บทที่ 26 อาหารค่ำที่ใส่เครื่องปรุงพิเศษ
"ท่านแม่ ท่านเป็อะไรหรือเ้าคะ?" เยว่เยว่ได้ยินนางหัวเราะจึงคลานขึ้นมาเอียงศีรษะเล็ก ๆ มองนาง
ซูชิ่นใช้มือหนุนท้ายทอย นั่งไขว่ห้างอย่างไม่รักษาภาพลักษณ์แล้วกล่าวว่า "แม่นึกถึงเื่ตลกบางอย่างน่ะ เยว่เยว่ พรุ่งนี้เ้าอยากกินอะไร?"
"ท่านแม่ ข้าอยากกินไก่ย่างเ้าค่ะ" เยว่เยว่บิดนิ้วไปมาพลางครุ่นคิด ทันใดนั้นก็น้ำลายสอ
ไก่ขอทานที่กินเมื่อวานหอมเหลือเกิน เมื่อคืนนางถึงกับฝันว่าได้กินไก่ย่างอีกครั้ง
ซูชิ่นเกาหัว ตอนนี้ตระกูลเฉิงไม่ได้เลี้ยงไก่ ส่วนไก่ในมิติวิเศษยังต้องเก็บไว้ให้มันออกไข่ ดังนั้นความปรารถนานี้จึงทำตามได้ยาก นางจึงลองต่อรองกับเยว่เยว่
"กินเนื้ออย่างอื่นได้หรือไม่?"
"เนื้อหรือเ้าคะ?" ดวงตาของเยว่เยว่เป็ประกาย พลางพยักหน้าเล็ก ๆ ขึ้นลงอย่างแรง "ได้เ้าค่ะ ได้เ้าค่ะ ไม่มีไก่ย่าง กินเนื้ออย่างอื่นก็ได้เ้าค่ะ"
มุมปากของซูชิ่นกระตุก เ้าหนูนี่ช่างพูดจาโอหังเสียจริง
โจวโจวไม่ได้พูดอะไรแต่สีหน้าบนใบหน้าเล็ก ๆ นั้นผ่อนคลายมาก มุมปากยกยิ้มตลอดเวลา และเลียนแบบท่าทางของซูชิ่น โดยใช้แขนเล็ก ๆ หนุนท้ายทอย พร้อมพยายามยกขาคู่สั้น ๆ ขึ้นไขว่ห้าง
เขาชอบชีวิตตอนนี้มาก แม้จะไม่มีท่านพ่อแล้ว แต่ท่านแม่กลับเก่งกาจขึ้นมาก ไม่เพียงแต่ทำให้พวกเขาอิ่มท้อง แต่ยังทำให้ท่านปู่ท่านย่าเกรงกลัวได้ด้วย
แม้ว่าตอนนี้ท่านแม่จะเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง แต่เขารู้สึกว่าแบบนี้ดีมาก
ความคิดของเยว่เยว่เรียบง่ายกว่ามาก ในใจและสายตาของเด็กหญิงมีแต่เื่ที่จะได้กินเนื้อในวันพรุ่งนี้ เมื่อเห็นท่านแม่และพี่ชายทำท่าทางเช่นนั้น นางจึงล้มตัวลงนอนเรียงกันด้วย
เมื่อหลี่ซื่อเดินมาเรียกซูชิ่นไปกินข้าว นางมองผ่านกระดาษหน้าต่างที่ขาดวิ่นแล้วเห็นภาพด้านใน ก็โกรธจนกัดฟันกรอด!
นังแพศยานี่!
นางต้องวุ่นวายอยู่ในครัวตั้งนาน แต่นังแพศยากลับนอนเสวยสุขอยู่บนเตียงกลางวันแสก ๆ! น่าโมโหชะมัด!
ทว่าตอนนี้นางไม่กล้าทำให้ฝ่ายตรงข้ามโกรธ จึงได้แต่สะกดกลั้นอารมณ์แล้วะโเรียกที่หน้าประตู
"กินข้าวได้แล้ว"
เมื่อหันหลังกลับเข้าครัว หลี่ซื่อยิ่งคิดก็ยิ่งเดือดดาล นางมองดูบะหมี่หลายชามที่ตักไว้แล้ว ก่อนที่ความคิดชั่วร้ายจะผุดขึ้นมา นางถ่มน้ำลายลงไปในสามชามนั้น และเพื่อไม่ให้ถูกจับได้ นางจึงจงใจใช้ตะเกียบคนให้เข้ากัน
อยากกินนักใช่ไหม! กินน้ำลายของข้านี่แหละ!
หลี่ซื่อรู้สึกตื่นเต้นในใจ และเพราะกลัวว่าคนในบ้านจะหยิบสลับกัน จึงแยกสามชามที่ใส่เครื่องปรุงพิเศษนั้นออกไปไว้ด้านข้าง
ซูชิ่นถือตะกร้าไม้ไผ่เข้าไปในครัว แล้วมองดูชามที่วางเรียงรายอยู่บนเตา ก่อนจะเอ่ยถามว่า "ชามไหนเป็ของบ้านใหญ่?"
หลี่ซื่อทำหน้าบึ้งตึงพลางชี้ไปยังสามชามที่วางแยกไว้ด้านข้าง
ซูชิ่นส่งเสียงอ้อคำหนึ่ง แล้วเดินเข้าไปเลือกสามชามจากบรรดาชามของคนตระกูลเฉิงใส่ลงในตะกร้าไม้ไผ่
"นั่นต่างหากที่เป็ของบ้านใหญ่" หลี่ซื่อรีบห้าม
"ข้าไม่เชื่อใจนิสัยของเ้าหรอก เผื่อว่าเ้าใส่เครื่องปรุงพิเศษลงในชามขึ้นมาล่ะ?" ซูชิ่นแสยะยิ้ม
สีหน้าของหลี่ซื่อแข็งค้างทันที แผ่นหลังมีเหงื่อซึมออกมาอีกชั้น หากมีใครบอกนางอีกว่าซูชิ่นไม่ใช่ผีหรือปีศาจ นางจะตีคนผู้นั้นให้ตาย!
เพราะกลัวซูชิ่นจะดูออก หลี่ซื่อจึงฝืนยิ้มแห้ง ๆ แล้วกล่าวว่า "พี่สะใภ้ ท่านช่างพูดเล่นเก่งจริงนะเ้าคะ"
ซูชิ่นมองนางด้วยสายตาที่เหมือนจะยิ้มแต่ไม่ยิ้ม "ข้าก็แค่ล้อเล่นไปเรื่อย เ้าจะตื่นเต้นทำไม? หรือว่าเ้าใส่เครื่องปรุงพิเศษลงในสามชามนั้นจริง ๆ?"
"มะ...ไม่มี ข้าจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร..." หลี่ซื่อส่ายหน้าอย่างแรง
"ไม่ต้องอธิบายหรอก ยิ่งอธิบายก็ยิ่งเหมือนปกปิด" ซูชิ่นเอ่ยพลางหิ้วตะกร้าเดินออกไป
หลี่ซื่อมองตามหลังนางไปด้วยความรู้สึกทั้งโกรธทั้งกลัว พลางก้มมองบะหมี่สามชามที่ใส่เครื่องปรุงพิเศษด้วยความลำบากใจ
ทว่าครู่ต่อมานางก็หน้าบึ้งตึงลง ซูชิ่นไม่กินก็ช่างเถอะ เช่นนั้นก็ให้คนอื่นในตระกูลเฉิงกินแทนเสียเลย
นังแก่หนังเหี่ยวคนนั้น แล้วก็ตาแก่นั่นกับนังเด็กแพศยาเฉิงเหลียนเซียง ไม่มีใครเป็คนดีเลยสักคน!
ดังนั้นหลี่ซื่อจึงยกบะหมี่สามชามที่ใส่เครื่องปรุงพิเศษเข้าไปในห้องโถง วางไว้บนโต๊ะ แล้วยกบะหมี่อีกหนึ่งชามเข้าไปในห้อง เพื่อป้อนเฉิงเยี่ยนผิงที่นอนอยู่บนเตียง
เมื่อป้อนเสร็จและเดินออกมา ก็เห็นเฒ่าเฉิงและครอบครัวกำลังนั่งกินบะหมี่กันอย่างเอร็ดอร่อยบนโต๊ะ หลี่ซื่อรู้สึกสะใจยิ่งนัก
ซูชิ่นไม่สนใจว่าหลี่ซื่อจะจัดการกับบะหมี่สามชามที่ใส่เครื่องปรุงพิเศษอย่างไร นางหิ้วตะกร้ากลับมาที่ห้องของตน แล้วแบ่งให้เด็กน้อยสองคนคนละชาม ส่วนอีกหนึ่งชามนางกินเอง
ฝีมือการทำอาหารของหลี่ซื่อนั้นธรรมดา ยิ่งประกอบกับความไม่เต็มใจ รสชาติอาหารที่ทำออกมาจึงไม่เลิศเลอ ซูชิ่นทนกินไปสองคำก็หมดความอยากอาหาร
ทว่าเด็กทั้งสองคนกลับไม่เลือกกิน และตั้งใจกินอย่างเงียบ ๆ
ชามของตระกูลเฉิงค่อนข้างใหญ่ แต่เสบียงในบ้านมีน้อย ของแห้งในชามจึงมีไม่มาก บะหมี่ชามใหญ่มีแต่น้ำซุป ส่วนเส้นบะหมี่มีเพียงไม่กี่เส้น
ซูชิ่นยึดหลักการไม่กินทิ้งขว้าง จึงแบ่งบะหมี่ในชามของตนให้เด็กทั้งสองคน
โจวโจวเงยหน้าขึ้น รอบปากเล็ก ๆ ที่เลอะน้ำแกงบะหมี่ถามด้วยความห่วงใยว่า "ท่านแม่ ทำไมท่านไม่กินล่ะขอรับ?"
ซูชิ่นไม่กล้าบอกว่าตนเองเลือกกิน จึงหาข้ออ้างแล้วกล่าวว่า "แม่ไม่หิว พวกเ้ากินเยอะ ๆ เถอะ ่กำลังโตจะปล่อยให้หิวไม่ได้ มิเช่นนั้นโตขึ้นจะเป็คนแคระนะ"
โจวโจวจำได้ว่าเมื่อก่อนท่านแม่ชอบกินบะหมี่ที่สุด ทุกครั้งที่ท่านพ่อขายสัตว์ที่ล่าได้ และซื้อแป้งละเอียดกลับมาทำบะหมี่ ท่านแม่จะอารมณ์ดี แต่ตอนนี้ท่านแม่กลับแบ่งของที่ชอบที่สุดให้เขาและน้องสาว
เมื่อก่อนท่านแม่ไม่แบ่งเพราะตอนนั้นมีท่านพ่ออยู่ ท่านปู่ท่านย่าจึงไม่กล้าตัดรอนอาหารของพวกเขาอย่างเปิดเผย พวกเขาจึงได้กินจนอิ่ม แต่ตอนนี้ไม่มีท่านพ่อแล้ว บะหมี่ที่อาสะใภ้ทำมีแต่น้ำแกง ท่านแม่กลัวพวกเขาหิวจึงแบ่งบะหมี่ของตนให้
ท่านแม่รักเขาและน้องสาวเหลือเกิน!
โจวโจวรู้สึกตื้นตันใจอย่างยิ่ง เขาวางตะเกียบแล้ววิ่งไปข้างกายซูชิ่น กางแขนออกพยายามจะโอบกอดนางไว้ในอ้อมแขนของตน
"เป็อะไรไป?" ซูชิ่นงุนงง
"ท่านแม่ ข้าจะพยายามเติบโตให้เร็ว ๆ ต่อไปนี้จะไม่ยอมให้ใครมารังแกท่านอีกขอรับ" โจวโจวเงยหน้าเล็ก ๆ ขึ้น ในดวงตามีหยาดน้ำตา
แม้ซูชิ่นจะไม่เข้าใจว่าทำไมเ้าตัวเล็กถึงเป็เช่นนี้กะทันหัน แต่ในใจกลับรู้สึกอบอุ่นขึ้นมา
เด็กคนนี้ช่างรู้ความจริง ๆ
"ถ้าอยากโตก็ต้องกินข้าวเยอะ ๆ รีบกินเสีย เดี๋ยวเส้นบะหมี่อืดแล้วจะไม่อร่อย" นางยื่นมือไปลูบหัวเขา
"ท่านแม่ ท่านก็กินสักนิดเถอะขอรับ" โจวโจวก้มหน้าลงเพื่อแอบเช็ดน้ำตา
ซูชิ่นรังเกียจฝีมือของหลี่ซื่อจริง ๆ แต่เมื่อเห็นท่าทางของโจวโจวจึงได้แต่บอกว่า "แม่กินข้าวโพดไปเยอะแล้ว รู้สึกอิ่มนิดหน่อย เดี๋ยวค่อยดื่มน้ำแกงบะหมี่ก็พอ"
หลังจากอาหารค่ำ ซูชิ่นไปต้มน้ำอาบในครัวให้ตนเองก่อน จากนั้นจึงอาบน้ำให้เด็กทั้งสองคน เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยก็ดับไฟเพื่อเข้านอน
พอเด็กทั้งสองหลับไปแล้ว ซูชิ่นก็เข้าสู่มิติวิเศษอีกครั้งเพื่อเริ่มฝึกวิชา
นางฝึกจนถึง่หลังเที่ยงคืนจึงหยุด และเตรียมออกจากมิติวิเศษเพื่อเข้านอน ทว่าทันทีที่ออกจากมิติวิเศษ นางก็ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวเบา ๆ ที่นอกประตู
ซูชิ่นลงจากเตียงอย่างแ่เบา เดินไปใกล้หน้าต่างแล้วมองออกไป เห็นคนตระกูลเฉิงมารวมตัวกันอยู่ที่ลานบ้าน พร้อมกับหลี่ซื่อและเฒ่าเฉิงที่ถือไหคนละใบ เดินย่องเหมือนหัวขโมยเข้าไปใกล้ห้องปีกตะวันออกที่บ้านใหญ่พักอาศัย
ขณะที่ซูชิ่นกำลังสงสัยว่าคนตระกูลเฉิงจะเล่นละครฉากไหนอีก นางก็เห็นเฒ่าเฉิงเปิดไหแล้วสาดของในให้ไหลลงบนกำแพง
นี่มันกลิ่นน้ำมันตะเกียง
คนตระกูลเฉิงคิดจะจุดไฟเผาพวกนางแม่ลูกให้ตายสินะ!
สายตาของซูชิ่นเย็นเยียบลง พวกสัตว์เดรัจฉานตระกูลเฉิงช่างใจคอโเี้ยิ่งนัก
หากเป็นางคนเดียวก็ช่างเถอะ เพราะอย่างไรเสียก็เป็คนนอก แต่เด็กทั้งสองคนคือเืเนื้อเชื้อไขของตระกูลเฉิงนะ!