ตอนที่ 8 อยากโกรธก็โกรธไป ใครสนเ้ากัน
ทันทีที่ท่านอาสะใภ้สี่พูดจบ นางก็ตาเหลือก ทั้งร่างกระตุกเกร็ง จากนั้นในวินาทีต่อมา ศีรษะของนางก็ฟุบลงกับพื้นและเงียบไป
หลินจิ่วเหนียงรู้สึกเศร้าใจกับผู้ร่วมชะตาเดียวกัน ก่อนเอื้อมมือไปปิดตาที่เบิกกว้างของนาง ตายไปได้ก็ดี อย่างน้อยความตายก็ไม่ทำให้ทุกข์ทรมานไปกว่านี้แล้ว
นางยืนทอดมองหมู่บ้านอันเล่อที่เชิงเขาด้วยสายตาเย้ยหยัน หมู่บ้านอันเล่อ…หมู่บ้านอันเล่อของพวกคนชั่ว
สักวันหนึ่งนางจะกำจัดพวกคนชั่วร้ายน่ารังเกียจเหล่านี้ให้หมดไป
รู้แค่ว่าจะโทษคนอื่นที่ไม่เลี้ยงดูตัวเอง แต่การทำงานหนักเพื่อเลี้ยงดูลูก ๆ เล่า?
เมื่อแก่ตัวลง กลับถูกลูก ๆ ส่งตัวไปทีู่เาเพื่อรอความตายหลังจากสูญเสียเรี่ยวแรงในการทำงานไปเพราะอาการเจ็บป่วย
หลินจิ่วเหนียงกวาดสายตามองไปยัง 'ถ้ำทิ้งคนชรา' อีกครั้ง จากนั้นก็เดินออกจากสถานที่ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตายพร้ะกร้าเปล่าในมือ
เมื่อกลับมาถึงหมู่บ้าน นางก็ถูกเหล่าสตรีขี้นินทาในหมู่บ้านเยาะเย้ยอีกครั้ง หลินจิ่วเหนียงผู้ไม่มีที่ให้ระบายความแค้นจึงไม่ทนอีกต่อไปและหยุดเดิน
“มีเื่อันใดจะพูดอีกหรือไม่?”
หลี่ต้าจุ่ยเป็คนปากเสียที่รู้จักกันดีในหมู่บ้าน ทั้งยังเป็คนหยิ่งผยองด้วย ปกตินางจะไม่ยกหลินจิ่วเหนียงผู้แทบจะไม่มีตัวตนในหมู่บ้านมานินทาจริงจัง เมื่อเห็นเช่นนั้นนางก็พูดจาแดกดันทันที
“พูดก็พูด หลินจิ่วเหนียง อย่าคิดว่าข้าจะกลัวเ้า”
“เ้าทำตัวเช่นนี้ช่างน่าสมเพชเสียจริง ไม่ต้องพูดถึงการถูกแม่สามีไล่ออกเพราะอกตัญญู แม้แต่ลูกที่เ้าทำงานหนักเพื่อเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ก็ยังไม่้าเ้า”
“หย่าไปแล้วยังจะมาแย่งบ้านตระกูลหลิวอีก ไม่ยอมให้ลูกตัวเองเข้ามาอยู่ด้วย ช่างไร้ยางอายนัก”
คนอื่น ๆ ก็เข้าร่วมาประสาทกับหลินจิ่วเหนียง โดยกล่าวหาว่านางทำผิด สตรีมีหน้าที่เกิดมาเพื่อเลี้ยงลูก จะมาแย่งบ้านไปจากลูกได้อย่างไร?
……
หลินจิ่วเหนียงมองหญิงทั้งแปดคนด้วยสีหน้าเรียบเฉย สายตาของนางมองไปไม่ไกล ในที่สุดรอยยิ้มเย้ยหยันก็ปรากฏขึ้นที่มุมปาก นางก้มลงวางตะกร้าที่มีรอยแตกลงบนพื้น แล้วหยิบหินก้อนเล็ก ๆ ขึ้นมา
ยืนคุยกันไม่ปวดเอวหรือ?
ขณะที่ยืนขึ้น รอยยิ้มสดใสปรากฏขึ้นบนใบหน้านาง “หลี่ต้าจุ่ย ใช่แล้ว เ้าพูดถูก สตรีควรถือว่าสามีเป็ดั่งเทพเ้า หากสิ้นสามีไปก็ต้องเชื่อฟังลูกชาย ข้าทำตัวไร้มนุษยธรรมจริง ๆ ถึงได้ปฏิบัติต่อลูกชายของตัวเองเช่นนี้”
“เช่นนั้นเ้าช่วยขยับมาหาข้าหน่อยได้หรือไม่? ข้าอยากให้เ้าช่วยส่งของบางอย่างไปให้พวกเขา ข้าอยากขอโทษพวกเขา คนดีมีน้ำใจและเป็ห่วงเพื่อนบ้านเช่นเ้าย่อมไม่ปฏิเสธคำขอของข้าใช่หรือไม่?”
เมื่อหลี่ต้าจุ่ยได้รับคำชมจากหลินจิ่วเหนียง นางก็ปลาบปลื้มใจจนตัวลอย แล้วเดินไปหาหลินจิ่วเหนียงอย่างมีชัย
“หลินจิ่วเหนียง ไม่ใช่ว่าข้ากลัวที่จะบอกเ้า ลูกชายของเ้าไม่้าเ้า...”
“กรี๊ด!”
จู่ ๆ หลี่ต้าจุ่ยก็รู้สึกเจ็บที่หัวเข่า เมื่อนางสูญเสียการทรงตัว นางก็กรีดร้องและล้มลงหน้าคะมำ ริมฝีปากแนบชิดกับมูลสุนัขบนพื้นพอดี
ทุกคนพากันตกตะลึง
หลินจิ่วเหนียงตบมือด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะยกยิ้มขณะมองหลี่ต้าจุ่ยที่กำลังตกตะลึง “ให้ตายเถอะ ปากของเ้าเต็มไปด้วยขี้! ไม่แปลกใจเลยที่ปากจะเหม็นเน่าถึงเพียงนี้ คงจะโตมาได้เพราะการกินขี้สินะ เหม็นจะตายชัก”
“กรี๊ด!”
หลี่ต้าจุ่ยที่กำลังโกรธจัดลุกขึ้นจากพื้นทันที หลังจากอาเจียนออกมา นางก็เช็ดปากด้วยเสื้อของตัวเอง คนใจดีข้าง ๆ นางยื่นชามาให้ นางไม่รอช้ารีบคว้ามันมาล้างปากเป็พัลวัน
หลังจากกลิ่นน่าสะอิดสะเอียนจางหายไปแล้ว หลี่ต้าจุ่ยก็ยกฝ่ามือหนาขึ้น แล้วฟาดไปยังหลินจิ่วเหนียงโดยไม่เอ่ยคำใดสักคำ
นางเข้าใจแล้ว
หลินจิ่วเหนียง ทั้งหมดนี้เป็ความผิดของหลินจิ่วเหนียง หลินจิ่วเหนียง ใช้อะไรบางอย่างปาเข้าที่ข้อพับเข่า ทำให้นางล้มลงตรงจุดที่นางเพิ่งกินมูลสุนัขไป อภัยให้ไม่ได้
เมื่อเห็นฝ่ามือทรายเหล็กฟาดมาทางตน หลินจิ่วเหนียงก็นึกเย้ยหยัน ขณะที่เบี่ยงตัวหลบไปด้านข้าง นางก็ส่งฝ่ามือทรายเหล็กกลับไปด้วยหลังมือให้คู่ต่อสู้
พวกปากหมาปากเปราะเช่นนี้ ต้องถูกสั่งสอนเสียบ้าง
ฝ่ายตรงข้ามส่งเสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวเพราะถูกนางโต้กลับเสียจนพ่ายแพ้ยับเยิน หลินจิ่วเหนียงยิ้มเยาะ ก็แค่การต่อสู้กระจอก ใครจะกลัว ใน่หลายปีที่ผ่านมา คิดว่านางเรียนศิลปะการต่อสู้มาโดยเปล่าประโยชน์หรือ?
หากยังไม่อาจล้มปรมาจารย์ได้ นำมาใช้จัดการพวกผู้หญิงขี้นินทาเหล่านี้ได้ก็เกินพอแล้ว
นางหันกลับไปกดคู่ต่อสู้ไว้ใต้ร่างนาง จากนั้นยกมือขึ้นตบหน้าคู่ต่อสู้
หลินจิ่วเหนียงเย้ยหยัน “พวกปากเปราะขี้นินทา ข้าจะบอกให้เ้ารู้ไว้ว่า ไม่ใช่หมาป่าตาขาวพวกนั้นที่ไม่้าข้า เป็ข้าเองต่างหากที่ไม่้าหมาป่าตาขาวพวกนั้น ได้ยินข้าชัดเจนหรือไม่?”
“อีกอย่าง หย่างั้นหรือ? ฮึ่ม ข้ารอไม่ไหวแล้ว เหตุใดข้าต้องทำงานหนักเพื่อเลี้ยงดูพวกเขาด้วย ตอนนี้พวกเขาโตแล้ว พวกเขาทั้งห้าคนไม่สามารถเลี้ยงดูข้าคนเดียวได้ เหตุใดข้าถึงต้องเลี้ยงดูพวกเขา? อีกอย่างคือข้าทำงานหนักมากมาหลายปีเพื่อซื้อบ้านหลังนั้น มันไม่ใช่ธุระอันใดของพวกเขาเลย เหตุใดข้าถึงต้องปล่อยให้พวกเขาอยู่ที่นั่นด้วยเล่า?”
“ข้าจะบอกให้ สามีเป็ดั่งเทพเ้า สิ้นสามีต้องเชื่อฟังลูกชายบ้าอะไรกัน ข้าจะบอกว่าพวกเ้าไม่เข้าใจขี้หมาอะไรเลย ข้านี่แหละเทพเ้าของตัวเอง พึ่งพาตัวเองเท่านั้น”
“พวกเ้าบอกว่าข้าเป็หญิงชั่วใช่หรือไม่ เช่นนั้นข้าจะบอกพวกเ้าว่า ข้านี่แหละนางร้ายอันดับหนึ่งของหมู่บ้านอันเล่อ ไม่สิ นางร้ายอันดับหนึ่งผู้ยิ่งใหญ่!”
หลังจากระบายโทสะมากพอแล้ว หลินจิ่วเหนียงก็ปล่อยหลี่ต้าจุ่ยที่ถูกตบตีจนหน้าบวมเป็หัวหมูด้วยท่าทางสบาย ๆ แล้วถ่มน้ำลายใส่อีกฝ่าย “คราวหน้าหากเ้ายังกล้ามายั่วโมโหข้าอีก ก็คอยดูแล้วกันว่าข้าจะจัดการกับเ้าอย่างไร”
หลังจากพูดจบ นางก็หยิบตะกร้าที่มีรอยแตกด้านข้าง เดินไปยังบ้านโกโรโกโสของตน
บ้าที่สุด ต้องลงมือเช่นนี้ เจ็บมือชะมัด
ส่วนหลี่ต้าจุ่ยที่ถูกนางซ้อมจนอ่วม หลินจิ่วเหนียงไม่ได้ใส่ใจเลย หากนางกล้าสร้างปัญหาอีก นางก็ไม่กลัวที่จะจัดการกับนางอีกครั้ง
เมื่อกลับถึงบ้านแล้วเห็นลานบ้านสะอาดเอี่ยม ดวงตาของนางก็เป็ประกาย ผลงานชิ้นเอกของหลิวซื่อหลางงั้นหรือ?
ก่อนที่นางจะทันได้ส่งเสียง หลิวซื่อหลางก็เดินออกมาจากห้องครัว พร้อมกับก้มหน้าลง “ท่านแม่ อาหารเย็นพร้อมแล้วขอรับ ท่าน ท่านกินอาหารเย็นก่อนเถิด”
อาหารเย็นพร้อมแล้วงั้นหรือ?
นางจำได้ว่าหมาป่าตาขาวได้นำอาหารที่กินได้ที่บ้านไปหมดแล้ว เด็กคนนี้ไปเอาอาหารมาจากที่ใด?
เมื่อเห็นหม้อน้ำแกงมันเทศอยู่บนเตา นางก็ขมวดคิ้ว “เอามาจากที่ใด?”
“เ้าขโมยมาหรือ?”
ทุกวันนี้ พวกขโมยถูกลงโทษอย่างเข้มงวดมาก
หลิวซื่อหลางเงยหน้าขึ้นด้วยสายตาเ็ปทันที “ไม่ใช่ขอรับ”
หลังจากพูดจบ เขาก็รีบเดินออกไปข้างนอกท่ามกลางความมืด
โกรธหรือ?
หลินจิ่วเหนียงยักไหล่ อยากโกรธก็โกรธไป ใครสนเ้ากัน
อาหารมื้อค่ำที่ว่าเป็มันเทศไม่กี่ชิ้นในชามน้ำแกงใส แม้จะไม่ชอบ แต่นางก็ยังหยิบขึ้นมากินอยู่ดี หากไม่กินก็คงโง่เขลาเต็มทน
วันต่อมา
หลังจากลุกไปอาบน้ำแล้ว หลินจิ่วเหนียงก็เดินตรงขึ้นไปบนูเา
แต่หลังจากค้นหาอีกครั้ง นางก็ได้ยอดผักป่าอ่อน ๆ มาเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น และไม่มีอะไรอื่นที่กินได้อีกแล้ว
นางชำเลืองมองไปยังสถานที่ที่อยู่ไม่ไกลนัก มันคือหุบเขาลึกที่ไม่มีผู้ใดกล้าย่างกรายเข้าไป ว่ากันว่ามีเทพแห่งขุนเขาสถิตอยู่ที่นั่น และเทพแห่งขุนเขาจะสังหารทุกคนที่ก้าวเข้าไปในดินแดนของตน
เทพแห่งขุนเขางั้นหรือ?
หลินจิ่วเหนียงเบ้ปากดูถูก นางเกือบจะอดตายอยู่แล้ว ต่อให้เป็เทพแห่งขุนเขาก็ไม่คณามือนางหรอก เมื่อเผชิญกับความหิวโหย นางก็ต้องหาของกิน เทพแห่งขุนเขาจะต้องหลีกทางให้นาง
ที่ดินถูกพวกเขายึดไปแล้ว นางจึงไม่มีที่ดินให้เพาะปลูก ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องอดตาย
และต่อให้ที่ดินจะไม่ถูกยึดไป แต่ก็ต้องใช้เวลาสามเดือนกว่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้
หลังจากสงบสติอารมณ์แล้ว นางก็ก้าวเท้าเดินลึกเข้าไปในหุบเขา
……
...........................................................................................................................
สารจากผู้แปล
คนปากดีมันสมควรโดนดีแบบนี้แล้วล่ะค่ะ ประเมินจิ่วเหนียงต่ำไปแล้ว
ซื่อหลางเอามันเทศมาจากไหนเนี่ย อย่าบอกนะว่าสละส่วนของตัวเองให้แม่
จะได้เจอไอเทมเด็ดๆ ในหุบเขาไหมนะ ได้โปรดส่งมาสักชิ้นเถอะ ชีวิตนางเอกรันทดไม่ไหว
ไหหม่า(海馬)