สวัสดีผู้อ่านที่รักทุกท่านนะครับ มาถึงตอนที่ 10 กันแล้วก่อนอื่นเลยต้องขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ให้การสนุบสนุน ไม่ว่าจะด้วยการกดให้กำลังใจ หรือด้วยคอมเมนต์ก็ตาม ทั้งหมดนั้นล้วนถือเป็กำลังใจให้ผมได้เขียนนิยายเื่นี้ต่อไป และสัญญาว่าจะพัฒนาฝีมือให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ
****************************************************************************************
“ข้าไม่คิดเลยว่าหัวหน้าสมาคมผู้มีชื่อเสียงลือสะพัดถึงความสามารถในการผลิตโอสถ เทียบเท่าสมาคมกระต่ายขาวกลับกลายเป็พวกต่ำช้าสามานย์ได้ถึงเพียงนี้ ” น้ำเสียงะโตวาดหนักแน่นจนแก้วหูแทบะเิ พร้อมกับเสียงกรามขบเข้าหากันแน่นจนเป็สันนูน ชายหนุ่มผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังยุทธที่สามารถตัดหัวคนให้ขาดภายในเสี้ยววินาที กับพัดแห่งความหายนะที่กำลังโบกพัดไอเย็นเข้าหากายเพื่อดับเพลิงโทสะ พลางชี้นิ้วซ้ายไปหาหัวหน้าสมาคมเขี้ยวหมาป่าอวี้หลงด้วยท่าทีขึงขังราวกับจะจับมันแยกเป็สี่ส่วน
“ ทะ…ท่านกำลังกล่าวถึงเื่อะไรกัน” อวี้หลงรีบคุกเข่านั่งลงพยายามเลี่ยงสายตา พร้อมกับยกมือไหว้คำนับคั่วเล่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ สายของข้ารายงานมาแล้วว่าคนที่ส่งคนไปวางเพลิงสินค้าของข้า นั่นก็คือเ้า ! อวี้หลง ! มีอะไรจะสารภาพอีกไหม ! ”
“ ขะ…ข้าเปล่า…ดะ..ได้โปรดใต้เท้าโปรดไว้ชีวิตข้าด้วย!! ”
“ สามหาว ! ไปเอาตัวมันออกมา !! ” คั่วเลยพลางชี้นิ้วให้องครักษ์พาตัวชายผู้ที่ลอบวางเพลิงออกมา
ร่างของชายร่างหนาถูกหิ้วปีกออกมาพร้อมกับองครักษ์สองคน ตี้เฉินสามารถััลมปราณของมันที่มากขึ้นกว่าเดิมถึงห้าเท่า ชายหนุ่มผู้นี้มีระดับลมปราณอยู่ที่ ลมปราณบำเพ็ญจิตระดับกลาง ชายคนนี้ไปทำสิ่งใดมากันนะ พลางเกิดความสงสัยขึ้นในใจ
“ เ้ายังจะกล้าโกหกต่อหน้าข้าอีกไหม ! ” คั่่วเล่ยเริ่มส่งน้ำเสียงกระแทกกระทั้นเพื่อให้อวี้หลงยอมสารภาพโดยดี
หมดหนทางโกหกอีกต่อไปอวี้หลงไม่สามารถแก้ตัวใด ๆ ได้อีก เว้นแต่ว่า…
“ ขะ..ข้าขอรับสารภาพว่าข้าเป็คนทำจริง ตะ…แต่…ชายหนุ่มผู้นี้ข้าไม่เคยเจอมาก่อนเลยท่านใต้เท้า ” เขาเริ่มส่งเสียงวิงวอนให้ใต้เท้าขอชีวิต ใบหน้าของเขาซีดเสียจนไม่เหลือสีเืหลงเหลืออยู่ แต่ที่แปลกไปคือสายตาของมันไม่ได้หลอกลวงเขาไม่ได้รู้จักชายหนุ่มคนนี้มาก่อน
ตี้เฉินพลันหยุดคิดไปครู่หนึ่งก่อนที่จะเข้าไปแทรกทั้งสองคน
“ ช้าก่อนใต้เท้า…ข้าว่ามีอะไรผิดแปลกไป…ข้าขอซักถามนักโทษคนนี้สักหน่อย ” ตี้เฉินรีบเดินเข้ามาห้ามคั่วเล่ย แล้วจึงหันหน้าไปหา ชายร่างหนาคนนั้น
“ เอ่ยนามของเ้ามา ” ตี้เฉินได้เริ่มปลดปล่อยจิตสังหารเพื่อเป็การข่มขวัญนักโทษคนนั้น
“ ข้าคือลั่วฟง เป็คนลอบวางเพลิงคืนนั้นขอรับ ”
“ ถ้าเช่นนั้นในคืนนั้นเ้าทำสิ่งใดไปบ้าง ”
“ ในระหว่างที่สมาคมกระต่ายขาวกำลังจัดงานศพให้กับหัวหน้าสมาคมกระต่ายขาว ข้าได้เข้าไปลอบวางเพลิงสินค้าทั้งหมดที่เป็ของคั่วเล่ยเสียจนหมด ”
“ อย่างนั้นรึ แล้วเ้าหลบหนีออกมาได้อย่างไร ”
“ ในระหว่างที่คนกำลังชุลมุนข้าได้อาศัยจังหวะนั้นหลบหนีออกมา ”
ไม่ผิดแน่…ชายคนนี้ไม่ใช่คนที่เข้าไปลอบ….
“ ตายซะ !”ลั่วฟงพยายามชักมืดออกมาจากเอวองครักษ์
ฟึ้บบบบบ !!!!
คลื่นทำลายล้างของกระบวนท่าพัดสลายวายุได้ถูกปลดปล่อยออกมาในแนวตรงอย่างรวดเร็วราวกับถูกคาดการณ์เอาไว้แล้ว
“ ค่อกกกก ”
พลังนั้นทำให้ร่างของลั่วฟง ถูกตัดขาดเป็เป็สองส่วนโดยที่ตัวมันเองก็ยังไม่รู้สึกตัว จนเืของมันกระเซ็นออกมาเปรอะเปื้อนหน้าตาตี้เฉินเสียจนชุดของเขาแดงฉานไปด้วยเื
เหตุใดกันที่ทำให้คน ๆ นี้มีความแค้นต่อเราขนาดนี้ ตระกูลลั่ว อย่างนั้นหรือ…
“ ขอให้เ้าไปสู่ภพภูมิที่ดีด้วยเถิดสิ่งใดที่ข้าทำผิดต่อตระกูลเ้าข้าขออภัยด้วย ”
.
.
.
.
.
หลังจากเหตุการณ์ที่ท่าเรือ ได้สองเดือน เวลาก็ได้ล่วงเลยผ่านไปอย่างรวดเร็ว หัวหน้าสมาคมเขี้ยวหมาป่าถูกจับเข้าคุก เพื่อรอการตัดสินโทษ ส่วนตี้เฉินก็กลับมาพัฒนาซ่อมแซมสมาคมให้กลับมาโด่งดังขึ้นทุก ๆ วัน เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการรื้อฟื้นความทรงจำเพื่อค้นหาต้นตอปัญหาของตระกูลลั่วกับตระกูลตี้ แต่ก็ไม่พบ…
อีกทั้งยังรื้อฟื้นวิชาจากคัมภีร์โอสถ์ที่ถูกเก็บซ่อนอยู่ภายในห้วงมิติเซียน จนสมาคมกระต่ายขาวตอนนี้มีตัวยาออกใหม่ แทบทุกวันจนเป็ที่กล่าวขานกันไปทั่วเมืองหนานโจว แม้กระทั่งพ่อค้าจากเมืองซือเหนียงยังต้องออกเดินทางเพื่อมาขอรับซื้อไปขายต่อที่เมืองซือเหนียงอีกที ภายในระยะเวลาสองเดือน กิจการของสมาคมกระต่ายขาวได้ก้าวหน้าขึ้นแบบก้าวะโเสียจนทำกำไรได้อื้อซ่าล้ำหน้าสมาคมอื่น ๆ จนถึงขนาดมีสมาคมมากมายที่สนใจในตัวตี้เฉิน อยากได้วิชาจนต้องยอมส่งลูกสาวมาขอแต่งงานบ้างก็ส่งคนมาขอเป็ลูกศิษย์ เพื่อหวังเอาวิชาอีกด้วย แต่ด้วยความที่ตี้เฉินเดิมที มุ่งมั่นฝึกฝนวรยุทธและฝึกฝนความสามารถเพื่อถวายโอสถให้เหล่าทวยเทพเป็นิจ เื่สตรีจึงไม่ใช่สิ่งที่เขาพึงปราถนาสักเท่าไหร่นัก แต่แล้ววันหนึ่ง…
.
.
ก้อก ก้อก ก้อก
เสียงเคาะประตูดังขึ้นในยามรุ่งเช้า มันเป็เช้าที่อากาศแจ่มใส เหมาะแก่การฝึกเดินโคจรพลังลมปราณยิ่งนัก ร่างของตี้เฉินค่อย ๆ ลุกขึ้นมาพร้อมกับ เดินไปที่ต้นเสียง พร้อมกับเปิดประตูออกด้วยอาการขี้เซา
“ ตี้เฉิน…หายหน้าหายตาไปหลายวันเลยนะเป็อย่างไรบ้าง" ตี้เทียนบิดาของตี้เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ดูเป็ห่วงเป็ใยพลางค่อย ๆ แง้มประตูออก
“ ข้าสบายดีท่านพ่อ ในตอนนี้ข้าสามารถทำโอสถสำหรับการฝึกฝนยุทธสำเร็จแล้ว เมื่อกินโอสถเม็ดนี้เข้าไป ก่อนฝึกฝนยุทธ ระดับพลังลมปราณของผู้ที่กินโอสถนี้หลังฝึกฝนยุทธสำเร็จแล้ว จะเพิ่มมากขึ้นเป็เท่าตัวเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้กินโอสถเม็ดนี้ ” ชายแก่กำลังทำตาเบิกโพลงกว้างเพราะมันกำลังทึ่งให้กับความอิจฉริยะ ของลูกชายมัน นี่เขาไปกินอะไรผิดสำแดงมาหรือเปล่า
“ ถ้าอย่างนั้น…ข้าต้องขอลองก่อนแล้วสักเม็ด !! ”
“ ช้าก่อนท่านพ่อมันยังไม่สมบูรณ์ดี ”
"ฮะ ฮ่า ฮ่า พ่อหยอกเล่นน่า..เอ่อ…ตี้เฉิน..พ่อมีเื่รบกวนเ้าอีกเื่…วันนี้เพื่อนพ่อจากสมาคมบัวหิมะ จะมาขอแลกเปลี่ยนกระบวนการทำโอสถเสริมความงามน่ะ…เ้าสะดวกไหม ? ”
บิดาของตี้เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงเป็ห่วงเป็ใยเนื่องจากตี้เฉินเอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้อง มุ่งมั่นฝึกฝนบ่มเพาะลมปราณและฝึกวิชาอยู่ในห้องเพียงคนเดียวมาตลอดสองเดือน นาน ๆ เขาจึงจะยอมออกจากห้องเสียที นี่จึงเป็การดีที่จะทำให้ลูกชายยอมออกมาโลกภายนอกเสียบ้าง
ในเมืองหนานโจวนั้นมีสมาคมที่ผลิตโอสถอยู่มากมาย ทั้งกิจการเล็กและกิจการใหญ่ กระจายตัวกันไปอยู่ทั่วเมืองส่วนสมาคมกระต่ายขาวนั้นเป็กิจการขนาดใหญ่ มีสินค้าที่เป็โอสถหลักคือโอสถปลุกพลัง โอสถปลุกเส้นเอ็น ในระดับ 5-8 และยังมีโอสถชนิดอื่น ๆ อีกมากที่วางขายอยู่หน้าร้านของสมาคม
ส่วนสมาคมบัวหิมะนั้นเป็สมาคมที่มุ่งเน้นผลิตโอสถที่ช่วยเสริมความงามให้กับสตรี เรียกได้ว่าสตรีใดหรือชายใดที่้าความงาม หรือรูปร่างหล่อเท่ห์ ก็จะนึกถึงโอสถเสริมความงามของสมาคมบัวหิมะเป็อย่างแรก
ถ้าหากหัวหน้าสมาคมบัวหิมะเดินทางมาถึงที่สมาคมของเราเพื่อแลกเปลี่ยนวิชากัน นั่นคงจะเป็เื่ที่น่ายินดีอย่างมาก เพราะในเื่โอสถเสริมความงามนั้น เราไม่ค่อยมีความรู้ถึงเื่นั้นเสียเท่าไหร่เลย
“ ได้เลยขอรับท่านพ่อ ถือเป็การดีที่ข้าจะได้รับความรู้ใหม่ ๆ ดังที่โบราณกล่าวว่าแท้จริงแล้วสิ่งที่เรารู้ อาจจะเป็เพียงแค่เศษเสี้ยวหนึ่งของมันเท่านั้น ” เขากล่าวพลางคำนับตี้เทียนด้วยรอยยิ้มจริงใจ
“ แล้วเขาจะมาเมื่อไหร่กัน ”
“ เขามานั่งรอเ้าอยู่นานแล้วล่ะ”
“ !!! ”
เมื่อเขาเปิดประตูห้องรับแขกออกไปก็ปรากฏกับชายรูปงาม ผู้มีผิวพรรณผ่องใส ใบหน้าของเขาสว่างใสราวกับผิวของแอปเปิ้ล แต่ช้าก่อน อย่าบอกนะว่านี่คือ เพื่อนของพ่อที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ลองตรวจสอบระดับลมปราณของเขาดูแล้วก็อยู่ในระดับปราณนำวิถี ถือว่าเยอะพอสำหรับการผลิตโอสถเสริมความงามระดับ 8 ได้เลยทีเดียว เขาหันหน้ามาสบตากับตี้เฉินที่เผอิญเปิดประตูเข้าห้องรับแขกไปพอดี
“ อ้าว ! ว่ายังไงตี้เฉินไม่ได้เจอกันเสียนาน โตขึ้นเยอะเลยนะ นั่งก่อนสิ ๆ ” ชายหนุ่มรูปงามโพล่งะโขึ้นดีใจพร้อมรอยยิ้มแย้มด้วยความแจ่มใส รู้สึกได้เลยว่าเขากำลังรู้สึกตื่นเต้นที่ได้พบตี้เฉิน
“ ไม่ต้องพิธีรีตองอะไรมากหรอกนะตี้เทียน" เขาหันไปกล่าวกับตี้เทียนบิดาของตี้เฉินที่กำลังหยิบน้ำชามาให้ทั้งสองคน พลางหันกลับมาพูดกับตี้เฉินต่อ
“ ก่อนที่เราจะเริ่มต้นกัน ข้าขอแนะนำตัวอีกครั้งหนึ่ง ” เขากล่าวพร้อมคำนับให้พอเป็พิธีก่อนจะแนะนำตัวเอง
" ข้าคือหลินเฟย หัวหน้าสมาคมบัวหิมะ เป็พ่อของหลินเซียว ข้าได้ส่งนางเพื่อมาฝึกวิชาที่สมาคมแห่งนี้ ข้าคิดว่าพวกเ้าคงจะได้เจอกันบ้างแล้วนะ ”
หลินเซียวคือหญิงสาวที่ท่านพ่อเราแนะนำให้ออกไปเป็เพื่อนเราเมื่อครั้งจะออกไปตามหาต่างหูมิติเซียน นางคนนั้นหรอกรึ
“ ข้าทราบดี ท่านหลินเฟย นางช่างมีความงามที่ไม่สามารถหาหญิงใดเทียบ นั่นต้องเป็เพราะโอสถเสริมความงาม ของท่านเป็แน่ ๆ ”
“ ฮะ ฮ่า ฮ่า เ้าก็กล่าวเกินไป แต่ก็ใช่แล้ว สมาคมของเรานั้นผลิตโอสถที่เสริมความงามให้กับเหล่าสตรี ดังนั้น หลินเซียว.. ”
“ อะไรหรือท่าน”
“ ข้าจะบอกว่าความงามของนางนั้นแท้จริงล้วนเกิดขึ้นจากโอสถเสริมความงามของสมาคมบัวหิมะ ”
คำพูดฟังดูพิลึก แต่โอสถของเขาก็น่าสนใจเช่นกัน
“ หากเป็เช่นนั้นข้าจะขอเสียมารยาทดูโอสถเ่าั้ได้หรือไม่ท่านอา ”
“ แน่นอน ”
หลังกล่าวเสร็จเขาก็ได้หยิบขวดโอสถเ่าั้ออกมา พลางเปิดฝาขวดออก
ทันใดนั้นกลับมีกลิ่นเหม็นพุ่งตรงมาประทะเข้าที่จมูกอย่างรุนแรงั้แ่โอสถนั้นยังไม่ออกมาจากขวดด้วยซ้ำ มันช่างเป็กลิ่นที่เหม็นราวกับซากศพถูกทิ้งไว้จนเป็น้ำหนองพุพองมีหนอนสีเลืองอ่อน ๆ ชอนไชนับพันตัว ซึ่งกลิ่นนี้มันแรงมากกว่านั้น นี่มันโอสถบ้าอะไรกัน !
“ กลิ่นนี้มันอะไรกัน มันช่างรุนแรงเสียจนข้าแสบจมูกไปหมดแล้วท่านอา ” ตี้เฉินรีบหาผ้ามาปิดจมูกเอาไว้แต่นั่นก็ไม่เป็ผล กลิ่นของมันทะลุผ้าจนตีเข้าจมูกอย่างต่อเนื่อง
“ นี่คือโอสถเสริมความงาม บำรุงผิวให้เต่งตึงชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา มันได้รับการการันตีแล้วว่าผู้ที่ใช้โอสถนี้ภายในสามวัน จะมีผิวพรรณที่เปล่งประกายทองราวกับผลท้อพันปี อย่างแน่นอน ”
เหตุใดกันที่ชายคนนี้ถึงไม่รู้สึกเหม็นกลิ่นเหล่านี้เลย มันต้องมีความเชี่ยวชาญ…ไม่สิ…ความอดทนเื่กลิ่นนี้ถึงเพียงไหนกันนะ
“ รากบัวหิมะงั้นหรือ !” ตี้เฉินกล่าวออกมาพลันนึกขึ้นได้
“ ใช่ และกลิ่นที่เหม็นสาปราวกับกลิ่นศพนี้ มันคือรากของบัวหิมะที่ถูกนำมาผสมเข้ากับหญ้าหิมะ โดยการใช้การหลวมรวมลมปราณ ด้วยกรรมวิธีร้อนและเย็น ”
รากของบัวหิมะนั้นว่ากันว่าเมื่อนำมาบดเพียงหนึ่งรากก็สามารถส่งกลิ่นเหม็นเทียบเท่ากับซากศพเน่า 1 ศพก็ว่าได้ แล้วยิ่งหากนำมาใช้ทำเป็โอสถเสริมความงาม ซึ่งจะต้องใช้รากบัวหิมะจำนวนมากเพื่อหลอมรวม แต่ด้วยกลิ่นเหม็นถึงเพียงนี้มันอาจส่งผลต่อสมาธิของ ผู้ปรุงโอสถเลยก็ว่าได้
“ ว่าแต่ท่านอา..โอสถชนิดนี้มีชื่อว่าอะไรอย่างนั้นหรือ ”
“ ข้าเรียกมันว่า โอสถเปลี่ยนลักษณ์ ”
ถ้าหากอ่านแล้วถูกใจอย่าลืมกดติดตามและคอมเมนต์เพื่อให้กำลังใจหรือติชมกันได้นะครับ
ตอนต่อไปมาวันพุธ ที่ 2 กันยายน นะครับ