เส้นทางที่ทอดจากเรือนทานอาหารไปยังศาลาริมน้ำนั้นโรยด้วยกรวดสีขาวสะอาด สองข้างทางประดับด้วยพรรณไม้ที่ได้รับการดูแลเป็อย่างดี เมื่อเดินพ้นแนวหมู่ไม้ไผ่สีทองไป ก็จะพบกับศาลาไม้สักทองทรงแปดเหลี่ยมอันงดงามตามสถาปัตยกรรมสมัยราชวงศ์ถัง ตั้งตระหง่านอยู่เหนือสระบัวขนาดใหญ่ที่น้ำใสราวกระจก
หมู่ปลาหลี่ฮื้อหลากสีสัน ทั้งขาวปลอด, แดงสด, ดำสนิท และทองอร่าม ต่างแหวกว่ายอย่างอิสระอยู่ใต้ใบบัวสีเขียวสด แสงสุวรรณจากดวงอาทิตย์ยามสายสาดส่องลงมากระทบผืนน้ำ เกิดเป็ประกายระยิบระยับจับตาราวกับมีใครโปรยอัญมณีลงไป สายลมเย็นที่พัดโชยมาเป็ระยะ ช่วยโบกสะบัดยอดดอกปทุมที่ชูช่อแย้มบานโผล่พ้นน้ำ ส่งกลิ่นหอมสะอาดสดชื่นไปทั่วบริเวณ เสียงนกร้องขับขานประสานกับเสียงลมพัดไหว ก่อเกิดเป็บทเพลงแห่งธรรมชาติอันไพเราะ
บัดนี้ สองพี่น้องแห่งจวนสกุลเซี่ยนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้สลักลายเมฆาตรงข้ามกัน บนโต๊ะหินอ่อนตัวกลมมีชุดน้ำชาเครื่องกระเบื้องเคลือบสีเขียวไข่กาชั้นดีจัดวางไว้อย่างงดงาม บ่าวรับใช้รินชาทิกวนอิมกลิ่นหอมกรุ่นแล้วถอยออกไปยืนรออยู่ห่างๆ อย่างรู้หน้าที่
ความเงียบเข้าปกคลุมอยู่ชั่วครู่ มีเพียงเสียงลม และเสียงน้ำที่คลอเคล้า ทว่ามันเป็ความเงียบที่ผ่อนคลาย ต่างจากความเงียบอันน่าอึดอัดบนโต๊ะอาหารลิบลับ
ในที่สุดก็เป็พี่หญิงใหญ่เซี่ยอวี้เหวินที่เป็ฝ่ายเอ่ยปากขึ้นก่อน ดวงตาอันอ่อนโยนของนางจ้องมองน้องชายด้วยความห่วงใย “หยางเอ๋อร์...เ้ามีเื่ใดจะหารือกับข้าเช่นนั้นหรือ?”
เซี่ยหยางไม่ตอบในทันที เขายกถ้วยชาขึ้นจรดริมฝีปาก ใช้ลมเป่าไออุ่นที่ลอยกรุ่นขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจ ท่วงท่าสบายๆ นั้นดูคล้ายกำลังเพลิดเพลินกับบรรยากาศ แต่แท้จริงแล้ว ในใจของเสิ่นอี้นั้นกำลังประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว
‘แผนการใช้การสอบเคอจวี่เป็ข้ออ้างนั้นยอดเยี่ยม...แต่มันเป็เพียงการซื้อเวลา’ เขาคิดในใจ ‘ก่อนจะถึงวันนั้น ข้าต้องหาทางจัดการเื่น่ารำคาญจากสกุลฉินให้เด็ดขาด การจะเอาชนะศัตรูได้ ต้องรู้จักศัตรูเสียก่อน...ต้องรู้ถึงความ้า ความปรารถนา และจุดอ่อนของพวกเขา’
เขาชายตามองทิวทัศน์อันงดงามนอกศาลา พลางกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ชัดเจน “เื่ที่ข้าอยากจะขอร้องให้ท่านพี่หญิงใหญ่ช่วย...ก็คือ ข้าอยากรู้ว่าท่านลุงฉินและท่านป้าฉิน ชื่นชอบสิ่งใดเป็พิเศษ เผื่อข้าจะได้นำไปมอบให้ท่านทั้งสองเพื่อเป็การขอขมา”
คำพูดนั้นทำให้เซี่ยอวี้เหวินชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่รอยยิ้มบางเบาด้วยความโล่งใจจะปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนาง นางหันไปมองน้องชายอีกครั้งด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป
‘หยางเอ๋อร์เติบโตขึ้นแล้วจริงๆ...เขากำลังคิดหาทางแก้ไขปัญหาอย่างสุขุม และมีความรับผิดชอบ’
นางรู้สึกว่านี่เป็ความคิดที่ดีอย่างยิ่ง มันคือการแสดงความจริงใจและอาจช่วยลดทอนความขุ่นเคืองของสกุลฉินลงได้บ้าง
“นั่นเป็ความคิดที่ดีมากหยางเอ๋อร์” นางเอ่ยสนับสนุน “จริงสิ...ข้าพอจะนึกออกอยู่บ้าง”
นางขยับกายเข้ามาใกล้เล็กน้อยแล้วลดเสียงลง “สำหรับท่านเ้ากรมฉิน...ข้าได้ยินมาว่าท่านชื่นชอบการสะสมจานฝนหมึกโบราณเป็อย่างยิ่ง โดยเฉพาะจานฝนหมึกที่ทำจากหินต้วนสีเขียวอมม่วง ว่ากันว่าหายากและมีราคาสูงยิ่งนัก ส่วนฮูหยินฉินนั้น...นางโปรดปรานเครื่องหอมจากต่างแดน โดยเฉพาะกำยานและเครื่องประทินผิวที่มาจากเปอร์เซีย ยิ่งมีกลิ่นหอมเย้ายวนและหายากเท่าใด นางก็จะยิ่งพึงพอใจมากเท่านั้น”
เซี่ยหยางพยักหน้ารับช้าๆ นิ้วเรียวยาวเคาะเบาๆ กับถ้วยชาในมือ ดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อยราวกับกำลังครุ่นคิด แต่ในใจของเสิ่นอี้นั้นกำลังบันทึกข้อมูลทุกอย่างไว้อย่างแม่นยำ
‘จานฝนหมึกโบราณ...เครื่องหอมจากเปอร์เซีย...หึ ของที่บ่งบอกถึงรสนิยม และฐานะสินะ น่าสนใจ...’
“ขอบคุณท่านพี่หญิงใหญ่มากขอรับ” เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม “ข้อมูลนี้มีประโยชน์ต่อข้ายิ่งนัก”
รอยยิ้มของเขาจริงใจ...แต่เป็ความจริงใจที่มอบให้แก่พี่สาวผู้หวังดี...หาใช่ต่อแผนการขอขมาจอมปลอมที่เขาสร้างขึ้นไม่ หมากตัวแรกบนกระดานเพื่อรับมือสกุลฉิน ได้ถูกวางลงแล้วอย่างเงียบเชียบ ณ ศาลาริมน้ำที่แสนสงบแห่งนี้
บทสนทนาที่แสนสงบระหว่างสองพี่น้องดำเนินไปได้ไม่นานนัก บ่าวหญิงคนหนึ่งก็เดินอย่างนอบน้อมเข้ามาที่หน้าศาลา ก่อนจะโค้งคำนับแล้วเอ่ยรายงาน “เรียนคุณชายใหญ่ และคุณหนูใหญ่เ้าค่ะ...คุณชายซู จากจวนแม่ทัพใหญ่มาขอเข้าเยี่ยมเ้าค่ะ”
เซี่ยอวี้เหวินมีสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย ในขณะที่เซี่ยหยางเพียงเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง เขาลองชะโงกหน้าออกไปมองผ่านเสาไม้สลักลายอย่างไม่ใส่ใจนัก ก็เห็นบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งยืนรออยู่แต่ไกล ท่าทางองอาจผึ่งผาย ใบหน้าหล่อเหลาคมคายประดับด้วยรอยยิ้มสดใสอยู่ตลอดเวลา ด้านหลังของเขามีบ่าวชายติดตามมาด้วยหนึ่งคน ในมือประคองกล่องไม้เนื้อดีไว้อย่างระมัดระวัง
“ให้เขาเข้ามาเถิด” เซี่ยหยางเอ่ยอนุญาต
ไม่นานนัก ร่างสูงโปร่งของซูเหวินจื่อก็ก้าวเข้ามาถึงศาลาริมน้ำ เขาไม่ได้มองมาทางสหายของตนก่อน แต่กลับประสานมือโค้งคำนับให้แก่คุณหนูใหญ่เซี่ยอวี้เหวินอย่างงดงามไร้ที่ติ “คารวะคุณหนูใหญ่ซูเหวินจื่อมารบกวนแล้วขอรับ”
เขาเอ่ยทักทายนางด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลผิดกับบุคลิกภายนอก ทว่าดวงตาคมกริบคู่นั้นกลับเปล่งประกายเจิดจ้าอย่างไม่อาจปิดบัง...เป็ประกายแห่งความชื่นชมอย่างสุดหัวใจ
เสิ่นอี้ที่นั่งมองภาพนั้นอยู่เงียบๆ กำลังจะเอ่ยปากทักทายสหาย ทว่าพลันความเ็ปแปลบปลาบก็แล่นริ้วขึ้นมาในขมับ.!
ประตูแห่งความทรงจำบานหนึ่งภายในใจพลันเปิดออกเองอย่างรุนแรง ภาพของเด็กหนุ่มซูเหวินจื่อที่ยืนปกป้องเซี่ยหยางคนเดิมจากสหายเกเรในสำนักศึกษา...ภาพที่ทั้งสองแอบหนีไปตกปลาด้วยกันริมลำธาร...เสียงหัวเราะกังวานยามที่เขาเล่าเื่ตลก...ความรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย และมิตรภาพอันจริงใจที่เ้าของร่างเดิมมีต่อสหายสนิทผู้นี้หลั่งไหลเข้ามาในความคิดของเขาดุจสายน้ำเชี่ยวกราก
เซี่ยหยางต้องขมวดคิ้วแน่น ยกมือขึ้นกุมศีรษะเล็กน้อยเพื่อระงับอาการปวด ก่อนที่ทุกอย่างจะสงบลงในที่สุด เขาจัดระเบียบอารมณ์และความทรงจำที่เพิ่งได้รับมาใหม่ได้อย่างรวดเร็ว
‘อย่างนี้นี่เอง...มิตรภาพของพวกเขาลึกซึ้งถึงเพียงนี้เชียว’
เมื่ออาการปวดศีรษะหายเป็ปลิดทิ้ง เขาจึงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ใบหน้ากลับมาเรียบเฉยแต่แฝงรอยยิ้มบางเบา “ซูเหวินจื่อ...ไม่ได้พบกันนาน เ้ายังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน” เขากล่าวต้อนรับสหาย ก่อนจะผายมือเชิญ “เข้ามานั่งข้างในก่อนสิ”
ซูเหวินจื่อมีอัธยาศัยดีเป็ทุนเดิม เมื่อเข้ามานั่งในศาลาร่วมกันแล้ว เขาก็เอ่ยสอบถามถึงอาการป่วยของสหายรักก่อนเป็อันดับแรก “เ้าเป็อย่างไรบ้าง? ข้าเป็ห่วงแทบแย่ ได้ยินว่าเ้าจมน้ำไป...อย่าได้คิดสั้นทำเื่โง่ๆ เช่นนั้นอีกนะ!”
พูดจบเขาก็ใช้หลังมือชกไปที่หน้าอกของเซี่ยหยางเบาๆ ตามความเคยชิน ก่อนจะหันไปสั่งให้บ่าวชายด้านหลังนำกล่องของขวัญที่เตรียมมามอบให้
“ท่านแม่ของข้ารู้ข่าวว่าเ้าตกน้ำ คาดว่าเ้าต้องบำรุงธาตุหยางเป็พิเศษจึงนำเห็ดหลินจือต้นนี้มาให้” เขาเปิดกล่องผ้าไหมสีแดงออก เผยให้เห็นเห็ดหลินจือสีแดงเข้มขนาดใหญ่ที่ยังสมบูรณ์งดงาม “นี่เป็าาแห่งสมุนไพร เสริมหยางได้อย่างดีเยี่ยม ท่านแม่ฝากมาให้เ้า”
‘เสริมหยางงั้นรึ...ช่างน่าขัน’ เสิ่นอี้คิดในใจ ก่อนจะรับกล่องของขวัญมาด้วยรอยยิ้ม “ขอบพระคุณฮูหยินซูยิ่งนัก...รบกวนเ้าแล้ว” เขาส่งกล่องให้สาวใช้คนสนิทที่ยืนอยู่ด้านหลังนำไปเก็บ “หากมีโอกาส ข้าจะไปเยี่ยมคารวะมารดาของเ้าที่จวนด้วยตนเอง”
ซูเหวินจื่อพยักหน้ารับอย่างยินดี ก่อนที่สายตาของเขาจะสังเกตเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของคนทั้งสอง “ว่าแต่...พวกท่านมีเื่กลุ้มใจอันใดหรือไม่? ข้าเห็นพวกท่านนั่งหารือกันดูเคร่งเครียดนัก มีอะไรพอให้ข้าช่วยเหลือได้หรือไม่?”
เสิ่นอี้สบตากับพี่หญิงใหญ่แวบหนึ่ง ก่อนจะเป็ฝ่ายเอ่ยปากเล่าเื่ความจำเป็ในการหาของขวัญเพื่อไปขอขมาสกุลฉินให้สหายฟังอย่างคร่าวๆ
ทันทีที่ฟังจบ ซูเหวินจื่อก็ตบอกของตนดังป้าบ! “โธ่เอ๊ย! เื่แค่นี้เอง!” เขากล่าวด้วยรอยยิ้มกว้าง “พวกท่านถามถูกคนแล้ว! เื่ของแปลกของหายากเหล่านี้ ข้ารู้จักผู้เชี่ยวชาญ และแหล่งซื้อขายอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว!”
เขายืดตัวอย่างภาคภูมิใจ “หากพวกท่านมีเวลาว่างเมื่อใด บอกข้าได้เลย ข้าจะพาท่านไปดูด้วยตนเอง รับรองว่าจะได้ของที่ดีที่สุด ถูกใจที่สุดแน่นอน!”
คำประกาศอย่างแข็งขัน และเปี่ยมด้วยน้ำใจนั้น ทำให้บรรยากาศที่เคยดูเหมือนจะตีบตันคลี่คลายลงในทันที เซี่ยอวี้เหวินมองสหายของน้องชายด้วยความขอบคุณ ในขณะที่เสิ่นอี้มองบุรุษหนุ่มตรงหน้าด้วยแววตาที่ลุ่มลึกยิ่งกว่าเดิม
...นี่ไม่ใช่แค่สหายเก่า แต่คือหนทางใหม่ที่เปิดออกตรงหน้าเขาแล้ว