หัวหน้ากลุ่มเห็นว่าหลิวเหว่ยเป็นตัวอย่างของคนเกียจคร้านที่กินแรงผู้อื่นเขาจึงตัดสินใจพูดเรื่องไม่น่าฟังก่อน
เขากล่าวกับเว่ยหงเอ๋อร์และหลินเซิ่งจิ่งว่า “เมื่อเข้าร่วมกลุ่มของพวกเราแล้วก็ต้องทำงานที่ตนเองได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นทุกวัน ก่อนที่พวกเจ้าจะมา พวกเราได้แบ่งงานกันเรียบร้อยแล้วพวกเจ้าจึงทำได้เพียงงานที่เหลืออยู่เท่านั้น หากไม่อยากทำงานก็จงพูดออกมาเสียตั้งแต่ตอนนี้ข้าจะไม่คัดค้านหากพวกเจ้าต้องการไปร่วมกลุ่มอื่น”
“พวกเราทำงานได้เจ้าค่ะ” เว่ยหงเอ๋อร์รีบกล่าว
สถานการณ์ในตอนนี้ ไม่ว่ากลุ่มใดล้วนไม่เต็มใจเลี้ยงดูคนเกียจคร้าน
หากไม่ทำงานก็ไม่มีชีวิตรอดนางเข้าใจเรื่องนี้ดี ส่วนบุตรชายของนางที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจก็สมควรได้รับความยากลำบากได้เห็นโลกกว้างบ้าง
หัวหน้ากลุ่มพอใจในท่าทีของเว่ยหงเอ๋อร์จึงหันไปทางหลินเซิ่งจิ่ง
หลินเซิ่งจิ่งนั้นแม้ว่าจะเกียจคร้านแต่เมื่อถึงเวลาต้องเอาชีวิตรอด เขาย่อมไม่มีแนวคิดที่ว่ายอมอดตายดีกว่าทำงานเช่นหลินเฉิงคุนจึงรีบพยักหน้าตกลง
หัวหน้ากลุ่มมอบหมายงานให้สองแม่ลูกทันที
หลินเสวี่ยจู๋เห็นว่าไม่มีความครึกครื้นให้ดูแล้วจึงแจกแผ่นแป้งทอดที่ทอดสุกแล้วให้กับทั้งครอบครัว
แผ่นแป้งทอดทำจากแป้งข้าวโพดผสมกับผักป่าคนอื่นๆ ในขบวนเห็นแล้วแทบจะเบือนหน้าหนี เพราะก่อนหน้านี้พวกเขากินแต่ขนมปังสีดำที่คล้ายคลึงกับแผ่นแป้งทอดนี้มาเนิ่นนาน
แต่สำหรับครอบครัวสกุลหลินนี่ถือเป็นการเปลี่ยนรสชาติที่หาได้ยาก ถึงอย่างไรเนื้อสัตว์นั้นกินทุกมื้อก็ต้องเบื่อ
แม้ว่าผักป่าจะขมไปบ้าง ทว่าก็มีสรรพคุณช่วยดับร้อนได้
ทันทีที่กินแผ่นแป้งทอดหมดผู้คุมก็มาเรียกให้ออกเดินทางต่อ
หลินเสวี่ยจู๋ยัดสาลี่ลูกใหญ่ให้ทั้งครอบครัวคนละลูกก่อนจะเดินนำหน้าไปอย่างร่าเริง
สามพี่น้องสกุลหูซ่อนสาลี่ไว้ในแขนเสื้อพวกเขาเดินไปกินไป จากตอนแรกที่รู้สึกตื่นเต้นดีใจจนไม่กล้ากินตอนนี้พวกเขาทั้งสามปรับตัวได้แล้ว หลินเหนียงจื่อมีวิธีหาของกินมาให้พวกเขาได้พวกเขาก็จะกิน หลินเหนียงจื่อยังบอกอีกว่าเมื่อกินอิ่มแล้วก็จะมีแรงทำงานชีวิตถึงจะดีขึ้นเรื่อยๆ
นี่เรียกว่าอะไรนะ? วงประเสริฐอะไรสักอย่าง ใช่แล้ววงจรประเสริฐ
สามพี่น้องช่วยกันนึกอยู่นานกว่าจะนึกคำศัพท์ใหม่คำนี้ออก
การติดตามหลินเหนียงจื่อนั้นนอกจากจะมีกินแล้ว ยังได้เพิ่มพูนความรู้อีกด้วย
“พวกท่านสามคนคิดอันใดกันอยู่หรือ?”
พูดถึงหลินเหนียงจื่อหลินเหนียงจื่อก็มา
หูอี้ถ่งเกาศีรษะแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “พวกเรากำลังคิดว่าเมื่อก่อนตอนที่ยังไม่ได้ติดตามหลินเหนียงจื่อ แม้แต่ข้าวยังไม่มีกิน ทว่าตอนนี้กลับได้ใช้ชีวิตที่ดีเช่นนี้ดีกว่าตอนก่อนถูกเนรเทศเสียอีก”
หลินเสวี่ยจู๋หลุดหัวเราะออกมาก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริง “พวกท่านอย่านึกถึงความทุกข์ยากในอดีตเลย ตอนนี้ด้านในรถม้าถูกปรับปรุงใหม่แล้วข้าคิดว่าจะปรับปรุงด้านนอกด้วยเจ้าค่ะ”
สามพี่น้องสกุลหูตื่นเต้นขึ้นมาทันที
ขอเพียงทำให้ชีวิตดีขึ้นได้พวกเขายินดีทำทุกอย่าง
“จะปรับปรุงอย่างไรหรือขอรับ?” หูอี้ถ่งถาม
หลินเสวี่ยจู๋กล่าว “ของกินของพวกเรามีเยอะสิ่งที่ไม่อาจเก็บไว้นานๆ ต้องนำไปตากแห้งให้หมด ข้าอยากทำราวตากของไว้บนหลังคารถม้าทั้งสองคันเอาไว้ตากผักป่ากับสมุนไพร ส่วนรอบๆ รถม้าก็เอาแท่งไม้ไผ่สี่แท่งมาติดไว้น่าจะดี เพราะหากมีเนื้อสัตว์ก็สามารถนำไปแขวนผึ่งลมได้หากพวกท่านมีเวลาก็ทำสองอย่างนี้ก่อนแล้วกันเจ้าค่ะ”
“ได้ขอรับ!” หูอี้ถ่งตอบตกลงทันที
“ซานถ่งได้รับบาดเจ็บตอนทำงานก็อย่าออกแรงเยอะ พยายามเลือกงานที่ไม่หนักมากนะเจ้าคะ” หลินเสวี่ยจู๋กำชับ
หูซานถ่งซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง
หลินเหนียงจื่อดูแลทุกเรื่องในครอบครัวทว่ากลับยังมีเวลานึกถึงเขาอีก จิตใจดีเกินไปแล้วจริงๆ
“วางใจเถิดขอรับหลินเหนียงจื่อยาที่ท่านหมอหลินให้ข้ามานับว่าดีมาก ช่วงนี้ข้ารู้สึกคันที่แผล น่าจะเป็นเพราะแผลกำลังสมานขอรับ” หูซานถ่งเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม
หลินเสวี่ยจู๋ไม่ได้พูดต่อเมื่อจัดการเรื่องราวต่างๆ เสร็จแล้วก็เดินจากไป
นางกำลังจะออกไปเก็บสมุนไพรกับหลินเฉิงเหยาในป่าใกล้ๆทว่ากลับเห็นภาพที่น่าตกใจ
นางเห็นสตรีผู้หนึ่งกำลังกระซิบกระซาบอะไรบางอย่างกับหลินเฉิงจาง
กิริยาท่าทางเช่นนั้นหากบอกว่านางไม่มีแผนร้ายอะไรในใจ ผียังไม่เชื่อเลย!
หลินเสวี่ยจู๋จับตามอง สตรีผู้นั้นคือคนที่ช่วยเหลือหลินเสวี่ยหลาน นางไม่ชอบที่ครอบครัวของหลินเสวี่ยจู๋มีชีวิตดีเกินไปจึงคิดยุยงให้ทุกคนต่อต้าน สุดท้ายกลับถูกทุกคนรังเกียจเพราะความประพฤติไม่ดี
หลังจากนั้นหลินเสวี่ยจู๋ก็แอบไปสืบข้อมูลมากระทั่งรู้ว่าสตรีผู้นี้มีชื่อเล่นว่า ‘ห่าว’ คนอื่นๆ เรียกนางว่าเว่ยห่าว
ตอนนี้เหวินซิ่วชิงกำลังทำงานอยู่บนรถม้าจึงไม่เห็นเหตุการณ์นี้
คาดว่าเว่ยห่าวคงคิดว่าหลินเฉิงจางเป็นบัณฑิตย่อมไม่พูดจาร้ายกาจใส่ตน จึงฉวยโอกาสเข้าใกล้เพื่อตีสนิท
มุมปากของหลินเสวี่ยจู๋เผยรอยยิ้มเหยียดหยามออกมา
กล้าคิดร้ายกับบิดาของนางช่างกล้าหาญเสียจริงๆ
นางเดินเข้าไปใกล้อย่างไม่พูดพร่ำทำเพลงดูเหมือนว่าเว่ยห่าวจะไม่เห็นนาง หรืออาจไม่สนใจนางเลยด้วยซ้ำ
เว่ยห่าวเอาแต่พยายามเข้าใกล้หลินเฉิงจางทั้งยังพูดด้วยน้ำเสียงน่าสงสาร “นายท่านหลิน ท่านเองก็มีบุตรสาวคงจะรู้ว่าสตรีอย่างข้าเลี้ยงดูบุตรทั้งสองเพียงลำพังนั้นไม่ง่ายเลย ข้าขอร้องท่านช่วยพูดแทนข้าสักคำเถิด ทุกคนต่างเคารพท่านถึงเพียงนั้น คำพูดของท่านย่อมมีผล”
ขณะพูดนางก็ใช้หน้าอกถูไถที่แขนของหลินเฉิงจางคล้ายตั้งใจคล้ายไม่ตั้งใจ
สีหน้าของหลินเฉิงจางราวกับกินมูลสัตว์เข้าไปก็ไม่ปานแต่ไม่ว่าเขาจะพูดให้เว่ยห่าวผู้นี้รู้จักวางตัวอย่างไร อีกฝ่ายก็ทำหูทวนลม พูดไปก็ไร้ประโยชน์
เขาเป็นบุรุษจะลงมือกับสตรีได้อย่างไร?
ก่อนหน้านี้ตอนที่หลิวเหว่ยทุบตีภรรยา หลิวเหว่ยถูกบุตรสาวของตนสั่งสอนไปยกใหญ่นางบอกว่าหากทำร้ายสตรีอีกจะให้เขาคลานไป
แล้วเขาที่เป็นบิดาของบุตรสาวจะทำเรื่องเลวร้ายเช่นนั้นได้อย่างไร!
คิดไปคิดมาหลินเฉิงจางจึงตัดสินใจวิ่งหนี
ไม่คาดคิดว่าทันทีที่เขาขยับตัวก็ถูกเว่ยห่าวคว้าแขนเอาไว้
“นายท่านหลินท่านจะไปไหนหรือเจ้าคะ?” เว่ยห่าวถามด้วยสีหน้าวิงวอนสายตาเต็มไปด้วยความเย้ายวน
ความคิดของนางนั้นแสนเรียบง่ายในฐานะที่นางเป็นสตรี เมื่ออยู่ต่อหน้าบุรุษย่อมได้เปรียบโดยธรรมชาติ หากไม่ใช้ประโยชน์จากจุดนี้ก็นับว่าเสียเปล่าแล้ว
ขอเพียงมีชีวิตรอดต่อไปได้นางไม่สนใจว่าจะใช้วิธีการใด
“มานี่เร็วพวกเจ้ารีบมาดูสิ มารดาของพวกเจ้ากำลังทำอันใดอยู่?” จู่ๆก็มีเสียงหยอกล้อดังแว่วมาจากด้านหลัง
เว่ยห่าวกับหลินเฉิงจางหันหน้ากลับมาพร้อมกัน
เห็นเพียงหลินเสวี่ยจู๋กำลังจูงเด็กชายสองคนทั้งคู่มองมาที่พวกเขาอย่างตกตะลึง
“ลูกสาว!” หลินเฉิงจางราวกับเห็นผู้วิเศษที่มาช่วยชีวิตก็ไม่ปาน เขาสะบัดแขนเว่ยห่าวออกแล้ววิ่งไปหาหลินเสวี่ยจู๋ทันที
หลินเสวี่ยจู๋มองบิดาของนางด้วยสายตารังเกียจ “บุรุษพึงระวังตนเวลาออกไปข้างนอก ท่านพ่อ ท่านไม่สะอาดแล้ว อย่าเข้าใกล้ลูกนะเจ้าคะ”
“ลูกสาว...” หลินเฉิงจางรู้สึกขมขื่นแต่เขากลัวยิ่งกว่าว่าบุตรสาวจะนำเรื่องนี้ไปบอกฮูหยินของเขา
“ไว้ค่อยคุยกันนะเจ้าคะ” หลินเสวี่ยจู๋พูดเสียงเบา
จากนั้นนางก็ก็ก้มตัวลงถามเด็กชายทั้งสองอย่างใจดี “พวกเจ้าทั้งสองรู้หรือไม่ว่ามารดาของพวกเจ้ากำลังทำอันใดอยู่?”
เด็กชายทั้งสองคล้ายเข้าใจคล้ายไม่เข้าใจพวกเขามองหลินเสวี่ยจู๋กับเว่ยห่าวสลับกันไปมาด้วยสายตาสงสัย
ต่อให้เว่ยห่าวจะหน้าหนาเพียงใดในเวลานี้ย่อมรู้สึกอับอายอยู่บ้าง
หลินเสวี่ยจู๋กลับอธิบายด้วยรอยยิ้มตาหยี “โลกใบนี้ได้มอบสองเส้นทางให้กับผู้ที่ต้องการบรรลุเป้าหมายเส้นทางแรกคือเส้นทางธรรมดา หมายถึงการพึ่งพาตนเองและพยายามอย่างสุดความสามารถส่วนอีกเส้นทางเป็นเส้นทางลัด หมายถึงการนำบางสิ่งบางอย่างของตนเองไปแลกมามารดาของพวกเจ้าเลือกเส้นทางลัดอย่างไรเล่า”
.............................