ไม่กี่วันต่อมา
หนานิได้เที่ยวชมเมืองต้าฉินภายใต้การแนะนำของเยี่ยจวง หนึ่งในตัวละครที่หนานิอัญเชิญออกมาและยังเป็หนึ่งในผู้ช่วยของหยางผิง ความแข็งแกร่งจักรพรรดิยุทธ์
หลังจากที่เที่ยวเล่นอยู่ครู่หนึ่ง หนานิก็พอที่จะเข้าใจเมืองต้าฉินคร่าวๆแล้ว นอกจากนี้เมืองต้าฉินก็ยังแบ่งออกเป็สี่ส่วนด้วยกัน ได้แก่ เขตเหนือ เขตตะวันออก เขตตะวันตก เขตใต้
เขตเหนือเป็ที่พักของตระกูลใหญ่หรือตระกูลขนาดกลาง
เขตตะวันออกเป็ที่ตั้งของสำนักผู้ตรวจการหรือแม้แต่สาขาของสำนักต่างๆที่ตั้งอยู่ที่เมืองต้าฉิน รวมไปถึงที่ตั้งของหอการค้าต่างๆอีกด้วย
เขตตะวันตกเป็ที่ตั้งของสถาบันฉินเยี่ย
เขตใต้เป็ที่อยู่ของชาวบ้านและตระกูลขนาดเล็กต่างๆ
หอการค้าหมื่นสมุทรเองก็ตั้งอยู่ที่เขตตะวันออกด้วยเช่นกันและยังได้ตั้งอยู่ในทำเลที่ดีที่สุดของเขตตะวันออกอีกด้วย เนื่องจากสินค้าต่างๆของหอการค้าได้รับการยอมรับว่าเป็สินค้าที่ดีที่สุดและยังเป็สินค้าที่ทุกๆคน้ามากเช่นกัน
เพราะใน่สามปีที่ผ่านมานี้ หอการค้าหมื่นสมุทรมีสินค้าหลากหลายประเภท แถมโอสถของพวกเขายังมีแม้กระทั้งโอสถระดับตำนานก็ขายเป็จำนวนมาก แถมยังมียันต์โจมตี ยันต์ป้องกันระดับ์จำนวนหนึ่งขายด้วยเช่นกัน แถมอาหารของพวกเขาก็เรียกได้ว่าทำให้อาณาจักรต้าเหยียนสั่นะเื เพราะอาหารรสเลิศเ่าั้มีเพียงการกินที่หอหมื่นสมุทรเท่านั้นจึงจะเรียกได้ว่ามายังจุดเริ่มต้นได้
นอกจากนี้หอการค้าหมื่นสมุทรและฉินอ๋องก็เคยพูดคุยกันแล้วว่าถ้าหากจะให้หอการค้าหมื่นสมุทรสร้างขึ้นที่เมืองต้าฉินก็ต้องมอบพื้นที่ที่ดีที่สุดให้กับพวกเขาเช่นกัน ซึ่งทางฉินอ๋องก็ตอบตกลงว่าจะให้พื้นที่ที่ดีที่สุดในเขตตะวันออกแลกกับการที่พวกเขาสามารถสร้างหอการค้าหมื่นสมุทร
แน่นอนว่าเื่รายละเอียดต่างๆย่อมไม่มีการพูดถึง แต่ถึงอย่างนั้นมีข่าวลือว่าหลังจากที่ฉินอ๋องพูดคุยกับหยางผิงแล้ว ฉินอ๋องก็ดูเหมือนจะให้ความเคารพกับหยางผิงมากอีกด้วย
เนื่องจากตอนนี้ใกล้ถึงเวลาที่สถาบันฉินเยี่ยจะเปิดรับสมัครลูกศิษย์ ทำให้ตระกูลต่างๆทั่วทั้งฉินโจวเดินทางมายังเมืองต้าฉินเพื่อส่งบุตรหลานเข้าร่วมกับสถาบันฉินเยี่ย
เมืองต้าฉินคือเมืองหลวงของแคว้นฉินโจว เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครกล้าสร้างปัญหาขึ้นที่นี้ แม้กระทั้งตระกูลใหญ่ของเมืองต้าฉินก็ยังต้องอยู่อย่างสงบเพราะไม่กล้ามีปัญหากับกองทัพพยัคฆ์ทมิฬของฉินอ๋อง
ในขณะที่หนานิกำลังนั่งพักผ่อนอยู่ที่หอการค้าหมื่นสมุทร โหรวอวี้ก็เดินเข้ามาพร้อมกับหยางผิง
โหรวอวี้สวมชุดของสถาบันฉินเยี่ยและยังห้อยตราสัญลักษณ์สีทองซึ่งเป็การบ่งบอกว่านางคืออาจารย์ระดับทองของสถาบันฉินเยี่ย
“ โหรวอวี้คาระวะนายท่าน ” โหรวอวี้โค้งคำนับให้กับหนานิ
“ เ้ามาที่นี้เพราะเื่ที่จะรับข้าเป็ศิษย์ใช่ไหม? ” หนานิถามขึ้นพร้อมกับวางถ้วยชาลง
“ เป็อย่างที่นายท่านคาดเดา ข้าในฐานะที่เป็ถึงอาจารย์ระดับทองของสถาบันฉินเยี่ย ข้าย่อมสามารถใช้โควต้าของข้าในการรับท่านเป็ศิษย์ ข้าจะพาท่านไปยังสถาบันฉินเยี่ยเพื่อลงทะเบียนและไม่ต้องรับการทดสอบ เมื่อถึงเวลาเปิดเรียนท่านก็ค่อยมารายงานตัวก็พอ” โหรวอวี้กล่าวอธิบายให้กับหนานิฟัง
หนานิพยักหน้าก่อนที่จะกล่าวขึ้นว่า “ เช่นนั้นก็จัดการเลยแล้วกัน ข้าจะได้มีเวลาเที่ยวเล่นที่เมืองต้าฉินและจะได้ไปหาพี่สาวด้วย ”
“ เ้าคะนายท่าน ” โหรวอวี้ตอบรับ
เมื่อหนานิและโหรวอวี้ออกมาจากหอการค้าหมื่นสมุทร ด้านหน้าก็มีรถม้าคันหนึ่งจอดรออยู่ก่อนแล้ว
รถม้าคันนี้เป็รถม้าที่สถาบันฉินเยี่ยมอบให้กับอาจารย์ระดับทองเท่านั้น ทำให้รถม้าคันนี้หรูหราเป็พิเศษ
ด้านข้างของรถม้าก็มีสตรีรุ่นเยาว์สองคนยืนอยู่ ซึ่งทั้งสองเป็บ่าวรับใช้ของโหรวอวี้ในสถาบันฉินเยี่ย แต่แท้จริงแล้วสตรีรุ่นเยาว์ทั้งสองนี้คือคนของศาลาชุนิที่แฝงตัวเข้ามา ซึ่งทั้งสองมีความแข็งแกร่งระดับปราชญ์ยุทธ์ แน่นอนว่าความแข็งแกร่งที่ทั้งสองแสดงออกมาก็คือระดับอาจารย์ยุทธ์ขั้นกลางเท่านั้น
ซึ่งสตรีรุ่นเยาว์ทั้งสองคนนี้มีนามว่า ชิงหหยินและชิงหลาน
“ คาระวะนายท่าน ” ชิงหยินและชิงหลานกล่าวพร้อมกับโค้งคำนับให้กับหนานิ
“ เหนื่อยหน่อยนะ ” หนานิกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ชิงหยินและชิงหลานก้มหน้าลงด้วยความยินดี
“ นายท่านเชิญ ” โหรวอวี้กล่าวพร้อมกับผายมือให้หนานิขึ้นก่อน
ไม่นานรถม้าก็เคลื่อนตัวและมุ่งหน้าไปยังสถาบันฉินเยี่ย
เมื่อมาถึงสถาบันฉินเยี่ย รถม้าของโหรวอวี้ก็ตรงไปยังหอลงทะเบียนก่อนเป็อันดับแรก
ด้วยการที่โหรวอวี้เป็อาจารย์ขั้นทองและยังเป็อาจารย์ที่มีเสน่ห์ยั่วยวนและรูปร่างอรชร อีกทั้งอายุของนางก็อยู่ที่ประมาณสามสิบปี ทำให้นางกลายเป็ที่หมายปองของบุรุษจำนวนมาก
เพราะฉะนั้นรถม้าของโหรวอวี้ย่อมเป็จุดสนใจของเหล่าศิษย์และอาจารย์ของสถาบันฉินเยี่ย และยิ่งตอนนี้ก็ใกล้ถึงเวลาเปิดรับสมัครศิษย์อีกด้วย
หลังจากที่รถม้าจอด โหรวอวี้ก็ลงมาจากรถม้า หนานิก็ลงจากรถม้าตาม
เมื่อศิษย์และอาจารย์ทั้งหมดเห็นหนานิ พวกเขาต่างรู้สึกประหลาดใจสงสัยขึ้นมา
เนื่องจากทุกๆคนรู้ดีว่าอาจารย์โหรวอวี้ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับใครมาก่อน แม้กระทั้งบุรุษก็ไม่เข้าใกล้ เรียกได้ว่าเป็ยอดเขาหิมะของสถาบันฉินเยี่ยเลยก็ได้ แต่ทว่าเวลานี้อาจารย์โหรวอวี้ลงมาจากรถม้าพร้อมกับบุรุษรุ่นเยาว์ผู้หนึ่ง ซึ่งนี้ทำให้กลายเป็ประเด็นร้อนแรงขึ้นมาทันที
“ พวกเ้าว่าน้องชายผู้นั้นเป็ใครกันถึงได้นั่งรถม้าร่วมกับอาจารย์โหรว? ”
“ ข้าจะไปรู้เรอะ ไม่แน่ว่าอาจจะเป็ญาติของอาจารย์โหรวก็ได้ เ้าอย่าลืมสิอาจารย์โหรวต้องมีญาติพี่น้องบ้าง อีกทั้งตอนนี้ก็ใกล้ที่จะรับศิษย์ใหม่แล้ว น้องชายคนนั้นอาจจะเป็หลานของอาจารย์โหรวก็ได้ ”
จากนั้นทุกๆคนก็เห็นว่ามีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินเข้าไปหาโหรวอวี้
ชายวัยกลางคนผู้นี้เป็อาจารย์ระดับเงินของสถาบันฉินเยี่ย แม้ว่าจะเป็เพียงอาจารย์ระดับเงินแต่ทว่าสถานะของเขาไม่ธรรมดาเลย เนื่องจากเขาเป็ถึงน้องชายของผู้นำตระกูลฟางหนึ่งในสามตระกูลใหญ่ของเมืองต้าฉิน นามว่า ฟางเมิ่งจือ
แน่นอนว่าทุกๆคนในสถาบันฉินเยี่ยต่างรู้ดีว่าฟางเมิ่งจือพยายามตามจีบโหรวอวี้มาเป็เวลานาน แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่สามารถตามจีบนางได้สำเร็จ แต่ทว่าเขาก็ไม่คิดที่จะละความพยายามแม้แต่น้อย
แม้ว่าตระกูลฟางจะทรงพลังแต่ทว่าทุกๆคนต่างรู้ดีว่าโหรวอวี้นั้นทรงพลังอย่างมาก แม้กระทั้งในระดับราชันยุทธ์เหมือนกันก็ไม่สามารถเอาชนะนางได้ เพราะเคยมีครั้งหนึ่งที่โหรวอวี้ปะทะกับอาจารย์ขั้นทองคนหนึ่งของสถาบันฉินเยี่ย อย่างที่รู้กันว่าอาจารย์ขั้นทองของสถาบันฉินเยี่ยทุกคนต้องอยู่ในระดับราชันยุทธ์
การปะทะกันระหว่างอาจารย์หยู่เจียงและอาจารย์โหรวอวี้จบลงด้วยการที่อาจารย์โหรวอวี้เอาชนะอาจารย์หยู่เจียงในการโจมตีเดียว แถมการโจมตีนั้นยังเป็การโจมตีธรรมดาอีกด้วย ทำให้ชื่อเสียงของอาจารย์โหรวอวี้โด่งดังอย่างมากและไม่ค่อยมีใครกล้าสร้างปัญหาให้กับนางอีกเลย
ส่วนสาเหตุของการปะทะกันระหว่างอาจารย์หยู่เจียงและอาจารย์โหรวอวี้ก็มาจากการที่อาจารย์หยู่เจียงไม่พอใจที่อาจารย์โหรวอวี้ได้รับทรัพยากรมากกว่า และยังได้รับการดูแลเอาใจใส่จากรองผู้อำนายการสถาบันฉินเยี่ย และทุกครั้งเขาก็มักจะเหยียดหยามอาจารย์โหรวอวี้ว่าเป็พวกคนที่ใช้เส้นสายเข้ามา
“ อาจารย์โหรวอวี้ ท่านหายไปไหนมาข้ารู้สึกเป็ห่วงท่านมากจริงๆแล้วชายหนุ่มผู้นี้คือ? ” ฟางเมิ่งจือถามด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่น
โหรวอวี้เหลือบมองฟางเมิ่งจือก่อนที่จะกล่าวอย่างเ็าว่า “ นี้คือศิษย์ของข้า ข้าจะใช้โควต้ารับศิษย์ให้กับเขา ส่วนเื่ที่ข้าไปไหนมาไหน ข้าไม่จำเป็ต้องบอกเ้าหรอกมั้ง? ”
“ ศิษย์? ” ฟางเมิ่งจือมองไปที่หนานิก่อนที่จะยิ้มอย่างอบอุ่นก่อนที่จะเดินเข้าไปหาและกล่าวว่า “ ในเมื่อเ้าเป็ศิษย์ของอาจารย์โหรวอวี้ เช่นนั้นข้าก็ต้องมอบของขวัญในการพบหน้ากันเสียหน่อย ”
ฟางเมิ่งจือหยิบเอากล่องไม้เล็กๆออกมาและยื่นให้กับหนานิพร้อมกับบอกว่า “ นี้คือแหวนมิติที่ใช้ในการเก็บของ ภายในนั้นมีโอสถและสมุนไพร รวมไปถึงอาวุธระดับปฐีขั้นสูงสองชิ้น ”
“ ขอบคุณท่านอาจารย์มาก หลังจากนี้ไปข้าจะพูดถึงท่านอาจารย์ให้อาจารย์ของข้าฟังบ่อยๆ ” หนานิกล่าวด้วยรอยยิ้ม
เมื่อได้ยินที่หนานิกล่าวมา ฟางเมิ่งจือก็หัวเราะร่าทันที
“ เด็กน้อยเ้านี้มันใช้ได้เลย ” ฟางเมิ่งจือหัวเราะพร้อมกับรู้สึกถูกชะตากับหนานิ
“ เด็กน้อยแม้ว่าข้าจะเป็อาจารย์ขั้นเงินในสถาบันฉินเยี่ย แต่ภายนอกข้าเป็ถึงน้องชายของผู้นำตระกูลฟาง ถ้าหากเ้ามีเื่อะไรที่้าความช่วยเหลือล่ะก็เ้าสามารถมาขอความช่วยเหลือจากข้าได้เลย ข้าจะช่วยเหลือเ้าเต็มที่ ” ฟางเมิ่งจือกล่าวพร้อมกับหยิบตราสัญลักษณ์ของตระกูลฟางและยื่นให้กับหนานิ
หนานิกล่าวขอบคุณก่อนที่จะหันไปมองโหรวอวี้และกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ ท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์ท่านนี้นิสัยดีมากจริงๆ ข้าคิดว่าท่านควรพิจรณาสักหน่อยนะ ”
ฟางเมิ่งจือมองไปที่หนานิด้วยความประหลาดใจ เขานึกไม่ถึงเลยว่าหนานิจะกล้ากล่าววาจาเช่นนี้กับโหรวอวี้ นี้เขาไม่กลัวว่าโหรวอวี้จะจัดการเขาหรือยังไง
แต่ทว่าฟางเมิ่งจือก็ต้องประหลาดใจ เพราะโหรวอวี้เพียงแค่ถอนหายใจเท่านั้นและไม่ได้กล่าวอะไรออกมาอีก
‘ นึกไม่ถึงเลยว่าโหรวอวี้จะไม่ทำอะไรเด็กน้อยคนนี้ หรือว่าเด็กน้อยคนนี้จะต้องเป็คนสำคัญของนางเป็แน่ ’ ฟางเมิ่งจือครุ่นคิด
“ ฟางเมิ่งจือเ้าไม่มีธุระแล้วก็ไปไหนก็ไป ข้าต้องไปจัดการธุระก่อน ” โหรวอวี้กล่าวอย่างไม่แยแสพร้อมกับเดินเข้าไปในหอลงทะเบียน
หนานิโค้งคำนับให้กับฟางเมิ่งจือเล็กน้อยก่อนที่จะวิ่งตามโหรวอวี้เข้าไปด้านในหอลงทะเบียน
ไม่นานข่าวที่อาจารย์โหรวอวี้รับศิษย์ส่วนตัวก็แพร่กระจายไปทั่วทั้งสถาบันฉินเยี่ย แม้ว่าอาจารย์โหรวอวี้จะเข้ามาเป็อาจารย์ของสถาบันฉินเยี่ยได้เพียงแค่หนึ่งปี แต่ทว่านางก็ยังไม่คิดที่จะรับศิษย์แม้แต่คนเดียว ทำให้นางเป็อาจารย์ขั้นทองเพียงคนเดียวที่ไม่มีศิษย์ส่วนตัว
ภายในหอลงทะเบียน
โหรวอวี้พูดคุยกับอาจารย์ที่มีหน้าที่ลงทะเบียนศิษย์อยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะพาหนานิไปยังห้องทดสอบก่อน
แม้ว่าจะเป็คนที่อาจารย์โหรวอวี้พามาก็ต้องผ่านการทดสอบเบื้องต้นก่อน
การทดสอบเบื้องต้นก็ง่ายมาก เพียงแค่ััไปยังผลึกทดสอบเท่านั้น
ผลึกทดสอบเป็ก้อนคริสตัลสีขาวขนาดใหญ่กว่าสองจั้ง เพียงแค่ััผลึกทดสอบและให้ผลึกทดสอบประมวลผลก็เสร็จสิ้นการทดสอบ
“ เด็กน้อยเ้าเพียงแค่ัักับผลึกทดสอบก็พอ ” อาจารย์ผู้รับหน้าที่ทดสอบกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้ม
หนานิพยักหน้ารับเล็กน้อยก่อนที่จะเดินไปััผลึกทดสอบ
หนานิััได้ว่ามีพลังบางอย่างได้รุกล้ำเข้ามาในร่างกายของเขา แต่ทว่าเขาก็ใช้พลังส่วนหนึ่งในร่างกายหยุดยั้งเอาไว้ไม่ให้พลังนั้นบุกเข้ามาได้มากกว่าเดิม
ทันใดนั้นผลึกทดสอบก็ขึ้นข้อความว่า พร์ระดับตำนาน
หนานิหรี่ตาลงและครุ่นคิดว่าถ้าหากเขาไม่หยุดยั้งพลังนั้นเอาไว้เกรงว่ามันคงจะเหนือกว่าระดับตำนานเป็แน่ และมันคงสร้างความวุ่นวายให้กับเขาอย่างแน่นอน
เมื่ออาจารย์ที่รับหน้าที่ในการทดสอบเห็นข้อความ ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างด้วยความตื่นเต้นและยินดีอย่างยิ่ง
“ พร์ระดับตำนาน ไม่ใช่ว่าในอนาคตเด็กน้อยผู้นี้จะไปถึงระดับราชันยุทธ์เลยงั้นหรือ? ” อาจารย์เผยกล่าวด้วยความยินดีและอยากที่จะประกาศเื่นี้ออกไปให้ทุกๆคนทราบ
พร์ของผลึกทดสอบมีอยู่ทั้งหมดห้าระดับด้วยกัน ได้แก่ มนุษย์ ปฐี ์ ตำนาน ศักดิ์สิทธิ์
ถ้าหากได้ระดับมนุษย์เท่ากับว่าในอนาคตคนผู้นั้นจะไปถึงยอดยุทธ์
ถ้าหากเป็ระดับปฐีก็คือระดับอาจารย์ยุทธ์หรือไม่ก็ปรมาจารย์ยุทธ์
ถ้าหากเป็ระดับ์เท่ากับว่าคนผู้นั้นจะต้องมาถึงระดับบรรพจารย์หรือปราชญ์ยุทธ์
ถ้าหากเป็ระดับตำนานที่หาได้ยากในรอบหลายสิบปี คนผู้นั้นมีแนวโน้มว่าจะไปถึงระดับราชันยุทธ์หรือแม้กระทั้งจักรพรรดิยุทธ์ที่ทรงพลังอำนาจที่สุดในอาณาจักรต้าเหยียน
สุดท้ายคือระดับศักดิ์สิทธิ์ กว่าจะมีคนที่มีพร์ระดับนี้ต้องย้อนกลับไปหลายหมื่นปีก่อนเลยทีเดียว คนที่มีพร์ระดับนี้ในอนาคตจะต้องเหนือกว่าระดับจักรพรรดิยุทธ์ หรือก็คือจะกลายเป็ยอดฝีมืออันดับหนึ่งของอาณาจักรอย่างแน่นอน อย่างน้อยๆถ้าหากไม่ตกตายระหว่างทางจะต้องไปถึงระดับเหนือยุทธ์ได้เป็แน่
เมื่อผ่านการทดสอบแล้ว หนานิก็ได้รับชุดของสถาบันฉินเยี่ยและตราประจำตัวก่อนที่จะออกจากหอลงทะเบียน
แน่นอนว่าในเมื่อเป็ศิษย์ของอาจารย์โหรวอวี้ทำให้อาจารย์และลูกศิษย์จำนวนมากไปหาอาจารย์เผยเพื่อสอบถามถึงพร์ของหนานิ
และเมื่ออาจารย์เผยเปิดเผยว่าพร์ของหนานิเป็ถึงระดับตำนาน มันก็ทำให้อาจารย์ทั้งหลายพากันตกตะลึงเป็อย่างมาก ส่วนศิษย์คนอื่นๆก็รู้สึกชื่นชมหนานิทันทีและเริ่มคิดที่จะสร้างความสัมพันธ์กับหนานิอย่างไรดี