พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 1 ตอนที่ 27 การแสดงความรักครั้งแรกของต้วนเสี่ยวโหลว

            ม่านตาเหอตังกุยหดลงเล็กน้อย แม้จะตกใจแต่สีหน้ายังนิ่งสงบเช่นเคย ลู่เจียงเป่ยเงียบไปครู่หนึ่ง เขาอ่านความรู้สึกในแววตาอีกฝ่ายทว่ารับรู้เพียงเด็กสาวผู้นี้แตกต่างจากผู้อื่นนัก แววตาของนางดุจบ่อน้ำใต้แสงจันทรา ใสสะอาดและลึกล้ำสุดจะหยั่ง แต่กลับมีบางสิ่งที่เยือกเย็นขวางกั้นอยู่ ทำให้คนที่มองไม่เข้าใจเท่าใดนัก

            ลู่เจียงเป่ยเอ่ยต่อ “นามของข้าคือลู่เจียงเป่ย ปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยองครักษ์เสื้อแพร ในปีที่ยี่สิบเจ็ดแห่งราชวงศ์หมิงหงอู่ เดือนเก้า ข้าได้รับความไว้วางใจจากต้วนเสี่ยวโหลวเพื่อทำหน้าที่สู่ขอคุณหนูเหอ คุณชายต้วนเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของตระกูลต้วน ยศทหารแม่ทัพอู่เลวี่ยอันดับห้า ตอนนี้ดำรงตำแหน่งองครักษ์เสื้อแพร... เอ่อ เขาเกิดเดือนหนึ่ง ปีเกิงซวี นักษัตรจอ ปีนี้อายุยี่สิบสามปี เขา...เป็นบุรุษมีอนาคต เก่งกาจทั้งบุ๋นและบู๊ รูปงาม ร่างกายแข็งแรงกำยำ นิสัยดี ไม่มีจุดบกพร่อง (ยกเว้นพาสตรีที่พบเห็นระหว่างทางกลับบ้านด้วย) อายุของเขาจัดอยู่อันดับที่เจ็ดในหมู่พวกเราทั้งเก้าคน ตำแหน่งขุนนางจัดอยู่อันดับที่สาม... ตระกูลต้วนเป็นบรรดาศักดิ์ชั้นเจ้าพระยาที่สืบทอดรุ่นสู่รุ่น เขาเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของฮูหยินใหญ่ตระกูลต้วน มีญาติพี่น้องในจวนไม่กี่คน มารดาของเขาเป็นสตรีที่นิสัยดีมาก ดูจากคุณชายต้วนก็น่าจะรู้ เขามีนิสัยเหมือนมารดา อบอุ่น โอบอ้อมอารีและรักความยุติธรรม (พาสตรีที่พบเจอระหว่างทางกลับบ้าน)... ที่สำคัญคือในหมู่พวกเราทั้งเก้าคน มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่ยังไม่มีภรรยา หากเจ้าแต่งงานกับเขาก็จะได้เป็นฮูหยินใหญ่ตระกูลต้วน เจ้าคิดเห็นว่าอย่างไร?”

            ลู่เจียงเป่ยเคยทรมานนักโทษให้สารภาพผิดหลายครั้ง แต่ไม่เคยทำหน้าที่พ่อสื่อเจรจาสู่ขอเลยแม้แต่ครั้งเดียว มิรู้ว่าพูดออกไปเช่นนั้นเหมาะสมหรือไม่ ด้วยเหตุนี้เขาจึงขาดความมั่นใจ น้ำเสียงแผ่วเบาลงทุกที ตั้งแต่เมื่อเย็นวานนี้ที่เสี่ยวต้วนขอให้เขาเป็นพ่อสื่อ หน้าอกของเขาราวถูกยัดด้วยปุยฝ้ายก็ไม่ปาน มักจะหดหู่ใจตลอดเวลา เขาเข้าใจว่านั่นหมายถึงอะไรทว่ากลับไม่อยากครุ่นคิดถึงมัน สตรีงดงามนับหมื่นนับพันคนบนโลกใบนี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นนาง ไม่ควรเป็นนางเลย

            เหอตังกุยได้ยินดังนั้นจึงเงียบไปครู่ใหญ่ ทันใดนั้นก็ยกมือปิดปากแล้วหัวเราะออกมาเบา ๆ

            ลู่เจียงเป่ยมองเหอตังกุยด้วยสายตาแปลกใจ นางสบตากับเขาก่อนจะยิ้มแล้วเอ่ยขออภัย “เสียมารยาทแล้ว เมื่อครู่นี้ข้านึกถึงเรื่องอื่นจึงลืมตัวหัวเราะขึ้นมา” คำพูดจริงใจที่อีกฝ่ายกล่าวนั้นทำให้นางนึกถึงเหตุการณ์ที่ตนเป็นแม่สื่อเจรจาสู่ขอในชาติที่แล้ว นางพูดอย่างเร่งรีบและตะกุกตะกัก ประโยคหน้าไม่สัมพันธ์ประโยคหลัง เพราะกลัวจะทำให้การเจรจาสู่ขอล้มเหลว สุดท้ายก็พบว่าครอบครัวที่เป็นฝ่ายถูกสู่ขอพึงพอใจมาก เพียงแต่นางไม่เคยให้โอกาสคนอื่นพูดเลย ทำให้ทั้งสองฝ่ายต่างเป็นกังวลและไม่สบายใจถึงครึ่งค่อนวัน

            ในใจของลู่เจียงเป่ยงงงวยยิ่งกว่าเดิม ในฐานะสตรี เมื่อได้ยินว่ามีคนมาสู่ขอโดยตรง นางกลับไม่เขินอาย อีกทั้งจิตใจยังไม่อยู่กับเนื้อกับตัวขณะฟังอีก หลังจากได้สติก็หัวเราะอย่างนั้นหรือ? มีเรื่องประหลาดเช่นนี้บนโลกด้วยหรือ? หรือนางมีเจ้าของอยู่แล้วจึงไม่สนใจการสู่ขอของผู้อื่น?

            เมื่อคิดถึงตรงนี้ ลู่เจียงเป่ยก็หดหู่ใจยิ่งกว่าเดิมพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเศร้า “คุณหนูเหอ เจ้า...”

            เหอตังกุยก็เงยหน้าแล้วเอ่ยขึ้นในเวลาเดียวกัน “ใต้เท้าลู่ ข้า...”

            ทั้งสองสบตากันแล้วยิ้ม จากนั้นลู่เจียงเป่ยจึงเบนสายตาออกพลางกล่าว “พูดมาเถิด ข้าจะบอกเสี่ยวต้วนตามความจริง”

            เหอตังกุยส่ายศีรษะพลางเอ่ย “ขออภัยเจ้าค่ะ ข้าไม่สามารถรับสินสอดเหล่านี้ไว้ได้ เรื่องการแต่งงาน...ข้าก็ไม่สามารถรับปากได้เช่นกัน”

            ลู่เจียงเป่ยถอนหายใจอย่างโล่งอก เขากลั้นหายใจก่อนจะเอ่ยถามอย่างรวดเร็ว “เพราะเหตุใดรึ? คุณหนูเหอออกเรือนแล้วหรือมีคนในใจอยู่แล้ว?”

            เหอตังกุยรีบโบกมือหยุดการคาดเดาของเขาทันที นางปรายตามองต้นไม้เหี่ยวเฉาข้างหน้าต่างด้วยแววตาสดใสดั่งผิวน้ำพลางเอ่ย “โปรดเรียนคุณชายต้วนด้วยนะเจ้าคะ ประการแรก ฐานะทางครอบครัวของข้าและเขาไม่เหมาะสมกัน ประการที่สอง คำสู่ขอจากพ่อสื่อแม่สื่อต้องได้รับการยินยอมจากบิดามารดา ดังนั้นผู้ที่เขาควรไปเจรจาสู่ขอจึงไม่ใช่ข้า ประการที่สาม ข้าซาบซึ้งใจต่อเขายิ่งนัก แต่นั่นเป็นเพียงความรู้สึกซาบซึ้งใจ...ข้าจึงไม่ปรารถนาจะแต่งงานกับเขา”

            เมื่อได้ยินคำปฏิเสธที่ตรงไปตรงมาเช่นนี้ ในใจของลู่เจียงเป่ยเต็มไปด้วยความตกตะลึง เขาคิดมาตลอดว่าเหอตังกุยและเสี่ยวต้วนมีความรู้สึกดี ๆ ต่อกัน ยิ่งไปกว่านั้นชาติกำเนิดของเสี่ยวต้วน ตราบใดที่อีกฝ่ายไม่รู้ว่าเขาเลี้ยง “สตรีตกระกำลำบาก” ไว้ในบ้านกว่าร้อยคน คงจะไม่มีทางปฏิเสธคำขออย่างแน่นอน

            อีกทั้งข้อมูลจากสายข่าวหลายวันมานี้ เขาและเสี่ยวต้วนได้รู้ว่าชีวิตของเหอตังกุยน่าเวทนายิ่งนัก มารดาและบิดาของนางหย่าร้างกันตั้งแต่นางยังใส่ผ้าอ้อม มารดาพานางกลับตระกูลหลัวบ้านเกิด ทว่าคนในตระกูลกลับทอดทิ้งนางไว้ที่หมู่บ้านหนงจวงหลายปีโดยไม่ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบแม้แต่ครั้งเดียว ภายหลังนางได้กลับไปตระกูลหลัวอีกครั้ง แต่กลับตายโดยไม่ทราบสาเหตุและฟื้นคืนชีพขึ้นมาภายในครึ่งปี ตามความเห็นของเขา เหอตังกุยควรอยากจะหนีออกจากตระกูลนั้นจึงจะถูก ตระกูลต้วนคือหนทางหลบหนีที่ดีที่สุดสำหรับนาง แม้คุณหนูเหอจะไม่คิดเป็นอื่นกับเสี่ยวต้วน แต่ก็ไม่ควรปฏิเสธการแต่งงาน นางสามารถนำเรื่องการแต่งงานนี้ไปคิดอย่างรอบคอบได้ ถือเป็นการเปิดทางให้อนาคตของตน เหตุใดจึงไม่ทำเช่นนั้นเล่า?

            อย่างไรก็ตาม ลู่เจียงเป่ยรู้จักลักษณะนิสัยของสตรีมาบ้าง ปกติแล้วในสถานการณ์ของสตรีที่ถูกคุณชายรูปงามสารภาพรักและขอแต่งงาน อย่างน้อยก็น่าจะดีใจบ้าง ทว่าเมื่อมองใบหน้าอันงดงามที่เรียบเฉยของสตรีเบื้องหน้าแล้ว ลู่เจียงเป่ยกลับเกิดคำถามในใจ นางซ่อนอารมณ์เก่งหรือนางไม่มีความรู้สึก?

            ลู่เจียงเป่ยถอนหายใจในใจพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “คุณหนูเหอ ข้าหวังเพียงเจ้าจะพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนจะตอบเสี่ยวต้วน เขาจริงจังมากจึงไม่ได้ไปเจรจาสู่ขอกับบิดามารดาของเจ้าก่อน เพราะเขาเคารพการตัดสินใจของเจ้า จึงอยากให้เจ้าตอบตกลงก่อนจะไปสู่ขอที่ตระกูลหลัวตามพิธีการซานเหมยลิ่วไผ[1] เผื่อถึงเวลานั้นแล้วเจ้าอาจไม่รู้พิธีการจนตื่นตระหนกหวาดกลัว แม้เสี่ยวต้วนจะตกลงสู่ขออย่างเป็นทางการแล้ว แต่เขายินดีรอเจ้าอีกสองสามปี รอให้ใจของเจ้ายอมรับเขาและรอให้เจ้าโตกว่านี้ ส่วนตั๋วเงินและโฉนดที่ดิน...”

            ลู่เจียงเป่ยยังคงทำหน้าที่พ่อสื่อต่อไป เขาผลักกล่องสีสันสวยงามไปข้างหน้าช้า ๆ “ทั้งหมดล้วนเป็นเสี่ยวต้วนที่เร่งรัดให้คนลงเขาไปนำมา ไม่นับว่าเป็นสินสอดทางการเท่าไรนัก คุณหนูเหอโปรดรับไว้ วันหน้าตระกูลต้วนจะเข้าไปสู่ขอที่จวนตระกูลหลัว ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ ของเหล่านี้ก็เป็นของคุณหนูเหอ”

            เหอตังกุยหัวเราะเสียงเบา นางมีประสบการณ์สองชาติภพแต่กลับไม่รู้เลยว่าในโลกนี้สามารถได้เงินมาโดยไม่ต้องทำงานอะไรเลย

            ลู่เจียงเป่ยมองนางด้วยสายตาสับสน ทำได้เพียงรอคำตอบที่ชัดเจน สตรีแบบไหนกันที่ปฏิเสธเสี่ยวต้วนอย่างตรงไปตรงมา อีกทั้งยังปฏิเสธเงินเช่นนี้?

            แววตาทั้งสองสบประสานกันไปมา ทันใดนั้นเหอตังกุยก็เก็บรอยยิ้มกลับไป ก่อนจะเอ่ยด้วยใบหน้านิ่งสงบ “ไม่ว่าเรื่องแต่งงานจะสำเร็จหรือไม่ ทรัพย์สินหกพันตำลึงนี้ก็ให้ข้าเช่นนั้นหรือ? เฮอะ สิ้นเปลืองเสียจริง ไม่ว่าคุณชายต้วนจะหมายความว่าเยี่ยงไร ข้าน้อยก็ไม่สามารถรับความรู้สึกดี ๆ นี้ไว้ได้ ใต้เท้าลู่ได้โปรดนำของเหล่านี้กลับไปเถิด ข้าไม่ส่งนะเจ้าคะ” สิ้นเสียงก็ลุกขึ้นสาวเท้าเดินออกจากประตูไปอย่างรวดเร็ว

            ลู่เจียงเป่ยมีสีหน้าร้อนใจขึ้นมาทันที รีบเอ่ยถามเพื่อหยุดนางไว้ “หมายความว่าเยี่ยงไร? มีคำพูดที่ข้ากล่าวไม่เหมาะสมหรือล่วงเกินแม่นางหรือไม่? แม่นางถึงไล่ข้าไปเยี่ยงนี้ แล้วข้าจะอธิบายให้เสี่ยวต้วนฟังเยี่ยงไร?”

             “ข้าน้อยกล่าวชัดเจนแล้ว ฐานะทางครอบครัวของข้าและคุณชายต้วนนั้นไม่เหมาะสมกัน ไม่ว่าจะเป็นชาติกำเนิดของครอบครัวบิดาหรือมารดาของข้า ล้วนไม่สามารถเทียบเท่าตระกูลต้วนได้เลย มิหนำซ้ำข้ายังถูกครอบครัวทอดทิ้ง ทั้งที่ข้าปฏิเสธชัดเจนแล้ว ท่านก็ยังจะมอบเงินเหล่านั้นให้แก่ข้า ทั้งบอกอีกว่าแม้ไม่ตอบตกลงก็สามารถรับเงินเหล่านี้ไปได้ ใต้เท้าลู่กำลังหลอกข้าน้อยอยู่ใช่หรือไม่?” เหอตังกุยแค่นเสียงเย็นชาเอ่ยด้วยสายตาแหลมคมบีบหัวใจคน “ข้าขอถามท่าน หากข้ารับไปแล้ว ในอนาคตข้าตอบตกลงแต่งงานกับชายอื่น ข้าจะบอกที่มาของเงินนี้แก่สามีข้าเยี่ยงไร? หากวันหน้าได้พบคุณชายต้วนผู้มีพระคุณกับข้า บอกรักข้า เป็นคนมอบเงินให้แก่ข้า ข้าจะทำตัวเช่นไร?”   

            ลู่เจียงเป่ยเงียบงันไปชั่วขณะก่อนจะถอนหายใจพลางเอ่ย “ดูเหมือนแม่นาง...จะไม่มีใจให้เสี่ยวต้วนแม้แต่นิดเดียว”

            เหอตังกุยกล่าวเย็นชา “แม้ข้าน้อยจะเป็นเพียงสตรีฐานะต่ำต้อย แต่ข้าน้อยก็รู้จักซาบซึ้งต่อความเมตตาของผู้อื่น คุณชายต้วนช่วยเหลือนำจดหมายส่งให้แก่มารดาของข้า เมื่อคืนนี้คุณชายต้วนและแม่ทัพทุกท่านก็ยอมก่อเรื่องวุ่นวายสะเทือนฟ้าดินในอารามแห่งนี้ เพื่อช่วยให้ข้าน้อยค้นหาจี้ทองที่ข้าน้อยรักมากกว่าชีวิตจนเจอ ข้าน้อยล้วนจดจำทั้งหมดนี้ไว้ในหัวใจ แม้ว่าภายในเวลาสองสามปีนี้ข้าน้อยจะยังไม่สามารถตอบแทนบุญคุณได้ แต่อีกสี่ห้าปี ข้าน้อยอาจจะมีประโยชน์ต่อคุณชายต้วนและใต้เท้าทุกท่าน เมื่อถึงเวลานั้น ขอเพียงทุกท่านเอ่ยปาก ข้าไม่มีทางปฏิเสธแน่นอน”

            ลู่เจียงเป่ยพูดไม่ออกไปชั่วขณะ น่าประหลาดใจที่เขาไม่มีข้อสงสัยในคำพูดของนางสักนิด สายตากวาดมองใบหน้าเหอตังกุย แววตาแน่วแน่ของนางทำให้หัวใจของเขาคล้ายถูกบางอย่างกดทับ

            “บอกข้ามาเถิด บุรุษแบบไหนที่จะได้หัวใจของเจ้า?” ลู่เจียงเป่ยเอ่ยถามแผ่วเบา

            เหอตังกุยเอ่ยตอบเสียงแผ่ว “ข้าไม่มีหัวใจเจ้าค่ะ”

            ทั้งสองสบตากันโดยไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด ก้อนเมฆมืดครึ้มค่อย ๆ รวมตัวกันบนท้องนภา เกิดประกายฟ้าแลบเป็นรอยแยกบนขอบฟ้า หยาดฝนเย็นเยือกโปรยปรายลงมาทันใด เหอตังกุยที่ร่างกายอ่อนแอมาโดยตลอด ศีรษะและไหล่ของนางโชกหยาดฝนที่เย็นเยียบ ริมฝีปากซีดไร้เลือดฝาด ร่างกายสั่นสะท้านตามสัญชาตญาณ

            ลู่เจียงเป่ยรีบพานางกลับเข้าห้องแล้วเอ่ยด้วยความเป็นห่วง “คุณหนูเหอ เจ้าไม่สบายตรงไหนหรือ? สองวันก่อนข้าก็เห็นสีหน้าเจ้าซีดเผือดเช่นนี้”

            เหอตังกุยส่ายหน้าไปมาพลางทรุดตัวนั่งลงบนขอบเตียงข้างเตาผิงอย่างช้า ๆ นางเอ่ยโดยไม่ได้ตอบคำถามของลู่เจียงเป่ย “ต้องขออภัย ข้าไม่มีร่มให้ท่านยืม ท่านจะอยู่รอฝนซาที่นี่หรือจะเดินฝ่าฝนไปตอนนี้เลย?” แม้ฝนจะตกหนักแต่วิ่งเพียงไม่นานก็ถึงอาคารฝั่งตะวันตกแล้ว

            “ไม่มีร่มอย่างนั้นหรือ? เช่นนั้น...ข้าขอมือของเจ้าสักครู่”

            เสียงนั้นแผ่วเบามาก แต่กลับรู้สึกว่าอยู่ในระยะประชิดเพียงเอื้อม

            เหอตังกุยหันกลับไปมองด้วยความแปลกใจ ก่อนจะพบว่าลู่เจียงเป่ยนั่งอยู่ที่ขอบเตียงใกล้ ๆ นาง ระยะห่างของทั้งสองใกล้กันมาก ใกล้จนได้ยินเสียงลมหายใจของอีกฝ่าย

            นางเลิกคิ้วเล็กน้อย ไม่เข้าใจว่าสิ่งที่ลู่เจียงเป่ยกำลังทำนั้นหมายความว่าอย่างไร ไม่นานมานี้เขามิใช่เป็นพ่อสื่อเจรจาสู่ขอนางให้ต้วนเสี่ยวโหลวอยู่หรอกหรือ? เมื่อนึกถึงความอ่อนโยนและมีมารยาทของลู่เจียงเป่ยที่คุ้นเคย นางไม่รู้ว่าควรจะรับมือกับ “ความเจ้าชู้ไก่แจ้” ที่ลู่เจียงเป่ยกำลังแสดงออกอยู่ในขณะนี้อย่างไรดี?

            ลู่เจียงเป่ยรู้ว่าตนไม่สามารถ “ขอ” มือของอีกฝ่ายได้ จึงเปลี่ยนเป็น “คว้า” มืออีกฝ่ายแทน ฝ่ามือหนาของเขาคว้ามือเล็ก ๆ ที่เย็นเยียบของเหอตังกุยมากุมไว้ นางขมวดคิ้วฉับ กำลังคิดจะเอ่ยบางสิ่ง แต่กลับรู้สึกเหมือนมีน้ำพุร้อนที่อบอุ่นสายหนึ่งไหลเวียนเข้าสู่ร่างกายทุกส่วนของนางจากกลางฝ่ามือที่ถูกลู่เจียงเป่ยจับไว้ ร่างกายที่เย็นเยียบค่อย ๆ กลับมาอบอุ่น

            เหอตังกุยรู้สึกแปลกใจ นี่คือ...ลมปราณเจินชี่หรือ?




    ---------------------------------------------------------------


            [1] ซานเหมยลิ่วไผ หมายถึง 3 หนังสือ 6 พิธีการ เป็นหลักสำคัญที่ขาดไม่ได้ในงานแต่งงานตามความเชื่อจีนโบราณ


    นิยายแนะนำ

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    นิยาย รัก
    570K 4473
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371