ถัดจากวันนั้นมาจนถึงวันนี้ เข้าเดือนที่สองแล้วที่ท่านชายเดียวทีงได้รู้จักสมัครสมานกับครูผู้ถวายการสอนดนตรี ความรู้สึกดี ๆ นั้นก่อเกิดขึ้นั้แ่วันแรกที่ประสบพบ ยิ่งพอได้ใช้เวลาร่วมกันนานวันเข้า ก็ยิ่งทวีความสนิทสนมเพิ่มขึ้น คล้ายเกินเลยนิยามว่าครูกับลูกศิษย์ไปแล้ว
พันวาจาสิทธิ์คอยแวะเวียนไปมาที่วังนี้อยู่บ่อยครั้ง เพื่อฝึกทักษะการบรรเลงแด่ท่านชายเดียว จนแทบจะกลายเป็ส่วนหนึ่งของที่นี่ แต่ก็มีบางวันที่ท่านชายเสด็จไปเรียนถึงที่เรือนของเขาเอง เพราะโปรดรับเครื่องหวานที่อำแดงวาดจัดขึ้นถวาย รับสั่งชมรสมือของหล่อนอยู่เรื่อยมา
หากมีครั้งไหน ที่เวลาว่างไม่ตรงกัน ก็จะไม่ได้พบหน้า ทว่าบุตรชายท่านเ้าคุณวิเศษมนตรีก็ยังไม่วาย เป็อันต้องส่งจดหมายน้อยร้อยเรียงเป็กวีมาถวายอยู่ทุกย่ำค่ำเช้า และที่สำคัญ เขาไม่ได้มีเสน่ห์ดีแค่ปาก หากแต่ลามไปถึงตัวอักษรที่บรรจงมาด้วย
ท่านชายเดียวก็ทรงคล้อยไปกับเขา ไม่เว้นวางหทัย
มาบัดนี้ วันวานผันผ่านล่วงเข้าสู่เดือนห้าเมษายน ตามฤดูกาล่หน้าร้อนเช่นนี้แล้ว มักจะมีการจัดงานตามจารีตประเพณีที่สืบทอดมาแต่บรรพบุรุษ อย่างวันมหาสงกรานต์ หรือวันขึ้นปีใหม่ ในพุทธศักราชนี้ก็เช่นกัน มีข่าวว่าจัดงานที่ยิ่งใหญ่ กินเวลาหลายวัน หน่วยงานราชการหลายกระทรวงหยุดเฉลิมฉลองติดต่อกันค่อนเดือน ตามพระบรมราชโองการที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯขึ้นเมื่อพุทธศักราช๒๔๕๖มานี้
ท่านชายเดียวทรงกระหยิ่มยิ้มย่อง นึกว่าในวันหยุดนักขัตฤกษ์ยาวนานเช่นนี้ จะมีโอกาสเหมาะ ๆ เสด็จไปประพาสตามที่ต่าง ๆ กับคนที่หมายปองไว้เสียอีก แต่กลับกลายเป็ว่า มีพระบัญชาจากเสด็จในกรมฯเข้ามาแทรก ท่านรับสั่งให้พาท่านหญิงอ้อไปบำเพ็ญพระกุศล หรือทำกิจกรรมอื่นใดร่วมกัน เฉกเช่นคนเป็คู่หมั้นเขาทำกัน
แม้หม่อมเ้าทั้งสององค์ไม่ประสงค์ดังคำบัญชานั้น แต่สุดท้ายก็ไม่ได้คัดค้านอะไร ทรงเห็นว่าเมื่อออกไปข้างนอก ลับพระเนตรพระกรรณเสด็จท่านแล้ว ต่อจากนั้นคงเป็อิสระ ไม่จำเป็ต้องทรงฝืนทำตามไปเสียทุกอย่าง ดีกว่าอุดอู้อยู่แต่ในวังให้โดนบังคับอึดอัดหทัยไปเปล่า ๆ
ณ ตอนนี้ แม้จะอยู่ใน่สายของวัน แต่ในบริเวณวัดวัดราชนัดดารามวรวิหารยังคราคร่ำไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา ทั้งเ้านายชั้นสูง ขุนนางและบ่าวไพร่ ทั้งหนุ่มสาวและคราวชรา แม้จะดูครื้นเครง แต่ก็น่าเบื่อสำหรับท่านชาย เพราะไม่โปรดอยู่ในสถานที่ที่มีคนหมู่มาก ตามพระอุปนิสัยซึ่งโปรดความเงียบสงบ
“เสร็จจากนี้แล้ว น้องหญิงอ้ออยากไปที่ไหนหรือไม่คะ” หลังจากบำเพ็ญพระกุศลถวายไตรจีวรผ้าอาบน้ำฝนเสร็จแล้ว ทั้งสององค์จึงเสด็จกลับมาที่รถม้า ระหว่างนั้นท่านชายเดียวจึงตรัสถามขึ้น
ท่านหญิงอ้อทรงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ทรงเห็นหทัยแก่เ้าพี่ ไม่ประสงค์รบกวนไปมากกว่านี้แล้ว ในเมื่อก็รู้ ๆ อยู่ว่าโดนบังคับมา “ไม่หรอกค่ะ หญิงไม่ได้อยากออกไปไหนด้วยซ้ำ พี่ชายเดียวล่ะคะ จะไปไหนหรือไม่”
“พี่ก็ไม่รู้จะไปที่ไหนเหมือนกันค่ะน้องหญิง หากกลับวังตอนนี้ เสด็จพ่อคงจะรบเร้าพี่ไม่หยุดแน่”
“แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะคะ หญิงเองก็ลำบากใจ ไม่อยากกลับ” ความลำบากหทัยของท่านหญิงอ้อนั้นปรากฏผ่านวงพริ้มพักตร์และสุรเสียงอย่างชัดเจน ท่านที่วังนั้นมักจะกระเซ้ากระซี้เธออยู่เสมอ จนนึกรำคาญ หากจะมีที่เดียวที่พอหลบพระพักตร์ของเสด็จท่านได้ เห็นจะมีจำเพาะที่นี้ “พี่ชายเดียวช่วยกรุณาไปส่งหญิงที่พระบรมมหาราชวังได้หรือไม่คะ”
“อยู่แต่ฝ่ายในน้องหญิงไม่เหงาหรือคะ ถึงจะกลับเข้าไปอีกแล้ว ประเดี๋ยวเสด็จท่านก็ตามน้องหญิงกลับมาอีกหรอกค่ะ”
“ถึงเหงา ก็ยังดีกว่าอยู่กับเสด็จพ่อนี่คะ หญิงสบายใจกว่า”
หม่อมเ้าชายทอดเนตรมองพักตร์สวยของอีกฝ่ายอย่างระทดท้อหทัย ไม่รู้ว่าเวรกรรมอะไรถึงกลั่นแกล้งกันนัก คนไม่ได้รักใคร่กัน อยู่ดี ๆ กลับถูกคลุมถุงชนอย่างไม่ยินยอมเสียอย่างนั้น จะหลีกเลี่ยงก็สุดจะฝืน
หม่อมเ้าหญิงศศิวิมลนั้นก็ยังไม่สู้อะไร เมื่อใดที่ทรงนึกเบื่อด้านนอก ก็เสด็จหนีกลับเข้าพระราชฐานชั้นในไป แต่สำหรับอีกคนนี่สิ มองไม่เห็นหนทางจะหนีปัญหา
“ฝ่าา”
จู่ ๆ เกิดเสียงทักขึ้น ถึงจะเป็ถ้อยคำที่ไม่ระบุชื่อผู้ใด แต่น้ำเสียงนั้นท่านชายทรงจำได้แม่นมั่น เป็พันวาจาสิทธิ์ไม่ผิดเพี้ยน เสียงอย่างนี้มีคนเดียวในพระนคร
ทรงแปรวรพักตร์กลับไปทอดดู ก็เป็จริงตามนั้น ชายหนุ่มสวมชุดราชการสีขาวดูเป็ระเบียบเรียบร้อย มีภูมิฐาน เกิดเสน่ห์ชวนมอง เขายืนแผ่ลักยิ้มให้ในระหว่างที่ถือซอสามสายอยู่ในมือ ไม่ช้าก็ย่างกรายเข้ามาใกล้ แล้วโค้งคำนับ
“เสด็จมาทำบุญที่วัดนี้ด้วยหรือกระหม่อม บังเอิญเสียจริง”
“ฉันก็ไม่นึกว่าจะเห็นที่นี่เหมือนกัน แต่เดี๋ยวจะกลับแล้วล่ะ”
“กระหม่อมมาเตรียมจัดบรรเลงดนตรีกับครูท่านสำหรับงานมหรสพคืนนี้น่ะกระหม่อม หากจะทรงกรุณา กระหม่อมขอทูลเชิญท่านชายและท่านหญิงเสด็จมารับชมนะกระหม่อม คืนนี้คงรื่นเริงกันมาก”
“ฉันจะมาแน่” ตรัสรับกับชายหนุ่มอย่างยิ้มแย้ม ก่อนจะรับสั่งถามหญิงสาวหนึ่งเดียวตรงนั้น “แล้วน้องหญิงล่ะคะ”
“เชิญพี่ชายเดียวตามสบายเถอะค่ะ หญิงชมที่ข้างในดีกว่า” ท่านหญิงอ้อตรัสอย่างไว้องค์
“พี่ชายเดียว! น้องหญิงอ้อ!”
ในขณะหนึ่ง ไม่ทันไรเสียงที่คุ้นเคยก็แว่วมา พอเห็นต้นทาง ถึงได้รู้ว่าเป็ท่านชายปิ๋ว พระอนุชานี่เอง
“อ้าว ชายปิ๋ว นี่ก็มาวัดนี้กับเขาด้วยหรือ ทำไมไม่บอกพี่ก่อนเล่า จะได้มาด้วยกันทีเดียว” พระเชษฐามีรับสั่งถามในขณะที่พระอนุชายังมาไม่ถึง
“ชายมากับเสด็จเสนาบดีท่านน่ะกระหม่อม ตอนนี้ท่านเสด็จกลับไปแล้ว เผอิญเจอนายด้าว จึงอยู่คุยด้วยสักประเดี๋ยวเดียว ไม่คิดว่าจะเห็นพี่ชายกับน้องหญิงอ้อที่ตรงนี้ด้วย”
“พี่ว่าจะกลับแล้วล่ะ ชายจะกลับด้วยกันเลยหรือไหม”
“กลับวังหรือกระหม่อม กลับเร็วอย่างนี้… เสด็จพ่อจะไม่กริ้วเอาหรอกหรือ ไหนท่านว่าให้พี่ชายเดียวพาน้องหญิงออกมาเที่ยวให้นาน ๆ” พระอนุชาทรงหยั่งเชิงถาม โอกาสประเสริฐอยู่ใกล้แค่เอื้อม ไม่คว้าไว้ก็กระไร “น้องหญิงอ้ออยากไปที่ไหนหรือไม่คะ หากพี่ชายเดียวไม่ว่าง พี่พาไปได้นะคะ”
“หญิงอ้อเขาจะกลับฝ่ายใน พี่เองก็ไม่รู้จะไปที่ไหน ให้กลับวังเสียตอนนี้ ก็เกรงจะโดนกริ้วอย่างว่า”
“ถ้าอย่างนั้นพี่ชายเดียวก็ไปเรียนดนตรีกับนายด้าวที่เรือนเขาสิกระหม่อม ส่วนชาย จะไปส่งน้องหญิงอ้อเอง ฟ้ามืดค่อยกลับวัง เสด็จพ่อคงไม่รู้หรอกกระมัง” ท่านชายปิ๋วทรงออกอุบาย ทั้งนี้ก็เพราะหวังดี
ทั้งต่อพระเชษฐา และต่อองค์เองด้วย
“จะดีหรือชาย พี่ว่า…”
“กระหม่อมก็ว่าอย่างท่านชายปิ๋วนะกระหม่อม กระหม่อมว่างพอดี จะได้สอนต่อจากที่ค้างไว้ อีกอย่าง วันนี้คุณแม่ของกระหม่อมทำขนมหวานไว้ตั้งมาก อยากให้ฝ่าาเสด็จไปเสวยด้วยกระหม่อม” พ่อคนนี้ก็ใช่ย่อย เข้าสมทบอีกแรง ด้วยการเอาของโปรดมาหลอกล่อให้ทรงหทัยอ่อน
จริงแท้ก็เพราะอยากอยู่ด้วยต่างหากที่เป็นัยยะ หาใช่อื่นใด
“ถ้าอย่างนั้นก็ได้ พี่ฝากดูแลน้องหญิงด้วยแล้วกันนะชาย”
ต่อจากนั้น ทั้งสี่จึงแยกย้ายกัน ท่านชายปิ๋วได้มีเวลาอยู่กับท่านหญิงอ้อตามหทัยประสงค์ ส่วนท่านชายเดียวก็จะได้คลายจากความห่อเหี่ยวเสียที ตามปรกติแล้วชอบเก็บองค์ แต่พอมีชายผู้นี้ไปไหนมาไหนด้วย กลับไม่รู้สึกเบื่อเสียอย่างนั้น
พิกลนัก
พันวาจาสิทธิ์นำเสด็จท่านชายเดียวไปยังท่าจอดเรือริมฝั่งคลองท้ายวัด โดยมีนายเกริก บ่าวชายที่ติดตามมาเตรียมเรือออกไว้รอแล้ว อ้ายบ่าวลนลาน รีบแจ้งแก่นายของมันทันทีที่เห็นมุ่งหน้ามา
“คุณด้าวขอรับ บ่าวว่าอย่าเพิ่งกลับตอนนี้จะดีกว่านะขอรับ”
“ทำไม ที่เรือนมีอะไร”
“คือว่า… คุณมาลัยเธอมารอพบคุณด้าวน่ะขอรับ”
พันวาจาสิทธิ์ทำเสียงในลำคออย่างเสียอารมณ์ นึกหงุดหงิดอยู่ร่ำไปเมื่อได้ยินชื่อเธอคนนี้ นี่คุณแม่ของเขาคงจะเชื้อเชิญให้มาที่เรือนอีกแล้ว ไม่รู้จะชื่นชอบอะไรกับเธอนักหนา ถึงไม่ถามหาคสามสมัครใจจากผู้เป็ลูกบ้าง
เขาหันกลับไปหาท่านชายเดียว แล้วทูลด้วยความเสียดายว่า “ฝ่าา กระหม่อมคงกลับที่เรือนตอนนี้ไม่ได้เสียแล้วกระหม่อม หากจะเรียนดนตรีที่วัด คนก็ยังคับคั่ง คงจะไม่สะดวก”
“ไม่เป็ไรหรอกด้าว ไว้เรียนวันหลังก็ไม่ช้า ่นี้หยุดเสียยาวหลายวัน ฉันอยากจะพาเธอไปที่แห่งหนึ่งมากกว่า จะไปด้วยหรือไม่ล่ะ”
“ที่แห่งหนึ่ง? ที่ไหนหรือกระหม่อม”
“พัฒนากร ไปชมหนังเป็เพื่อนฉันที จะได้ไหม”
“ได้ซีกระหม่อม ถ้าฝ่าาโปรด กระหม่อมก็ยินดีเสมอ” ข้าราชการหนุ่มกล่าวอย่างเต็มใจทั้งน้ำเสียงและสีหน้า เขาหันไปสั่งอ้ายบ่าวบนเรือ “อ้ายเกริก เอาเรือออก ไปเจริญกรุง”
“ขอรับคุณด้าว”
เมื่อนั้น ครั้นลงเรือครบแล้ว อ้ายบ่าวก็จ้วงไม้พายบ่ายหน้าไปตามลำคลองไม่นานก็เทียบฝั่ง เดินทางต่อไปสักครู่ก็ถึงย่านโรงภาพยนตร์ใกล้ ๆ ที่ว่านี้
เป็โรงหนังพัฒนากร ตั้งอยู่แถวถนนเจริญกรุง สร้างด้วยสถาปัตยกรรมที่สร้างด้วยไม้ มีลวดลายฉลุ ติดไฟส่องแวววับให้ความหรูหรา มีการจัดฉายภาพยนตร์เป็วีค ยิ่งใน่วันหยุดของเทศกาลขึ้นดิถีใหม่เช่นนี้แล้ว ผู้คนยิ่งแหแหนกันมาคึกคัก ทั้งข้าราชการและพลเรือน
นี่เป็ครั้งแรกในชีวิตของพันวาจาสิทธิ์ ที่ได้มาชมการฉายหนังอย่างตะวันตก เพราะตามปรกติแล้ว เขาไม่ค่อยมีเวลาเตร็ดเตร่ไปที่โน่นโผล่ที่นี่อย่างคนอื่นนัก จึงไม่สนใจเข้าชม หากแต่จะพอมีบ้างที่ไปเข้าชม ก็อย่างโรงละครพูด หรือไม่ก็ วงปี่พาทย์มโหรีย์ที่เ้าตัวสันทัดมากกว่า
ทว่าในครั้งนี้เขายกให้เป็ครั้งแรกที่ปลาบปลื้มที่สุดในชีวิต มีวาสนาได้นั่งชิดท่านชายระหว่างชมการแสดง ทุก ๆ ครั้งเมื่อมีฉากที่โปรด ท่านชายจะทรงหันมาชวนเขาคุยด้วยรอยพระโอษฐ์ยิ้มสง่า ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกผ่อนคลาย เป็กันเอง เริ่มผูกพันด้วยมากกว่าที่เคย
เขาหมายใจอยากให้ทุก่เวลาอย่างนี้อยู่ไปชั่วนิรันดร์ หากแต่เมื่อมองดูโลกแห่งความเป็จริงแล้ว ก็ประจักษ์เห็นว่าอีกไม่ช้านี้คงต้องเอ่ยคำลา ท่านชายทรงมีพระคู่หมั้นที่จะอภิเษกอยู่แล้ว
เมื่อเช้านี้ก็เสด็จพร้อมกับท่านหญิง
ภาพฝันหวานลวงตานั้นช่างริบหรี่ขุ่นมัว มองไม่เห็นทางออก
“ด้าว เธอเป็อะไรหรือ เห็นยืนนิ่งอยู่นานสองนาน ฉันเรียกตั้งหลายที” ตรัสถามเมื่อทรงสังเกตุท่าทางของอีกฝ่ายได้ เหม่อลอยคลายคนหนักอกหนักใจ
เมื่อรู้สึกตัว ชายหนุ่มฟื้นจากภวังค์แล้วเร่งทูล ไม่วาย ยังปกปิดความรู้สึกของตนเองเอาไว้ “ขอประทานอภัยกระหม่อม กระหม่อมเพียงแค่คิดตามหนังที่ดูไปเมื่อครู่นี้เท่านั้นเองกระหม่อม”
“จริงหรือ แล้วเป็อย่างไร เธอชอบหรือไม่”
“หากฝ่าาโปรด กระหม่อมก็ชอบกระหม่อม” ชายหนุ่มทูลพลางทางลอบยิ้ม ประโยคนั้นคล้ายจะแฝงเลศนัย
หม่อมเ้าชายทรงเลิกขนงขึ้นเล็กน้อย แต่ก็เข้าหทัย เขาพูดอย่างนี้เป็ปรกติอยู่แล้ว “ทำไมนะ ต้องคอยให้ฉันชอบก่อน เธอถึงจะชอบด้วยเล่า พูดตามใจตัวเองบ้างซี”
“กระหม่อม”
คู่สนทนาทูลตอบเพียงสั้น ๆ เท่านั้น พาลให้ทรงส่ายเศียรอ่อนอิดแกมเอ็นดู ไม่รู้จะเจียมเนื้อเจียมตนไปถึงไหน ทั้ง ๆ ที่ภายในใจก็ชัดเจนดีแล้ว มีแต่ปากที่หนักอึ้ง ไม่กล้าปริวาจาจริง
เขาไม่ต่ออะไร จึงทรงตรัสว่า “ไว้วันหลังฉันพามาดูใหม่ เห็นเขาว่ามีเื่น่าสนุกอยู่เยอะ น่าดูเชียวล่ะ เธอต้องห้ามพลาด”
“กระหม่อม” ทูลตอบอย่างเคย สั้น ๆ ไม่ปากมาก ราวกับคนพูดไม่ได้เพราะกลัวดอกพิกุลจะหล่นร่วง แต่ทีคราวเขียนหนังสือมาถวายน่ะซี ไม่รู้ไปสรรหาถ้อยทีวลีหวานมาจากที่ใด อย่างกับคนละคน ต่างกันลิบลับ
“แล้วนี่ฉันจะไปที่เรือนของเธอได้แล้วหรือยัง หิวของหวานฝีมือคุณวาดจะแย่”
“ได้แล้วกระหม่อม กระหม่อมจะรีบสั่งให้อ้ายเกริกนำเรือออกประเดี๋ยวนี้กระหม่อม” ทีแรกเขาจะทูลว่าไม่น่าได้ แต่ตอนที่ออกมาจากโรงหนัง นายเกริกมาเรียนให้ทราบว่าระหว่างที่มันนั่งรออยู่ด้านหน้าอาคาร มันเห็นรถของแม่มาลัยขับผ่านไป จึงทำให้มั่นใจว่าเธอกลับจากเรือนแล้ว
อย่างนี้ทางถึงค่อยสะดวกขึ้นมาบ้าง เขาจะได้ไม่ต้องคอยปวดเศียรเวียนเกล้ากับเื่ไม่เป็เื่ในแต่ละวัน
____________________
ไรท์กลับมาแล้วนะครับนักอ่านทุกท่าน เพิ่งฝึกงานเสร็จ ก็รีบกลับมาต่อเลย ขอบคุณที่ยังรอติดตามกันนะครับ????