อสูรไร้เทียมทาน
เล่ม 1
บทที่ 1
จักรพรรดิอสูร
ลู่เฟิงนั่นคือนามของข้า ผู้ที่มองโลกหน้าด้วยสายตาอันเย้อหยัน นามของข้าดังสนั่นไปทั่วทั้งผืนฟ้าเมื่อหลายสิบปีก่อน
แม้ข้าจะมีพลังมากมายขนาดไหน แต่มันเองก็ช้าเกินไป กว่าที่ข้านั้นจะมายืนอยู่จุดนี้ได้ข้าเองก็ได้สูญเสียทุกอย่างไปเรียบร้อยแล้ว
เหลือเพียงแค่ตัวคนเดียวภายในโลกใบนี้ มันทั้งอ้างว้างแล้วก็เดียวดายถึงแม้กระนั้นความแข็งแกร่งของข้าก็เป็ที่ประจักษ์แก่ผู้คนมากมาย
ก่อนหน้านี้ตัวของข้าเป็เพียงแค่คนไร้ค่า มีเพียงแค่พลังอันน้อยนิดจึงไม่สามารถปกป้องตนเองได้
แต่เหตุใดในตอนนี้ตัวของข้าที่มีพลังมากมายแล้ว ถึงต้องมาตกอยู่ภายในสถานการณ์เช่นนี้..
เหตุใดจึงเป็แบบนี้… คำถามมากมายปรากฏภายในหัวของลู่เฟิง
“ บัดซบ!!! พวกเ้า!! ” เสียงดังสนั่นของชายวัยกลางคนดังขึ้นด้วยความโกรธ
“ เ้าพวกบัดซบ!!! ” ดวงตาที่เปี่ยมล้นความโกรธแสดงออกมาอย่างชัดเจน ดวงตาของลู่เฟิงมองไปเหล่าผู้ทรยศที่อยู่ด้านหน้า
“ พวกเ้าทำกับข้าแบบนี้ ”
“ ฮ่าๆๆๆ ลู่เฟิ่งเ้าน่ะเกะกะเกินไป เ้ามาโลดแล่นภายในยุทธภพจนอาจจะลืมไปแล้วว่าตัวของเ้าเป็ผู้ใด ”
“ ฐานะของเ้าเกะกะเกินไปในตอนนี้บัลลังก์ัของจักรวรรดิแห่งนี้จะเปลี่ยนไป ”
“ ตัวตนอย่างเ้ามันเกะกะสำหรับคนผู้นั้น… ”
ได้ยินถ้อยคำอันสกปรกที่กล่าวออกมา ลู่เฟิงโกรธจนเืขึ้นหน้า อดีตที่ไม่มีทางลืมเลือน “ นี่พวกเ้าไปเป็หมารับใช้ของพวกราชวงศ์ั้แ่เมื่อไหร่!!! ”
“ ฮ่าๆๆ ทำอย่างไรได้เล่าผลประโยชน์มากมายที่ราชวงศ์มอบให้กับพวกข้า ล้วนแล้วเป็ผลประโยชน์ที่หอมหวานอย่าโกรธกันเลยนะลู่เฟิ่ง ”
“ อย่างไรเ้าเองก็เป็สหายที่ดีของพวกข้า ”
“ สหายอย่างงั้นหรือ.. ถ้าพวกเ้าไม่ลับทำร้ายข้า ตอนนี้ข้าคงจะสังหารพวกเ้าทั้งหมดแล้ว ”
ลู่เฟิ่งที่กำลังนั่งคุกเข่าอยู่กับพื้น มีกระบี่เสียบอยู่กลางหน้าอก ในตอนนี้ลมปราณภายในร่างกายถูกยับยั้งเอาไว้ด้วยยาพิษ
ไม่สามารถเรียกเร้นลมปราณออกมาได้ ร่างกายาเ็ภายในจากพิษร้าย ไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายของตนได้ในยามนี้
“ ลาก่อนลู่เฟิ่งสหายของข้า ” สิ้นเสียงสุดท้ายกระบี่อันแหลมคมพุ่งทะยานมาเจาะเข้าที่คอหอยของลู่เฟิ่ง
“ ฉึก!!! ” เสียงกระบี่แห่งทะลุคอลู่เฟิ่งสิ้นใจตายในครั้งเดียว
จิตสำนึกจมดิ่งสู่ความมืด ร่างกายในตอนนี้ร่องรอยไร้จุดหมาย ลู่เฟิ่งตกอยู่ภายในห้วงภวังค์แห่งความแค้น
“ ไม่รู้สึกอะไรแล้วนี่ความตายอย่างนั้นหรือ ”
“ เป็ความรู้สึกที่ไม่เคยััได้เมื่อก่อนเลย ถึงแม้ว่าจะเคยาเ็มามากแต่ว่าในตอนนี้มัน ”
“ บัดซบถ้าเกิดว่าตัวของข้ามีพลังเร็วกว่านี้อีกสักหน่อย ”
“ ชีวิตของข้าคงจะไม่เป็แบบนี้ ถ้าข้ารู้ถึงพลังของตนเองที่แตกต่างจากคนอื่นรวดเร็วกว่านี้ ”
“ ข้าคงจะสามารถปกป้องคนสำคัญของข้าได้ เหตุใด์จึงกลั่นแกล้งคาดเช่นนี้ พลังที่ยิ่งใหญ่ไม่อยู่ที่ตัวของข้าแต่ข้ากลับไม่สามารถบรรลุถึงความสามารถของมันได้ ”
“ เมื่อสามารถบรรลุถึงความสามารถของมันได้คนสำคัญของข้าก็ล้วนแล้วตายจากไปหมดแล้ว ”
“ แถมในตอนนี้วาระสุดท้ายอันน่าสมเพชของอสูรผู้ไร้เทียมทานเช่นข้า มันยังเป็การที่ค่านั้นโดนคนที่ไว้ใจหักหลังอีกเนี่ยนะ ”
“ ลู่เฟิงเ้าใช้ชีวิตมาน่าสมเพชทั้งชีวิตจริงๆ ”
“ เอาเถอะอย่างไรเสียนี่ก็คือวาระสุดท้ายของชีวิต… ”
ก้อนจิติญญาจมดิ่งลึกลงสู่ความมืดมิดไร้ความรู้สึกไร้เสียง ไร้จิติญญาทว่าในขณะที่จิติญญานั้นกำลังจมดิ่งสู่ความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุด
ทันทีที่ก้อนจิติญญาจมดิ่งสู่ความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุด อยู่ๆเบื้องต้นจิติญญาที่กำลังจมดิ่งลงไป ก้อนแสงสว่างก้อนใหญ่มันได้แตกออก
ทันใดนั้นพลังชีวิตจำนวนมหาศาลที่ก่อกำเนิดจากพลังิญญา มันได้เข้าห่อหุ้มดวงจิตของลู่เฟิงเอาไว้ ความรู้สึกที่อบอุ่นราวกับว่ามีอ้อมกอดของผู้เป็มารดามาโอบกอดตนเองเอาไว้
ช่างเป็ความรู้สึกที่น่าควรคิดถึง อ้อมกอดของผู้เป็มารดาโอบกอดลู่เฟิงเอาไว้ ใบหน้าของลู่เฟิงปรากฏรอยยิ้มใน่สุดท้ายของชีวิต
“ พรึบ!!! ” ชั่ววินาทีถัดมาความมืดแปรเปลี่ยนกลายเป็แสงสว่าง
ดวงตาของเด็กหนุ่มวัยสิบหกผู้หนึ่งที่กำลังพับปิดอยู่เปิดขึ้นด้วยความตื่นตระหนก ดวงตาคู่นั้นเบิกกว้างขึ้นเพดานไม้ที่คุ้นเคย
บรรยากาศรอบกายที่ชวนคิดถึง ห้องไม้เก่าๆที่ตั้งอยู่บริเวณนอกเมืองหลวงของจักรวรรดิลู่
“ อะไรกัน ” ใบหน้าของเด็กหนุ่มผู้นี้ตื่นตระหนกใ ราวกับว่าตนเองนั้นตกอยู่ภายในห้วงภวังค์แห่งความสับสน
“ ที่นี่มัน ” ร่างกายของเด็กหนุ่มค่อยๆลุกขึ้นอย่างช้าๆกว่าสายตามองรอบร่างกายของตน
ทัศนียภาพที่คุ้นเคยห้องไม้ที่ตั้งอยู่ภายในตำหนักบ่มเพาะนอกเมืองหลวง “ ข้ากลับมาแล้ว…”
ลู่เฟิ่งแสดงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสับสน มือทั้งสองข้างยกขึ้นมาใช้ดวงตาจ้องมองฝ่ามือที่กำลังสั่น
“ นี่มันอะไรกัน.. ”
“ ข้าควรจะตายไปแล้วสิทำไมตอนนี้กลับมาอยู่ที่ตำหนักบ่มเพาะกัน ”
“ แถมร่างกายอันเยาว์วัยนี่มัน ”
“ ไม่จริงย้อนกลับมาอย่างนั้นหรอนี่มันเื่บ้าอะไรกัน ที่นี่มันน้ำหนักบ่มเพาะยังไม่ผิดแน่นอน ”
ลู่เฟิงพยายามไตร่ตรองกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเอง เื่ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้มันเปรียบเสมือนความฝันที่พัดผ่าน
เพียงแต่ว่าความรู้สึกทุกอย่างนั้นมันคือของจริง ลู่เฟิ่งรู้สึกว่าตนเองตายแล้วจริงๆ ความรู้สึกเสียวที่คอตอนโดนกระบี่แทงเข้าที่คอของตนยังคงอยู่
ลู่เฟิ่งใช้เวลาไตร่ตรองสักพักก่อนที่จะค่อยๆลุกขึ้น “ ไม่ผิดแน่บรรยากาศที่คุ้นเคย ”
“ ถึงแม้ว่าจะยากที่จะเชื่อเกี่ยวกับเื่นี้ แต่ดูเหมือนว่าค่านั้นจะกลับมาแล้วจริงๆ ”
“ สถานที่แห่งนี้คือตำหนักบ่มเพาะสถานที่ที่บ่มเพาะเหล่าราชวงศ์ของจักรวรรดิลู่ 1 ใน 9 มหาอาณาจักรแห่งทวีป”
“ และตัวของข้าก็คือลู่เฟิ่งองค์ชายลำดับที่ห้า องค์ชายผู้ไร้ค่าของอาณาจักรแห่งนี้ ” ลู่เฟิ่งแสดงใบหน้าจริงจังดวงตามองออกไปยังนอกหน้าต่าง
และทันทีที่สามารถยืนยันได้ว่าตนเองย้อนกลับมาภายในอดีตจริงๆ มุมปากของลู่เฟิงปรากฏรอยยิ้ม จากนั้นเสียงหัวเราะอันบ้าคลั่งก็ได้ปรากฏออกมา “ ฮ่าๆๆๆๆ ”
ลู่เฟิ่งหัวเราะเรากับคนเสียสติ ใบหน้าและรอยยิ้มในตอนนี้กำลังเปลี่ยนล้นไปด้วยความสุขอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
และทันทีที่เสียงหัวเราะอันบ้าคลั่งนั้นจบลง ลู่เฟิ่งกล่าวขึ้น “ ์ยังให้โอกาสข้า”
“ เ้าพวกบัดซบนั่นที่ทรยศ ”
“ และก็คนภายในราชวงศ์ที่คิดสังหารข้าทั้งที่ข้านั้นออกไปจากราชวงศ์แล้ว ”
“ ดูเหมือนว่า์ยังให้โอกาสข้าในการกลับมาแก้แค้นพวกเ้า และก็ให้โอกาสข้ากลับมาปกป้องคนสำคัญของข้า ”
“ ชีวิตนี้ของข้าจะไม่เหมือนเดิม… ” ใบหน้าของลู่เฟิ่งเปลี่ยนล้นไปด้วยความมั่นใจ
ปณิธานอันแน่วแน่สลักลึกลงไปภายในก้นบึ้งของจิติญญาหลังจากที่ตนเองย้อนกลับมาภายในอดีต
จบบท