บทที่ 6 ขอแสดงความเสียใจด้วย
เสียงของผู้ชายปลายสายที่ดังก้องมาจากโทรศัพท์ทำให้ร่างกายของเธอที่เพิ่งยืนขึ้นได้ก็สูญเสียการทรงตัวและทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ทันที
ใบหน้าที่ซีดเผือดจนเกือบจะไร้ซึ่งสีเื อีกทั้งริมฝีปากที่สั่นระริกก็ะโออกมาเสียงดังในทันที
[ไหนคุณลองพูดมาอีกครั้งสิ! นี่คุณกำลังหลอกลวงอยู่ใช่ไหม!?]
[พวกเราขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครับ แต่กรุณาติดต่อสถานทูตโดยเร็วที่สุดเพื่อลงทะเบียนผู้ประสบภัยจากอุบัติเหตุทางอากาศ]
โทรศัพท์มือถือตกลงบนโต๊ะ และดวงตาของเธอก็แดงก่ำขึ้นมาในทันที
ไม่มีทาง!
ต้องมีคนกำลังเล่นตลกร้าย และปลอมตัวโทรมาจากสถานทูตเพื่อหลอกเธอแน่นอน!
หรือไม่แน่ก็อาจจะเป็กลเม็ดเล็กน้อยของฉีส่าวฉิงที่จะทรมานแก้แค้นเธอ เพื่อจะทำให้เธอขายหน้าต่อคนทั้งโลก!
ลู่จั่นเหยียนจึงรีบหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาด้วยความสั่นเทิ้ม และปลดล็อกในทันทีอย่างไม่ยอมเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
ทว่าเมื่อเปิดเจอกับพาดหัวข่าวนานาชาติด้วยตัวหนังสือสีแดงขนาดใหญ่ มันก็ทำให้ใจนหัวใจแทบหยุดเต้น
ด้านฉีส่าวฉิงสังเกตเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปอย่างมากของภรรยาตัวเอง คิ้วที่เคยหยิ่งผยองของเขาก็ขมวดขึ้นมาเล็กน้อยด้วยความสงสัย
ั้แ่ผู้หญิงคนนี้แต่งงานกับเขาก็ไม่เคยทำตัวอ่อนแอหรือน่าสงสารต่อหน้าขนาดนี้มาก่อน แม้ว่าเขาจะบีบคั้นเธอครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เธอคนนี้ก็เลือกที่จะเย่อหยิ่งอย่างน่ารำคาญอยู่ดี
แล้ววันนี้เกิดอะไรขึ้นกัน?
“ส่งโทรศัพท์มาให้ฉัน”
เลขาที่ยืนอยู่ด้านหลังจึงรีบส่งโทรศัพท์มาให้ จากนั้นเขาก็เปิดหัวข้อเด่นประจำวันและเห็นเนื้อหา้าที่กำลังเป็ข่าวร้อนแรง จากนั้นสีหน้าของชายหนุ่มก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลันในทันที
เป็ไปได้ยังไง?
ลู่จั่นเหยียนยืนขึ้นอย่างสับสน และไม่สนใจแล้วว่าเธอจะยังเป็ประธานบริษัทลู่ต่อไปได้หรือไม่ เพราะตอนนี้เธออยากจะรีบไปยืนยันให้แน่ใจก่อน บางทีพวกเขาอาจจะเข้าใจผิดก็ได้
ทว่าเธอที่เพิ่งจะก้าวเท้าออกจากที่นั่ง แต่ร่างกายกลับไร้ซึ่งเรี่ยวแรงใด ๆ และร่างของหญิงสาวก็โอนเอนจนล้มลงบนพื้นในทันที
ฉีส่าวฉิงตอบสนองอย่างรวดเร็ว เขารีบยื่นแขนยาวออกไปรับร่างที่หมดสติของเธอเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขน ดวงตาที่งดงามของเขาฉายแววของความกังวลและความซับซ้อนอยู่บ้าง อีกทั้งยังใช้มือใหญ่ตบแก้มซีดเซียวของเธอเบา ๆ เพื่อเรียกสติกลับคืนมา
“จั่นเหยียน! จั่นเหยียน!”
หลังจากที่หมดสติไปชั่วครู่ ดวงตาแดงก่ำของเธอก็ลืมขึ้นอีกครั้งและมองใบหน้าที่อยู่ใกล้เพียงเอื้อมขณะที่ร่างกำลังสั่นเทาอย่างยากจะควบคุม
พ่อแม่พาน้องสาวไปเที่ยวที่ปารีส แต่เธอยังมีหลายอย่างที่ต้องทำ จึงได้แต่อยู่เฝ้าบริษัท
อันที่จริงพวกเขาก็ควรจะกลับมาในสัปดาห์หน้า แต่เมื่อรู้ว่าบริษัทลู่เกิดเื่ขึ้นจึงรีบร้อนกลับมาทันที แต่ก็ไม่คาดคิดว่าพวกเขาจะไม่มีวันได้กลับมาอีกแล้ว
“ลู่จั่นเหยียน? คุณยังโอเคอยู่หรือเปล่า?”
เมื่อเห็นภรรยาจ้องมองตัวเองโดยไร้ซึ่งท่าทีใด ๆ ทำให้ฉีส่าวฉิงเกิดความร้อนรนอยู่ภายในใจอย่างอธิบายไม่ถูก
“ฉันยังมีสติดี ฉีส่าวฉิง พอได้แล้ว! คุณชนะแล้ว!”
เธอพยายามฝืนตัวลุกขึ้นยืนและทรงตัวให้มั่นคง ก่อนจะใช้สายตาที่แสนเ็าจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเขา
“คุณแก้แค้นฉันสำเร็จแล้วละ เพราะคุณทำให้ฉันสูญเสียคนที่สำคัญที่สุดไป!”
เธอผลักเขาออกไปอย่างดุดัน ก่อนจะวิ่งออกจากห้องประชุมไปอย่างโซเซ
“ท่านประธานครับ?”
เสียงของเลขาที่เอ่ยเรียกขึ้นมาเบา ๆ ทำให้เขาได้สติคืนมา ฉีส่าวฉิงหรี่ตามองเล็กน้อยพร้อมกับขมวดคิ้วแน่นและมองไปยังลู่จั่นเหยียนที่วิ่งจากไป
เขาอยากจะแก้แค้นผู้หญิงที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำคนนี้สักหน่อยก็จริง แต่กลับไม่เคยคาดคิดว่าจะได้ผลลัพธ์แบบนี้มาแทน
ส่วนลู่จั่นเหยียนที่วิ่งออกจากห้องประชุมแล้ว เธอก็มุ่งไปยังรถของตัวเองและขับออกมาด้วยความเร็วสูง แม้ว่าจะมีไฟแดงมาหยุดยั้งเธอไว้ แต่ก็ไม่สามารถสยบความร้อนใจที่จะมุ่งหน้าไปสถานทูตให้เร็วที่สุด
…
บริเวณหน้าประตูของสถานทูตมีการประดับผ้าไหมสีขาวและเ้าหน้าที่ทุกคนต่างก็สวมปลอกแขนสีดำเพื่อแสดงความไว้อาลัย
ลู่จั่นเหยียนเกือบจะทรงตัวไม่อยู่เมื่อเธอลงมาจากรถแล้วได้เห็นภาพตรงหน้า แต่หลังจากสงบสติและหายใจเข้าไปเฮือกใหญ่ เธอจึงพยายามฝืนเบียดตัวเข้าไปข้างในฝูงชนที่กำลังมุงดูบอร์ดประกาศ
แม้ว่าเธอจะภาวนาให้เป็เื่ที่เกิดความเข้าใจผิดกัน แต่ดวงตาคู่นั้นก็กวาดหารายชื่อที่คุ้นเคยด้วยความตื่นตระหนก
จนในที่สุดม่านตาของเธอก็หดเข้าทันที และใช้สายตาจับจ้องไปยังชื่อทั้งสามชื่อที่อยู่ติดกันด้วยความนิ่งงัน
ชื่อพ่อ ชื่อแม่ และชื่อน้องสาวของเธอ!
“คุณผู้หญิงครับ คุณมาเพื่อยืนยันตัวตนของครอบครัวใช่ไหม? ขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับ”