บทที่ 45 เรียนล่าสัตว์
เฉินเฉิงเยี่ยเป็นคนที่ไม่ชอบให้ใครมาสั่งสอนตนที่สุด จึงกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์
“ตอนนี้ข้าไม่มีอาจารย์คอยสั่งสอน ข้ายิ่งต้องพยายามมากขึ้นจะมีเวลาไปเที่ยวเล่นได้เช่นไร ท่านแม่รีบกลับไปนอนเถิดอย่ามัวมาสนใจเรื่องข้า” หลินชุนฮวาอดตำหนิตัวเองไม่ได้ หากเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ถูกแพร่กระจายไปทั่ว บางทีในเมืองอาจจะยังมีอาจารย์ที่ยินดีรับเฉินเฉิงเยี่ยเป็นศิษย์
แต่ตอนนี้เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นที่โจษจันไปหมดแล้ว นางใช้โอกาสตอนช่วงบ่ายที่ผ่านมาไปถามทั่วเมือง แต่ไม่มีใครยอมรับเฉินเฉิงเยี่ยแม้แต่การเพิ่มค่าเล่าเรียนก็ไม่ช่วยอันใดเห็นบุตรชายเริ่มไม่พอใจหลินชุนฮวาไม่อยากเพิ่มความยุ่งยากให้เขาจึงยอมกลับห้องของตัวเอง
หลังจากนางแอบย่องกลับมาไม่นาน เฉินเถียนเถียนก็แอบย่องออกจากโรงเก็บฟืน ใช้แสงจันทร์เดินไปยังเขาเซินหนี่เช่นกัน แล้วตรงมาริมลำธารตามที่ได้ตกลงกับอวิ๋นเคอ นางมาถึงเห็นกองไฟอยู่ทางทิศตะวันตกใต้แสงไฟ มีใบหน้าที่เต็มไปเครานั่นดูตาแปลกไม่น้อย
เดินเข้าไปใกล้ ๆ เห็นไก่ป่าตัวหนึ่งถูกเสียบไม้ย่างอยู่บนกองไฟ กลิ่นหอมโชยออกมา ทำให้เฉินเถียนเถียนลอบกลืนน้ำลาย แต่ก็ไม่กล้าแสดงอาการออกมา
“อวิ๋นเคอ! ท่านมาแล้ว คือข้าต้องรอให้พวกเขาหลับก่อนถึงจะแอบย่องออกมาได้เลยมาช้าไปหน่อยต้องขออภัยด้วย” อวิ๋นเคอไม่เอ่ยอะไร แต่ดึงไก่ที่เสียบอยู่กับกิ่งไม้ออกมาจากกองไฟ แล้ววางบนใบไม้ก่อนใช้มีดสั้นที่พกติดตัวผ่าไก่ออก
จากนั้นก็วางครึ่งหนึ่งบนใบไม้ยื่นให้เฉินเถียนเถียน นางไม่เข้าใจความหมายของเขาในทีแรก ผ่านไปครู่หนึ่งถึงนึกออกว่านั่นเป็นของให้ตนกินจึงรีบยื่นมือรับมา อวิ๋นเคอยังคงเงียบไม่เอ่ยอะไรเหมือนเดิม หยิบอีกครึ่งหนึ่งมากิน
อวิ๋นเคอทำหน้านิ่งไม่ยอมกล่าวอันใด เฉินเถียนเถียนจึงไม่เข้าใจความคิดของอีกฝ่ายเลยไม่ได้เอ่ยสิ่งใดเช่นกัน ทั้งสองเงียบกันไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งไก่ทั้งตัวถูกพวกเขากินจนหมด เฉินเถียนเถียนจึงลุกขึ้นยืนแล้วถามว่า
“วันนี้เจ้าสอนข้าล่าสัตว์เถิด ส่วนข้าจะสอนท่านว่าจะตามรอยสัตว์ในป่าได้เช่นไร ก่อนหน้านี้ทุกครั้งที่ข้าตามรอยเจอก็ไม่มีฝีมือพอที่จะจับพวกมันได้ แต่ถ้ามีท่านต้องทำได้ง่ายขึ้นเป็นแน่” อวิ๋นเคอในที่สุดก็ตอบออกมาด้วยเสียงเย็นชา
“อือไปเถอะ” นี่เป็นประโยคแรกที่คนผู้นี้เปิดปากกล่าวในคืนนี้ เฉินเถียนเถียนใช้แสงจันทร์ตามรอยของสัตว์ไปช้า ๆ ไม่นานก็พบกระต่ายตัวหนึ่ง
อวิ๋นเคอไม่กล่าวอันใดให้มากความ หยิบธนูที่แบกอยู่บนหลังออกมา ยิงธนูไปหนึ่งดอก ลูกธนูพุ่งเข้าไปที่ตาของกระต่ายตรึงมันไว้กับพื้นไม่อาจขยับหนีไปไหนได้ เฉินเถียนเถียนจับกระต่ายขึ้นมาด้วยความดีใจ แล้วเดินหาต่อ
ตอนกลางคืนมืดมากอยู่แล้ว การจะหารอยเท้าสัตว์นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยแต่เฉินเถียนเถียนกลับได้กลิ่นเหม็นระหว่างทาง แม้ไม่รู้ว่าเป็นของสัตว์ชนิดใด แต่ก็รู้ว่าเป็นมูลสัตว์แน่นอน เดินไปที่ที่มีกลิ่นเหม็นก็พบกองมูลขนาดใหญ่จริง ๆ คิดว่าสัตว์ตัวนี้คงไม่ใช่ตัวเล็ก ๆ แน่
“อวิ๋นเคอ ถ้าเราเจอหมูป่าท่านจะจัดการมันได้ใช่หรือไม่?” คำตอบที่เฉินเถียนเถียนได้รับ กลับเป็นสีหน้าเรียบเฉยมองนางเหมือนไม่ใคร่พอใจในคำถามของนาง
เฉินเถียเถียนมองอวิ๋นเคอก็คิดได้ว่าคนผู้นี้แม้แต่สัตว์ที่บินอยู่ยังจับได้ หมูป่าตัวเดียวคงไม่ใช่ปัญหาไม่อย่างนั้นเขาก็ใช้ชีวิตมาเสียเปล่าแล้ว
เฉินเถียนเถียนเลือกเดินต่อไป ค้นหาต่อไปในความมืดในที่สุดก็ได้ยินเสียงเบา ๆ ในความมืด แต่อวิ๋นเคอกลับดึงเฉินเถียนเถียนไว้ข้างหลังตัวเองอย่างกะทันหัน
เฉินเถียนเถียนแม้จะช้ากว่าอวิ๋นเคอหนึ่งก้าวแต่ก็ยังสังเกตเห็นอันตรายที่ซ่อนอยู่ได้ เป็นดังที่คาดหมูป่าตาแดงเรื่อตัวหนึ่งวิ่งออกมาจากพุ่มไม้ดูแล้วต้องหนักไม่ต่ำกว่าร้อยจินเป็นแน่
เขี้ยวในปากยิ่งแหลมคมจนส่องประกายเย็นยะเยือกใต้แสงจันทร์เฉินเถียนเถียนตกใจรีบมองหาต้นไม้ใกล้ ๆ แล้วเริ่มปีนขึ้นไป
“อวิ๋นเคอ ข้าพบเหยื่อแล้ว อยู่ที่ท่านแล้วว่าจะจับมันได้หรือไม่ ข้าจะไม่อยู่ถ่วงเจ้าแล้ว” อวิ๋นเคอกระตุกมุมปาก มองท่าทางปีนต้นไม้ของเฉินเถียนเถียนในที่สุดก็อดไม่ได้ที่จะเข้าไปคว้าเอวของเฉินเถียนเถียน แล้วกระโดดขึ้นต้นไม้ ก่อนวางนางไว้บนกิ่งไม้ส่วนตัวเองกระโดดลงมา ทันทีที่เท้าสัมผัสพื้น หมูป่าวิ่งเข้าใส่อวิ๋นเคอ
อวิ๋นเคอกลับไม่รีบร้อนเขาโยนธนูทิ้งหยิบมีดสั้นขึ้นมาเท่านั้น หมูป่าพุ่งเข้ามาอย่างดุดัน อวิ๋นเคอแค่ย่อตัวเล็กน้อยก็หลบการโจมตีนี้ได้พร้อมยื่นมือที่กำมีดแทงเข้าไปที่คอหมูป่าฝากรอยแผลลึกจนเลือดไหลพุ่งออกมา
หมูป่าที่บาดเจ็บยิ่งบ้าคลั่ง หมุนตัวพุ่งเข้าใส่อีกรอบ คราวนี้ อวิ๋นเคอใช้ขายาว ๆ ก้าวขึ้นไปนั่งคร่อมบนคอหมูป่าในครั้งเดียว แล้วแทงมีดลงไปในสมองของหมูป่าอย่างแรง หมูป่าหนักกว่าร้อยจินตัวนี้ล้มลงกับพื้นเสียงดั่งสนั่น
เฉินเถียนเถียนอึ้งไปกับการจัดการอย่างดุดันราวกับเสือของอวิ๋นเคอนานพอสมควร กว่าจะหาเสียงตัวเองเจอ
“อวิ๋นเคอเจ้าช่วยพาข้าลงไปได้หรือไม่?” อวิ๋นเคอกระโดดขึ้นไปคว้าเอวเฉินเถียนเถียนที่อยู่บนต้นไม้ลงมา เดิมทีนางก็เป็นตำรวจอยู่แล้วต่อให้เห็นคนตายก็ไม่ส่งผลกระทบต่อนาง ยิ่งนี่เป็นแค่หมูป่าตัวหนึ่งนางจึงไม่ได้รู้สึกอันใด
เฉินเถียนเถียนที่อดอยากในโลกนี้มามากพอแล้ว พอเห็นหมูป่าตัวใหญ่เช่นนี้กลับคิดถึงแต่เนื้อหมูหอม ๆ ดีกว่าจะเสียเวลาหวาดกลัว นางรู้สึกว่าตัวเองช่วงนี้โหยหาของกินมากขึ้นทุกวัน
อวิ๋นเคอมองเด็กสาวที่กำลังกลืนน้ำลายเมื่อเห็นหมูป่าที่เพิ่งตายไป ก็อดแปลกใจไม่ได้
“อวิ๋นเคอหมูป่าตัวนี้จะทำอย่างไรต่อ ถือว่าเราสองคนร่วมมือกันล่ามันได้ใช่หรือไม่ เจ้าจะแบ่งให้ข้าด้วยหรือไม่ ข้าไม่ขอมากหรอกแค่พอกินสองมื้อก็พอแล้ว” อวิ๋นเคอเงียบไปต้องยอมรับว่าฝีมือการติดตามเหยื่อในป่าของหญิงสาวนี่ยอดเยี่ยมจริง ๆ แต่ก่อนตัวเขาถึงจะมีวรยุทธ์ดีก็ต้องใช้การกระโดดไปมาทั่วแล้วหวังโชคถึงจะเจอสัตว์ ตอนนี้มีหญิงสาวนี่แล้วเงินสร้างบ้านของเขาคงหาได้เร็วขึ้นแน่
“แบ่งให้เจ้าครึ่งหนึ่ง”
“จริงหรือ?” เฉินเถียนเถียนไม่คาดคิดเลยทีเดียว ตั้งแต่แรกก็เป็นผู้อื่นใช้แรงล่ามันมา แม้ว่าตัวนางจะมีบทบาทเล็กน้อยในการติดตามเหยื่อ แต่ถ้าไม่มีอวิ๋นเคอ อย่าว่าแต่จับหมูป่าตัวนี้ได้เลยแม้แต่ชีวิตของนางเองก็ยากจะรอด ตอนนี้อวิ๋นเคอเพิ่งเอ่ยปากก็แบ่งให้นางครึ่งหนึ่ง
“ดีจริง ๆ เลย” อวิ๋นเคอมองเฉินเถียนเถียนไม่วางตา เฉินเถียนเถียนไม่เข้าใจว่าเขาต้องการสิ่งใด เพราะเขาไม่มีท่าทีใด ๆ “ท่านมองข้าเช่นนี้ทำไม?”
อวิ๋นเคอหาที่นั่งลงมาแล้วกล่าวกับนางตามที่ตนสงสัย
“เจ้าจะเอาเนื้อหมูป่าครึ่งตัวนี้กลับไปได้เยี่ยงไร?”
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง เฉินเถียนเถียนยังคิดว่าคนผู้นี้แบ่งเนื้อให้ตนเองครึ่งหนึ่งแล้วจู่ ๆ ก็เปลี่ยนใจ ที่ไหนได้เขาคิดเรื่องนี้นี่เอง
“รอสักพักพวกเราเอาหมูป่าไปที่ถ้ำก่อน เจ้าผ่าตัวมันออกเป็นสองซีก ข้าย่อมมีวิธีจัดการมัน” อวิ๋นเคอถึงแม้ยังสงสัยอยู่มากแต่ก็ไม่ได้ตั้งสนใจคำถามอันใดอีกต่อไป