น้องกิ๊ฟ 10: ยื่นใบลาออก
เช้าวันจันทร์ที่ควรจะเร่งรีบและวุ่นวายตามประสาชีวิตคนเมือง in ย่านธุรกิจใจกลางกรุงเทพมหานครอย่างสาทร กลับให้ความรู้สึกเชื่องช้าและหนักอึ้งอย่างประหลาดในความรู้สึกของ ‘กิ๊ฟ’ หญิงสาวก้าวเท้าลงจากขบวนรถไฟฟ้าบีทีเอสด้วยจังหวะฝีเท้าที่พยายามรักษาความมั่นคง ทว่าในส่วนลึกของหัวใจกลับเต็มไปด้วยเกลียวคลื่นแห่งอารมณ์ที่ซัดสาดอย่างเงียบงัน แสงแดดอุ่นในยามเช้าสาดกระทบยอดตึกระฟ้าและแผ่นกระจกบานใหญ่ของอาคารสำนักงานหรูหราที่เธอคุ้นเคย สะท้อนประกายแสงระยิบระยับราวกับจะตอกย้ำถึงความรุ่งโรจน์ในหน้าที่การงานที่เธอทุ่มเทสร้างมาด้วยหยาดเหงื่อและหยาดน้ำตา ทว่าวันนี้... มันจะเป็นวันสุดท้ายที่เธอจะได้เดินเข้าสู่อาคารแห่งนี้ในฐานะพนักงานขายระดับแนวหน้าของบริษัท
กิ๊ฟผลักประตูกระจกบานสวิงเข้าสู่ออฟฟิศของแผนกขาย กลิ่นกาแฟคั่วบดหอมกรุ่นที่คุ้นเคยในยามเช้าโชยมาแตะจมูก เสียงนิ้วมือรัวพิมพ์บนแป้นคีย์บอร์ดและเสียงเจจาธุรกิจทางโทรศัพท์ดังระงมอยู่เป็นระยะตามประสาออฟฟิศที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและการทำยอดขายให้ทะลุเป้า เธอเดินตรงไปยังโต๊ะทำงานของตัวเอง รูดซิปกระเป๋าสะพายคู่ใจ แล้วหยิบซองจดหมายสีขาวสะอาดตาที่ปิดผนึกอย่างเรียบร้อยออกมาวางลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา ซองสีขาวซองนั้นดูเรียบง่ายธรรมดา ทว่าสำหรับเธอมันกลับมีน้ำหนักมหาศาลล้ำลึก เพราะมันคือ ‘ใบลาออก’ ที่เธอตัดสินใจอย่างแน่วแน่และเด็ดเดี่ยวที่สุดในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
มือเรียวเริ่มจัดเก็บข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวบนโต๊ะทำงานอย่างเงียบเชียบ เธอกางกล่องกระดาษใบใหญ่ที่เตรียมมา แล้วเริ่มหยิบแฟ้มแค็ตตาล็อกสินค้าระบบบ้านอัจฉริยะ (Smart Home) ที่เธอเคยใช้เวลาค่ำคืนท่องจำรายละเอียดและคุณสมบัติทางเทคนิคจนขึ้นใจ เอกสารข้อมูลลูกค้าสำคัญที่เธอเคยเปิดอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อเตรียมตัวนำเสนองานเพื่อชิงยอดขายอันดับหนึ่ง ตุ๊กตาโมเดลตัวเล็กที่ตั้งประดับหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อเป็นกำลังใจยามเหนื่อยล้า และแก้วเซรามิกสีพาสเทลใบโปรดที่เธอใช้ดื่มน้ำและกาแฟทุกวัน ทุกชิ้นล้วนเต็มไปด้วยความทรงจำของการต่อสู้ ความล้มเหลว ความพยายาม และความสำเร็จในฐานะพนักงานขายตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา
“อ้าว กิ๊ฟ ทำไมเก็บของเสียเกลี้ยงโต๊ะเลยล่ะ จะย้ายที่นั่งเหรอ” ‘พี่มายด์’ รุ่นพี่ในทีมขายจากโต๊ะข้าง ๆ เอ่ยถามขึ้นด้วยความแปลกใจ เมื่อเห็นกิ๊ฟกำลังจัดเก็บกรอบรูปและปากกาด้ามโปรดลงกล่องกระดาษอย่างเป็นระเบียบ
กิ๊ฟชะงักมือไปเล็กน้อย ก่อนจะหันไปส่งยิ้มบาง ๆ ให้รุ่นพี่ร่วมงาน “เปล่าค่ะพี่มายด์ กิ๊ฟกำลังจะยื่นใบลาออกค่ะ”
คำตอบเรียบง่ายนั้นสร้างความตกตะลึงให้แก่คนฟังอย่างยิ่ง พี่มายด์เบิกตากว้างด้วยความคาดไม่ถึง ก่อนจะอุทานเสียงหลง “ฮะ! ลาออก! บ้าไปแล้วกิ๊ฟ เธอเป็นท็อปเซลส์ของทีมเราเลยนะ ยอดขายก็ทะลุเป้าทุกเดือน ทำไมอยู่ ๆ ถึงลาออกล่ะ หรือว่ามีบริษัทคู่แข่งมาซื้อตัวไป ได้ข้อเสนออัปเงินเดือนขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์กันเนี่ย ทำไมปุบปับแบบนี้ล่ะ”
เสียงอุทานของพี่มายด์ดังพอที่จะทำให้เพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ในแผนกหันมามองเป็นตาเดียว ภายในไม่กี่วินาที โต๊ะทำงานของกิ๊ฟก็ถูกล้อมรอบด้วยเพื่อนร่วมทีมที่พากันเข้ามาถามไถ่ด้วยความตกใจและใจหาย ทุกคนต่างเสียดายเพื่อนร่วมงานฝีมือดีที่อัธยาศัยดีอย่างเธอ บรรยากาศรอบข้างเริ่มตึงเครียดและอบอวลไปด้วยเสียงสอบถามเหตุผลที่ดังเซ็งแซ่ระงมไปทั่วบริเวณ
“เกิดอะไรขึ้นน่ะกิ๊ฟ ทำไมกะทันหันแบบนี้ มีปัญหากับใครในทีมหรือเปล่า”
“นั่นสิ หรือว่ามีปัญหาอะไรกับหัวหน้า หรือแค่เหนื่อยเกินไป ลองขอลาพักร้อนยาว ๆ ดูก่อนไหม อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจเลยนะ เสียดายผลงานที่เธอทำมาตั้งนานจริง ๆ”
กิ๊ฟทำเพียงส่งยิ้มรับด้วยความอ่อนโยนและจริงใจ เธอเข้าใจในความห่วงใยและความปรารถนาดีของทุกคนเป็นอย่างดี แต่เหตุผลเบื้องลึกที่แท้จริงนั้นซับซ้อน เปราะบาง และละเอียดอ่อนเกินกว่าจะอธิบายให้ใครฟังได้ “ขอบคุณทุกคนมากนะคะที่เป็นห่วง กิ๊ฟแค่... รู้สึกอยากพักผ่อนแล้วก็อยากออกไปหาประสบการณ์และท้าทายสิ่งใหม่ ๆ ให้ตัวเองน่ะค่ะ ไม่ได้ถูกใครดึงตัวหรือมีปัญหาอะไรหรอกค่ะ”
ในขณะที่วงสนทนากำลังอลหม่านและเต็มไปด้วยเสียงซักไซ้ ประตูกระจกบานใหญ่ของห้องผู้จัดการฝ่ายขายก็ถูกเปิดออก ร่างสูงสง่าในชุดสูทสากลสีเข้มเนี้ยบกริบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าก้าวออกมาด้วยท่วงท่าที่มั่นคงและคุ้นตา ‘นนท์’ ผู้จัดการฝ่ายขายหนุ่มที่ปกติจะรักษาท่าทางเคร่งขรึมและทรงอำนาจอยู่เสมอ ทว่าวันนี้แววตาของเขากลับสั่นไหว เต็มไปด้วยความสับสนและตื่นตระหนกที่แอบซ่อนไว้ภายใต้สีหน้าที่พยายามทำเป็นเย็นชาและเฉยเมย
สายตาคมกวาดมองกลุ่มพนักงานที่กำลังยืนออกันอยู่รอบโต๊ะของกิ๊ฟ ก่อนจะหยุดนิ่งที่ร่างบางซึ่งกำลังจัดเก็บของด้วยท่าทางสงบนิ่ง นนท์สูดลมหายใจเข้าลึก พยายามปรับสีหน้าและท่าทางให้เรียบเฉยที่สุดตามบทบาทหัวหน้างาน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทรงพลังที่สะกดให้คนทั้งแผนกเงียบกริบลงทันที
“คุณกิ๊ฟ... ถือซองจดหมายนั่น แล้วตามผมเข้ามาคุยในห้องทำงานด้วยครับ”
สิ้นคำสั่ง นนท์ก็หมุนตัวเดินกลับเข้าไปในห้องทำงานทันที กิ๊ฟลอบถอนหายใจออกมาแผ่วเบา เธอรู้ดีว่านี่คือด่านที่ยากและบีบคั้นหัวใจที่สุด เป็นด่านที่เธอต้องดึงเอาความเข้มแข็งและสติทั้งหมดที่มีในชีวิตขึ้นมาใช้เพื่อก้าวผ่านมันไปให้ได้ มือเรียวหยิบซองจดหมายสีขาวขึ้นมากุมไว้ สบตากับเพื่อนร่วมงานที่มองมาด้วยความห่วงใยและเคลือบแคลง ก่อนจะก้าวเดินตามร่างสูงเข้าไปในห้องทำงานประตูกระจกบานใหญ่
ทันทีที่หญิงสาวก้าวผ่านพ้นประตูห้องทำงานเข้ามา นนท์ก็จัดการปิดประตูและกดล็อกอย่างแน่นหนา พร้อมกับเอื้อมมือไปรูดมู่ลี่ลงมาปิดกั้นสายตาจากภายนอกจนหมดสิ้น บรรยากาศภายในห้องทำงานที่เคยดูโปร่งโล่งด้วยวิวเมืองระฟ้า กลับเปลี่ยนเป็นอึดอัดและหนักหน่วงในพริบตา ความเงียบงันโรยตัวเข้าปกคลุมจนได้ยินเพียงเสียงแผ่วเบาของเครื่องปรับอากาศที่กำลังทำงานอยู่
นนท์หันกลับมาเผชิญหน้ากับกิ๊ฟ ในเวลานี้เขาสลัดมาดผู้จัดการจอมเนี้ยบผู้แข็งกร้าวทิ้งไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังยืนมองผู้หญิงที่ตนรักด้วยแววตาระทมทุกข์ ดวงตาคมเข้มที่เคยดุดันบัดนี้แดงก่ำและสั่นระริกด้วยแรงอารมณ์ที่เอ่อท้น เขาจ้องมองซองจดหมายสีขาวในมือเธอราวกับมันเป็นสิ่งที่จะมากรีดเฉือนหัวใจของเขาให้ขาดสะบั้นลงตรงหน้า
“ทำไม... กิ๊ฟ ทำไมต้องทำถึงขนาดนี้” นนท์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือแหบพร่า ความเจ็บปวดฉายชัดในทุกถ้อยคำ “กิ๊ฟจะทิ้งพี่ไปจริง ๆ เหรอ... เรื่องราวที่ผ่านมา ความรู้สึกที่เรามีให้กัน... มันไม่มีความหมายพอที่จะเหนี่ยวรั้งกิ๊ฟไว้เลยใช่ไหม หรือที่ผ่านมาพี่ดูแลกิ๊ฟไม่ดีพอ”
กิ๊ฟรู้สึกเหมือนมีก้อนแข็ง ๆ มาแล่นขึ้นจุกอยู่ที่ลำคอจนแทบจะพูดไม่ออก หัวใจปวดร้าวไม่แพ้กันเมื่อได้เห็นประกายน้ำตาที่รื้นขังในดวงตาของชายหนุ่ม เธอวางซองจดหมายสีขาวลงบนโต๊ะทำงานกระจกของเขาอย่างแผ่วเบา ก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้ร่างสูงที่กำลังยืนไหล่ตกอย่างไร้เรี่ยวแรง สบประสานสายตากับเขาด้วยแววตาที่เด็ดเดี่ยว ทว่าก็แฝงไว้ด้วยความอ่อนโยนและรักใคร่อย่างสุดซึ้งเพื่อประโลมใจเขา
มือเรียวเอื้อมไปประคองกุมมือหนาที่กำลังสั่นเทาของเขาเอาไว้ ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเธอช่วยปลอบประโลมหัวใจที่กำลังปวดร้าว กิ๊ฟบีบกระชับมือเขาเบา ๆ พยายามสะกดก้อนอารมณ์ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าหนักแน่นเด็ดเดี่ยว
“พี่นนท์คะ... ฟังกิ๊ฟดี ๆ นะคะ กิ๊ฟรักพี่นนท์มาก รักมากที่สุดเท่าที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะรักผู้ชายคนหนึ่งได้ ช่วงเวลาและเรื่องราวทั้งหมดระหว่างเรา มันงดงามและมีความหมายต่อชีวิตกิ๊ฟเสมอ” หญิงสาวหยุดสูดลมหายใจเพื่อสะกดอาการสั่นเครือและรวบรวมพลังในการพูดต่อ “แต่กิ๊ฟก็รักพี่เก๋มากเช่นกัน พี่เก๋เป็นพี่สาวที่แสนดี เป็นคนในครอบครัวที่ดูแลและปกป้องกิ๊ฟมาตลอดตั้งแต่เรายังเด็ก กิ๊ฟไม่อาจสร้างความสุขส่วนตัวบนความทุกข์ทรมานของคนในครอบครัวได้ และกิ๊ฟไม่อยากให้เราสองคนต้องรักกันอย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ ท่ามกลางความรู้สึกผิดต่อพี่เก๋ตลอดไป การก้าวเดินออกมาในตอนนี้คือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราทุกคนค่ะ”
นนท์หลับตาลงอย่างปวดร้าว หยาดน้ำตาอุ่นร้อนหยดหนึ่งหลั่งร่วงลงมาตามผิวแก้มสาก เขาบีบมือบางของกิ๊ฟตอบแน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือแล้ว ร่างตรงหน้าจะมลายหายวับไปกับตา “แต่พี่รักกิ๊ฟ... พี่ไม่อยากเสียกิ๊ฟไปเลยจริง ๆ พี่ไม่รู้จะทำงานและอยู่ตรงนี้ต่อไปอย่างไรถ้าไม่มีกิ๊ฟ”
“พี่นนท์ไม่ได้เสียกิ๊ฟไปไหนเลยค่ะ” กิ๊ฟคลี่ยิ้มอ่อนโยนที่ระคนด้วยความเจ็บปวดและเข้าใจโลก เอื้อมมืออีกข้างขึ้นประคองใบหน้าคมคายของเขา นิ้วเรียวเกลี่ยซับหยาดน้ำตาบนแก้มสากอย่างแผ่วเบาทะนุถนอม “บางครั้งความรักก็ไม่จำเป็นต้องจบลงที่การครอบครองเสมอไปนะคะ การที่กิ๊ฟตัดสินใจก้าวเดินออกมาในตอนนี้ คือหนทางที่ดีที่สุดสำหรับเราทุกฝ่าย มันช่วยรักษาความสุขในครอบครัวของพี่เก๋ รักษาบ้านที่อบอุ่นของพี่นนท์ และเหนือสิ่งอื่นใด มันทำให้ ‘ความทรงจำอันวิเศษ’ ระหว่างกิ๊ฟกับพี่นนท์ยังคงงดงาม บริสุทธิ์ และปราศจากความค้างคาใจหรือคำครหาใด ๆ กิ๊ฟอยากมองย้อนกลับมาแล้วยิ้มให้กับความรักครั้งนี้ด้วยหัวใจที่สะอาดและภาคภูมิใจค่ะ เราโตกันแล้ว และต้องเลือกทางเดินที่ถูกต้องเพื่อคนที่เรารักทุกคนนะคะ”
ถ้อยคำสละสลวยทว่ามั่นคงและเปี่ยมด้วยวุฒิภาวะของกิ๊ฟดิ่งลึกเข้าไปถึงก้นบึ้งหัวใจของนนท์ ชายหนุ่มตระหนักได้ในวินาทีนั้นเองว่า หญิงสาวตรงหน้าไม่ได้อ่อนแออย่างที่เขาเคยวิตกเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน เธอช่างเข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว และมีสติปัญญาที่เฉียบคมจนน่ายกย่อง เธอเลือกแบกรับความเหงาและขมขื่นในการจากลาไว้แต่เพียงผู้เดียว เพื่อปกป้องครอบครัวและรักษาสัมพันธ์อันดีงามของทุกคน ความรักของเธอช่างกว้างใหญ่และคำนึงถึงความถูกต้องเหมาะสม จนทำให้เขาเองรู้สึกละอายแก่ใจที่เคยคิดจะเหนี่ยวรั้งเธอไว้เพียงเพราะความต้องการและกิเลสของตัวเอง
นนท์ปล่อยวางความถือดีและภาระหน้าที่ของผู้จัดการที่แบกไว้จนหมดสิ้น เขารวบร่างบางของกิ๊ฟเข้ามาโอบกอดแนบชิดอกด้วยความรักอันท่วมท้น อ้อมกอดครั้งสุดท้ายนี้เต็มไปด้วยความรู้สึกซาบซึ้งใจ อ่อนโยน และถนอมกล่อมเกลี้ยงราวกุมสิ่งล้ำค่า กิ๊ฟซบดวงหน้าลงกับแผงอกกว้างที่อบอุ่นและแสนคุ้นเคย ซึมซับไออุ่นรวมถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่เต้นแรงระรัวของเขาไว้เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจตราบนานแสนนาน เธอหลับตาลงรับรู้ถึงอ้อมกอดที่กอดแน่นทว่าละมุนละไมนี้
นนท์กดริมฝีปากลงบนกลุ่มผมนุ่มหอมกรุ่นของเธอซ้ำ ๆ อย่างแผ่วเบาด้วยความทะนุถนอม มือหนาลูบแผ่นหลังบางปลอบโยนอย่างแสนรัก “ขอบคุณนะกิ๊ฟ... ขอบคุณสำหรับทุกความรู้สึกดี ๆ ที่มอบให้พี่ ขอบคุณที่ทำให้พี่ได้เข้าใจว่าความรักที่แท้จริงคืออะไร และพี่ต้องขอโทษจริง ๆ สำหรับเรื่องราวทั้งหมดที่ผ่านมา พี่จะไม่มีวันลืมความเสียสละและความรักของกิ๊ฟเลย”
เขาผละวงแขนออกเพียงเล็กน้อยเพื่อสบสายตากับเธออีกครั้ง ฝ่ามืออุ่นประคองดวงหน้าหวานไว้เนื่องด้วยความเสน่หาและแสนรัก ปลายนิ้วโป้งลูบไล้พวงแก้มเนียนและแนวกรามเบา ๆ ราวกับจะบันทึกจดจำทุกรายละเอียดของใบหน้านี้ไว้ในส่วนลึกของความทรงจำ “พี่เคารพการตัดสินใจของกิ๊ฟนะ... พี่ขออวยพรให้กิ๊ฟโชคดี ขอให้เส้นทางสายใหม่ข้างหน้าเต็มไปด้วยความสุขและความสำเร็จ ไม่ว่าในอนาคตกิ๊ฟจะไปอยู่ที่ไหนหรือทำอะไร ขอให้รู้ไว้เสมอว่า พี่คนนี้จะคอยส่งกำลังใจและปรารถนาดีต่อกิ๊ฟไม่มีวันเปลี่ยนแปลง”
กิ๊ฟคลี่ยิ้มรับคำอวยพรนั้นด้วยดวงตาที่ทอประกายอิ่มเอิบ อบอุ่นใจอย่างปราศจากความหม่นหมอง มีเพียงความโล่งอกและความปรารถนาดีอย่างจริงใจที่ต่างฝ่ายต่างมอบให้แก่กัน “ขอบคุณมากค่ะพี่นนท์... กิ๊ฟก็ขอให้พี่นนท์มีชีวิตที่อบอุ่นและมีความสุขเช่นกันนะคะ ดูแลพี่เก๋และรักษาครอบครัวของเราให้ดีที่สุดนะคะ... ลาก่อนค่ะ”
การสัมผัสมือและปล่อยมืออำลาในครั้งนี้ช่างแสนลึกซึ้งและงดงาม ปราศจากการเหนี่ยวรั้งหรือเสียงคร่ำครวญใด ๆ มีเพียงสายตาแห่งความเข้าใจและการยอมรับในความเป็นจริงที่จะนำพาให้ทั้งสองคนก้าวเดินต่อไปอย่างมีวุฒิภาวะและการเติบโตอย่างผู้ใหญ่ที่แท้จริง
เวลาล่วงเลยผ่านไปจนถึงช่วงบ่ายแก่ ๆ กิ๊ฟสาวเท้าก้าวเดินออกจากประตูกระจกบานใหญ่ของอาคารสำนักงานใจกลางย่านสาทร ในอ้อมแขนมีกล่องกระดาษบรรจุสิ่งของเครื่องใช้ส่วนตัว แสงแดดยามบ่ายสาดกระทบกระจกเงาวับของหมู่ตึกระฟ้าระยิบระยับ สะท้อนภาพทิวทัศน์ของเมืองใหญ่ที่ดูทันสมัยและเปี่ยมด้วยแรงขับเคลื่อน สายลมอ่อน ๆ พัดผ่านเข้ามาปะทะดวงหน้า ช่วยให้ความรู้สึกตึงเครียดทั้งหลายมลายหายไป เหลือทิ้งไว้เพียงความรู้สึกเบาสบายและอิสระอย่างประหลาด
กิ๊ฟเหลียวหันกลับไปมองยังทางออกของอาคาร สายตาจับจ้องรถยุโรปสีดำคันคุ้นตาของนนท์ที่กำลังค่อย ๆ แล่นเคลื่อนตัวออกสู่ถนนใหญ่ด้านหน้าตึก เพื่อมุ่งหน้ากลับไปสู่บ้านและชีวิตครอบครัวของเขา... กลับไปทำหน้าที่สามีที่ดีของพี่เก๋ รอยยิ้มจาง ๆ ผุดขึ้นบนเรียวปากอิ่มของหญิงสาว กิ๊ฟสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ซึมซับเอาความรู้สึกสดชื่นของการเริ่มต้นใหม่เข้าสู่ปอดอย่างเต็มที่
แม้ลึก ๆ ในใจจะยังคงหลงเหลือความเหงาและความอาลัยอาวรณ์เจือจางอยู่บ้าง แต่มันเป็นความเหงาที่อบอุ่นและสวยงามอย่างน่าประหลาด เธอรู้สึกโล่งอกอย่างที่สุดที่สามารถสลัดความรู้สึกหนักอึ้งและความค้างคาใจออกไปจนหมดสิ้น หัวใจของเธอในเวลานี้กลับมาเปี่ยมไปด้วยพลังบวกและพร้อมที่จะก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างไร้ความวิตกกังวล เพื่อต้อนรับความท้าทายใหม่ ๆ ที่กำลังรออยู่ในอนาคตอันสดใส
เธอจะเก็บซ่อนความลับที่แสนสวยงามและเร่าร้อนครั้งนี้ไว้ในลิ้นชักความทรงจำที่ลึกที่สุดของหัวใจ ล็อกมันไว้อย่างแน่นหนาด้วยสลักเกลียวแห่งความรักและความปรารถนาดี ปล่อยให้มันทำหน้าที่เป็นเพียงเรื่องราวหวานล้ำที่คอยชุบชูใจ in ยามอ่อนล้า ทว่ามั่นใจว่าจะไม่มีวันปล่อยให้มันเล็ดลอดออกมาทำลายชีวิตคู่หรือความผาสุกของใครอีก
กิ๊ฟโอบกระชับกล่องสัมภาระในอ้อมแขนให้แน่นเข้า ก่อนจะสาวเท้าก้าวเดินไปบนทางเดินยาวอย่างมั่นคงและสง่างามกว่าที่เคย แผ่นหลังบางเหยียดตรงสง่า เส้นผมนุ่มไหวลู่ไปตามสายลมเฉื่อย ทิ้งทุกเรื่องราวในอดีตไว้เบื้องหลัง เพื่อมุ่งหน้าสู่อนาคตอันสดใสที่รออยู่เบื้องหน้าด้วยหัวใจที่เข้มแข็ง... อย่างแท้จริง