บทที่ 25 เหล้าแรงสด ๆ ร้อน ๆ
จ้าวผิงนึกถึงยาเพนิซิลลินเป็อันดับแรก เพราะว่าราชวงศ์ต้าเว่ยห้ามค้าขายยา ส่งผลให้มาตรฐานการรักษาต่ำมาก หากเขาทำได้สำเร็จ ยาเพนิซิลลินจะต้องเป็ที่ได้รับความนิยมมากแน่นอน เพราะสรรพคุณครอบจักรวาล สามารถรักษาได้เกือบทุกโรค ถึงตอนนั้นจะทำเงินได้เร็วกว่าปล้นธนาคารเสียอีก
แต่ว่าสิ่งนี้จำเป็ต้องใช้เวลามาก แล้วยังมีเงื่อนไขจำกัดอีก ไม่ง่ายเลยที่จะทำออกมาได้ แต่เขาจะลองดู ถ้าสำเร็จก็ถือว่าเป็เครื่องมือที่มีประโยชน์มาก แต่หากไม่ก็ไม่เสียหายเท่าไร
เขาซื้อส้มและผัก เพราะที่บ้านมีหมั่นโถวอยู่ด้วย จ้าวผิงเอาของพวกนี้แยกออกมาวางไว้ในที่มืดและชื้น รอให้พวกมันเพาะเชื้อออกมาเป็เพนิซิลเลียม
เื่ต่อมาคือหมักเหล้า
เหล้าของต้าเว่ยแรงกว่าน้ำเปล่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่สามารถเทียบเคียงปริมาณแอลกอฮอล์ของเบียร์ในยุคปัจจุบันได้เลย แถมรสชาติยังเปรี้ยวเหมือนน้ำส้มสายชูอีก อีกอย่างสิ่งปนเปื้อนก็เยอะมาก จ้าวผิงเคยชิมไปหนึ่งอึก ก็ไม่คิดอยากจะดื่มอึกที่สองต่อเลย ดังนั้นการผลิตเหล้านี้สามารถทำเงินได้แน่นอน
อีกอย่างราชวงศ์ต้าเว่ยไม่มีแอลกอฮอล์ ในระหว่างที่จ้าวผิงผลิตเหล้าก็สามารถผสมแอลกอฮอล์ออกมาใช้เองได้ นั่นเป็สิ่งจำเป็ในการฆ่าเชื้อโรค โดยเฉพาะเอามาใช้ในสนามรบ เพราะมันสามารถลดความเสียหายของาแจากการต่อสู้ได้มาก
ถึงแม้ตอนนี้จ้าวผิงยังไม่เคยไปร่วมรบ แต่ก็ไม่ได้คิดอยากเข้าร่วมา แต่มีเตรียมไว้ก็ไม่เสียหายนี่
สิ่งสุดท้ายที่จ้าวผิงคิดกลับเป็เื่อื่น เช่น เครื่องทอผ้า
ตอนนี้ช่างไม้ที่เขารู้จักก็มีเพียงพ่อลูกตระกูลหลู่ แม้แต่ธนูหนึ่งลูกยังทำออกมาไม่ได้เลย ถ้าอยากจะทำเครื่องทอผ้าที่ซับซ้อนขึ้นมาดูท่าจะยาก จ้าวผิงเลยบอกผ่านสิ่งนี้
ยังมีธุรกิจน้ำตาลทรายและเกลือบริสุทธิ์อยู่ จ้าวผิงเคยดูคลิปขั้นตอนการผลิตอยู่ แต่ไม่เคยลองทำมาก่อน ไว้รอมีเวลาว่างจะลองทำดู
ส่วนสบู่นั้นทำง่ายกว่ามาก จ้าวผิงเลยจัดให้เป็ธุรกิจอันดับที่สองของตัวเอง
จ้าวผิงจะเริ่มจากการผลิตเหล้าก่อน ราชวงศ์ต้าเว่ยรู้จักวิธีการหมักเหล้าแล้ว เพียงแต่เขาจะใช้วิธีที่หยาบที่สุด แต่ก็เป็วิธีที่ง่ายและได้ผล นั่นก็คือ การกลั่น
จ้าวผิงซื้อหม้อดินเผามาเชื่อมกับท่อไม้ไผ่ จากนั้นผนึกปิดหม้อเอาไว้ ทำให้เกิดการควบแน่นภายใน ที่เหลือก็แค่เพิ่มความร้อน
เขาทำอยู่ในโรงฟางเลย ไม่ได้หลบสายตาผู้คน
เมื่อเห็นจ้าวผิงหยิบไหเหล้าเทลงไปในหม้อดินเผาแล้วเริ่มเพิ่มความร้อน เฉียนลิ่วเกิดร้อนรน “พี่ผิง พี่ทำอะไรน่ะ?”
“นั่นเหล้านะพี่ ไหหนึ่งอย่างต่ำก็ตั้งสองตำลึง ทำไมพี่เอาไปต้มล่ะ ไม่สิ้นเปลืองเปล่า ๆ หรือ?”
“ข้ากำลังทำเหล้าใหม่” จ้าวผิงอธิบาย
“ผลิตเหล้าใหม่?” เฉียนลิ่วยิ่งงงเข้าไปใหญ่ “เหล้าไม่ใช่ว่าหมักออกมาแล้วหรือ ทำไมยังสามารถทำได้อีกล่ะ?”
“เหล้าที่หมักนั่นดื่มได้หรือ เปรี้ยวอย่างกับน้ำส้มสายชู ข้าเลยตั้งใจว่าจะทำเหล้ากลั่นน่ะสิ”
ระหว่างที่ทั้งสองคนกำลังคุยกันอยู่ การกลั่นก็เกิดผลแล้ว
หยดของเหลวส่งกลิ่นหอมเข้มข้น หยดลงไปในไหเหล้าที่วางอยู่ด้านล่าง
“นี่… ทำไมมันถึงหอมเช่นนี้ได้ล่ะ?” เฉียนลิ่วสูดปาก เห็นได้ชัดว่าถูกกระตุ้นให้อยากลอง
“รอก่อน ไว้ข้าทำเสร็จแล้วจะเอาให้เ้าได้ลองชิมคนแรกเลย” จ้าวผิงยิ้ม
เฉียนลิ่วไม่พูดอะไรต่อ เพียงสายตาจับจ้องไปยังอุปกรณ์มากมายตรงหน้าจ้าวผิง เขาสงสัย จึงอธิบายหลักการให้ฟัง
เวลานี้เหวินฮุ่ยและหลี่หู่ก็ล้อมเข้ามา
เหวินฮุ่ยและเฉียนลิ่วฟังอย่างตั้งใจ แต่หลี่หู่ไม่มีความอดทนมากพอ เพียงฟังแค่ไม่กี่ประโยคก็ออกไปวิ่งเล่นข้างนอก
แม้ตอนนี้จะไม่ได้ขุดสมุนไพรแล้ว แต่หลี่หู่ก็ไม่ได้ว่าง เนื่องจากจ้าวผิงจัดสรรให้เขาดูแลบ้าน ซึ่งเขาทำมันได้ดี ถึงแม้จะเป็ตอนกลางคืน เขาก็อาศัยตอนที่ไปยิงกระต่ายเดินเวรยามไปมาอยู่สองรอบ
เพราะอย่างนี้ จ้าวผิงเลยพอใจมาก
“ในเหล้ามีส่วนประกอบสองชนิด ชนิดแรกคือ เอทานอล อีกชนิดคือน้ำเปล่า”
“จุดเดือดของทั้งสองชนิดนี้ไม่เท่ากัน จุดเดือดของเอทานอลจะอยู่ที่เจ็ดสิบถึงแปดสิบองศาเซลเซียส ส่วนน้ำจุดเดือดอยู่ที่หนึ่งร้อยองศาเซลเซียส พวกเราแค่ควบคุมไฟ ไม่ต้มจนน้ำเดือด ก็จะสามารถทำให้เอทานอลที่อยู่ข้างในระเหยออกมา...” จ้าวผิงอธิบายอย่างละเอียด
ทั้งสองคนก็ตั้งใจฟังมาก ถ้าตรงไหนไม่เข้าใจก็จะถาม อย่างเช่น เอทานอลคืออะไร จุดเดือดคืออะไร จ้าวผิงก็อธิบายให้ฟังทีละคำถาม
ไม่นาน จ้าวผิงเห็นว่าได้เวลาแล้ว เลยรีบดับไฟ แล้วอุ้มไหเหล้าออกมา
“ผู้มีพระคุณ ขอข้าลองชิมได้หรือไม่?” เหวินฮุ่ยเอ่ยปากเป็คนแรก เธอจ้องมองจ้าวผิงด้วยความกระตือรือร้น สายตาเปี่ยมด้วยความหวัง
“ได้สิ”
จ้าวผิงยื่นไหเหล้าให้เธอ ในขณะเดียวกันก็พูดเตือน “เหล้านี้แรงมาก ดื่มครั้งหนึ่งอย่าเยอะเกินไป...”
ทว่าเหวินฮุ่ยฟังเสียที่ไหน ใจจดจ่ออยู่เพียงเหล้าในมือ ถึงแม้ก่อนหน้านี้เธอก็เป็ลูกสาวจากตระกูลร่ำรวย มีเหล้าให้ดื่มไม่ขาด แต่ไม่เคยได้กลิ่นเหล้าที่หอมเช่นนี้มาก่อน เหวินฮุ่ยรอที่จะลองนานแล้ว เมื่อได้รับอนุญาตจากจ้าวผิง เธออุ้มไหเหล้าแล้วกระดกเข้าไปสองอึกทันที
“แค่ก ๆ”
เพียงสองอึกเต็ม ๆ เหวินฮุ่ยก็ดื่มต่อไม่ไหวแล้ว เธอวางไหลง ก่อนไอไม่หยุดใบหน้าพลันเปลี่ยนเป็สีแดงเรื่อ จ้าวผิงจึงรีบเข้าไปลูบหลังเธอเบา ๆ เพื่อให้หายใจได้สะดวก นั่นทำให้หน้าเหวินฮุ่ยยิ่งแดงเข้าไปใหญ่
เฉียนลิ่วไม่อยากขัดจังหวะ แต่ทำอย่างไรได้เหล้าที่หอมหวนเช่นนี้อยู่ตรงหน้าแล้ว เขาทนไม่ไหวจึงพูดขึ้นมา “พี่ผิง ให้ข้าชิมสักสองอึกนะ”
เมื่อได้บทเรียนจากเหวินฮุ่ยแล้ว จ้าวผิงไม่กล้าให้เขายกดื่มจากไหเหล้าอีก เลยเข้าไปในครัวหยิบชามมาแล้วรินให้เขาเล็กน้อย
เฉียนลิ่วกรอกเข้าปากตัวเองทันที จากนั้นก็เริ่มไอเช่นเดียวกัน
“ทำไมพวกเ้าแต่ละคนถึงไม่ฟังกันเลย” จ้าวผิงเห็นสถานการณ์แล้วพูดไม่ออก “ข้าบอกแล้วไง เหล้านี่แรงมาก ดื่มแล้วจะสำลักได้ง่าย ต้องค่อย ๆ จิบ ค่อยละเลียดรสชาติ”
“พี่ผิง เหล้านี่อร่อยเหลือเกิน” เฉียนลิ่วตื่นเต้นใหญ่ “อร่อยกว่าเหล้าทั้งหมดที่ข้าเคยดื่มมาเลย”
“พี่ผิง ท่านทำขึ้นมาอีกเยอะหน่อยเถิด ต่อไปนี้เหล้าของข้าให้พี่จัดการเลย”
“เ้าซื้อไหวเหรอ?” อาการเหวินฮุ่ยค่อยดีขึ้น พอได้ยินคำพูดนี้ ก็อดเยาะเย้ยไม่ได้
“ข้า...” เฉียนลิ่วสะอึกไป
เขาเองก็ยากจน ถึงแม้ว่าตระกูลเถียนจะชดใช้ให้เขาห้าสิบตำลึง แต่เขาก็ให้จ้าวผิงไปแล้ว ตอนนี้ไม่มีติดตัวสักแดงเดียว
อีกอย่างเขารู้ดี เหล้าชนิดที่จ้าวผิงทำอยู่นี้ ไหหนึ่งทำออกมาได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เกรงว่ายังไม่ถึงสองในสิบส่วนเลย หากอยากจะดื่มทุกวัน ตนก็คงไม่มีปัญญาซื้อ
ปกติแล้วเหล้าธรรมดาที่สุดไหหนึ่งก็ราคาหนึ่งตำลึงแล้ว ส่วนเหล้าที่มีชื่อเสียงขึ้นมาหน่อย มูลค่าก็ยิ่งสูงขึ้นไปอีก
เหวินฮุ่ยพูดกับจ้าวผิง “ผู้มีพระคุณ เหล้านี้ท่านคิดว่าจะขายไหละเท่าไรหรือ?”
เธอรู้ว่าจ้าวผิงไม่มีทางทำอะไรเล่น ๆ แน่ ต้องคิดจะขายเหล้าเพื่อหาเงินแน่นอน
“ข้าก็ไม่แน่ใจ” จ้าวผิงส่ายหน้า
เขาทะลุมิติมา ทำให้ไม่มีความมั่นใจเื่การตั้งราคาในสมัยราชวงศ์ต้าเว่ย อีกทั้งตัวเองยังเป็นักศึกษาแพทย์ เลยไม่เข้าใจเื่เศรษฐกิจ
เวลาที่ทะลุมิติมานั้นก็แสนสั้น ไม่เคยมีโอกาสได้ศึกษาการตลาดอย่างจริงจัง คิดเพียงว่าจะผลิตเหล้าขาย แต่จะขายเท่าไร ขายอย่างไร ในหัวเขาไม่มีแนวทางอยู่เลย
“ผู้มีพระคุณ ข้าคิดว่าพวกเราควรขายไหละร้อยตำลึง” เหวินฮุ่ยบอก
เฉียนลิ่วสูดหายใจแรง “ขายแพงขนาดนั้น ใครจะซื้อไหว”
“ทำไมจะขายไม่ได้?” เหวินฮุ่ยโต้กลับ “อำเภอพวกเรามีน้อยคนที่จะยอมซื้อเหล้าเช่นนี้ แต่ในมณฑลหรือใจกลางมณฑลล่ะ แม้กระทั่งเมืองหลวง มีคนมากมายที่ยินดีจ่ายให้เหล้ารสชาติเยี่ยมนี้ ไม่เกี่ยงราคาแน่นอน”
“ข้าได้ยินมาว่าเหล้าที่ฮ่องเต้ดื่มนั้น ไหหนึ่งราคาหลายพันหลายหมื่นตำลึงเลยล่ะ ไม่แน่อาจจะรสชาติดีไม่เท่าเหล้านี้ของผู้มีพระคุณก็เป็ได้”
จ้าวผิงพยักหน้าเห็นด้วยเป็อย่างยิ่ง เขาเพิ่งลองชิมดู ปริมาณแอลกอฮอล์น่าจะอยู่ระหว่างห้าสิบถึงหกสิบดีกรีได้
อีกอย่างในเหล้ายังไม่มีสารเจือปนใด ๆ ด้วย ถึงแม้ว่าจะเทียบกับเหล้าในยุคปัจจุบันไม่ได้ แต่ก็ไม่น่าจะแย่ไปกว่าเหล้าถวายของยุคนี้
“ผู้มีพระคุณ ท่านเอาเหล้านี้มาให้ข้า ข้าจะช่วยท่านทำการค้าเอง” เหวินฮุ่ยพูดอีก
“ข้ายังไม่ขายตอนนี้” จ้าวผิงคิดแล้วก็ปฏิเสธ
“ทำไมหรือ?” เหวินฮุ่ยร้อนรน
เหล้าแบบนี้ถ้าขายออกไป จะต้องเป็ที่นิยมแน่นอน ทั้งยังได้ช่วยผู้มีพระคุณหาเงินได้อีกมากโข ถึงตอนนั้นจะได้ช่วยตัวเองแก้แค้น ไม่จำเป็ต้องลงแรงให้มากเลย
แล้วยังให้รับเธอเป็ภรรยารองด้วย
“เหล้านี้ยังไม่มีชื่อเสียง เ้าเอาไปขายไหละร้อยตำลึง เกรงว่าจะไม่มีใครซื้อหรอก ดังนั้นเราต้องส่งไปก่อน” จ้าวผิงอธิบาย “อีกอย่างตอนนี้ยังไม่สามารถส่งไปที่ตัวอำเภอด้วย”
“คนในอำเภอมีกำลังจ่ายไม่มากพอ ถึงแม้จะซื้อไหว ก็ไม่มีทางจ่ายร้อยตำลึงเพื่อซื้อเหล้าหนึ่งไหแน่นอน”
“ต้องส่งไปที่ตัวมณฑล และศูนย์กลางการปกครอง รอให้คนคุ้นชินรสชาติก่อน แล้วค่อยเก็บเงินภายหลัง ถึงแม้พวกเขาไม่คิดซื้อในตอนแรก แต่ก็คงจะทนไม่ไหว”
ได้ยินคำพูดนี้แล้ว ดวงตาของเหวินฮุ่ยเป็ประกายทันที
ฉลาด… ฉลาดมากจริงๆ
คิดไม่ถึงว่าผู้มีพระคุณไม่เพียงแต่มีความรู้เื่การแพทย์แล้ว แม้แต่เื่การค้าขายก็ยังเชี่ยวชาญอีกด้วย
แท้จริงแล้วจ้าวผิงเชี่ยวชาญเสียที่ไหนกันล่ะ
แค่อาศัยภูมิปัญญาจากบรรพบุรุษชาติที่แล้ว จ้าวผิงก็เข้าใจหลักการนี้ทันที ของฟรีคือของที่แพงที่สุด อย่างเช่น แพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่งเริ่มแรก จะให้ใช้บัญชีฟรี
แต่หลังจากที่คนเริ่มใช้เป็จำนวนมาก ก็ให้สมัครสมาชิก ไม่อย่างนั้นจะเห็นโฆษณาขึ้นมาจนรำคาญ หลังสมัครสมาชิกแล้วก็ยังไม่พอ ยังมีรายการพิเศษเพิ่มให้ซื้อตามความ้าอีก มีลูกเล่นใหม่ ๆ ไม่มีสิ้นสุด
จ้าวผิงไม่มีเส้นสายคนรู้จักที่ศูนย์กลางการปกครอง เลยหาช่องทางไม่ได้ แต่ที่มณฑลเขามี คนตระกูลเถียนยังอยู่ในอำเภอ พรุ่งนี้ค่อยส่งไปให้พวกเขาลองชิมสักหนึ่งชั่ง
ตอนที่จ้าวผิงกำลังคิดอยู่ หลี่หู่ก็วิ่งเข้ามา “พี่ผิง ข้างนอกมีคนขี่ม้า เหมือนว่าจะตรงมาทางนี้”
“เหวินฮุ่ย เ้าไปหลบก่อน” จ้าวผิงกลัวว่าคนที่มามีจุดประสงค์ร้าย เลยกำชับ “หลี่หู่ ให้เอาอาวุธไปดูสถานการณ์ที่หน้าประตูกับข้า”