Chapter 6
"ในที่สุด..."
เสียงของไมเคิลดังขึ้นจากในห้องนอนจากที่เขาร่ายคาถาเรียกธาตุทั้งสี่ออกมาได้สำเร็จโดยไม่มีอาการมึนหัว
ที่สำคัญขนาดเเละประสิทธิภาพของมันยังเพิ่มขึ้นอีกด้วย เเม้ว่าหลังจากที่ไมเคิลลองใช้คาถานี้ครั้งเเรกนั้นจะผ่านมาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์เลยก็ตาม
เพราะเขารู้มาว่า 'การหายใจ' ก็เป็หนึ่งในวิธีการเพิ่มปริมาณละอองเวทที่ไม่ด้อยไปกว่าการกินโพชั่นเเพงๆที่มีอยู่ในหน้าบันทึกหรือการฝึกเป็ประจำ
เื่เกี่ยวกับการฝึกลมหายใจนั้นไม่มีอยู่ในบันทึกเเต่มันอยู่ในหน้าว่างของบันทึกที่มีรอยดินสอเขียนอัดเเน่นอยู่เต็มลายมือมี่เขียนอยู่นั้นไม่เหมือนกับลายมือที่เปิดผ่านๆมา เดาได้ว่าคงไม่ใช่เเค่คุณทวดเเละเขาที่ได้ััเเละเรียนรู้เวทมนตร์จากบันทึกเล่มนี้
ไมเคิลคิดเเล้วถอนหายใจออกมาเกี่ยวกับสิ่งที่เขาพบเเละมองมันอย่างตื่นเต้น
"การฝึกลมหายใจนั้น เเม้ชื่อจะดูธรรมดาเเละไม่มีอะไรพิเศษเเต่กลับมีพลังเเละประโยชน์มากมายข้อดีของมันคือสามารถทำได้ตลอดขอเเค่มีสติอยู่เสมอ หากชำนาญพอเเม้่ที่ไม่มีสติก็สามารถทำไปด้วยได้ เช่นตอนนอนหลับ หรือหมดสติไปถึงจะไม่ได้เพิ่มขีดจำกัดการสะสมละอองมากเท่ากับวิธีเเบบอื่นๆเรียกได้ว่าเป็วิธีที่ได้ผลน้อยเสียจนในบันทึกไม่ได้เขียนเอาไว้ เเต่หากฝึกฝนจนชำนาญเเล้ววิธีนี้จะเพิ่มขีดจำกัดละอองเวทมากกว่าการกินโพชั่นที่ประสิทธิภาพจะค่อยๆลดลงเรื่อยๆหากถึงจุดอิ่มตัวเเถมวัตถุดิบผสมยังหายากเสียยิ่งกว่ายากอีก"
รู้สึก่ท้ายจะออกเเนวบ่นปนรำคาญมากกว่า ดังนั้นเขาจะข้ามส่วนตรงนั้นไป
หลังจากคำกล่าวอธิบายนั้นจบก็มีวิธีการหายใจพร้อมเคล็ดลับหากสรุปสั้นๆก็น่าจะเหมือนกับการััถึงละอองเวทรอบตัวหายใจนำพวกมันเข้ามาผ่านทางจมูก จากนั้นบีบอัดมันด้วยลมหายใจเเละวางเรียงไว้เหมือนกับยัดผ้าลงไปในถุงพลาสติกเเละสูบลมออกซะเรียกสั้นๆว่าเป็การลดขนาดพื้นที่ที่ต้องใช้เก็บละอองเวทลงจะได้สะสมไว้มากขึ้นเเละปรับสภาพจนร่างกายเริ่มชินไปทีละน้อย ทำให้เก็บละอองเวทได้มากกว่าเดิมนั่นเอง
พูดเหมือนง่ายเเต่ถ้าทำได้ง่ายๆคงไม่มีเทคนิคเขียนเอาไว้มากมากถึงขนาดนั้นเป็วันที่สามที่เขาเริ่มฝึกถึงสามารถทำมันได้สำเร็จ ตอนนี้เขารวบรวมสมาธิในการ 'หายใจ' ได้ถึงเเค่วิ่งไปทำไป หรือทำอะไรที่สามารถตั้งสมาธิเงียบๆไปด้วยแต่หาก อยู่ในที่เสียงดังๆ คนพลุกพล่านเเละตอนนอนหลับยังไม่สามารถทำได้เเต่เเค่นั้นก็พอจะทำให้ไมเคิลมีขีดจำกัดของละอองเวทมากขึ้นพอสมควรเลยทีเดียวมากพอจะร่ายคาถาเเล้วไม่มีอาการมึนหัวแบบก่อนอีก
ไมเคิลยกน้ำที่เขาเตรียมเอาไว้ขึ้นดื่มด้วยความผ่อนคลายเมื่อน้ำดื่มเย็นๆไหลเข้ามาในลำคอที่เเห้งผาก เขาก็เริ่มหายใจเอาละอองเวทเข้าไปอีกครั้งเพราะมันไม่ใช่เเค่เพิ่มขีดจำกัดการสะสมละอองเวทเเต่ยังช่วยฟื้นฟูพลังเวทด้วยเช่นเดียวกัน
เมื่อนั่งจนละอองเวทกลับมาเท่าเดิมเเล้วถึงจะไม่มีอะไรบอกเเต่ไมเคิลรับรู้ได้ทางความรู้สึกเขาเองก็เริ่มที่จะเป็ผู้วิเศษขึ้นมาเล็กน้อยแล้ว จากนั้นก็เปิดบันทึกไปยังหน้าต่อไปทันทีเพราะวันนี้เลิกเร็วพอๆกับวันที่เขาไปซื้อถุงใส่ไม้กายสิทธิ์
เเต่วันนี้ตรงกลับมาที่บ้านทันที เลยทำให้ตอนนี้ยังไม่เย็นมากดูนาฬิกาเเล้ว ประมาณสี่โมงครึ่งถ้ารวมเวลาที่ซ้อมก่อนหน้านี้เเละทำการบ้านด้วยนิดหน่อย ก็ประมาณหนึ่งชั่วโมงกว่าๆก่อนจะถึงณ ปัจจุบัน
"เอาล่ะคาถาต่อไป..." ไมเคิลพึมพำออกมาเเละเลื่อนสายตาไปมองหน้ากระดาษหน้าต่อไปซึ่งมีตัวอักษรเเละรอยดินสอเเน่นขนัดไม่ต่างจากหน้าที่เขาพึ่งอ่านผ่านมาก่อน
ไมเคิลอ่านอย่างละเอียดเป็รอบที่สาม หน้านั้นอธิบายถึงเวทมนตร์ที่คล้ายกับเวทมนตร์เรียกธาตุทั้งสี่
'เวทผสานธาตุทั้งสี่'ดูจากชื่อเเล้วคงเดาไม่ยากว่าคืออะไร สิ่งนี้เป็คาถาที่ดึงพลังธาตุจากธรรมชาติมาทีเดียวสองธาตุในเวลาเดียวกันเเละผสานเข้าด้วยกันจนเกิดพลังเเบบใหม่ที่ก่อผลให้เกิดเเบบล็อกเป้า กล่าวคือเป็การร่ายเวทที่อีกฝ่ายยากจะสามารถหลบได้ ดูจากเนื้อหาเเล้วสรุปก็เป็เช่นนั้น
เเต่เมื่ออ่านจบไมเคิลก็รู้ตัวได้ทันทีว่าตนนั้นไม่มีทางทำได้สำเร็จ ถึงไมเคิลจะเป็คนที่ไม่ยอมเเพ้กลางคันหากไม่ได้ลองทำสิ่งๆนั้นดูก่อนเเต่พออ่านอย่างละเอียดเเล้ว สำหรับเขาในตอนนี้ยังไม่สามารถใช้มันได้จริงๆ
ขนาดบันทึกยังเขียนเลยว่าห้ามมิให้ผู้ที่ยังใช้คาถาเรียกธาตุทั้งสี่โดยชำนาญลองร่ายปกติคำเตือนจะมาในรูปเเบบของตัวดินสอซึ่งมาจากประสบการ์ณจริงของผู้วิเศษรุ่นก่อนๆเเต่หากเป็ตัวพิมพ์ที่บันทึกมีอยู่ก่อนเเล้ว คงจะสำคัญจริงๆ
เเต่บันทึกก็ไม่ได้เขียนไว้เเค่ห้ามลองร่ายคาถาเเต่มีเหตุผลประกอปมากมายที่จะทำให้คนอยากรู้อยากลองเอย่าง ไมเคิลล้มเลิกความตั้งใจที่จะลอง
วาบบบ....เเสงสว่างออกมาจากปลายไม้กายสิทธิ์อีกครั้งหลังจากไมเคิลร่ายคาถาแปรเปลี่ยนละอองเวทสีน้ำเงินเป็ วงเวทสีเเดงส้มก่อนจะเกิดลูกไฟขนาดใหญ่ประมาณฝ่ามือลอยอยู่คล้ายดวงิญญาสักพักมันก็หายไปเพราะไม่มีเชื้อเพลิงให้คงอยู่ต่อ เเต่ไมเคิลไม่หยุดเเค่นั้นเขารับรู้ได้ว่าละอองเวทยังมีเหลือ เขาร่ายเวทออกมาอีกครั้ง
คราวนี้ก่อให้เกิดวงเวทสีเหลืองเข้มออกน้ำตาล ก้อนดินนับสิบหมุนวนรอบวงเวทก่อนจะเกาะตัวเป็ก้อนใหญ่เเละพุ่งลงพื้นก่อนจะสลายหายไปเเบบไม่เห็นเเม้เเต่ฝุ่นผงเเละร่องรอยความเสียหายแเขาทำเเบบนี้อีกสองครั้งวงเวทสีเขียวเเก่เกิดจากธาตุลม เเละวงเวทสีน้ำเงินออกครามสำหรับธาตุน้ำทั้งหมดออกมาจากวงเวทในรูปลักษณ์เเละการเคลื่อนตัวที่ต่างกัน และหายไปเเบบไม่ทิ้งร่องรอยเหมือนกันหมดคงเพราะไม่มีเป้าหมายในการร่าย ผลของคาถาจึงสลายหายไปในเวลาอันสั้น
เมื่อไมเคิลร่ายออกมาเสร็จก็กลับไปนั่งตรงเก้าอี้อีกครั้งพอละอองเวทในร่างกายฟื้นฟูกลับมา ก็ออกไปร่ายคาถา ฟื้นฟู ร่าย ฟื้นฟู ร่าย วนไปเรื่อยๆ
ขนาดของลูกไฟ ลม สายน้ำก้อนดิน เริ่มใหญ่ขึ้นทีละน้อย ลมเเละดินไม่อาจเรียกได้ว่าลมพัดกับก้อนดินได้อีกต่อไปขนาดเริ่มใหญ่ขึ้น มันก็เปลี่ยนเป็พายุหมุนเล็กๆส่วนก้อนดินก็เเข็งขึ้นจนกลายเป็หิน ทุกอย่างเกิดขึ้นในเวลาไม่นานนักเเล้ว ก็หายไปไร้ความเสียหายเหมือนเช่นเคย
ห้องสไตล์คลาสสิกเเละเครื่องเรือนไม้ของคุณปู่ไม่ได้รับความเสียหายเลยเเม้เเต่น้อย โชคดีที่ลูกไฟที่เขาเสกออกมาจากคาถานั้นไม่ได้หล่นลงพื้นไม่อย่างนั้นคงจะทำลายพรมเเละเครื่องเรือนจากไม้ขัดเงาพวกนี้หมดเเน่ๆ แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อร่ายเเต่ละครั้งก็ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นทีละน้อยเหมือนกัน เพราะเหตุนี้ไมเคิลจึงเปิดหน้าต่างเตรียมเอาไว้ตั้งเเต่ร่ายคาถาในครั้งเเรกเเต่ตอนนี้ใกล้ค่ำเเล้ว ลมที่พัดมาทำให้อุณหภูมิห้องลดลงจนรู้สึกได้ เป็เพราะอยู่ในบ้านไมเคิลจึงสวมเเค่เสื้อเเขนสั้นเเละกางเกงสามส่วนไม่มีอะไรที่ต้านทานลมหนาวยามค่ำคืนได้เลย
รู้ดังนี้เขาจึงปิดหน้าต่างเก็บของเเละพักการฝึกซ้อมเอาไว้ก่อนเพียงเท่านี้ เพราะวันมะรืนมีสอบเขาต้องเเบ่งเวลามาอ่านทบทวนเสียบ้าง่นี้เขาเเทบไม่ได้เปิดไฟล์หนังสือเรียนขึ้นมาอ่านทบทวนเลย เเต่ก็ใช่ว่าจะเอาเวลาไปเล่นเกมก็เขามัวเเต่นั่งสมาธิเเละฝึกลมหายใจจนลืมเวลาต่างหากเวลาฝึกลมหายใจต้องทำสมองให้โล่ง รู้ตัวอีกทีก็ถึงเวลาที่ควรเข้านอนไปเสียเเล้ว
ไมเคิลหลับตาลงเเละทำใจให้โล่งอีกครั้ง เสียงลมที่ลอดเข้ามาผ่านบานหน้าต่างที่เปิดเเง้มไว้ทำให้บรรยากาศสงบลงอย่างบอกไม่ถูกทัศนวิสัยที่ดำมืดจากการหลับตาแปรเปลี่ยนเป็ภาพขาวดำพร้อมละอองสีน้ำเงินเเม้จะยังไม่ได้ลืมตาเหมือนทุกครั้ง เมื่อััพลังเวทได้เรียบร้อยไมเคิลก็สูดหายใจลึกๆ ก่อนจะปล่อยลมหายใจออกมาทางปากจินตนาการถึงละอองเวทให้ไหลวนในร่างกายเหมือนมีพายุเล็กๆกำลังหมุนอยู่ในท้องถึงมันจะเหมือนการบ่มเพาะปราณในวรรณกรรมประเภทกำลังภายในจีนที่คุณตาชอบอ่านบ่อยๆเเละเล่าให้ฟังเเต่ผลลัพธ์นั้นต่างกันมาก
ถ้าตามในบันทึกการหายใจของไมเคิลช่วยได้เเค่เพิ่มปริมาณการสะสมละอองเวทเเต่การบ่มเพาะพลังปราณจะช่วยเพิ่มพลังปราณในร่างกายเเละทำให้ความเเข็งเเกร่งโดยรวมเพิ่มขึ้นทั้งหมดเเน่นอนว่าเื่พลังปราณอะไรนั้นไม่น่าจะมีอยู่จริง เเต่หากคิดในมุมกลับกันเื่เวทมนตร์ที่เป็เื่เพ้อฟันสำหรับคนหลายคนมีอยู่จริงตั้งนานเเล้ว ดังนั้นเื่พลังปราณอาจจะมีผู้วิชานี้อยู่เป็ส่วนน้อยอยู่ก็ได้ใครจะรู้...
ไมเคิลนั่ง ‘หายใจ’ อยู่อย่างนั้นประมาณครึ่งชั่วโมงได้เพราะความเคยชินทำให้ไม่ต้องนั่งเกร็งทำสมาธิอยู่ตลอดก็ยังคงสมาธิของตัวเองเอาไว้ได้เขาสามารถสะสมละอองเวทไม่ให้ชะงักไปกลางคันได้อย่างดีเยี่ยม เมื่อทำจนพอใจเขาก็ถอนหายใจออกมาเเละล้มตัวลงนอน
เช้าวันรุ่งขึ้น เเสงอาทิตย์ส่องเข้ามาจากทางหน้าต่างกระทบเปลือกตาของไมเคิลจนั์ตาสีน้ำตาลอ่อน เรือนผมของเขาเปิดออกเด็กหนุ่มลุกขึ้นจากเตียงช้าๆเเล้วบิดี้เี กิจวัตรที่เพิ่มเข้ามาก็เหมือนกับตอนก่อนนอนเขาตั้งนาฬิกาปลุกไว้สิบนาที ก่อนจะเริ่มนั่งสมาธิควบคุมลมหายใจ…
จนครบสิบนาทีก็เดินเข้าไปอาบน้ำเเละทำกิจวัตรประจำวันตามปกติวันนี้เขาเลือกที่จะไม่เอาไม้กายสิทธิ์ไปด้วย เพราะมีสอบหลายวิชา จึงไม่อยากให้เป็ที่กวนใจตอนสอบเเต่เเน่นอนว่ายังเอาบันทึกไปเหมือนเดิม
คิดเสร็จก็หยิบกระเป๋าเป้ด้วยมือข้างหนึ่งถือเดินลงไปชั้นล่างเหมือนทุกครั้ง กำลังจะเอาไปวางตรงชั้นวางใกล้ห้องครัวจะได้หยิบออกไปง่ายๆหลังจากกินข้าวเช้าเสร็จ เเต่เเล้วก็เห็นร่างของซาร่าผู้เป็เเม่ในชุดสูทสีดำวิ่งตัดผ่านไปอย่างรวดเร็วทั้งที่ปกติเเม่ของเขาในเวลานี้น่าจะทำอาหารเช้าอยู่ในครัวอย่างสบายๆ พอเดินลงมาจนวางกระเป๋าเสร็จคุณพ่อของไมเคิลก็มาอธิบายให้เ้าตัวฟังเกี่ยวกับซาร่า
"ลงมาเเล้วเหรอไมเคิล"
"ครับ เเล้วนี่คุณเเม่จะไปไหนเหรอทำไมดูรีบร้อนเเปลกๆ"ไมเคิลถามทันที
"เเม่เขาโดนเรียกประชุมด่วนน่ะเเถมเป็ประชุมเช้าในรอบหลายเดือนอีก ซาร่าเลยตื่นสายนิดหน่อยลืมว่าจะต้องทำกับข้าวให้พวกเราด้วย"
"งั้นเเสดงว่า" ไมเคิลถามในสิ่งที่พอจะเดาออกได้ว่าคำตอบของคำถามนั้นคืออะไร
"คงต้องไปหาข้าวกินข้างนอกกันเเล้วล่ะเดี๋ยวพ่อพาลิซ่าไปหาอะไรกินกับคุณปู่ เเล้วก็ส่งลิซ่าด้วยซื้อข้าวเช้ากลับมาให้คุณตาเขาก็น่าจะทันล่ะนะ ลูกหาอะไรกินเองได้ไหมไมเคิล"
เจมส์พูดเเล้วหยิบธนบัตรสิบดอลลาร์ให้กับไมเคิลทันทีที่พูดจบ ไมเคิลรับมาก่อนจะตอบรับอย่านึกไว้เเล้วว่าจะได้ยินคำนี่ จึงเปลี่ยนทิศทางการเดินไปหยิบกระเป๋าเป้ที่พึ่งวางเมื่อครู่ขึ้นมาอีกรอบ ก่อนจะกล่าวลาผู้เป็พ่อแบะเดินออกไปข้างนอกเเทนเพราะดูเเล้ว ทั้งลิซ่า คุณปู่ เเละคุณตายังไม่มีใครเดินออกมาจากห้องนอนของตัวเองเดาว่าน่าจะทำกิจวัตรประจำวันยังไม่เสร็จ ส่วนคุณเเม่ก็...ตอนนี้อย่าพึ่งไปรบกวนเลยเเล้วกัน
ว่าเเล้วเขาก็เก็บธนบัตรที่ได้รับจากคุณพ่อลงในกระเป๋าสตางค์หนังสีน้ำตาลเข้มของตัวเองจากนั้นออกเดินหาร้านอาหารเช้า คราวนี้ไม่ได้ไปทางเดียวกับทางไปห้องสมุดเขาเลือกเดินผ่านอีกย่านนึงที่ปกติจะมีร้านอาหารซึ่งขายเฉพาะตอนเช้าวางเรียงรายนักเรียนหลายคนก็มาหาข้าวเช้ากินที่นี่ รวมไปถึงเขาในบางวันด้วยเช่นวันที่เร่งรีบหรือวันที่คุณเเม่ไม่ว่างทำอาหารเช้าให้ อย่างเช่นวันนี้เป็ต้น
ไมเคิลเดินตรงไปยังร้านขายอาหารเช้าร้านหนึ่งใกล้ๆเป็ร้านสไตล์มินิมอลผสมคลาสสิกที่เปิดถึง่ใกล้เที่ยงเท่านั้นสไตล์ร้านเป็เเบบที่ปรากฏในรูปลักษณ์ของร้านค้าคล้ายกับร้านอื่นๆ เพียงเเค่ร้านนี้มีโต๊ะนั่งด้านนอกสำหรับนั่งจิบกาเเฟดูคนที่เดินผ่านไปผ่านมาในยามเช้าเเต่ดูจากสายลมในวันนี้เเล้วคงไม่เหมาะนัก นั้นก็เป็อีกหนึ่งเหตุผลที่ไมเคิลไม่เลือกซื้อข้าวเช้าที่เป็รถเข็นเเละถือไปกินไปเดินไปโรงเรียนที่สำคัญคือมีเวลาเหลือเฟือเกือบสามชั่วโมงเลยทีเดียว
ว่าเเล้วไมเคิลก็เปิดประตูบานกระจกกรอบไม้
เสียงกระดิ่งสีทองดังขึ้นพร้อมกับเสียงพนักงานกล่าวต้อนรับเมื่อเห็นว่ามีลูกค้ามาพนักงานหนุ่มคนหนึ่งจึงเดินเข้ามาประจำที่เคาท์เตอร์เเละกล่าวทักทายอย่างอารมณ์ดี
"สวัสดีครับรับอะไรดีวันนี้"
"เอาเซตเเพนเค้กกับไข่ดาวเเละเบคอนครับเครื่องดื่มขอเป็ชาจีน" ไมเคิลตอบอย่างฉะฉานหลังจากมองกระดานเมนูซึ่งเขียนอยู่้าพนักงานพยักหน้าเเละจิ้มไอเเพด ซึ่งเชื่อมต่อกับเครื่องเก็บธนบัตรเมื่อเห็นมันดีดออก ไมเคิลก็เปิดกระเป๋าตังเเละยื่นเงินให้
สักพักก็ได้รับถาดอาหารมาทั้งหมดหนึ่งถาดถ้วน
เขาเดินไปหาที่นั่งของตัวเองเเละตัดเเบ่งกินอย่างเอร็ดอร่อยถึงตัวเนื้อของเเพนเค้กจะอร่อยสู้กับที่คุณเเม่ทำไม่ได้ เเต่หลายอย่างก็อร่อยดีปริมาณเเละราคาก็ถือว่าสมเหตุสมผล อีกอย่างคงจะใกล้ได้เวลาที่คนส่วนใหญ่จะมาหาอาหารเช้าทานเเล้วด้วย อาหารเลยได้ในเวลาไม่นานน่าจะเตรียมไว้เผื่อ่ลูกค้าเยอะ ตอนที่เขากินใกล้เสร็จก็มีลุกค้าหลายกลุ่มหลาย่วัยเดินเข้ามาเหมือนกันทั้งวัยทำงาน วัยเรียนเเม้กระทั่งครอบครัว
ไมเคิลเห็นดังนั้นจึงรีบกินให้หมดเเล้วเดินออกไปทันทีเพื่อไม่ให้พื้นที่ในร้านที่มีไม่มากอยู่ก่อนเเล้วเเออัดจนเกินไป
พอเดินออกจากร้านอาหารตรงนั้นเเล้วไมเคิลเดินเอื่อยเฉื่อยไปโรงเรียนพลางมองเวลาที่ผ่านไปเรื่อยๆ
เเล้วเวลาก็ผ่านไปอีกประมาณครึ่งชั่วโมงเป็ครึ่งชั่วโมงที่ผ่านไปไม่นานมากนัก
วันนี้ไมเคิลมาเร็วกว่าปกติที่ก็มาเช้าอยู่เเล้วครั้งนี้เลยได้ทักทายคุณลุงรปภ.ที่ทำหน้าที่เปิดประตูโรงเรียนเเละไขกุญเเจก่อนจะเข้าห้อง ไม่บ่อยนักที่จะเจอคุณลุงเขา วันนี้คงมาเช้าเกินไปจริงๆ
ไมเคิลนั่งลงบนโต๊ะเเละหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาจากในกระเป๋ากางเกงหลังจากที่นั่งพักเหนื่อยจากการเดินไกลเสร็จ
เขาส่งไฟล์ไปในไอเเพดเเล้วหยิบไอเเพดขึ้นมาพร้อมกับปากกาที่อยู่ในนั้นไมเคิลเริ่มทำเเบบฝึกหัดเเละอ่านหนังสือทบทวนที่จะสอบฆ่าเวลาตอนเเรกเขาว่าจะไปห้องสมุด เเต่ขนาดห้องเรียนยังพึ่งเปิดคุณครูบรรณารักษ์ก็น่าจะยังไม่มาเปิดห้อง
ไมเคิลเลื่อนหน้าเนื้อหาในไอเเพดไปเรื่อยๆเเละดูเทียบกับโน้ตข้างๆอย่างจริงจังเขาอ่านไฟล์หนังสืออย่างจริงจัง ทั้งคณิต ประวัติศาสตร์เเละเคมีเเละถึงจะอ่านทุกบทที่ออกสอบจนจำได้ขึ้นใจทั้งหมดเเล้ว เเต่เวลาก็ผ่านไปไม่มากนักมีนักเรียนหน้าเดิมๆที่มาหลังเขาเกือบทุกวันซึ่งก็ไม่ได้สนิทกันมากประมาณสามถึงสี่คนกำลังจับกลุ่มพูดคุยกันเห็นดังนั้นไมเคิลจึงเดินออกมาพร้อมกับกระเป๋าผ้าใบเล็กทันที
ไม่ใช่เพราะเกรงใจเเละไม่อยากรบกวนเเต่เวลาว่างเเบบนี้ ไปหาที่เงียบๆนั่งฝึกลมหายใจก็ไม่น่าจะเสียหายอะไรเขาตรงไปยังโรงยิมของไฮสคูลทันที ที่นั่นสงบสุดเเล้วในตอนเช้า เเถมที่นั่งตรงอัฒจันทร์ยังไกลจากลานบาสเกตบอลพอสมควรด้วยอย่างน้อยก็สงบกว่าตอนนี้
เวลาผ่านไปเรื่อยๆตามทางเดินเริ่มมีนักเรียนพูดคุยกันจ้อเเจ้กจอเเจอยู่อย่างสนุกสนาน
เขาไม่ได้รำคาญเสียงพวกนั้นอันที่จริงก็มีบ้างที่เข้าไปร่วมวงสนทนาอย่างสนุกสนานกับเพื่อนที่รู้จักเพียงเเค่ตอนนี้เขาอยากไปฝึกอยู่เงียบๆคนเดียวเขาอยากฝึกการหายใจนี้ให้เชี่ยวชาญเร็วๆ จะได้ทำได้โดยไม่ต้องไปใส่ใจอะไรถึงมันอีก
พูดง่ายๆคือเขาจะได้ไม่ต้องมานั่งสมาธิทุกครั้งที่ฟื้นละอองเวทในร่างกายล่ะนะ
ไมเคิลสูดลมหายใจเเล้วหลับตาทันทีเมื่อมาถึงยัง อัฒจันทร์ ััถึงผลังเวทเเละสูดลมหายใจเข้าก่อนจะเริ่มจินตนาการเเละทำตามอย่างช้าๆจนพอรู้สึกได้ว่าละอองเวทที่เข้ามาในตัวนั้นเริ่ทสเถียรไมเคิลก็ผ่อนเเรงจากการเกร็งลง
"อ้ะ....ครั้งนี้ไม่สะดุดเเหะ" ไมเคิลคิด เเต่พอผ่านไปสักพักการหมุนเวียนของละอองเวทบริเวณท้องน้อยก็หยุดลงราวกับสายไฟที่ถูกสับคัตเอ้าท์เหตุผลที่หยุดกลางคันคงเป็เพราะเสียงลูกบาสที่ตกลงดังปังเมื่อครู่สงสัยเขาจะมานั่งใกล้อัฒจันทร์เกินไปมีพวกที่ชอบเล่นกีฬาตอนเช้ามาจับจองสนามกันเเล้วดูโทรศัพท์ก็พบว่าที่เขานั่งเวลาผ่านไปประมาณสิบกว่านาที ทั้งที่เขาคิดว่าพึ่งจะเริ่มเมื่อไม่กี่นาทีที่เเล้วนี้เอง
เเต่ถึงอย่างนั้นก็อีกนานกว่าจะเริ่มเรียนวิชาเเรกไมเคิลจึงขยับขึ้นไปสูงขึ้นเเละไปนั่งหลบมุมขึ้นอีกเริ่มฝึกการหายใจต่อพลางอ่านบันทึกจนได้เวลาเข้าเรียนก็กลับไปรวมตัวกับคนอื่นๆเพื่อเรียนคาบเเรกทันที
คาบเเรกเป็ไปอย่างราบรื่นเขาเเอบลองใช้การหายใจโดยไม่เกร็งหรือนั่งสมาธิในคาบนั้นด้วยหลังจากทำเเบบฝึกหัดที่ครูสั่งประจำคาบเสร็จ
เเต่ก็ไม่เป็ผลเหมือนกับพยายามจุดไฟจากไฟเเช็กด้วยไฟเเช็กที่ไม่มีน้ำมันเหมือนจะทำสำเร็จเเต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
คงต้องค่อยเป็ค่อยไปเหมือนเดิมสินะไมเคิลพูดอย่างผิดหวังเล็กๆ ก่อนจะเริ่มคาบต่อไปซึ่งเป็การสอบ เเน่นอนว่าเขาก็ผ่านมาอย่างสวัสดิภาพก็มีเพื่อนร่วมห้องประมาณสามสี่คนเดินเข้ามาหาไมเคิลอย่างที่ทำบ่อยครั้งตอนสอบวิชาอะไรก็ตามเสร็จ
เพื่อนชายคนหนึ่งเดินเข้ามากอดคอไมเคิลทันทีเเล้วพูดลากเสียงด้วยความเศร้าสร้อย
"ไมเคิลทำข้อสอบของครูอลันได้ไหม ยากชะมัดเลย"
'เคน' หนึ่งในเพื่อนร่วมห้องของไมเคิลเดินเข้ามาถามเื่ข้อสอบจากเขาเป็ประจำนั้นถามอย่างไม่เก็บอาการดูเเล้วคงจะทำไม่ได้กันเเน่ๆเขาคิด
อนึ่ง อลันเป็คุณครูประจำวิชาเคมี
"ได้สิทำไมจะทำไม่ได้ ก็ออกเเค่เื่ พันธะเคมี สูตรการสังเคราะห์เเสง พันธะโมเลกุลส่วนใหญ่ก็เคยเรียนเมื่อ ม.ต้นมาเเล้วไม่ใช่รึไง" ไมเคิลตอบทุกเื่ที่ออกสอบมีเเต่เื่ที่เขาคุ้นเคยทั้งนั้น
"ยากจะตายนายจำได้ไงเนี่ย" เคนพูดเเล้วโอดครวญหลังเห็นสีหน้าของไมเคิลที่ดูไม่ทุกข์ไม่ร้อนกับข้อสอบ
เเต่เเล้วเพื่อนอีกคนก็ดันหน้าของเคนออกไปจากไมเคิลสองคนนี้ถือกระดาษมาคนละเเผ่นเพราะไม่ได้มาเพื่อพุดคุยกับไมเคิลอย่างเดียวเเต่มาเพื่อสอบถามเกี่ยวกับข้อที่ไม่เข้าใจ
ก็คงจะไม่เเปลกที่มีเด็กตั้งใจเรียนมากกว่าปกติเป็เพราะผลการเรียนของไมเคิลทำให้เขาได้มาอยู่ที่ห้องเรียนบนๆไฮสคูลที่ไมเคิลเรียงลำดับห้องตามผลการเรียน ทำให้เขาอยู่ห้องสองจากทั้งเเปดห้อง เพราะอย่างนั้นไมเคิลก็เลยถูกสอบปากคำเกี่ยวกับเนื้อหาที่ออกสอบจนถึงคาบต่อไป
ซึ่งคาบต่อไปก็มีสอบคณิตศาสตร์เป็การสอบก็บคะเเนน ที่ครูเเจ้งเอาไว้เเล้วเมื่อก่อนเข้าเรียน เป็ดังคาดไมเคิลโดนสอบปากคำอีกครั้งหนึ่งจากนักเรียนอีกไม่ซ้ำหน้ายิ่งโจทย์ยากก็ยิ่งมีคนถามมากเท่านั้น ถึงเขาจะไม่ใช่เด็กเรียนเเต่หลายๆคนก็บอกว่าเขานั้นเป็หนึ่งในไม่กี่คนที่สอบได้คะเเนนมากในทุกครั้งเื่เเบบนี้เกิดขึ้นวนไปจนพักเที่ยง ภาคบ่ายยังมีสอบอีกวิชาหนึ่งดังนั้นกินข้าวเสร็จไมเคิลจึงปลีกตัวไปลองนักอ่านหนังสือที่ห้องสมุดดู
เมื่อมาถึงไมเคิลก็ใช้บัตรนักเรียนเปิดประตูกระจกบานเลื่อนของห้องสมุดทันทีเเละเดินเข้าไปห้องสมุดเป็ห้องสมุดสีขาวเเซมเขียว เป็ห้องสมุดที่ให้ความรู้ทันสมัยเเละโมเดิร์นกว้างพอประมาณเเต่ไม่เท่ากับที่หอสมุดตรงนั้นมีโต๊ะคอมพิวเตอร์เเละห้องสารสนเทศเเยกออกไปอีกทางหนึ่งมองออกไปมีชั้นหนังสือสีเขียวตัดขาววางเรียงรายใกล้ๆมีเคาท์เตอร์บรรณารักษ์ที่มีกล้องวงจรปิดดเเละคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่องใกล้ๆมีเครื่องยืมเเละคืนหนังอัตโนมัติรวมไปถึงคอมพิวเตอร์ที่เอาไว้ใช้คีย์หาหนังสือที่้า
โดยรวมเป็ห้องสมุดที่ค่อนข้างไฮเทคโนโลยีไมเคิลก้มหัวทักทายบรรณารักษ์อย่างเคยชินก่อนจะเข้าไปนั่งตรงเก้าอี้ใกล้บานหน้าต่างซึ่งมีเเสงลอดผ่านเข้ามาไมเคิลนั่งลงเเล้วมองไปยังรอบๆ เเอร์ลงพอดีเเต่ไม่ได้ลงหนามากถือเป็ทำเลที่ดีในการอ่านหนังสือไมเคิลเปิดไอเเพดของตนพร้อมกับเปิดบันทึกเเละไฟล์งานอีกครั้งอ่านหนังสือต่อโดยไม่สนรอบข้าง ปล่อยให้เวลาไหลผ่านไปเรื่อยๆอย่างตั้งใจ
ภาคบ่ายสอบไม่เยอะเเต่ค่อนข้างซับซ้อนด้วยความที่เป็ข้อเขียนหมดทำให้ต้องใช้ความเข้าใจสูงมากโดยเฉพาะวันนี้นั้นเป็สอบข้อเขียนวิชาประวัติศาสตร์เเละครูเคทเป็คนออกข้อสอบด้วยเเล้ว
เขายังจำได้ดีที่ให้เรียงไทม์ไลน์หลักๆของประวิตศาสตร์โลก100ปีเมื่อตอนสอบกลางภาคเทอมที่เเล้วโชคดีที่ไมเคิลนั้นอ่านมาดีเลยรอดหวุดหวิด เเต่ยอมรับว่าต้องใช้เวลารื้อฟื้นความจำมากพอควร
ผ่านไปสักพักใหญ่เสียงกริ่งก็ดังขึ้นอีกครั้ง
เป็เวลาเดียวกับที่ไมเคิลผ่านจนถึงหน้าสุดท้ายเขารีบเก็บไอเเพดเเละข้าของลงกระเป๋าผ้าทันทีก่อนจะตรงไปที่ห้องเรียนเนื่องจากไม่ใช่การสอบปลายภาคอย่างเป็ทางการ เป็เเค่การสอบหลังเรียนเลยไม่จริงจังเื่เวลาถึงขนาดนั้น
โชคดีที่พอเข้าไปครูเคทที่เป็ครูประจำวิชานั้นยังไม่มาเช่นกันเลยมีเวลาหายใจหายคอเเละเก็บของเตรียมตัว ผ่านไปประมาณห้านาทีคุณครูเคทก็เดินเข้ามาพร้อมกับหนังสือเล่มหนาเเละโน้ตบุ๊คของเธอ
เธอส่งไฟล์ให้นักเรียนทุกคนเเละบอกให้เริ่มทำทันทีก่อนจะจัดเเจงโน้ตบุ้คขึ้นมาทำงานต่อ ปล่อยให้นักเรียนส่วนใหญ่เคว้งคว้างเคร่งเครียดกับโจทย์ไม่กี่บรรทัดเเต่เว้นบรรทัดเปล่าไว้หน้านึงเหมือนเป็เชิงว่าหากเขียนไม่เต็มหน้ากระดาษจะไม่ได้เต็ม
เเต่สุดท้ายก็สอบผ่านมาด้วยดีไมเคิลกดยืนยันไฟล์ที่เต็มไปด้วยลายมือของตนซึ่งอัดเเน่นอยู่บนไฟล์งานเเผ่นนั้นรอเวลาให้มันดึงข้อสอบไปยังคุณครูโชคยังดีที่ครูเขาเก็งข้อสอบให้เเล้วจึงเลือกจำได้เเต่ก็มีหลายคนเหมือนกันที่ทำไม่ทันเเล้วระบบดึงไฟล์งานไปเลยก็ไม่ได้คะเเนนข้อที่ไม่ได้ทำไป
เเละหนึ่งในนั้นเเน่นอนว่าก็คือเคนซึ่งเดินโอดครวญเข้ามาหาเขาตามเดิม ข้างๆคือฮามัวร์เเละฮาเวียร์ทั้งคู่เป็ฝาเเฝดที่เรียนดีในระดับปานกลางเป็คนที่มีบุคลิคคล้ายกับไมเคิลจึงทำให้เข้ากันได้
"ทำได้ไหมล่ะวิชานี้"ฮามัวร์เเฝดคนพี่(ที่อายุเท่ากัน)ถาม
"เหมือนเดิมนั่นล่ะปกติ" ไมเคิลตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเหมือนทุกครั้งเเล้วหันไปมองเคนที่เอาหน้าเเนบโต๊ะเเล้วครางในลำคอด้วยความเสียใจไม่รู้ว่าเสียใจจริงๆหรือเปล่าจากท่าทีเศร้าอย่างโอเวอร์เกินเหตุเเบบนั้นเเต่พอจะเดาได้ว่าคะเเนนที่ได้ไม่น่าจะได้เยอะเเน่ๆ ดูจากผลการสอบที่ผ่านๆมา
อนึ่ง ผลสอบที่ไมเคิลเห็นนั้นเคนเป็ฝ่ายเอามาให้เขาดูทั้งนั้น
"ปกติอะไรกันล่ะยากจะตาย เขียนตั้งหลายบรรทัด มือหงิกหมดเเล้วเนี่ย" เสียงฮาเวียร์กล่าวเเทรกขึ้นมาด้วยความฉุนเฉียวเล็กๆเเล้วจึงบ่นเเกมปรึกษาเกี่ยวกับข้อสอบพลางพูดคุยกันอย่างออกรส
เห็นท่าทีเด็กๆของฮาเวียร์เเล้วไมเคิลก็นึกขำไม่ได้คิดเลยว่าตัวเองก็เด็กเท่ากัน….