“นี่!” เฉินฉู่ชิงชี้หน้าเฉินฉีที่มีสีหน้าสลดลง พลางเอ่ยด้วยท่าทางหยิ่งผยอง “ผู้าุโ ท่านยังไม่รีบเปิดประตูใหญ่เชิญผู้าุโของพวกข้าเข้าไปอีกงั้นหรือ หากทำให้ผู้าุโของเราเสียเวลาละก็ ท่านจะชดใช้ไหวหรือไม่?”
เฉินฉีรู้ว่าการเดิมพันในวันนี้ตนเองแพ้แล้ว แพ้เพราะเขาประเมินความสามารถของเฉินเหวินต่ำเกินไป ใครจะคิดล่ะว่าเพียงชั่วข้ามคืน จากนักหลอมโอสถระดับสามจะกลายเป็นักหลอมโอสถระดับห้าไปได้?
เขาละอายใจต่อความเชื่อใจที่ท่านผู้นำตระกูลมีให้ยิ่งนัก และละอายใจต่อคนในตระกูลที่ฝากความหวังเอาไว้
แต่ไม่เป็ไร เฉินเหวิน้าสมบัติ ตำแหน่ง และอำนาจไม่ใช่หรือ
ในเมื่อเขาเป็นักหลอมโอสถระดับห้า ทั้งยังมีความสามารถที่สูงส่งเช่นนี้ ตระกูลหลักจะให้สิ่งเหล่านี้แก่เขาจะเป็ไรไป?
ถือซะว่าเป็การซื้อตัวนักหลอมโอสถระดับห้ามาเป็พวกก็แล้วกัน!
อีกทั้งโอสถที่เฉินเหวินหลอมออกมาล้วนมีสรรพคุณสูงส่ง เขาเห็นมากับตาว่าโอสถนั้นล้ำค่า และหาได้ยากกว่าของนักหลอมโอสถระดับห้าทั่วไปเสียอีก
เมื่อใคร่ครวญดีแล้ว เื่นี้ก็ดูไม่เสียหายอะไร
เฉินฉีสมกับเป็คนตระกูลเฉินที่ตลบตะแลงได้ตลอดเวลา เขารีบยิ้มประจบทันที พร้อมกับเอ่ยออกมา “ฮ่าฮ่าฮ่า ข้านี่ช่างเลอะเลือนยิ่งนัก ความจริงแล้วท่านผู้นำไม่เพียงให้ข้ารอต้อนรับผู้าุโเท่านั้น ยังมีผู้าุโเหวิน และคนของตระกูลรองอีกด้วย”
เฉินเหวินพลันแค่นเสียงเย็นออกมาอย่างดูแคลน “งั้นหรือ?”
“ใช่แล้ว” เฉินฉีมองไปยังสมบัติที่ระยิบระยับจนเกือบทำเฉินเหมียวเหมี่ยวตาบอดแล้วเอ่ย “ของขวัญเหล่านี้เป็ของที่มอบให้เพื่อเป็การไถ่โทษต่อทั้งสองท่าน ท่านผู้นำกล่าวว่า การกระทำของเฉินเวยเป็สิ่งที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง และสมควรถูกลงโทษ ขอทั้งสองท่านอย่าได้ถือสาเลยนะขอรับ”
เฉินเหวินหัวเราะออกมา “ในเมื่อเป็เช่นนี้ข้าก็จะขอยืมดอกไม้ถวายพระ*ก็แล้วกัน ผู้าุโขอรับ ของเหล่านี้ขอท่านได้โปรดรับเอาไว้ทั้งหมดด้วยขอรับ”
(* ยืมดอกไม้ถวายพระ เป็สำนวนที่มีความหมายว่า เป็การเอาของผู้อื่นมาแสดงน้ำใจของตนเอง)
ในเมื่อสาบานแล้วว่าจะร่วมหัวจมท้ายไปกับเฉินเหมียวเหมี่ยว เฉินเหวินย่อมยินดีมอบสิ่งเหล่านี้ให้เฉินเหมียวเหมี่ยวอยู่แล้ว ขอเพียงสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ออกมาจากกระเป๋าของตัวเอง ยิ่งมากเท่าใดก็ยิ่งดีเท่านั้น
เฉินเหมียวเหมี่ยวเองก็ไม่เกรงใจ เอ่ยออกมาทันที “ดีเลย เช่นนั้นก็ขอบคุณมาก”
มีของดีอยู่ตรงหน้า ไม่เอาก็โง่เต็มทีแล้ว
เฉินเหมียวเหมี่ยวเก็บสมบัติทั้งหมดเข้าไปไว้ในถุงเฉียนคุน ก่อนจะปัดแขนเสื้อตัวเองแล้วเอ่ยขึ้น “เช่นนั้น ผู้าุโเฉิน พวกเราเข้าไปได้หรือยัง?”
เฉินฉีเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เชิญขอรับ!”
เฉินฉีเป็ฝ่ายเดินนำเข้าไป ประตูค่อย ๆ เปิดออก คนของตระกูลเฉินแห่งอวิ๋นหลัวก้าวเข้าตระกูลหลักด้วยท่าทางสง่างาม นอกจากเฉินเหมียวเหมี่ยวแล้ว ทุกคนล้วนดีใจอย่างที่สุด
เสี่ยวเหมียวเหมี่ยวแม้ว่าจะใช้ชีวิตอยู่ที่ตระกูลหลักมาหลายปี แต่ที่ผ่านมากลับถูกขังเอาไว้ในเรือนร้าง แม้แต่เรือนหลังยังน้อยครั้งที่จะได้ก้าวเข้าไป ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรือนหน้าที่มีอาคารตั้งอยู่หลายหลัง ตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง ทางเดินงดงาม ตกแต่งด้วยหินิญญา ต้นไม้โบราณตั้งตระหง่านอยู่กลางทางเดิน เรียบง่าย และกว้างใหญ่
หลังจากเข้ามาแล้ว คนของตระกูลเฉินแห่งอวิ๋นหลัวต่างก็ตกตะลึงไปกับความยิ่งใหญ่ของตระกูลหลัก ท่าทางสบาย ๆ ในตอนแรกก็ค่อย ๆ หายไป
เส้นทางตรงหน้าเหมือนไร้ซึ่งปลายทาง เวลานี้บางคนเริ่มมีเหงื่อไหลออกมา แม้แต่ฝีเท้าก็เริ่มหนักอึ้ง ราวกับว่าหากเดินไปข้างหน้าอีกก้าว จะต้องทุกข์ทรมานอย่างไรอย่างนั้น
ขณะที่สติของทุกคนกำลังจะกระเจิดกระเจิง ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงโถงหลักของตระกูลเฉิน
หอเหมี่ยวฟ่า!
เฉินเหมียวเหมี่ยวมองไปก็พบกับบุรุษวัยกลางคนที่มีใบหน้าน่าเกรงขามและไว้หนวดเครา ดวงตาคมปลาบ รูปร่างสูงใหญ่ สวมชุดคลุมสีดำ นั่งอยู่กลางห้องโถง
คนผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น เขาก็คือลุงใหญ่ของเฉินเหมียวเหมี่ยว ผู้นำตระกูลคนปัจจุบันของตระกูลเฉิน เฉินหยวน!
แม้นางจะจำเฉินหยวนได้ แต่เห็นได้ชัดว่าเฉินหยวนจำนางไม่ได้ เขาหัวเราะออกมา ก่อนจะลุกขึ้นและกล่าวทักทาย “ผู้าุโ ผู้าุโเหวิน ผู้น้อยรอทุกท่านอยู่นานแล้วขอรับ”
เฉินเหมียวเหมี่ยวไม่อยากพูดคุยอะไรกับเขาให้มากนัก จึงมองไปที่เฉินเหวินเพื่อบอกให้เขาเป็คนพูดแทน
เฉินเหวินดีใจอย่างมาก หากรู้ว่าโอสถระดับห้าจะทำให้เฉินเหมียวเหมี่ยวเห็นความสำคัญเขาขนาดนี้ เขาคงนำออกมาตั้งนานแล้ว
แม้ว่าโอสถระดับห้าจะมีแค่เม็ดเดียว แต่แลกกับผู้าุโชุดขาวผู้นี้ก็นับว่าคุ้มค่าแล้ว!
เฉินเหวินเชิดหน้าขึ้น ความแค้นที่สะสมภายในใจมาหลายปีในที่สุดก็จะได้รับการระบายแล้ว เพราะตอนนี้เขามีฐานะเทียบเท่ากับเฉินหยวนแล้ว
“คารวะท่านผู้นำ”
“เฮ้อ ผู้าุโเหวิน ท่านกล่าวเช่นนี้เห็นข้าเป็คนอื่นคนไกลไปได้ ตระกูลเฉินแห่งอวิ๋นหลัวกับตระกูลหลักเดิมก็เป็ตระกูลเดียวกันอยู่แล้ว พวกเราต่างก็มีสายเืเดียวกัน ไม่ต้องมากพิธีไปหรอก จะพลอยทำให้มิตรภาพของเราห่างเหินไปด้วย เชิญนั่ง ๆ เด็ก ๆ ยกน้ำชามา!”
ทั้งสองคนต่างฝ่ายต่างก็แอบด่ากันในใจ แต่ภายนอกกลับสวมหน้ากากเข้าหากัน
หลังจากดื่มชาิญญากันได้สักพัก และบรรดาเด็ก ๆ ถูกพาไปพักผ่อนแล้ว ในที่สุดทั้งสองก็เริ่มพูดคุยเื่สำคัญกัน
โดยเฉินหยวน้าให้เฉินเหวินหลอมโอสถให้แก่ตระกูลหลัก แต่ละเดือนจะมีกำหนดเวลาและปริมาณที่ต้องส่งมอบ คุณภาพต้องมีการรับประกัน ห้ามทำลวก ๆ เด็ดขาด
แต่เฉินเหวินจะตอบตกลงได้อย่างไรกัน เขาให้เหตุผลว่า โอสถขั้นสูงมีโอกาสสำเร็จต่ำ หญ้าและหินิญญาที่ใช้ในการหลอมโอสถต้องใช้ปริมาณมาก การจะกำหนดเวลาและปริมาณเป็เื่ที่เป็ไปไม่ได้
ทั้งสองฝ่ายถกเถียงกันไปมา ไม่มีใครยอมใคร
แต่อย่างไรเสีย เฉินเหวินก็เป็ฝ่ายได้เปรียบ!
เขาเป็นักหลอมโอสถระดับห้า ทั้งยังมีเฉินเหมียวเหมี่ยวผู้ที่มีพลังลึกล้ำสุดจะหยั่งคอยหนุนหลัง สุดท้ายเฉินหยวนก็ต้องเป็ฝ่ายยอมถอย
“เอาเช่นนี้ก็แล้วกัน แต่ละเดือนตระกูลหลักจะส่งหินิญญาจำนวนห้าหมื่นก้อนให้แก่ตระกูลเฉินแห่งอวิ๋นหลัว รวมถึงพืชิญญาและสมุนไพรทั้งหมดที่ใช้ในการหลอมโอสถ จะนำออกมาจากโกดังของตระกูลหลัก พืชิญญา สมุนไพร ขั้นหนึ่ง และขั้นสอง เ้า้าเท่าใดก็เอาไปได้เลย หากเป็ขั้นสาม อัตราสำเร็จต้องไม่น้อยกว่าหนึ่งในยี่สิบของวัตถุดิบที่เอาไป ขั้นสี่ อัตราสำเร็จต้องไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าสิบของวัตถุดิบที่เอาไป ขั้นห้า...ไม่มีกำหนดเวลา เช่นนี้ได้หรือไม่?”
เฉินเหมียวเหมี่ยวดื่มชา พลางไตร่ตรองข้อเสนอที่เรียกได้ว่าใจกว้างอย่างมากนี้เงียบ ๆ แต่นางรู้จักเฉินเหวินดี คนที่ทะเยอทะยานเช่นนี้ไม่มีทางยอมตกลงง่าย ๆ อย่างแน่นอน
แล้วก็จริงตามนั้น เมื่อเฉินเหวินเสนอข้อเรียกร้องออกมา “หินิญญาห้าหมื่นก้อนน้อยเกินไป ไม่พอแม้แต่จะดูแลผู้าุโด้วยซ้ำ ต้องมากกว่านี้อีก”
เฉินเหมียวเหมี่ยว “...”
ยกเอาผู้อื่นมาอ้างได้อย่างยอดเยี่ยมจริง ๆ
ดวงตาเฉินหยวนฉายประกายเย็นวาบออกมา “เ้า้าเพิ่มเท่าไร?”
เฉินเหวิน “หนึ่งแสน”
เฉินหยวน “...”
หากไม่ใช่เพราะฐานะของเฉินเหวินตอนนี้ไม่เหมือนกับในอดีตแล้วละก็ เฉินหยวนคงบีบคอเขาให้หักตรงนี้ไปแล้ว!
“เงื่อนไขอื่นตกลงตามนั้น และทุกเดือนตระกูลหลักต้องมอบหินิญญาหนึ่งแสนก้อนให้กับตระกูลเฉินแห่งอวิ๋นหลัว หากท่านผู้นำตกลง ข้าก็รับปากว่าโอสถที่ข้าหลอมจะไม่นำไปขายที่ใด นอกจากที่ตระกูลเฉินแห่งอวิ๋นหลัวแบ่งไว้ใช้เองแล้ว ที่เหลือจะมอบให้แก่ตระกูลหลักทั้งหมด”
“ฮ่าฮ่า...” วัตถุดิบที่เ้าใช้เดิมก็เป็ของตระกูลหลักอยู่แล้ว ไม่ให้ตระกูลหลักแล้วจะให้ผู้ใดกัน ช่างเป็คนเนรคุณและโลภมากจริง ๆ!
เฉินหยวนกลืนคำด่าลงคอไป ก่อนจะยกชาขึ้นจิบเล็กน้อย สายตากลับกวาดมองไปยังเฉินเหมียวเหมี่ยวที่อยู่ข้าง ๆ
มองไม่ออก...
เฉินหยวนเป็ผู้นำตระกูลเฉิน ก้าวสู่ระดับแดนสร้างแก่นมาแล้วหลายปี แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สามารถก้าวเข้าสู่ระดับแดนก่อกำเนิดได้
แต่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับแดนสร้างแก่นอย่างเขา กลับไม่สามารถััถึงตบะบารมีของผู้าุโชุดขาวผู้นี้ได้...
อยู่ระดับไร้ิญญา ระดับเปลี่ยนิญญา หรือระดับรวมร่างแล้วอย่างนั้นหรือ?
พลังของนาง...ช่างน่ากลัวยิ่งนัก
ช่างเถอะ ถอยสักก้าวจะเป็ไรไป?
“ตกลง หนึ่งแสนก็หนึ่งแสน”
“ดี!” เฉินเหวินอารมณ์ดีขึ้นอย่างมาก และคิดว่าควรให้อะไรเฉินหยวนเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็การตอบแทน ดังนั้นเขาจึงหยิบกล่องหยกกล่องหนึ่งออกมาจากถุงเฉียนคุน ก่อนจะมอบให้เฉินหยวนแล้วเอ่ยขึ้น “โอสถนี้ขอท่านผู้นำได้โปรดรับเอาไว้ด้วยเถอะขอรับ”