บทที่ 1
ข้านี่ล่ะฉินหลี่เยว่!
ณ ท้องพระโรงตำหนักจงกง เมืองหลิวหยาง
“มีพระบรมราชโองการ!”
สิ้นเสียงป่าวประกาศของมหาดเล็กสูงวัยรูปร่างสันทัด สภาการเมืองอันโออ่าซึ่งเมลืองมลังไปด้วยสีทองอร่ามที่เคยโหวกเหวกด้วยเสียงสนทนาก็เงียบลงโดยพลัน
ทุกคนคุกเข่ากับพื้นพร้อมก้มหน้าอยู่ในอาการสงบนิ่งแล้วหันไปเบื้องหน้ายังทิศทางเดียวกันอย่างจดจ่อ
“ประกาศเกียรติคุณแม่ทัพ‘ฉินหลี่เยว่’ ซึ่งสร้างคุณูปการอันใหญ่หลวงแก่แผ่นดินต้าสุ่ยอย่างเหลือล้นพรรณนา อีกทั้งไทเฮาทรงมีพระราชเสาวนีย์รับนางเป็พระธิดาบุญธรรม ฝ่าาทรงมีพระวินิจฉัยยกฐานันดรศักดิ์ของนางและยังทรงมีความกตัญญูสนองต่อพระประสงค์ของพระชนนีแต่งตั้งนางขึ้นเป็องค์หญิง... สมญานาม ‘ชิงิ’ เข้าร่วมเป็สมาชิกราชสกุล ‘จาง’ แห่งต้าสุ่ย พร้อมพระราชทานทินนามพิเศษนำหน้าชื่อให้แก่ฉินหลี่เยว่ว่า‘เทียน’ แทนแซ่เดิมเป็ ‘เทียนหลี่เยว่’ เพื่อประกาศคุณความดีอันน่ายกย่องนี้เป็เกียรติภูมิให้ประชาราษฎร์ได้แซ่ซ้องโดยทั่วกัน จบราชโองการ!”
“เป็พระมหากรุณาอันล้นพ้น หม่อมฉันขอบพระทัยฝ่าา ขอบพระทัยไทเฮา...!”
เทียนหลี่เยว่ซึ่งยืนอยู่กลางท้องพระโรงคำนับกับพื้นแล้วลุกขึ้นก้าวเข้าไปรับราชโองการพร้อมตราตั้งจากองค์จักรพรรดิหนุ่มแห่งต้าสุ่ยก่อนจะหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับบรรดาขุนนางนับร้อยชีวิตเพื่อรับการคารวะ
“ถวายพระพรองค์หญิงชิงิ...!”
หญิงสาวเผยรอยยิ้มอ่อนหวานซึ่งนานครั้งจะปรากฏบนใบหน้าเพื่อน้อมรับการเทิดทูนจากเหล่าตัวแทนปวงประชาทั่วราชอาณาจักร
เพราะนางคือสตรีผู้กล้าหาญและแสนใจเด็ด ดุดันกว่าบุรุษใดในใต้หล้า เป็บุตรีของแม่ทัพ ‘ฉินเซิ่งหลี’ ผู้เป็พระสหายของฮ่องเต้พระองค์ก่อน
หลังต้าหานแคว้นคนเถื่อนนำกำลังกว่าสองแสนนายเข้ารุกรานต้าสุ่ยเพื่ออาศัย่ที่อาณาจักรวุ่นวายเข้ายึดครองแผ่นดิน ‘จักรพรรดิหนานเกิง’จึงทรงนำทัพปะทะศัตรูแย่งชิงดินแดนด้วยพระองค์เองพร้อมพระสหายคู่พระทัย
แต่ทว่าก็เพลี่ยงพล้ำไม่เป็ท่า...!
“เรียนคุณหนูใต้เท้าฉินต้องเกาทัณฑ์ของรองแม่ทัพต้าหานอาการสาหัส! ทำให้ต้าสุ่ยของเราขาดกำลังสำคัญจนเหล่าทหารในกองทัพเสียขวัญ บัดนี้ฝ่าา้ากำลังเสริม...”
“ข้าจะไป!”
ยังไม่ทันที่‘ซิงเฉิน’บ่าวคนสนิทรายงานจบนางก็สวนโพล่งด้วยเสียงกร้าวพร้อมดวงตาวาวโรจน์ราวปะทุเป็เปลวเพลิงจากหัวใจอันร้อนรุ่มก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ไม้จื่อถานตวัดมือซ้ายไปคว้าหมวกโลหะประดับยศที่ตั้งอยู่ข้างกายมาสวมลงบนศีรษะซึ่งเกล้าเก็บผมยาวสีดำขลับเป็ก้อนกลมใหญ่เอาไว้ แล้วเอื้อมมือขวาไปคว้าเอาง้าวลิ้นัอันแสนหนักอึ้งที่แม้แต่บุรุษบางคนก็ยกไม่ไหวมาสนับไว้ข้างกายในเครื่องทรงชุดเกราะเต็มองค์ซึ่งเตรียมพร้อมสำหรับออกรบแล้วะโขึ้นหลังม้าตัวเก่งคู่ใจควบออกจากจวนอย่างไวโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
นางประเมินไว้อยู่แล้วว่าจะต้องตกอีหรอบนี้ ชนชั้นปกครองต้าหานนั้นเดิมเป็พวกโจรูเามาก่อนทักษะการต่อสู้และเล่ห์เหลี่ยมของพวกนั้นต้องเก่งกาจและแพรวพราวเป็แน่ ไฉนเลยต้าสุ่ยซึ่งเต็มไปด้วยบรรดาผู้ดีอันเป็แหล่งรวมนักปราชญ์ นักประพันธ์และศิลปินซึ่งไม่ฝักใฝ่การต่อสู้เพราะบ้านเมืองสุขสงบมาเป็เวลาช้านานจะไปต่อกรด้วยได้
พวกนั้นใช้เวลายาวนานหลายทศวรรษอย่างอดทนเพื่อรอคอยวันนี้... วันที่ต้าสุ่ยอันแสนเจริญรุ่งเรืองและอุดมสมบูรณ์ถึงคราบ้านเมืองระส่ำระสายเพราะฮ่องเต้ผู้ไร้ทายาท ทำให้ขุนนางแบ่งเป็ก๊กเป็เหล่า สร้างขั้วอำนาจจากเชื้อพระวงศ์ที่อุปโลกลำดับโปเจียมขึ้นมากันเองอย่างพลการ ซ้ำยังห้ำหั่นฝ่ายตรงข้ามด้วยแผนการอันสลับซับซ้อนและน่าขยะแขยง แผ่นดินจึงขาดความสมัครสมานสามัคคีเต็มไปด้วยความโกลาหลและไส้ศึก
ฉินหลี่เยว่คือเด็กสาวหน้าตาสะสวยคมคาย โดดเด่นด้วยดวงตาเรียวเปล่งประกายสีนิลวาววับชวนสะกดและน่าค้นหา ที่เติบโตขึ้นมาท่ามกลางความขัดแย้งของบ้านเมือง และยังเป็บุตรีเพียงคนเดียวของแม่ทัพผู้เก่งกาจที่สุดในแผ่นดิน อีกทั้งมารดายังมาด่วนจากไปั้แ่นางยังแบเบาะทำให้ต้องเติบโตมากับบิดาและบรรดาพลทหารซึ่งมีแต่ความแข็งกระด้าง
ในวัยเพียงห้าขวบนางก็สามารถวาดลวดลายควงหอกสั้นคู่ได้อย่างคล่องแคล่วราวกับเป็พรวิเศษที่์มอบให้ติดตัวมา ครานั้นทำให้บิดาเห็นแววจนจุดประกายถ่ายทอดวิชาการต่อสู้ให้บุตรสาวจนกลายเป็สตรีที่ได้เข้าร่วมกองทัพในตำแหน่งนายพลด้วยวัยเพียงสิบแปดปีเท่านั้น ทำให้นางถูกประชาชนขนานนามว่า ‘บุหงางามเงาพยัคฆ์’
และเพื่อแสดงความกตัญญูต่อบิดารวมถึงแผ่นดินนางจะมัวนั่งรีรออยู่แต่ในพื้นที่ปลอดภัยมิได้ หัวใจหญิงสาวนั้นรุ่มร้อนเพื่อชัยชนะ นางจะไม่ปล่อยให้มาตุภูมิตกไปอยู่ในการของคนเถื่อนเป็อันขาด!
“ย้ะ!”
กรุบกรับกรุบกรับ!
แต่อนิจจา...
เมื่อมาถึงค่ายที่ชายแดนแม่ทัพฉินเซิ่งหลีบิดาของนางก็สิ้นใจไปเสียแล้ว
พลังแห่งความแค้นต่อการสูญเสียบุพการีเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ทำให้นางควบม้าเข้าจู่โจมผู้สังหารบิดาอย่างไม่รีรอจนรองแม่ทัพต้าหานสิ้นชีพตกจากหลังม้าด้วยร่างขาดสองท่อนอย่างน่าอนาถ ก่อนจะลุยต่อสู้กับข้าศึกที่ยังรายล้อมอยู่มหาศาลเคียงข้างประมุขของประเทศกลางสนามรบที่เห็นแววจะพ่ายแพ้อยู่มะรอมมะร่ออย่างไม่รักตัวกลัวตาย
สู้ให้เต็มที่ สังหารพวกมันให้ล้มตายมากที่สุด ถึงตัวจะจากไปก็ไม่เสียดายชาติกำเนิดแล้ว...!
และไม่มีศัตรูคนใดจะรอดพ้นรัศมีของนางได้เลยสักคนเดียว ง้าวลิ้นัอาวุธคู่ใจถูกยกตวัดฉวัดเฉวียนราวกับท่วงท่าร่ายรำอันอ่อนช้อยของนกยูงซึ่งกำลังรำแพนแต่แสนดุดันและกัดไม่ปล่อย
เป็ความงดงามอันโเี้ที่แม้ท่ามกลางความโกลาหลก็ยังได้รับความสนใจ
แต่ทว่า...
ฉึก!
“เอื้อ!”
“ฝ่าา!!!”
ราวกับเป็เสียงกึกก้องในโสตประสาทและแปรเปลี่ยนเป็ความอื้ออึงเมื่อฉินหลี่เยว่หันไปทางขวามือแล้วพบว่าผู้นำทางจิติญญาแห่งต้าสุ่ยถูกสังหารด้วยน้ำมือของศัตรูจนขาดสะพายแล่งกลางวงล้อมทิ้งร่างพระพักตร์คะมำไปกับพื้นดินจนฝุ่นตลบขึ้นมา
มีเสียงโห่ร้องยินดีของพวกมันทันที แต่นางไม่รอให้เสียโอกาสหญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่นพร้อมกลั้นใจบุกฝ่าค่ายกลมนุษย์แล้วกระโจนพุ่งเข้าสังหารจักรพรรดิแห่งต้าหาน
ฉับ!
จนพระเศียรกระเด็นตกลงสู่ธรณีไปตามกัน
เสียงแซ่ซ้องปรีดาเปลี่ยนเป็ความเงียบงันอย่างตื่นตะลึงทันที
“บัดนี้องค์ฮ่องเต้อันเป็แม่ทัพใหญ่แห่งต้าหานถูกข้าสำเร็จโทษแล้ว! ยังมีผู้ใดหาญกล้าจงเร่งก้าวออกมา!!!” เสียงตวาดกึกก้องราวคีรีพิโรธสั่นสะท้านไปยังข้าศึกจนต้องถอยร่นออกไปอย่างขลาดเขลา
เวลานี้มีนางคือผู้นำชัยชนะมาสู่แผ่นดินต้าสุ่ยอย่างอัศจรรย์ ทั้งยังเป็ผู้ยิ่งใหญ่แห่งสองอาณาจักรไปโดยปริยาย
จักรพรรดิแห่งต้าหานพระองค์ใหม่ขึ้นครองบัลลังก์ด้วยความศิโรราบต่อนางพร้อมทั้งลงนามสัญญาสงบศึกร่วมกันระหว่างสองแผ่นดิน ในส่วนของต้าสุ่ยบ้านเกิดนั้นเพื่อยุติความวุ่นวายนางจึงเป็ผู้เลือกผู้นำประเทศพระองค์ใหม่ด้วยตนเอง ด้วยการอัญเชิญองค์ชายสี่ ‘จางหวง’ซึ่งเป็พระภาติยะ[1]ของหนานเกิงฮ่องเต้ขึ้นเสวยราชสมบัติ ตั้งนามรัชศกของพระองค์ว่า ‘เฟิ่งหง’ และแต่งตั้ง ‘หลี่กุ้ยเฟย’ ซึ่งเป็พระมารดาของพระองค์ขึ้นเป็พระพันปีพร้อมให้ขานพระนามพระนางว่า‘เฉิงชุนไทเฮา’
ด้วยเหตุนี้ฉินหลี่เยว่จึงเป็อิสตรีซึ่งเป็ที่เกรงขามของราชสำนักต้าสุ่ยเป็อย่างยิ่ง เพราะถือว่านางเป็มหาแม่ทัพใหญ่ผู้ค้ำจุนราชบัลลังก์แห่งแผ่นดินก็มิปาน
รางวัลที่ฮ่องเต้พระราชทานให้ยังมิอาจเทียบค่าความเสียสละและความทุ่มเทแห่งคุณงามความดีของนางได้แม้แต่เพียงเสี้ยว จึงเพิ่มเติมให้ด้วยการพระราชทานสมรสให้นางและ ‘หลิวฮุ่ยิ’ ขุนนางขั้นสองเสนาบดีกรมยุติธรรมเป็สามีภรรยากันตามที่ปรารถนา จนใครต่างก็กล่าวขานถึงราชบุตรเขยและองค์หญิงคู่นี้ว่าเหมาะสมทั้งหน้าตาและฐานะเป็คู่รักที่์ประทานมาให้ ไม่มีคู่รักใดในใต้หล้าจะเทียบเคียงได้อีกแล้วแม้แต่หงส์ก็ยังต้องว่ายทวนน้ำหนีอาย
“ฎีกามากมายจากประชาราษฎร์ล้วนร้องเรียนความทุกข์ยากจากการถูกรีดนาทาเร้น ทั้งการค้าที่ผูกขาดโดยนายทุนใหญ่ การเก็บส่วยใต้ดินจำนวนมหาศาลอันไม่เป็ธรรมจากเหล่านักเลงผู้ทรงอิทธิพล รวมถึงการหายตัวไปอย่างลึกลับของสตรีโฉมสะคราญวัยดรุณีซึ่งไม่เพียงแต่ที่หลิวหยางแต่เกิดขึ้นทั่วแผ่นดินต้าสุ่ย...” เฟิ่งหงฮ่องเต้ตรัสด้วยสุรเสียงครุ่นคิด “แต่เหตุใดพวกเขาจึงไม่ระบุผู้กระทำผิดทั้งที่คดีความดูจะชี้ตัวจำเลยได้ไม่ยาก”
“กราบทูลฝ่าา... เื่นี้เห็นทีจะมีเงื่อนงำ ประชาชนอาจกำลังตกอยู่ในความหวาดกลัวจนไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยอ้างผู้กระทำพะย่ะค่ะ”
“ท่านกำลังหมายถึงคนผู้นั้นคือผู้มีอำนาจล้นฟ้าเยี่ยงนั้นรึท่านราชครู?”
อัครมหาเสนาบดีเฒ่าที่มีหนวดและขนคิ้วสีขาวโพลนผงกศีรษะเป็คำตอบ
“หากจะให้ดี... ข้าพระองค์เห็นสมควรให้มีการตรวจสอบ ด้วยการส่งราชบุตรเขยพร้อมขุนนางในกรมยุติธรรมอย่าง ‘เหอซ่งจิน’ แฝงตัวลงไปสืบความกับชาวบ้านด้วยตัวเองพะย่ะค่ะ”
“ดี! หลิวฮุ่ยิและเหอซ่งจินจงเร่งดำเนินการติดตามปัญหานี้โดยด่วน!”
ทันทีที่ถูกขานเรียกเ้าของชื่อทั้งสองคนก็ออกมายืนหน้าท้องพระโรงแล้วรีบโค้งคำนับรับคำสั่งหน้าบัลลังก์
“ข้าพระองค์น้อมรับพระบัญชาพะย่ะค่ะฝ่าา!”
[1] พระภาติยะ (คำาาศัพท์) หมายถึง หลานของอา