ลุกขึ้นได้ แต่สะบัดแขนไม่หลุด
“อย่าฝืนธรรมชาติเลยคุณ ไม่มีใครทำแบบนี้ ความฝันครั้งสุดท้ายของคุณจะยิ่งวนเวียนอยู่ในความทุกข์ คุณตายไปแล้ว แก้อะไรไม่ได้ คุณออกไปจากฝันของตัวเองไม่ได้!” ชายผู้นั้นกล่าวโดยไม่ยอมปล่อยแขนคนตายที่ดื้อรั้น
นพกรณ์มองดูประตูบานนั้นตาละห้อย เขาจินตนาการถึงสิ่งที่อยู่หลังประตูบานนั้น ลัดดาคงกำลังนั่งหน้าโต๊ะและพยายามนึกถึงสิ่งที่ตัวเองเคยทำ โดยมีสมมติพญามัจจุราชนั่งอยู่ตรงหน้า
“เราจะทำยังไงดีวะ???” นพกรณ์นึกในใจ แล้วหันไปมองหน้าชายผู้ที่ยังรั้งแขนเขาไว้!
“ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะฝืนกฎธรรมชาติ เชื่อฉันเถอะ” ชายคนนั้นกล่าวอีก
นพกรณ์รู้สึกว่าตัวเองไม่มีแรงมากพอที่จะหลุดเงื้อมมือของชายผู้นี้ไปได้ ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจยืนขึ้นด้วยใบหน้าที่สิ้นฤทธิ์
“ผมยอมแล้วลุง ผมต้องเดินเข้าในนั้นใช่มั้ย” น้ำเสียงของเขาดูเหมือนจะสิ้นหวังเสียแล้ว
“ใช่ ไปสู่ภวังค์ความฝันครั้งสุดท้ายของคุณ”
“ผมขอโทษนะครับลุง ที่...” นพกรณ์กล่าวขอโทษและยกมือไหว้
“ไม่เป็ไร ฉันไม่เจ็บ เอ่อ... อันที่จริงฉันไม่เคยรู้สึกเจ็บเลยด้วยซ้ำ”
นพกรณ์หันหน้าตรงไปทางถนนแห่งความฝัน และเดินตรงเข้าไปตามทางเรื่อย ๆ สมองก็พลางครุ่นคิดว่าจะต้องตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง เขายังไม่ยอมหยุด! ความอยากที่ล้นพ้นหัวใจเร่งเร้าให้เขาหาทางรอด ทั้งใจหนึ่งยังห่วงลัดดา ถึงแม้จะรู้แน่นอนแล้วว่าเธอคงตายแล้วเหมือนกัน แต่เขาก็ไม่อาจจะจัดการกับความอยากที่รุมเร้าหัวใจได้
ความอยากที่จะได้เธอกลับคืนมา นพกรณ์ส่ายหน้าช้า ๆ ให้กับมัน เพราะความอยากที่จะให้คนตายฟื้นคืนชีพนั้น ดูเหมือนจะไม่มีทางเป็ไปได้ แต่เขากลับทำใจให้ยอมรับไม่ได้
นี่ไง! คือความทุกข์ที่พระพุทธเ้าพยายามชี้ให้เราเห็น ตอนนี้นพกรณ์รู้สึกเหมือนดอกบัวที่อยู่ใต้ตม แถมยังมีก้อนหินทับไว้อีกชั้น
ความมืดมิดเริ่มปกคลุมรอบตัว สองข้างทางนั้นเต็มไปด้วยป่าดงดิบที่เห็นเพียงเงาราง ๆ ของความรกร้าง ท้องฟ้าเบื้องบนบัดนี้เรืองแสงสีแดงส้ม เขามองดูแสงรัศมีของดวงอาทิตย์ที่ใกล้จะลับขอบฟ้าอยู่เบื้องหน้า แต่ท้องฟ้าที่ปกคลุมทั่วทั้งผืนป่ากลับมีเมฆครึ้มและมีฟ้าแล่บให้เห็นอยู่ตลอด ดังว่าพายุลูกใหญ่กำลังจะก่อตัว นพกรณ์หันหลังกลับไปมองปากทางถนนที่เดินเข้ามา ชายผู้นั้นได้หายตัวไปแล้ว!
นพกรณ์ฉุกคิดขึ้นมา จะมีดวงจิตของคนตายสักกี่คนที่ฝืนลิขิตธรรมชาติ เดินกลับออกไปจากถนนแห่งความฝันของตัวเอง???
แล้วทันใดนั้นเขาก็หยุดเดิน และหันไปมองรอบตัว มันจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง มันอาจจะมีปีศาจปลาหมึกั์ออกมาจัดการหากเขาทะลึ่งเดินออกจากความฝัน หรืออาจจะมีปีศาจตัวเท่าตึกโผล่ออกมาจากป่า เพื่อดึงตัวเขากลับเข้าไปในความฝันร้ายของตัวเอง
แต่เมื่อไม่มีผีห่าซาตานที่ไหนออกมาหยุดเขา นพกรณ์จึงตัดสินใจหันหลังกลับ หมายจะวิ่งออกไปจากถนนเส้นนี้ให้เร็วที่สุด แต่ทว่าทันใดนั้นเขากลับได้ยินเสียงคนกำลังต่อสู้กันอย่างรุนแรง เขามองหาต้นเสียงว่ามันดังมาจากตรงนั้น แล้วบางอย่างก็พลันเกิดขึ้น นพกรณ์เหมือนถูกผลักให้หล่นวูบตกลงไปในห้วงเหวลึกที่ดำมืด เขารู้สึกว่าตัวเองร่วงตกลงไปลงแล้วลอยละลิ่วในอากาศที่เวิ้งว้าง
ไม่ทราบว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด แต่จนถึงขณะนี้นพกรณ์ยังตกไม่ถึงพื้น ความรู้สึกทางร่างกายเมื่อตกจากที่สูงนั้นไม่เท่าไหร่ แต่ความรู้สึกทางใจนั้นมาเต็ม ใจจะขาดแล้ว ใจจะขาดอีก อื๊ดดดด! หลายต่อหลายครั้ง แต่เขาก็ยังตกไม่ถึงพื้นสักที
“ฟืบบบ” เสียงอากาศบีบตัวกัน
ทันใดนั้นนพกรณ์ก็รู้สึกว่ามาโผล่อยู่ในห้องห้องหนึ่ง แต่เพียงแค่เห็นแว่บแรก เขาก็จำได้ทันทีว่าที่ที่เขายืนอยู่นี้ คือห้องชุดในอพาร์ทเมนต์ของลัดดา แฟนสาวของเขาที่เธอพึ่งจะทำอัตวินิบาตกรรม
เขาเอียงคอหรี่ตามองดูสภาพของห้องอย่างแปลกใจ เพราะจำได้ว่าตอนที่เขาเข้ามาเห็นลัดดานอนสงบนิ่งอยู่บนเตียง สภาพของห้องมันรกกว่านี้ ตอนนั้นห้องอยู่ในสภาพเหมือนมีใครมารื้อข้าวของจนกระจัดกระจาย วางให้เกะกะเต็มพื้น มันเหมือนถูกรื้อค้นอย่างบ้าคลั่ง ไม่ก็มีคนมาตีกันอยู่ในห้อง
แต่บัดนี้สภาพห้องมันดูเรียบร้อยเหมือนปกติที่เคยเป็ ทุกอย่างวางอยู่ในที่ที่มันควรอยู่ เขาเห็นแจกันอันใหญ่ที่วางอยู่ข้างหัวเตียง มันเป็ของขวัญที่เขาซื้อให้ในวันเกิดของลัดดาเมื่อปีก่อน แต่แจกันมันใหญ่เกินกว่าที่จะหาดอกไม้มาปักได้ มันจึงเป็แจกันเปล่า ๆ ที่ลัดดาวางไว้ตรงนั้น แต่เขาจำได้ดีว่าตอนที่เขาเห็นลัดดานอนหมดสติอยู่ แจกันใบนี้แตกกระจายอยู่เกลื่อนพื้น แต่เวลานี้มันยังตั้งอยู่ที่หัวเตียงตามเดิมไม่มีแม้แต่รอยร้าว
นพกรณ์หันไปมองที่เตียงซึ่งวางอยู่ชิดผนัง ตอนนี้บนเตียงว่างเปล่าไม่มีลัดดานอนอยู่ สิ่งที่เขาจำได้ก่อนที่จะโผล่ไปที่ดินแดนแห่งความฝัน นพกรณ์เห็นลัดดานอนอยู่บนเตียงสีหน้าเหมือนคนนอนหลับ แต่มีน้ำลายเป็ฟองไหลออกมาฟูมปาก ในมือของเธอกำขวดยาไว้แน่น และที่พื้นข้างเตียงมีเม็ดยาสีขาวจำนวนหนึ่งตกอยู่เกลื่อนพื้น
เขาจำได้อีกว่าหลังจากที่โทรเรียกหน่วยแพทย์ฉุกเฉิน ตัวเองก็ฟุบหน้าลงร้องไห้บนแขนของเธอ จากนั้นก็ไปโผล่ที่ดินแดนแห่งความฝันโดยไม่มีเหตุผล หรือไม่รู้สาเหตุอะไรเลย
นพกรณ์มองดูผ้าห่มที่ลัดดาคลุมเตียงเอาไว้ มันยังคงเรียบตึงเหมือนยังไม่ได้มานอนบนเตียงนี้?
“ปึ๊ก! โอ๊ยยยย อ๊าก...”
แต่แล้วทันใดนั้นก็มีคนคู่หนึ่งต่อสู้กันอย่างรุนแรง พุ่งตัวออกมาจากมุมหนึ่งของห้อง นพกรณ์สะดุ้งสุดตัวด้วยความใ ทั้งคู่กอดรัดฟัดเหวี่ยงเซมากระแทกแจกันใบใหญ่ที่วางอยู่ข้างหัวเตียง แจกันกระเบื้องถูกชนจนเอียงคว่ำแล้วล้มกระแทกลงอย่างแรงจนแตกกระจายไปทั่วห้อง
แค่เห็นรูปร่างและสีเสื้อคนที่กำลังต่อสู้กับชายที่ปิดคลุมใบหน้าในชุดสีดำ เขาก็รู้ทันทีว่า หญิงสาวคนที่กำลังสู้สุดฤทธิ์คือ
“ลัดดา!” นพกรณ์ร้องะโสุดเสียง แต่ระดับเสียงที่เปล่งออกมากลับไม่ดังเท่าที่ควร
และดูเหมือนว่าเธอจะไม่ได้ยินเสียงเขา!
ในขณะที่หญิงสาวถูกชายชุดดำล็อกแขน เธอดิ้นสุดฤทธิ์ไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ จนแขนเธอหลุด การต่อสู้ที่ดุเดือดจึงเริ่มขึ้นอีกครั้ง ข้าวของในห้องที่วางอยู่ปลิวกระเด็นกระจัดกระจายไปทั่ว นพกรณ์รู้เหตุผลแล้วว่าทำไมตอนนั้นห้องมันถึงเละเทะแบบนั้น
ลัดดากำลังถูกทำร้าย! นพกรณ์ไม่เสียเวลาคิด เขาวิ่งตรงเข้าไปช่วยเธอทันที
“มึงหยุดเดี๋ยวนี้นะ มึงเป็ใครวะ!”
นพกรณ์ตะเบ็งใส่มันสุดเสียง แต่เสียงที่ดังออกได้เต็มที่แค่แฮก ๆ ออกมาจากคอ ดูเหมือนยิ่งเขาตะเบ็งเสียงเท่าไหร่ เสียงที่ดังออกมายิ่งเบาและแหบแห้งเท่านั้น ชายหนุ่มคว้าเอาแขนของคนที่กำลังล็อกแขนลัดดาเพื่อหยุดมัน แต่ดูเหมือนตัวเองจะไม่มีแรงหยุดชายชุดดำนั้นได้เลย
และดูเหมือนว่าทั้งลัดดาและโจรต่างก็มองไม่เห็นเขาที่ยืนอยู่ตรงนี้ นพกรณ์เอียงคอมองหน้าคนทั้งสองที่กำลังต่อสู้กันอย่างสงสัย นี่ไม่มีใครมองเห็นเราเลยรึไง?!
“โธ่เอ้ย ไอ้บ้าปล่อยลัดเดี๋ยวนี้นะ” นพกรณ์พยายามช่วยเธอ แต่ทำได้เต็มที่แค่ยืนเก้ ๆ กัง ๆ หยิบจับอะไรก็ไม่ถนัดมือ
แล้วทันใดนั้นเขาก็ง้างกำปั้นขึ้นสุดแขน แล้วซัดเปลี้ยงใส่กกหูชายชุดดำจนสุดแรง แต่มันกลับไม่สะทกสะท้านเลยสักนิด แม้กำปั้นของเขาจะผลุบเข้าไปในศีรษะของมันเหมือนฉากในหนังสยองขวัญ แต่ดูเหมือนไอ้โจรจะไม่รู้สึกอะไรเลย
“ลัดดา พี่ต้องทำยังไง ลัด!” นพกรณ์แหกปากร้องขึ้นสุดเสียงด้วยดวงใจที่อัดอั้น
ไอ้โจรรวบแขนของเธอได้ จากนั้นล็อกไว้ด้วยมือข้างเดียว ส่วนมืออีกข้างมันดันไหล่เพื่อบังคับให้เธอนั่งลงกับพื้น นพกรณ์เห็นดังนั้นจึงรวบรวมพละกำลังทั้งหมด เข้าล็อกคอมันและออกแรงรัดสุดแรงเกิด แต่ไม่มีประโยชน์! ตอนนี้ชายหนุ่มทำได้เต็มที่แค่เดินวนไปเวียนมา เพราะไม่รู้จะทำอย่างไรถึงจะช่วยเธอได้
“ลัด! ลัดดา โอ๊ย...ไอ้ห๊ะเอ้ย มึงเป็ใครวะ” นพกรณ์ก้นด่าเหมือนลมเหมือนอากาศ เพราะไม่มีใครได้ยิน
เมื่อลัดดานั่งลงกับพื้นได้ ชายชุดดำก็นั่งคุกเข่าลงด้านหลังเธอ
“ไอ้บ้าแกจะทำอะไรฉัน” ลัดดาร้องขึ้นพร้อมกับพยายามดิ้นสุดชีวิต
“อย่าถือโทษโกรธกันเลยนะน้อง เราไม่มีความแค้นอะไรกัน ฉันแค่ทำสิ่งที่ฉันต้องทำ” ชายชุดดำกล่าวด้วยน้ำเสียงปกติ
“มันเื่อะไร ห๊า! มาทำฉันทำไม พี่นพ พี่น๊พอยู่ไหน ช่วยลัดด้วย พี่น๊พ!” ลัดดาะโขึ้นสุดเสียง
“ลัด พี่อยู่นี่ โอ๊ย พี่จะช่วยลัดยังไง พี่เหมือนไม่มีตัวตนเลย ลัดพี่อยู่นี่” นพกรณ์ทั้งร้องทั้งคลานไปตามพื้นที่เธอถูกกดให้นั่ง
ไอ้โจรชุดดำดึงเข็มฉีดยาออกมาจากกระเป๋า แล้วมันก็ใช้ปากกัดปลอกเข็มออกแล้วถ่มทิ้ง จากนั้นมันก็ทิ่มเข็มฉีดยาเข้าไปที่ต้นแขนขวาของเธอ
แล้วทันใดนั้นมันกดลูกสูบเพื่ออัดของเหลวในกระบอกฉีดยาเข้าไปในร่างกายของเธอ!
“ไอ้บ้าเอ้ย มึงทำอะไร มึงเป็ใครกันวะ มึงฉีดอะไรใส่ลัดห๊า!” นพกรณ์ร้องตะคอกใส่หน้าโจร พร้อมรัวกำปั้นใส่ศีรษะของมันชุดใหญ่ แต่ก็ได้แค่ชกลมชกอากาศ
เมื่อลัดดาถูกฉีดของเหลวบางอย่างเข้าในร่างกาย ไม่นานเธอก็เกิดอาการช็อกตาเหลือกและชักกระตุก หญิงสาวพยายามฝืนเพื่อที่จะลืมตา แต่ม่านตาของเธอไม่ยอมตอบสนองต่อการควบคุม ไอ้โจรชุดดำจับมือของเธอขึ้นมา แล้วเอาขวดยาอะไรบางอย่างยัดใส่มือในขณะที่เธอกำลังชักเกร็ง
จากนั้นมันก็ปล่อยให้เธอนอนกองอยู่กับพื้นตรงนั้น และยืนมองดูเธอดิ้นทุรนทุรายอย่างเืเย็น
นพกรณ์เห็นดังนั้นก็ยิ่งเดือดดาล แต่ทำอะไรไม่ได้ เขาทำได้แค่วิ่งไปวิ่งมาอย่างเดือดดาล จนในที่สุดเขาทำได้แค่ยืนมองดูเธอค่อย ๆ แน่นิ่งไปต่อหน้าต่อตาเขา!
นพกรณ์และไอ้โจรใจบาป ยืนมองดูหญิงสาวผู้น่าสงสารค่อย ๆ นิ่งไป ด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง คนหนึ่งยืนนิ่งไม่ทำอะไรเพราะ้าให้เธอตาย แต่อีกคนยืนนิ่งเพราะทำอะไรไม่ได้ ด้วยความรู้สึกปานจะขาดใจ
เมื่อลัดดานิ่งไม่ขยับแล้ว ไอ้โจรชุดดำก็อุ้มเธอไปวางไว้บนเตียง ตอนนี้ลัดดาเหมือนนอนหลับ แต่ที่ผิดปกติก็คือมีน้ำลายเป็ฟองไหลออกมาจากปาก และในมือของเธอยังกำขวดยาไว้แน่น เสร็จแล้วไอ้โจรก็ตรวจสอบดูทั่วห้อง เหมือนมันอยากจะแน่ใจว่าไม่ได้ทิ้งอะไรเอาไว้ จากนั้นมันก็ก้มลงเก็บปลอกเข็มฉีดยาสีขุ่นที่มันถ่มทิ้ง
นพกรณ์เดินเข้าไปมองหน้ามันชัด ๆ แม้จะเห็นแต่ดวงตาและคิ้วของมัน เขาก็พอจะเดาออกว่าไอ้ชาติชั่วคนนี้มันเป็ชายวัยกลางคน มีแผลเป็ที่หางคิ้วทั้งสองข้าง ใต้คิ้วเหนือเปลือกตาของมันปูดใหญ่ออกมา แสดงให้เห็นว่ามันเป็คนชอบการต่อสู้ เพราะเขาเคยเห็นคิ้วแบบนี้บนใบหน้าของนักมวยเท่านั้น
จากนั้นไอ้โจรชุดดำก็เดินตรงไปที่หน้าต่างห้อง แล้วปีนลอดหน้าต่างออกไป นพกรณ์รีบวิ่งไปทันที แล้วยื่นหน้าออกไปดูนอกหน้าต่างชั้นที่ 11 ของอาคารแห่งนี้
“เฮ้ย!” นพกรณ์อุทานอย่างใ เพราะมันไม่ใช่ภาพที่เคยเห็น!
ชายหนุ่มมองไม่เห็นพื้นด้านล่างอย่างเคย ตอนนี้เขาเห็นเพียงม่านเมฆสีดำครึ้มที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ในม่านเมฆที่บดบังเบื้องล่างมีแสงแลบแปร๊บ ๆ จากเมฆก้อนหนึ่งไปอีกก้อน เขารู้สึกเหมือนกำลังนั่งมองดูฟ้าแลบบนเครื่องบินที่กำลังบินผ่านเมฆพายุฝนที่กำลังก่อตัวกันอยู่ด้านล่าง
นพกรณ์เคยยืนมองตรงหน้าต่างบานนี้หลายครั้ง และทุกครั้งเขาจะมองเห็นตึกอาคารหนาแน่น และที่ด้านหลังของตึกแห่งนี้ติดกับตลาดสด แต่ตอนนี้ทุกอย่างที่เขาเคยเห็นไม่มีอยู่เลย!
จากนั้นเขาก็ยื่นหน้าออกไปมองดูด้านล่าง ไอ้โจรชุดดำกำลังไต่ท่อระบายน้ำที่ต่อมาจากดาดฟ้าตึกลงไป และไม่นานมันก็หายเข้าไปในม่านเมฆเบื้องล่าง นพกรณ์ทำได้แค่มองดูมันหนีไป
นอกจากเขาจะปกป้องลัดดาไม่ได้ เขายังปล่อยไอ้คนที่มันทำร้ายเธอไปต่อหน้าต่อตา
ชายหนุ่มยืนนิ่งเป็หินนานเกือบนาที ก็รีบวิ่งกลับไปดูอาการของแฟนสาวซึ่งนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง น้ำลายฟองฟอดไหลออกมาจากปากของเธอตลอดไม่ยอมหยุด ทันใดนั้นนพกรณ์คลำโทรศัพท์ที่อยู่ในกางเกง “ไม่มี” มือถือของเขาหายไป
“เออว่ะ นี่มันเหมือนเดจาวูเลย”
เพราะตอนที่เขายังมีชีวิตเขาก็ยืนอยู่ตรงนี้ และควักเอาโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง และโทรเรียกหน่วยแพทย์ฉุกเฉิน ชายหนุ่มส่ายหน้าน้อย ๆ มันคงไม่ใช่เดจาวู เพราะเขาตายเป็ิญญาไปแล้ว เหตุการณ์นี้เป็เพียงภาพฝันของเขา ในความเป็จริง เขามายืนอยู่ตรงนี้หลังจากที่ลัดดาถูกฉีดยาแล้ว!
จากนั้นนพกรณ์ก็วิ่งไปที่ประตู เพื่อจะออกไปขอความช่วยเหลือจากใครก็ได้ แต่ปรากฏว่าประตูห้องเปิดไม่ออก! เขาไม่มีแรงแม้แต่จะหมุนลูกบิด! ตอนนี้เขารู้สึกอึดอัดเพราะทำอะไรไม่ได้สักอย่างเดียว มันมีอาการเหมือนตัวจะะเิออกมาเป็เสี่ยง ๆ
“ช่วยด้วย เรียกรถพยาบาลให้ที มีคนาเ็ ช่วยด้วย!” นพกรณ์ะโลั่นห้องจนคอแทบแตก แต่เสียงที่ดังออกมาเหมือนคนละเมอไม่มีผิด
เขาเดินคอตกกลับมาที่เตียงอย่างสิ้นหวัง แล้วมองไปที่ใบหน้าของคนรักซึ่งนอนแน่นิ่งเหมือนไม่หายใจ แต่แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นนาฬิกาตั้งโต๊ะที่วางอยู่ข้างเตียง มันบอกเวลา 16.20 น. นพกรณ์ใทันที
นี่มันสี่โมงกว่าแล้วนี่หว่า! ชายหนุ่มยกมือขึ้นปิดปากตัวเองแล้วค้ำคางอย่างใช้ความคิด
“ทำไมเรายังไม่เข้ามาในห้อง?”
นพกรณ์จำได้ว่าเขาเข้ามาในห้องของลัดดาในเวลาไม่เกิน 16.00 น. เพราะเมื่อเขาได้รับข้อความ LINE จากเธอมันเป็เวลาบ่ายสามโมง เขารีบออกจากที่ทำงานและตรงดิ่งมาที่นี่ทันที และจำได้อีกอย่างแม่นยำว่า ตอนที่วิ่งขึ้นบันไดมาถึงชั้นสี่ เขายกโทรศัพท์ขึ้นมาดู เวลาในตอนนั้น คือ 15.50 น. เมื่อเข้ามาในห้องก็เจอลัดดานอนบนเตียงน้ำลายฟูมปาก
สิ่งแรกที่ทำก็คือโทรหาหน่วยแพทย์ฉุกเฉิน จากนั้นก็ซบหน้าลงร้องไห้ แล้วก็ไปโผล่ที่นั่น ดินแดนแห่งความฝันครั้งสุดท้าย!
แต่ตอนนี้เวลาล่วงมันเลยไปมากแล้ว เขาหายไปไหนทำไมถึงไม่ปรากฏตัวตามความจริงที่เกิดขึ้น
เฮ้ย! อย่าลืมสิ นี่มันคือความฝันครั้งสุดท้าย!
“ใช่แล้ว! นี่คือความฝันของเราเอง” นพกรณ์นั่งลงบนเตียง แล้วเอาฝ่ามือขึ้นลูบใบหน้าเพื่อกระตุ้นความคิด ตอนนี้ทุกสัดส่วนของเขามันตื้อไปหมด
แม้จะรู้ดีว่ามันเป็แค่ความฝันครั้งสุดท้าย มันเป็ภพหลังความตายที่เป็เพียงแค่แรงตกค้างของพอนส์ในก้านสมองที่ยังคงทำงานแค่่ระยะเวลาหนึ่ง แต่ถึงอย่างไรยิ่งรู้ว่ามันเป็แค่ฝัน ก็น่าจะลองสู้กันมันสักตั้ง
และยิ่งถ้าสิ่งนี้คือความฝันครั้งสุดท้าย ซึ่งเป็ความทรงจำอันเลวร้ายที่สุด มันยิ่งทำให้เขาอยากจะฮึดสู้ เพื่อให้หลุดพ้นออกจากความทุกข์ทรมานของภาพฝัน ซึ่งเป็วาระสุดท้ายของผู้หญิงที่เขารักสุดหัวใจ
มันเป็การฆาตกรรมอำพราง ใช่... มันคือการฆ่าอำพราง! เพื่อให้เข้าใจว่าเธอกินยาฆ่าตัวตาย นพกรณ์เป็เหยื่อรายแรกที่ตกหลุมพรางการจัดฉากฆ่าครั้งนี้ นพกรณ์สูดลมหายใจเข้าจนลึกสุดปอด
“กูจะขอสู้ตาย!” นพกรณ์ร้องขึ้นในใจอย่างฮึกเหิม
เขาเอียงคอหรี่ตามองดูลัดดาแล้วคิดว่ามันมีทางเดียวก็คือ จะต้องกลับไปที่ดินแดนแห่งความฝัน เพราะลัดดาอยู่ที่นั่น
ใช่! ใช่แล้ว เราจะต้องกลับไปก่อนที่ลัดดาจะเดินเข้าไปในถนนความฝันของตัวเอง
เมื่อคิดได้ดังนั้นจิตใจมันก็ตื่นเต้นพลุ่งพล่านขึ้นมาอีก แต่ก็ต้องสลดลงเมื่อไม่รู้ว่าจะกลับไปที่ดินแดนนั้นได้อย่างไร
นพกรณ์หันไปมองร่างที่หมดสติของหญิงคนรัก แล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ เหมือนจะหมดหนทางเสียแล้ว ไม่มีทางที่จะออกจากฝันครั้งสุดท้ายของตัวเอง แล้วเสียงของครูแนะแนวที่ชื่อสุยามก็ดังกล้องอยู่ในหูของเขา
“ไม่ว่าใครก็ออกจากความฝันของตัวเองไม่ได้!”
แล้วมันจะเป็ไปยังไงต่อไป? นพกรณ์ถามตัวเอง
แต่แล้วทันใดนั้นหางตาก็เหลือบไปเห็นหน้าต่างห้องที่ไอ้โจรชุดดำคนนั้นปีนหนีออกไป
“ก่อนที่เราจะมาที่นี่ เราเหมือนถูกถีบตกลงมาจากที่สูง” นพกรณ์พูดกับตัวเองแล้วหันไปมองที่หน้าต่าง
นพกรณ์เดินไปที่หน้าต่างอีกครั้ง และยื่นหน้ามองลงไปเบื้องล่าง ทะเลเมฆครึ้มยังคงปกคลุมอยู่หนาทึบ แสงของไฟฟ้าสถิตแลบแป๊บจากเมฆดำก้อนหนึ่งไปอีกก้อน ดูแล้วน่าเสียวไส้ เหมือนมันกำลังหาขั้วที่ครบวงจร เพื่อผ่าเปรี้ยงลงสู่เบื้องล่าง
ถ้าการะโลงไปจากชั้น 11 มันเป็หนทางเดียวที่จะได้ออกไปจากความฝันครั้งสุดท้าย นพกรณ์ถอนหายใจยาวอีกครั้ง แล้วส่ายหน้าช้า ๆ
มันคงจะต้องลองดูสักตั้ง ไหน ๆ ก็ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว
เมื่อนึกขึ้นได้ดังนั้น นพกรณ์ยื่นหน้าออกไปมองเมฆหนาที่มืดครึ้มอีกครั้ง
“เอาวะ ยังไงก็ตายแล้ว! แกมันก็แค่อากาศธาตุไม่ใช่ตัวนำไฟฟ้าสักหน่อย”
ก่อนจะทำอะไรนพกรณ์หันกลับมามองลัดดาอีกครั้ง
ในความเป็จริงพี่ช่วยอะไรลัดไม่ได้ พี่มาช้าไป ถ้าอย่างนั้นพี่ขอกลับไปแก้ปัญหาที่ปลายเหตุก่อนนะลัด ได้โปรดรอพี่ รอพี่ก่อน!
แล้วทันใดนั้นนพกรณ์ก็ะโลงไป ตัวเขาหล่นวูบดำดิ่งลงสู่ทะแลเมฆครึ้ม ยังไม่ทันได้ร่วงลงถึงทะเลเมฆเบื้องล่าง ความมืดก็ยืดยาวขึ้นมาโอบตัวเขาไว้ มันเป็เหมือนอุโมงค์หนอนที่ไร้ซึ่งแสงสว่าง ชายหนุ่มร้องลั่นด้วยความกลัวและหวาดเสียว เมื่อตัวเองถูกดูดเข้าไปในอุโมงค์ที่ดำมืด พร้อมกับความรู้สึกที่เหมือนตกตึก 200 ชั้น!