บทที่ ๗๘
ก่อนรุ่งสางหวังจวินก็ไปรับตัวหยางอี้เฟยที่หลังตำหนักของตระกูลหยางทั้งคู่สวมชุดคลุมของนักเดินทาง มีผ้าเบาบางปิดหน้าตาดูแล้วคล้ายกับนักแสวงบุญจากดินแดนอันห่างไกล
จากเมืองหลวงหยางอีเฟยและหวังจวินต้องใช้เส้นทางป่าเขาที่ตัดอ้อมหุบเขาซ่อนดาราอันเป็นสถานที่ที่ตอนนี้ทางการกำลังปรับพรุงพื้นที่เหื่อค้นหาทองคำด้วยเหตุนี้การเดินทางจึงล่าช้าไปส่วนหนึ่ง
อย่างไรก็ดีสามวันมานี้ทั้งสองรุดหน้าจนเรียกได้ว่าเหลือเวลาเพียงไม่กี่วันก็เข้าถึงท่าเรือที่นัดไว้กับเปียวจิงเทียน
หวังจวินควบม้าตัดท้องทุ่งที่เชื่อกับแม่น้ำสายเล็กๆแห่งหนึ่งไปอย่างอารมณ์ดีหยางอี้เฟยที่เทียบเคียงมาเหม่อมองทิวทัศน์ที่งดงามสลับไปกับสายธาราที่ทอดยาว ดูแล้วทั้งสองคล้ายกับคู่รักคู่ใหม่ที่เพิ่งออกท่องเที่ยวด้วยกันเป็นครั้งแรก
หวังจวินเมื่อถึงกระท่อมร้างแห่งหนึ่งที่ดูแล้วรกร้างมานานไม่ต่ำกว่าสี่ถึงห้าปีชายหนุ่มก็กระโดดลงม้าไปพร้อมกับจูงมันไปผูกไว้เพื่อให้น้ำและอาหารหยางอี้เฟยเมื่อเห็นท่าทีของชายหนุ่มก็กล่าวถามขึ้นว่า
“ท่านพี่คืนนี้เราจะพักกันที่นี่งั้นหรือ”
“หลังจากนี้การเดินทางจะผ่านเชิงผาสูงลมกรรโชกรุนแรง ข้าเลยคิดว่าเราพักกันที่นี่ไปก่อนจะดีกว่า”หยางอี้เฟยไม่ได้กล่าวอะไรต่อไปอีกหลายวันที่ผ่านมาการเดินทางทำให้นางล้าลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อลงมาสตรีหิมะก็ปลดผ้าคลุมหน้าออกไปเผยให้เห็นความงามที่แลสะท้อนออกมาด้วยหยาดเหงื่อจากการเดินทาง
หวังจวินจัดแจงทำอาหารแบบง่ายๆจากเนื้อรมควันที่มีอยู่เล็กน้อยในย่ามหลังบนม้าจากนั้นทั้งสองก็ค่อยๆก่อไฟนั่งอิงก่อนที่อากาศยามหนาวของเหมัณห์ฤดูกำลังจะผ่านเข้ามา
“หลังจากนี้หน้าหนาวก็คงจะมาถึงแล้ว” หวังจวินพึมพำ “ภ้าถึงหน้าหนาวแล้วศึกทางทะเลคงเกิดความลำบากมากขึ้น” เมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้หยางอี้เฟยหรางมีสีหน้าหมองหม่นลง
“ตระกูลหยางของข้าตอนนี้มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นการรบการศึกที่เป็นความชำนาญ ตอนนี้แทบจะเรียกได้ว่าตึงมืออย่างยิ่ง หลายครั้งที่ออกรบแล้วล้มเหลวไม่อาจกุมชัยชนะได้อย่างเบ็ดเสร็จพวกมันเรียกได้ว่าล่าถอยหลบหลี้หนีหายไปได้แทบทุกครั้งราวกับว่ามีมือที่มองไม่เห็นเข้าช่วยเหลือ หากปล่อยไว้จนถึงกลางฤดูหนาวตระกูลหยางที่กระทำศึกอยู่คงต้องเพลี่ยงพล้ำเป็นแน่”
“เรื่องนี้ท่านไม่ต้องกังวลหลังจากที่กลับมาจากพบอาจารย์ของท่านข้าจะเข้าร่วมประลองศึกชิงจ้าวยุทธภพอีกครั้งถึงตอนนั้นข้าจะขออาสาเข้าร่วมศึกทางทะเลด้วยตนเองตอนนี้แม้ข้าไม่แน่ใจแต่ก็พอจะรู้ว่าเรื่องราวของการศึกที่ยืดเยื้อเกิดขึ้นเพราะปัญหาใด”
หยางอี้เฟยหันมาสบตาหวังจวินอย่างลึกซึ้งสตรีหิมะไม่อาจเอ่ยคำใดนางเพียงอิงซบลงบนไหล่กว้างราวกับว่านี่คือที่ที่ปรอดภัยมากที่สุดในโลกหล้า
สามวันต่อมาหวังจวินก็มาถึงท่าเรือเล็กๆที่นี่เป็นหมู่บ้านที่สงบแห่งหนึ่ง ทุกผู้คนต่างทำประมงหาเลี้ยงชีพแม้การศึกสงครามของราชวงศ์จะครุกกรุ่นมาตลอดเวลาหนึ่งปี แต่ที่นี่ดูแล้วยังคงสงบอาจจะเพราะว่าเป็นชายทะเลที่ห่างไกลจากจุดที่เกิดสงครามนั่นเอง
หวังจวินเมื่อตัดควบเข้ามาภายในหมู่บ้านทั้งสองต่างถูกสายตาของชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาจับจ้องมาเป็นตาเดียวอาจจะเพราะว่าหมู่บ้านแห่งนี้ไม่ค่อยจะมีผู้ใดเข้ามานานหลายปีแล้ว
“ท่านพี่ท่านเลือกหมู่บ้านนนี้แต่ไม่ใช่ท่าเรือหลักกลัวพวกหลงเกาอินจะตามสืบเรื่องราวงั้นหรือ?” หยางอี้เฟยกล่าวถามเมื่อเห็นว่าที่นี่หาใช่ท่าเรือที่คนทั่วไปจะลงทะเลกันหวังจวินไม่ได้ตอบอะไรชายหนุ่มพรางสอดส่องสายตามองหาธงสัญลักษณ์ที่ตกลงไว้กับเจ้าสามเท่านั้นและเมื่อเห็นธงแดงอันเป็นสัญลักษณ์อยู๋ห่างไปชายหนุ่มก็อุทานขึ้นบางเบา
“ใกล้แล้ว”หลังจากที่หวังจวินเอ่ยปากขบวนนักบู้ราวสิบคนก็โบกไม้โบกมือเป็นสัญญาณอยู่ไกลลิบๆอันเป็นการบ่งบอกเช่นกันว่าพวกเขาก็มองเห็นหวังจวิน
เมื่อทั้งสองมาถึงก็พบว่ามันเป็นท่าเรือเล็กๆที่ถูกเติมต่อออกมาเพียงไม่กี่วันเห็นชัดว่าการก่อสร้างนี้เป็นเพียงท่าเรือชั่วคราวที่สร้างขึ้นมาเพื่อการปล่อยเรือของหวังจวินเมื่อมาถึงชายหนุ่มก็ถามถึงเปียวจิงเทียนแทบจะทันที
“ท่านเปียวจิงเทียนอยู่ภายในเรือขอรับเช่นกันกับคนของคุณชายที่เดินทางมาถึงก่อนหน้านี้” ชายนักบู้คนหนึ่งเอ่ยปากพร้อมกับผายมือเข้าไปหวังจวินได้ยินก็ย้ำเท้าเดิน
เมื่อเข้ามาทั้งคู่ก็พบเห็นว่ามีร่างกายของชายคนหนึ่งกำลังนอนอยู่บนฝูกอย่างอ่อนแรงร่างกายของคนผู้นั้นผอมซีดติดกระดูกอย่างไรก็ดีภายใต้ใบหน้าซูบตอบของมันแววตายังคงยิ่งทระนงอย่างไม่ปิดบัง แน่นอนว่าชายผู้นี้คือเปียวจิงเทียน
“พี่เปียว”หวังจวินเรียกขึ้นอย่างหมองใจก่อนจะเดินไปนั่งข้างๆเจ้าสามที่กำลังจับชีพจรเปียวจิงเทียนอยู่ด้านข้างมีหมอคนหนึ่งที่หวังจวินคุ้นเคยดีตั้งแต่อยู่ที่หุบเขากระบี่ ซางเซิ่ง
“ร่างกายของเปียวจิงเทียนบาดเจ็บกว่าแปดในสิบส่วนผิดเหมันต์ตอนนี้กัดเซาะเข้าไปในกระดูกจนแตกเปราะไปกว่าสี่ในสิบเลยทีเดียว” เจ้าสามเอ่ยบอก หวังจวินเอื้อมมือมาจับแขนสหายอย่างแผ่วเบาร่างกายของมันตอนนี้หนาวเย็นราวกับน้ำแข็งพันปี
“ท่านหมอเรามีเวลาอยู่อีกนานแค่ไหนกัน”
“เห็นดีสุดก็คงไม่หนึ่งเดือน” ซางเซิ่งตอบพร้อมกับส่ายหัวเบาๆหวังจวินหันหน้ามาจ้องมองหยางอี้เฟยเล็กน้อยสตรีหิมะเองก็ดูเหมือนจะเข้าใจสิ่งที่สามีของนางต้องการ
“ข้าจะลองใช้พลังชักนำปราณเหมันต์ของเขาดู” ได้ยินดังนั้นหวังจวินก็พยักหน้ารับพร้อมทั้งหันไปยังเจ้าสาม
“เดินทางเถอะเจ้าสามสิ่งของสำหรับการเดินทางครบถ้วนแล้วใช่หรือไม่”
“ครบแล้วขอรับเดี๋ยวข้าจะไปคุมหางเสือด้านบนนายท่านโปรดวางใจ”ว่าแล้วเจ้าสามก็ลุกเดินจากไป
หวังจวินตลอดทั้งวันร่วมมือกับหยางอี้เฟยในการชักนำปราณเหมันต์ของเปียวจิงเทียนให้ออกมาจากจุดตันเทียนอย่างเป็นธรรมชาติแน่นอนว่าการชักนำปราณเหมันต์เช่นนี้เป็นเรื่องยากดังนั้นแล้วหลังจากออกเรือมาตลอดเวลาสามชั่วยามทั้งคู่ไม่ได้ปริปากออกมาเลยแม้แต่คำเดียว
และแล้วการชักนำพลังปราณของทั้งสองคนก็หยุดลงหยางอี้เฟยเหงื่อพุดขึ้นเต็มใบหน้างดงามสายตาของนางอ่อนล้าอ่อนแรงให้เห็นอย่างชัดเจน หวังจวินเมื่อเห็นสีหน้าของสตรีหิมะจึงพยุงนางออกมานั่งพักที่ขอบบันไดเรือ
“ต้องขอบใจท่านมากอี้เฟย” ว่าแล้วชายหนุ่มก็ยกหลังมือแตะไปที่หน้าผากของหญิงสาว “ไอเย็นของหลงจื่อหลิงแม้จะเป็นไอเย็นเช่นเดียวกันแต่ดูเหมือนจะมีรายละเอียดที่แตกต่างกันกับพลังท่านพอสมควรหลังจากนี้สามสี่วันอย่าได้พยายามสัมผัสร่างกายพี่เปียวโดยไม่จำเป็น ไม่เช่นนั้นพลังของท่านอาจจะโดนไอเหมันต์ของเขาดูดกลืน” ว่าแล้วทั้งสองก็ค่อยๆเดินขึ้นไปบนดาดฟ้าเรือ มันเป็นยามค่ำคืนลูกเรือคนอื่นๆตอนนี้เข้านอนกันหมดเหลือไว้เพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ต่างผัดเปลี่ยนมากุมหางเสือไว้และคอยดูพวกโจรสลัด
หวังจวินหันหน้าไปทางกราบซ้ายของเรือก็พบว่าเรือของพวกเขาห่างไกลออกมาจนมองไม่เห็นแผ่นดินบ้านเกิดเสียแล้วอย่างไรก็ตามเมื่อมองไปบนฟากฟ้าก็ยังคงให้ความรู้สึกที่คุ้นเคย
“ห่างไกลแค่ไหนใกล้หรือไกล ดวงดาราก็ยังคงเป็นดวงเดียวกัน” ทั้งคู่จ้องมองดวงดาวอยู่หลายอึดใจจึงค่อยเดินไปเข้านอน
การเดินทางผ่านมาราวสิบวันผู้คนบนเรือยังคงแข็งแรงดี ทว่าร่างกายของเปียวจิงเทียนทรุดลงมากกว่าปกติสองวันที่ผ่านมาเปียวจิงเทียนกระอักเลือดออกมาทุกๆสองชั่วยามซางเซิ่งเมื่อเห็นอาการที่เลวร้ายเช่นนี้ก็ใบหน้าตึงเครียดไปตลอดทั้งวัน
หวังจวินยืนนิ่งอยู่ด้านหน้าของลำเรือสายตาสีเหล็กทอความหม่นหมองพรางนึกถึงสหายอีกคนที่ต้องสิ้นชีพไปก่อนหน้านี้อย่างต๊กโกว้ม่อเถิงเมื่อนึกถึงความรู้สึกเคียดแค้นดังไฟสุมจากนรกพรางบังเกิดขึ้นในใจ
“ท่านพี่ดูเหมือนท่านจะมีโทสะ” หยางอี้เฟยสอดเสียงขึ้นเมื่อหวังจวินหันกลับมาก็พบว่าสตรีหิมะอยู่ในชุดคลุมยาวดูจากจุดที่นางยืนเห็นชัดว่านางยืนอยู่ที่นี่มาก่อนนานแล้ว
“เจ้าตื่นแล้วงั้นหรือ” หวังจวินไม่ตอบแต่ถามกลับ หญิงสาวยิ้มอย่างอ่อนโยน
“อากาศเริ่มหนาวข้าไม่อาจที่จะนอนหลับ หลังจากนี้อีกสองวันเราก็เขาจะเดินทางถึงเกาะเหมันต์นิรันดร์เส้นทางหลังจากนี้กระแสน้ำเฉพาะตัว อีกทั้งยังมีหินโสโครกมากมายเรือหลายลำต้องล่มลงกลางทะเลดังนั้นแล้วหลังจากนี้ข้าจะต้องกำกับดูแลเส้นทางด้วยตนเอง”
“อืมฟากเจ้าด้วยนะอี้เฟย”หวังจวินเอ่ยอย่างแผ่วเบาก่อนจะเดินหลบไป หยางอี้เฟยมองตามร่างของหวังจวินจนชายหนุ่มลับไปในโถงเรือจึงค่อยๆหันหน้ากลับมานางค่อยๆเปิดจดหมายเล็กๆที่อยู่ในมือขึ้นก่อนจะถอดทอนหายใจ
“ท่านพี่กำลังเปลี่ยนไปจริงๆ…”
และแล้วหลังจากการเดินทางอันยาวนานทั้งหมดก็มาถึงเกาะเหมันต์นิรันดร์ มันเป็นเกาะที่หิมะปกคลุมไปทั่วทุกบริเวณ ยอดภูเขาสูงชันจนเรียกได้ว่าเทียมฟ้าเมื่อมองเข้าไปทุกผู้คนรู้สึกราวกับว่าความหนาวเหน็บมันจับไปทั่วทั้งหัวใจก็ไม่ปานแต่สิ่งที่หวังจวินรู้สึกก็คือมันเป็นทะเลาทรายหิมะดีๆนี่เอง
“ให้ตาย…ท่านหมอเทวดาอาศัยอยู่ที่นี่จริงๆหรือนี่”ซางเซิ่งเอ่ยอย่างไม่เชื่อสายตา
ทั้งหมดค่อยๆทยอยขนของที่จำเป็นออกมาจากเรือจากนั้นแบ่งกำลังออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกยังคงเฝ้ารออยู่ที่เรืออีกส่วนเดินทางเข้าไปด้านในเกาะเพื่อพบกับหมอเทวดาอาจารย์ของหยางอี้เฟย
ในส่วนของหวังจวินมีคนเดินทางไปเพียงเจ็ดคนด้านฝั่งของเปียวจิงเทียนนั้นคือคนหามแคร่สองคนให้เปียวจิงเทียนและคนสนิทของมัน ‘อ้าวตง’ และซางเซิ่งส่วนด้านหวังจวินมีชายหนุ่มและหยางอี้เฟย ส่วนเจ้าสามถูกหวังจวินให้ควบคุมกองเรือ
“เราจะต้องเดินทางเข้าไปอีกไกลแค่ไหน” หวังจวินกล่าวถาม แววตามองตรงไปยังหิมะขาวโพลนสุดลูกหูลูกตา
“เดินทางเพียงครึ่งวัน” หยางอี้เฟยตอบราบเรียบพร้อมทั้งขยับเสื้อคลุมของตนเล็กน้อยให้กระชับเพื่อไม่ให้ไอเย็นแทรกผ่าน“ท่านพี่ท่านช่วยกางม่านพลังร้อนของท่านคลุมกายพี่เปียว…”ไม่ทันเอ่ยจบหวังจวินก็สะบัดมือไอพลังสายหนึ่งก็คลุมไปทั่วทั้งบริเวณยี่สิบก้าวทั้งเจ็ดคนพรางรู้สึกอบอุ่นขึ้นทันที
แต่สิ่งที่ทั้งหมดต่างตะลึงลานคือหวังจวินที่ใช้ม่านพลังขนาดใหญ่กลับมีสีหน้าเรียบเฉยขุมพลังของชายหนุ่มเรียกได้ว่าทุกๆลมหายใจย่อมสูญเสียไปมากกว่าหนึ่งในพันส่วนหากเป็นเช่นนั้นนั่นหมายความว่าม่านพลังระดับใหญ่เช่นนี้อาจจะคงอยู่ไม่ถึงหนึ่งชั่วยามแต่ก็ดูเหมือนว่าพลังของเขาหาได้มีก้นเหวให้มองเห็นได้หยางอี้เฟยจับจ้องไปที่หวังจวินโดยที่ไม่อาจเอ่ยความสืบไป
ทั้งเจ็ดคนค่อยๆเดินเข้าไปด้านหน้าอย่างช้าๆหิมะที่ตกหล่นสู่เบื้องล่างตลอดเวลาสร้างความลำบากอยู่บ้างแต่ก็ไม่มากนักสำหรับหวังจวินพูดถึงรอยเท้า หวังจวินเท้าทั้งสองของชายหนุ่มแทบจะเรียกได้ว่าไร้ร่องรอยบนหิมะนุ่มเลยทีเดียว
เพียงไม่นานการเดินทางก็ล่วงเลยมากว่าชั่วยามบัดนี้ร่างทั้งเจ็ดร่างเคว้งอยู่ท่ามกลางหิมะขาวโพลนสุดลูกหูลูกตา อีกทั้งรอบด้านยังมีเขาสูชันราวงับงาช้างขนาดยักษ์
ซางเซิ่งที่เดินอยู๋ตรงกลางพรางเป่าลมร้อนออกจากปากพร้อมกับถูมือทั้งสองอย่างรวดเร็ว“ท่านอาจารย์ของคุณหนูชั่งแปลกประหลาดยิ่งอากาศเช่นนี้กลับเลือกเป็นสถานที่พักผ่อนเสียได้”ว่าแล้วมันก็สาวเท้าติดตามหยางอี้เฟยและหวังจวินที่อยู่ด้านหน้าไป
และแล้วทั้งหมดก็มาถึงหุบเหวขนาดใหญ่ดูจากสายตาเหมือนกับว่าแผ่นดินด้านล่างเพิ่งจะแตกปริไปได้ไม่นานหวังจวินหยุดลงสายตามองตามแนวของรอยแยกที่ตัดขึ้นเหนือสุดลูกหูลูกตาหยางอี้เฟยเองพรางมีสีหน้าประหลาดใจ
“ที่นี่เป็นเกาะน้ำแข็งก็จริงแต่ไม่น่าจะเกิดรอยร้าวได้กว้างขนาดนี้” หยางอี้เฟยเอ่ยขึ้น ทั้งสองสบตากันครู่หนึ่ง ตอนนี้มันค่อนข้างไม่สมเหตุสมผลอย่างยิ่งเมื่อรอยร้าวขนาดใหญ่ราวกับหุบเหวอยู่ตรงหน้า
ตอนนั้นเองเสียงระบิดดังสนั่นก็ลั่นขึ้นกึ่งก้องบริเวณทั้งเจ็ดคนต่างมองไปทิศเหนือเป็นตาเดียว แสงสว่างวาบสายหนึ่งเกิดประกายขึ้นราวกับสิ้นแสงตะวันหยางอี้เฟยที่เคร่งเครียดพรางเบิกตาโตอย่างไม่เชื่อสายตา
“หอหมื่นเหมันต์!!!”หญิงสาวอุทานดังหวังจวินได้ยินดังนั้นก็โหมทะยานไปอย่างรวดเร็วไม่รีรอ สตรีหิมะเองก็เช่นกัน
เพียงสิบอึดใจทั้งคู่ก็มาใกล้พอที่จะเห็นเรื่องราวภาพด้านหน้าต่างชโลมไปด้วยโลหิตตลอดทาง ห่างไปราวสองร้อยก้าวประสาทขนาดใหญ่ที่สร้างจากก้อนน้ำแข็งขนาดมหึมาต่างพังทลายผู้คนนับร้อยต่างห่ำหั่นกันจ้าละหวั่นเลยทีเดียวโดยคนทั้งสองกลุ่มต่างสาวมเสื้อดำและขาวต่างกันชัดเจน
และที่จุดกึ่งกลางนั้นชายคนหนึ่งกำลังโคจรพลังราวกับมังกรน้ำแข็งทะยาน มันเป็นชายแก่ที่น่าเกรงขามพลังที่ล้นเอ่อออกมาสนแผ่นดินที่ทั้งสองยืนห่างอยู่สองร้อยก้าวถึงกับสะเทือนแน่นอนว่าเขาเป็นหมอเทวดาแห่งยุคแน่นอน
แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือชายแก่สวมเสื้อสีม่วงตัดดำใบหน้าหล่อเหลาคล้ายกับวัยฉกรรจ์ แต่ทว่าพลังฝีมือที่กำลังรุกคืบอยู่นั่นชัดเจนว่าทัดเทียม
หยางอี้เฟยเมื่อเพ่งมองพรางอ้าปากตกตะลึงหญิงสาวไม่นึกว่าวันนี้จะมาถึงจริงๆหวังจวินเห็นท่าทีที่ไม่ปกติจึงกล่าวถามโดยเร็ว
“อี้เฟย มีอะไรงั้นหรือ?”
“นั่น…มัน ‘หลงเกาอิน’ …”