Chapter8 แม่มดเกอร์ทรูด
“ข้าถามว่าพวกเ้าเป็ใครเข้ามาในสถานที่แห่งนี้ได้อย่างไรกัน!”
เ้าของเงาเอ่ยย้ำเสียงแข็งและก้าวเข้ามาใกล้ร่างผอมบางของเด็กชายวัยประมาณสิบสี่ปีจึงปรากฏแก่สายตาบุรุษทั้งสอง
“พวกเราเพียง้ามาพบแม่มดเกอร์ทรูดไม่ใช่คนน่าสงสัยอะไรหรอกครับ”
เรมิเรสตอบด้วยรอยยิ้มกว้างสว่างไสวนายทหารเลี้ยงม้าเหลือบตามองเขา
‘ข้าคนเดียวหรือเปล่าที่เห็นว่าน่าสงสัยสุด ๆ ไปเลยล่ะครับ!’
เด็กชายจ้องพ่อมดอย่างพิจารณาครู่หนึ่งก่อนเลื่อนสายตาไปยังนายทหารอย่างหวาดระแวง
“คนธรรมดาไม่น่าจะเข้ามาถึงสถานที่แห่งนี้ได้ยังไม่ลืมคำถามของข้าใช่ไหม ตอบมา!”
“คิดว่าเ้าน่าจะสังเกตข้าก็เป็เช่นเดียวกับท่านเกอร์ทรูด”เรมิเรสยิ้มอย่างเป็มิตร แต่สีหน้าเด็กชายกลับเครียดขมึงขึ้นทันที
“พ่อมดมีธุระอะไรที่นี่” เขาถามเสียงต่ำ ก่อนจะระงับความเกรี้ยวกราดในดวงตาลง เมื่อรู้สึกถึงการมาของใครบางคนที่ด้านหลัง
“อย่าเสียมารยาทสิจ๊ะ โชเซ” สตรีวัยกลางคนเอ่ยปรามเด็กชายแล้วหันไปยังบุรุษแปลกหน้าทั้งสอง
“ไม่เคยมีจอมเวทคนใดแวะเวียนมาที่นี่”นางกล่าว ใบหน้างดงามสง่าสมวัยแต้มระบายด้วยรอยยิ้ม “เชิญเข้าไปข้างในนั่งพักดื่มน้ำชาก่อนดีไหมจ๊ะ”
“ยินดีอย่างยิ่งครับ”
สตรีเ้าบ้านยิ้มรับคำตอบพ่อมดก่อนหมุนตัวหันหลังเพื่อนำทางระหว่างนั้นก็เห็นเด็กชายข้างกายส่งสายตากังวล นางยิ้มแล้วแตะไหล่เขาเบา ๆ
“ช่วยเตรียมน้ำชาร้อน ๆให้ทีได้ไหมจ๊ะ”
เด็กชายมีท่าทีอิดออดมองชายหนุ่มทั้งสองกับหญิงสาวสลับกันอย่างลังเลครู่หนึ่งแต่สุดท้ายก็ยอมทำตามอย่างว่าง่าย
“ข้าจะรีบเตรียมให้ครับ” โชเซปรายหางตามองแขกแปลกหน้าทิ้งท้ายก่อนรีบวิ่งเข้าไปในบ้าน
เกอร์ทรูดหันกลับมามองสองบุรุษอีกครั้ง“เข้ามาสิจ๊ะ”
ภายในบ้านที่เห็นจากด้านนอกว่าทึมทึบน่ากลัวกลับสว่างไสวด้วยโคมไฟซึ่งตั้งประดับตามจุดต่างๆ ไว้หลายดวง การตกแต่งภายในก็เหมือนบ้านทั่ว ๆ ไปที่น่าจะมีสมาชิกหลายคนโดยในจำนวนนั้นคงมีผู้เยาว์อยู่ด้วย ไม่มีส่วนไหนบ่งชี้ถึงความผิดปกติหรือสถานะแท้จริงของนาง
“นั่งก่อนสิจ๊ะ” เกอร์ทรูดผายมือไปยังโต๊ะกลมตัวใหญ่กลางห้องรับแขก ทั้งสามนั่งลงคนละด้านเพียงครู่เดียวโชเซก็นำน้ำชาร้อนหอมกรุ่นมาวางให้
“ชาสมุนไพร ข้าปลูกเองล่ะ” นางบอกอย่างภูมิใจพลางทำท่าเชื้อเชิญแขกให้ทดลองดื่ม
พ่อมดและแม่มดต่างก็ยิ้มให้แก่กัน ขณะที่นายทหารมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกส่วนโชเซมองพวกเขาทั้งสามด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“คิดว่าคงรู้แล้วแต่ขอแนะนำตัวอีกทีก็แล้วกัน”แม่มดกล่าวพลางวางมือทาบบนอกของตัวเอง “ข้าคือเกอร์ทรูดพอร์ตแมน เป็อดีตแม่มดแห่งกิลด์มิสทิค และตอนนี้ก็เป็แค่อดีตแม่มดสำหรับแอมเบอลีน
“เรมิเรส คิสเซพ่อมดจากกิลด์มิสทิคครับ”
เมื่อจอมเวทหนุ่มแนะนำตัวแล้วนายทหารจึงเอ่ยบ้าง
“ข้าเป็ทหารผู้ติดตาม ชื่อลาฟ...“
“เ้าคงมาเพราะข่าวลือที่รั่วออกไปสินะ”
นายทหารเลี้ยงม้าอ้าปากพะงาบ ๆเมื่อถูกแม่มดเอ่ยขัด ครั้นพ่อมดต่อบทสนทนาตอบโต้กับนางเขาก็หุบปากตัวเองแล้วนั่งนิ่งอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว
“ท่านก็รู้ว่าไม่ควรแล้วไยจึงทำ”
ราวดวงตาสีเทาของแม่มดมัวหม่นลงชั่วขณะก่อนที่นางจะแย้มยิ้มเย็น
“ยังไม่มีใครตายหรอกนะพวกเด็ก ๆ ที่อยู่ในความดูแลของข้าน่ะ”
“พวกเขาควรได้กลับบ้าน” เรมิเรสเอ่ยเสียงเรียบ
“บางคนเป็เด็กจรจัดไร้บ้านบางคนมาจากครอบครัวที่มีปัญหาหรือยากจน ยิ่งแอมเบอลีนแห้งแล้งมานาน พวกเด็ก ๆยิ่งมีความเสี่ยงที่จะอดตายหรือถูกผู้ปกครองนำไปขายไม่คิดว่าการที่ข้ารับอุปการะพวกเขาไว้จะดีกว่าหรือ”
“ท่านไม่ใช่คนที่ควรตัดสินใจ”
“พวกเขาจะอยู่ที่นี่อย่างมีความสุขชั่วนิรันดร์”
เกอร์ทรูดยังคงยิ้มโดยไม่แยแสต่อคำพูดของเรมิเรส
“อยากเห็นไหมดื่มน้ำชาให้เรียบร้อยเสียก่อนแล้วข้าจะพาไปดู”
นายทหารอ้ำอึ้งมองถ้วยชาของตนตรงหน้าเขาระแวงว่าจะมีอะไรบางอย่างที่ไม่น่าไว้วางใจผสมอยู่ในนั้น เรมิเรสมองกิริยานายทหารแล้วจึงยิ้มให้กำลังใจ
“ไม่เป็ไรหรอกครับ”
พ่อมดยกถ้วยชาขึ้นดื่มนายทหารจึงยอมยกถ้วยของตนขึ้นดื่มบ้าง เกอร์ทรูดมองทั้งสองด้วยรอยยิ้มที่ไม่บ่งบอกถึงความรู้สึกใดเมื่อถ้วยชาว่างเปล่าสองใบถูกวางลงบนโต๊ะ นางจึงลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเชื้อเชิญพวกเขาให้ตามไปทว่าโชเซกลับดึงชายเสื้อเกอร์ทรูดไว้ด้วยสีหน้าไม่สบายใจนัก
“รออยู่บนนี้ฝากดูแลบ้านให้เรียบร้อยด้วยนะจ๊ะ” แม่มดบอกพลางแตะมือเด็กชาย“เดี๋ยวข้าจะกลับขึ้นมา ไม่นานหรอกจ้ะ”
โชเซยังคงมีสีหน้าลำบากใจ แต่ก็พยักศีรษะและยอมปล่อยมือ
เกอร์ทรูดพาบุรุษทั้งสองเดินลงบันไดวนจนพบโถงใต้ดินขนาดใหญ่นายทหารแปลกใจว่าใต้ผืนดินของบ้านเก่าซอมซ่อหลังเล็กกลับมีห้องใต้ดินที่กว้างขวางนักนางแม่มดนำพวกเขาฝ่าความมืดสลัวและวัตถุบางสิ่งซึ่งตั้งระเกะระกะขวางทางเพื่อไปยังกึ่งกลางของห้อง
เด็กชายคนหนึ่งหลับใหลอยู่ในก้อนผลึกอำพันมีเถาไม้ระโยงระยางจากก้อนอำพันนั้นกระจายไปตามพื้น เชื่อมโยงกับวัตถุที่พวกเขาเพิ่งเดินผ่านมาเกอร์ทรูดยื่นมือไปแตะผลึกอำพันด้วยแววตาอ่อนโยนระคนหม่นหมอง
“นี่คือ เอียน ลูกชายของข้า” นางบอกก่อนหันกลับมา แล้วผายมือไปยังก้อนผลึกอำพันนับสิบซึ่งมีร่างของเด็กชายและเด็กหญิงหลับใหลอยู่ภายในตั้งเรียงรายไปรอบบริเวณ“และนั่นคือเด็ก ๆ ที่พวกเ้าตามหา เด็ก ๆที่ไร้สถานที่อบอุ่นให้กลับไปยังไงล่ะ”
นายทหารเลี้ยงม้าถลาเข้าไปดูสภาพของเด็กๆ ซึ่งถูกผลึกยางไม้ห่อหุ้มร่างกายั้แ่ศีรษะจรดเท้า ราวพวกเขาเพียงนอนหลับอยู่ในไข่สีเหลืองใสชายหนุ่มพยายามหาทางช่วยเด็ก ๆ ออกมา แต่ก็ไม่รู้ว่าต้องทำเช่นไรจึงส่งสายตาขอความช่วยเหลือจากพ่อมด
เรมิเรสผ่อนลมหายใจแล้วจ้องแม่มดด้วยสายตานิ่ง
“ต่อให้ใช้พลังชีวิตมากมายเท่าใดก็ไม่อาจทำให้คนที่ตายไปแล้วฟื้นคืนมาได้ ท่านน่าจะรู้ดี ปล่อยเด็ก ๆพวกนี้ไปเสียเถอะครับ”
เกอร์ทรูดยิ้ม มองพ่อมดอย่างมีเลศนัย
“เรมิเรส คิสเซเ้าคงจำข้าไม่ได้จริง ๆ” แม่มดเอ่ยพลางก้าวเข้ามาใกล้ “ข้าก็เคยเป็หนึ่งในจอมเวทที่ร่วมพิธีสะกดมารและถ่ายโอนพลังชีวิตให้ไซอา”
เรมิเรสมองนางอย่างคาดไม่ถึงแต่ไม่ได้ถอยหนีมือบอบบางที่ยื่นมาแตะใบหน้าตน
“ข้าเข้าใจความเ็ปของพ่อแม่ที่กลัวการสูญเสียลูกทว่าก็เวทนาเ้าที่ถูกใช้ประโยชน์โดยได้รับแต่ความทรมานเป็การตอบแทน”
ดวงตาสีเทาของแม่มดเบิกกว้าง จ้องพ่อมดด้วยแววที่ทำให้เขาแคลงใจคล้ายมีแรงดึงดูด ทำให้ไม่อาจละสายตา
“ข้าเคยคิดมานานแล้วว่าอยากเอ็นดูเ้าเสมือนลูกหลานคนหนึ่งดังนั้นจะไม่ทำเื่ร้ายกาจอย่างพวกเขาแน่นอน”
เรมิเรสปัดมือเกอร์ทรูดออกแล้วถอยห่างจ้องแม่มดผ่านกรอบแว่นด้วยแววขมึง
“คิดจะสะกดจิตข้าอย่างนั้นหรือครับ”
“ข้าตั้งใจจะมอบความฝันแสนสุขแด่เ้าเหมือนเด็กพวกนี้ยังไงล่ะ”
แม่มดโบกมือขึ้นพร้อมกับร่ายคาถา ครั้นพ่อมดตั้งท่าจะต่อต้านนางก็ปรายตาไปยังด้านข้างแล้วเอ่ย “จับเขาไว้”
นายทหารพุ่งเข้ามาด้วยดวงตาที่ไร้แววเรมิเรสถอนหายใจก่อนเอี้ยวตัวหลบเพียงเล็กน้อย เขาใช้ฝ่ามือดันหน้าผากอีกฝ่ายร่ายอาคมและเอ่ยชื่อ เพื่อปลุกผู้ต้องมนตร์ให้ตื่นจากภวังค์
นายทหารหยุดชะงัก ทำท่าเลิ่กลั่กทันทีที่รู้สึกตัว
เรมิเรสคิดว่าเกอร์ทรูดไม่ได้สนใจจัดการนายทหารจริงจังนางแค่ถ่วงเวลา เพื่อร่ายมนตร์ที่ร้ายกว่าจัดการกับเขา
“เด็ก ๆพวกนี้ไม่ได้มีความสุขนักเมื่ออยู่บ้าน พวกเขาไม่เป็ที่้าของครอบครัว จึงเปิดรับความเอื้ออาทรจากข้าอย่างง่ายดาย”
“แต่ท่านก็ทรยศความไว้ใจของพวกเขา” พ่อมดตำหนิ
“ข้าเอ็นดูพวกเขาจากใจจริงแต่ก็รักลูกของตนที่สุดด้วย” แม่มดยิ้มบางซึ่งไม่ใช่รอยยิ้มที่แสดงถึงความสุขหรือสาสมใจ
“ข้าจึงมอบสถานที่จะพบแต่ความสุขแก่พวกเขาแลกกับการช่วยชีวิตเอียน”
“ตาท่านมืดบอดไปแล้วสินะ”
เรมิเรสร่ายมนตร์หวังผลทำลายผลึกยางไม้ที่ผนึกเด็กๆ ไว้ในห้วงแห่งความฝัน
แม่มดสั่งใบไม้จากเถาวัลย์ให้ขยายใหญ่ปกป้องก้อนผลึกไว้เถาวัลย์มากมายขยับเลื้อยราวมีชีวิต คอยจู่โจมทำลายสมาธิและจำกัดการเคลื่อนไหวของบุรุษทั้งสอง
เกอร์ทรูดเรืองเดชกว่าที่เรมิเรสคาดเขาไม่คิดว่าผู้นำองค์กรแห่งเวทมนตร์จะยอมปล่อยจอมอาคมที่ล่วงรู้ความลับของไซอาออกมาได้แต่นั่นก็อาจเป็เหตุผลหนึ่งซึ่งทำให้นางต้องมาอาศัยอยู่ในเมืองชนบทชายแดนเช่นนี้
ระหว่างพ่อมดคิดหาทางจะจัดการนางแม่มดอย่างไรดีนายทหารกลับพลาดท่าถูกเถาวัลย์พันเกี่ยวจนขยับไม่ได้ มันลากเขาเข้าไปหาดอกไม้ั์สีแดงที่โผล่ขยายออกมาจากซอกหลืบบนเพดานวงเขี้ยวแหลมคมในกลีบดอกพะเยิบพะยาบเหนือร่างนายทหารอย่างน่าหวาดเสียว เมือกไม้เหนียวหนืดหยดย้อยส่งกลิ่นหอมเอียนชวนเวียนหัวเ้าคนเลี้ยงม้าเบิกตามองอย่างพรั่นพรึง คิดว่าตนต้องกลายเป็ปุ๋ยแน่ ๆ แล้ว
หากก่อนจะถูกเขมือบย่อยเป็สารเลี้ยงต้นไม้พ่อมดร้ายขี้แกล้งกลับยอมมาช่วยเขา เผาเ้าบุปผามรณะจนไหม้กลายเป็จุณ
‘ถูกช่วยอีกแล้ว…’ นายทหารเลี้ยงม้ามองพ่อมดอย่างซาบซึ้งใจ น้ำตาเจียนจะไหลเต็มที
เรมิเรสจำต้องร่ายเวทคุ้มภัยให้นายทหารหลายชั้นป้องกันเวทมนตร์ที่ทยอยสำแดงฤทธิ์มาอีกเรื่อย ๆ นางแม่มดผู้นี้มีฤทธิ์เกินกว่าที่คาดเอาไว้มากจึงสามารถร่ายมนตราหลากบทอย่างต่อเนื่อง ไม่ให้เขาได้มีโอกาสตั้งตัว
กลิ่นหอมเอียนประหลาดเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ มันรบกวนสมาธิและสั่นคลอนจิตใจให้หวั่นไหว คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน ดวงตาของเรมิเรสกำลังเห็นแม่มดเป็ใครคนอื่นที่น่าหวั่นเกรง
‘ไม่ได้การแล้ว... ‘
ทั้งที่เขาพยายามฝึกฝนจิตใจ ไม่ให้หวั่นไหวต่อการชักจูงหรือถูกมนตร์สะกดง่ายๆ เพื่อจะไม่เปิดช่องว่างให้ปีศาจร้ายได้แทรกซึมดวงจิต
ทว่าตอนนี้กลับถูกแม่มดตรงหน้าล้วงความลับซึ่งเก็บงำไว้ในใจได้อย่างง่ายดายเขาคงยังอ่อนแอไปจริง ๆ
พ่อมดบดกรามแน่น ก่อนเอ่ยกับนายทหาร
“ขึ้นไป! แล้วรีบออกไปจากที่นี่เสีย”
เ้าคนเลี้ยงม้ามองจอมเวทอย่างมีคำถามเขาลังเลเมื่อเห็นแววตาไม่มั่นคงของเรมิเรส ซึ่งทำท่าว่าจะไม่กลับขึ้นไปด้วยกัน
“อย่างที่บอกก่อนหน้านี้ ข้าไม่แน่ใจว่าจะชนะนางแม่มดตนนี้ได้”พ่อมดขยายความ “ต้องมีคนแจ้งข่าว หากข้าล้มเหลว อย่างน้อยข้อมูลในภารกิจนี้จะต้องไม่สูญเปล่านะครับ”
นายทหารมุ่นคิ้วเมื่อได้ฟัง เขาสูดหายใจลึกแล้วกระชับมือบนบ่าทั้งสองข้างของพ่อมด
“ข้าจะกลับมาช่วยท่านแน่”
พ่อมดยิ้มรับต่อคำพูดจริงจังหนักแน่นขัดกับภาพลักษณ์เก่าก่อนอันปวกเปียกของนายทหารและมองเขาวิ่งกลับขึ้นไป้า โดยแม่มดไม่ได้ขัดขวางอะไร เมื่อร่างนั้นลับสายตาไปจอมเวทหนุ่มจึงเลื่อนสายตามามองเกอร์ทรูดด้วยแววถวิลหา
“ข้าเคยเห็นสายตาอิจฉาเด็กคนอื่นของเ้าเมื่อครั้งยังเยาว์” แม่มดเอ่ยเสียงหวาน หากเสียงนั้นเปลี่ยนแปรไปไม่ใช่เสียงนาง “เด็กน้อยที่น่าสงสาร”
ดวงตาสีน้ำเงินสะท้อนแสงม่วงจางภายใต้แว่นกระจกหนาฉายแววเพ้อลอยเรมิเรสรู้สึกเหมือนตนกลับกลายเป็เด็กเมื่ออยู่ต่อหน้าสตรีผมดำ ดวงตาสีน้ำเงินและใบหน้าที่คล้ายคลึงกับเขาระบายไปด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
เขารู้... ว่ามันเป็ภาพที่สร้างจากเวทมนตร์ในเมื่อนางไม่เคยยิ้มต่อหน้าเขา
ยิ่งกว่ารู้... ว่าที่เห็นเป็เพียงสิ่งลวงตาคนที่ลาโลกไปแล้วจะกลับมายืนอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร
แต่เท้าเ้ากรรมกลับก้าวเข้าไปหาอย่างไม่หยุดยั้งอ้อมแขนบอบบางอ้าโอบรับเขาที่ทรุดเข่าลงและกอดนางอย่างโหยหา
“ท่านแม่...”
พ่อมดซุกใบหน้ากับอกอุ่น หากเรียวคิ้วกลับยังขมวดมุ่นและเอ่ยแ่เพียงกระซิบก่อนหลับตาลง
“ท่านต้องเสียใจแน่ที่สะกดข้าอย่างนี้”