วี้ด ตูม
พลุไฟหลากสีถูกจุดขึ้นเป็ระยะๆ เพื่อเป็การเฉลิมฉลองการแต่งตั้งองค์รัชทายาทพร้อมกับพระชายา
ภายในเมืองหลวงมีการจัดงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่
องค์ฮ่องเต้มีพระราชโองการอภัยโทษแก่นักโทษที่มีคดีไม่ร้ายแรง
ส่วนรัชทายาทและพระชายาก็จัดตั้งโรงทานสำหรับชาวบ้านที่ยากจนและขอทานเป็เวลาเจ็ดวันภายในเมืองหลวง ทั้งยังบริจาคเสื้อผ้าและผ้าห่มไปยังหมู่บ้านห่างไกล
เสียงะโแซ่ซ้องสรรเสริญดังขึ้นไม่ขาดสาย เมื่อองค์รัชทายาทและพระชายาปรากฏขึ้นที่พลับพลาซึ่งอยู่้าของป้อมประตูอันเป็ประตูทางเข้าพระราชวัง
องค์รัชทายาทเกาิยู่ ตอนนี้ชันษาได้ยี่สิบ เป็พระราชโอรสเพียงพระองค์เดียวแห่งฮองเฮาจากตระกูลหม่า พระนามว่า หม่าโหย่วหนิง
หม่าจือฉวน บิดาขององค์ฮองเฮา มีตำแหน่งเป็อัครมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน
เขามีหม่าโหย่วหนิง เป็บุตรสาวคนโต และมีบุตรชาย 2 คน คือ หม่าฉีถาน ตอนนี้มีตำแหน่งเป็เ้ากรมกลาโหม และหม่าหานเหยียน ดำรงตำแหน่งเ้าเมืองตานซื่อ
หม่าโหย่วหนิงและหม่าฉีถาน เป็บุตรเกิดจากฮูหยินเอกกัวรั่วหวา
ส่วนหม่าหานเหยียน เป็บุตรที่เกิดจากฮูหยินรองกัวลี่ลี่
ซึ่งฮูหยินเอกและฮูหยินรองแห่งจวนตระกูลหม่าเป็ลูกพี่ลูกน้องกัน
ส่วนอนุภรรยาทั้งสี่ ต่างให้กำเนิดบุตรสาว
อีกด้าน พระชายาอย่างจ้าวลี่ถิง ในวันนี้นางมีอายุสิบเจ็ดปี
บิดาของนาง คือ จ้าวไห่เฉิง มีตำแหน่งเสนาบดีตุลาการ มีพี่ชายหนึ่งคน คือ จ้าวมู่ แม่ทัพประจำการที่เมืองเป่ย และวันนี้ได้รับพระราชโองการให้กลับมาประจำการที่เมืองหลวง ทั้งสองเกิดจากฮูหยินเอก ซุนยวี่ฟาง
และยังมีน้องสาวและน้องชายหลายคนที่เกิดจากอนุภรรยาของบิดา
จ้าวลี่ถิงจัดได้ว่าเป็หญิงงามอันดับต้นๆ ของเมืองหลวงและเป็ความภูมิใจของตระกูลจ้าว
เพราะนอกจากสามเชื่อฟังสี่คุณธรรมแล้ว นางยังมีความสามารถหลายอย่าง
ไม่ว่าจะเป็การร่ายรำของชนชั้นสูง
เพลงพิณที่บรรเลงได้ไพเราะจับใจ
ฝีมือหมากล้อมที่ไม่แพ้บุรุษใด
งานเย็บปักที่ประณีต ซึ่งถุงหอมที่ห้อยอยู่เอวขององค์รัชทายาทก็เป็ฝีมือของนางเอง
ฝีมือการวาดภาพและกาพย์กลอนต่างก็ได้รับการยอมรับจากเหล่าบัณฑิตของเหมืองหลวง
ความโดดเด่นของนางทำให้ได้รับคัดเลือกให้อยู่ในตำแหน่งพระชายาขององค์รัชทายาทในที่สุด
ทำให้เกาิยู่สามารถก้าวขึ้นรับตำแหน่งรัชทายาทได้อย่างมั่นคง เพราะเขามีทั้งเบื้องหน้าและเื้ัที่แข็งแกร่ง
แม้ถนนหน้าประตูพระราชวังจะเต็มไปด้วยชาวบ้านที่มาชื่นชมบารมีขององค์รัชทายาทและพระชายา
แต่จ้าวลี่ถิงก็ยังสามารถที่จะรู้สึกได้ถึงสายตาของคนผู้หนึ่ง ที่นางและเขาเคยมีความผูกพันทางใจอย่างลึกซึ้ง
นางลอบมองไปยังตำแหน่งที่เขาคนนั้นยืนอยู่
เมื่อสังเกตเห็นว่าพระชายาของตนนิ่งไป องค์รัชทายาทจึงใช้สายตาเพ่งมองไปทางที่จ้าวลี่ถิงมองอยู่ เขาใช้มือโอบเอวของนางให้ขยับเข้ามาใกล้เพื่อประกาศความเป็เ้าของ พร้อมยกยิ้มที่ริมฝีปากอย่างเ้าเล่ห์
หยางเฟยิก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างเอื่อยเฉื่อย ในมือถือกาสุราชั้นเลิศที่หยิบติดมือออกมาจากวังหลวง แม้สิ่งที่อยู่ภายในกาที่เขาถือไว้จะหมดไปนานแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้โยนทิ้งราวกับว่าเขา้าให้สิ่งที่อยู่ในมือนี้ให้เป็ที่ยึดเหนี่ยวเขาไว้ เพื่อไม่ให้เขาวิ่งไปหยิบเอาหอกหรือดาบเพื่อไปฟาดฟันกับบุคคลที่แย่งของรักของเขาไป
ตำแหน่งแม่ทัพงั้นรึ ฮึ! เพื่ออันใด
เจ็ดปีที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับกองทัพ จนทำให้วันนี้เขาได้เลื่อนขั้นเป็แม่ทัพแห่งเมืองเป่ย ซึ่งเป็เมืองชายแดนตั้งอยู่ทางด้านเหนือของเมืองหลวง ห่างจากเมืองหลวงราวหกพันลี้ [1] อันเป็บ้านเกิดของเขา
โดยหวังว่า จะใช้ตำแหน่งแม่ทัพนี้ เพื่อเปิดทางให้ตัวเองสามารถก้าวขาเข้าสู่ตระกูลจ้าวเพื่อสู่ขอบุตรสาวคนโตของเสนาบดีจ้าวได้อย่างสง่าผ่าเผย
แต่ทว่า เหมือนฟ้าผ่าลงมากลางหัวใจของเขา
ตลอดเจ็ดปีที่เขาพยายามสร้างผลงานเพื่อนาง ความหวังกลับหมดสิ้นลงเมื่อในท้องพระโรง องค์ฮ่องเต้มีพระราชโองการแต่งตั้งรัชทายาท โดยมีจ้าวลี่ถิงยืนอยู่เคียงข้างในฐานะพระชายา
ราวกับิญญาได้หลุดออกจากร่าง ณ เดี๋ยวนั้น
นางแต่งเข้าตำหนักขององค์ชายเกาิยู่ั้แ่เมื่อไหร่
ตลอดระยะเวลาที่อยู่ชายแดน เขาหมั่นส่งจดหมายหานางอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งนางเองก็ตอบกลับมาทุกครั้ง แม้แต่ตอนเดือนก่อนที่จะมาที่เมืองหลวง เขาก็ได้กล่าวในจดหมายแล้วว่าจะเดินทางกลับพร้อมมารดาของตน เพื่อไปสู่ขอนาง
ทำไม เื่ถึงกลับตาลปัตรเช่นนี้
นางมีเหตุผลอันใด นางถึงเปลี่ยนไป
กับคำสัญญาที่นางให้ไว้กับเขาเมื่อเจ็ดปีก่อน
ข้าจะรอท่าน พี่เฟยิ
เจ็ดปีกับถ้อยคำคะนึงหาของเขาและนางในจดหมายไม่มีความหมายเลยหรืออย่างไร
หยางเฟยิคอยเฝ้าถามตัวเองซ้ำไปซ้ำมาตลอดสามวันที่ผ่านมา
แต่ทว่า ภาพเมื่อครู่นี้ก็ทำให้เขาได้เข้าใจอะไรได้หลายๆ อย่าง
ตำแหน่งฮูหยินแม่ทัพแห่งชายแดนที่กันดารหรือจะสู้ตำแหน่งพระชายา!
ฮึ ตัวข้าช่างน่าสมเพชนัก โง่งมให้สตรีจูงจมูกได้ถึงเจ็ดปี
แม้ดวงจันทร์จะเคลื่อนมากึ่งกลางท้องฟ้าแล้ว แต่หยางเฟยิก็ยังเตรดเตร่อย่างไร้จุดหมายมาเรื่อยๆ จนถึงตรอกแห่งหนึ่ง
ตึก ตึก ตึก
เสียงฝีเท้าของใครคนหนึ่งวิ่งผ่านหยางเฟยิไปอย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่ได้ทำให้แม่ทัพหนุ่มใส่ใจแต่อย่างใด
แต่หยางเฟยิต้องอุทานขึ้น เมื่อกาสุราของเขาถูกแย่งไป “อะ”
ทันทีที่กาสุราถูกโยนออกไป ก็ถูกขว้างไปโดนศีรษะของเ้าของฝีเท้าคนนั้นอย่างแม่นยำราวกับจับวาง
ตุบ
“โอ๊ย” เสียงของชายหนุ่มร้องขึ้นด้วยความเ็ป แต่ถึงจะรู้สึกเ็ปอย่างไร เขาก็รีบหนี ขณะที่กำลังก้าวขาก็ต้องล้มลงอีกครั้งเมื่อโดนฝ่าเท้าของใครอีกคนถีบเข้าที่หลังเต็มๆ
ไม่เพียงโดนถีบเท่านั้น ตอนนี้ยังถูกเหยียบไว้อีกด้วย
“หนีเก่งนักนะ” เสียงหวานแต่ห้าวของหญิงสาวเอ่ยขึ้น
หวังเสี่ยวเหยากระทืบเท้าที่กลางหลังของเ้าหัวขโมยอีกครั้ง อุตส่าห์ได้มีโอกาสมาเที่ยวเมืองหลวง แต่ขณะกำลังชื่นชมความงามของพลุไฟ ก็มีเ้าหัวขโมยนี้มาฉกถุงเงินของนาง ด้วยความที่นางไม่รู้จักเส้นทาง ทำให้ต้องเสียเวลาตามหาตัวเ้าหัวขโมยอยู่นาน
นางตามเ้าหัวขโมยมาถึงตรอกแห่งนี้ เมืองหลวงนี่ช่างดีแท้ ไม้สักอันหรือหินสักก้อนก็ไม่มีให้นางหยิบใช้ เมื่อนางเห็นกาในมือของคนๆ หนึ่ง จึงได้ถือวิสาสะคว้าจากมือของเขาแล้วโยนใส่ศีรษะคนร้าย
หวังเสี่ยวเหยาไม่รู้ว่าทางการได้มีคำสั่งให้ทำการเก็บกวาดและทำความสะอาดตามถนนและตรอกขนาดเล็กทั้งหมดให้สะอาด ดังนั้น อย่าว่าแต่ก้อนหินหรือกิ่งไม้หักสักอันเลย แม้แต่ฝุ่นก็ยังหาได้ยากในตอนนี้
นางเป็บุตรสาวของแม่ทัพเมืองซี ซึ่งเป็เมืองชายแดนอีกเมือง ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของเมืองหลวง ห่างออกไปเกือบ สี่พันลี้ นางมีตำแหน่งเป็รองแม่ทัพ ที่ได้เข้าเมืองหลวงเพื่อเป็ตัวแทนบิดารับปูนบำเหน็จจากองค์ฮ่องเต้
“แม่นาง อภัยให้ข้าเถอะ ขะ ข้าผิดไปแล้วขอรับ” เ้าหัวขโมยโอดครวญ เขาพยายามขอร้องแก่เ้าของเงินพร้อมกับรีบคืนถุงเงินให้กับเ้าของอย่างรวดเร็ว
หวังเสี่ยวเหยาถลึงตาใส่เ้าหัวขโมย
เมื่อเ้าหัวขโมยเหลือบเห็นหยางเฟยิ จึงรีบขอความช่วยเหลือทันที “คุณชาย คุณชาย ท่านช่วยข้าด้วยขอรับ”
หญิงสาวจึงมองไปทางแม่ทัพหนุ่ม
แต่หยางเฟยิกลับส่ายหน้าอย่างไม่ใส่ใจ และเขาก็นั่งลงตรงเสาของตึกแห่งหนึ่งราวกับคนหมดแรง
เ้าหัวขโมยเห็นว่าหวังเสี่ยวเหยาผ่อนแรงที่เท้าด้วยความเผลอ เพียงเสี้ยวนั้น เขาก็ผลักเท้าของนางออกแล้วลุกขึ้นวิ่งหนีเลี้ยวผ่านไปอีกตรอกอย่างรวดเร็ว
ทำให้หวังเสี่ยวเหยารู้สึกขัดใจยิ่งที่ไม่ได้สั่งสอนเ้าหัวขโมย จึงหันไปต่อว่าชายหนุ่ม “เป็เพราะเ้าคนเดียว”
หยางเฟยิยิ้มเยาะ เขาหลับตาลง
ตอนนี้เขารู้สึกเริ่มอยากล้มตัวลงนอนสักที่ โดยไม่ได้สนใจว่าที่ตรงนี้ไม่ใช่ที่ที่คนอย่างแม่ทัพที่มีนายทหารใต้บัญชานับแสนจะมาขลุกนอนได้
“ช่วยด้วย ช่วยข้าด้วย” เสียงกรีดร้องของหญิงสาว ทำให้หยางเฟยิลุกขึ้นอย่างเร็ว
ความง่วงเมื่อครู่หายเป็ปลิดทิ้ง
เขาสบตากับหวังเสี่ยวเหยาราวกับสหายรู้ใจ ทั้งที่ทั้งสองเพิ่งพบกันครั้งแรก
สองหนุ่มสาวตรงไปยังทิศทางที่ได้ยินเสียงร้องของหญิงสาวดังขึ้น แม้ตอนนี้เสียงนั่นจะเงียบไปแล้ว แต่ก็ไม่เป็ปัญหาสำหรับทั้งสองคน ไม่นานทั้งสองก็เห็นร่างของหญิงสาวคนหนึ่งกำลังถูกชายฉกรรจ์สองคนอุ้มเข้าไปภายในประตูรั้วของบ้านหลังหนึ่ง
ไม่รอช้า หยางเฟยิะโถีบประตูรั้วเข้าไปทันที แล้วแม่ทัพหนุ่มก็จัดการกับชายฉกรรจ์ทั้งสอง
ตุบ ตุบ
ส่วนหวังเสี่ยวเหยาเข้าไปรับร่างของหญิงสาวเอาไว้
[1] 1 ลี้ = 500 เมตร