ตอนที่ 45 หากมิรังแกข้า ข้าก็มิรังแกผู้ใด
หลินเถี่ยเกินที่ได้ยินคำกล่าวของหลินหร่วนก็โมโหจนเจ็บหน้าอกแต่เขาก็มิกล้าเอ่ยอันใดออกไปแม้แต่คำเดียว
หากเขากล้าเอ่ยออกไป นางเด็กหลินหร่วนคงจะลากเมียเขาเข้าไปในไร่ข้าวโพดต่อเป็นแน่
หัวหน้าหมู่บ้านเหลือบมองหลินหร่วนกับหลินหาน เขาลอบถอนหายใจออกมาเงียบๆ จากนั้นก็เงยหน้าเอ่ยกับทุกคนว่า
“ต่อไปหากมีผู้ใดใส่ร้ายผู้อื่นโดยมิมีหลักฐานหรือรังแกผู้ที่อ่อนแอกว่าเช่นนี้อีกก็อย่าได้หาว่าข้าหยาบคาย !ทุนคนต่างก็เป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน ทั้งยังมาจากตระกูลเดียวกัน จะทำอันใดก็คิดตริตรองให้ดีเสียก่อน! ”
บรรดาชาวบ้านที่เห็นหัวหน้าหมู่บ้านมีโทสะ จึงก็รีบกุลีกุจอหดคอเดินจากไป
เมื่อชาวบ้านเดินจากไป หัวหน้าหมู่บ้านจึงหันมาเอ่ยพร้อมกับทำหน้าตายใส่หลินหร่วนสอง“พวกเจ้าก็เหมือนกัน จะเอ่ยหรือทำอันใดก็ไว้หน้าผู้อื่นบ้างเรื่องในวันนี้น่ะหากถอยให้กันสักก้าวก็หมดปัญหาแล้ว เหตุใดต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่โตด้วยเล่า? เจ้าต้องรู้จักเมตตาและให้อภัยผู้อื่น”
หลินหานกำลังจะเปิดปากอธิบาย ทว่าหลินหร่วนกลับเอื้อมมือดันเขาไปหลบอยู่ข้างหลัง
“ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน ท่านเอ่ยได้มิสมเหตุสมผล ท่านกล่าวว่าต้องรู้จักมีเมตตาและให้อภัยผู้อื่นทว่าผู้ใดกันที่จะเมตตาพวกข้า ? เรื่องในวันนี้หากพวกข้าอดทนปล่อยผ่านไป ท่านลุงคิดว่าด้วยนิสัยของนางจาง นางจะยอมปล่อยพวกข้าไปเยี่ยงนั้นหรือ? ถึงตอนนั้นคงได้ชื่อว่าเป็นขโมยติดตัวไปแล้ว เช่นนั้นพวกข้าจะอยู่ในหมู่บ้านต่อไปได้เยี่ยงไร? เวลาพวกข้าประสบพบเจอกับปัญหาอันใดก็ต้องทนเยี่ยงนั้นหรือผู้ใดจะนำเอาเรื่องไร้สาระมาโยนใส่ศีรษะของพวกข้าก็ได้ใช่หรือไม่ ? ”
หัวหน้าหมู่บ้านที่ถูกหลินหร่วนตอกหน้าถึงกับเอ่ยอันใดมิออกเพียงมินานเขาก็พ่นลมหายใจออกมาแล้วเอ่ยว่า “มันจะร้ายแรงถึงเพียงนั้นเลยหรือ ? ”
หลินหร่วนยกมุมปากยิ้ม
“เนื้อแท้ของมนุษย์นั้นชั่วร้าย บางคนมิชอบเห็นผู้อื่นได้ดีหวังจะเหยียบย่ำให้จมดิน หากมิอยากถูกผู้อื่นเหยียบย่ำก็จำต้องลุกขึ้นยืนด้วยตนเองจำต้องทำให้ผู้อื่นมิกล้าคิดร้าย ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน คนอย่างข้าเชื่อมาตลอดว่า หากผู้ใดมิเบียดเบียนข้าก่อนข้าก็จะมิเบียดเบียนกลับ ข้ามิเคยเป็นฝ่ายยั่วยุผู้ใดก่อน แต่หากมีคนหยาบคายมาทำให้ข้ามิสบายใจข้าก็มิรังเกียจที่จะสั่งสอนเขาให้เป็นมนุษย์ด้วยกำปั้นของข้า”
พอกล่าวจบ หลินหร่วนก็ได้เอ่ยขอโทษเขาหนึ่งคำจากนั้นก็เรียกหลินหานให้ช่วยกันแบกตะกร้าข้าวโพดกลับบ้าน
หัวหน้าหมู่บ้านจ้องมองไปยังแผ่นหลังของสองพี่น้องด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อน
ป้าโจวอดมิได้ที่จะเอ่ยแก้ต่างว่า “ท่านหัวหน้าหมู่บ้านเรื่องในวันนี้อย่าได้ตำหนิอาหร่วนเลยเจ้าหลินเถี่ยเกินกับเมียช่างชั่วร้ายเสียจริง โชคดีที่อาหร่วนมีกำลังมากพอจะหยุดหลินเถี่ยเกินเอาไว้ได้มิเช่นนั้นเด็กสองคนนั้นคงจะถูกทุบตีจนลุกมิขึ้นเป็นแน่ พวกเขามิมีทางเลือกอื่นเช่นกันทั้งยังมิมีผู้ใดคอยปกป้อง หากมิแข็งกระด้างสักหน่อย วันข้างหน้าจะใช้ชีวิตอยู่ต่อไปเยี่ยงไรเล่า? ”
หัวหน้าหมู่บ้านถอนหายใจยาวออกมา “ข้ามิได้กล่าวว่าพวกเขามิควรปกป้องตนเองทว่าพวกเขายังเยาว์ ข้ากลัวว่าพวกเขาจะมิอาจแบกรับปัญหาที่ตามมาภายหลังได้ จากเรื่องในวันนี้นิสัยของอาหร่วนเปลี่ยนไปอย่างมาก ยังมิทันได้เอ่ยอันใดก็รีบลงมือเสียแล้วหากเป็นเช่นนี้ต่อไป เกรงว่านางจะสร้างความเดือดร้อนในหมู่บ้านเอาได้”
ทว่าป้าโจวกลับมิได้คิดเช่นนั้น “แม้ว่านิสัยของอาหร่วนจะเปลี่ยนไปแต่ในสายตาของข้า นางมิใช่คนที่ไร้เหตุผล หากผู้อื่นมิไปรังแกนาง นางจะกล้าไปทำร้ายผู้อื่นได้เยี่ยงไร ? ”
หัวหน้าหมู่บ้านครุ่นคิดชั่วครู่จากนั้นก็พยักหน้าเห็นด้วย เขามิเคยได้ยินว่าหลินหร่วนไปหาเรื่องผู้ใดมาก่อน บนภูเขาในวันนั้นนางยังช่วยหลินหลิวซื่อภรรยาของหลินเซิงจินเอาไว้อีกด้วย
เหมือนว่าเพราะเหตุการณ์ครานั้นคนในหมู่บ้านจึงลอบสนทนากันอย่างลับ ๆ ว่า...หลินหร่วนเป็นเด็กสาวที่โหดเหี้ยมงูตัวใหญ่เพียงนั้น กลับถูกนางฟันจนขาดเป็นสองท่อนโดยมิกระพริบตาหากมีคนมาทำร้ายนาง คนผู้นั้นจะถูกสับเหมือนงูตัวนั้นหรือไม่ ?
เรื่องนี้ถูกเล่าต่อกันมาเช่นนี้จนทำให้บางคนรู้สึกกังวลอยู่ภายในใจ
แม้ว่าเขาจะเข้าใจว่าหลินหร่วนทำไปเพราะช่วยเหลือหลินหลิวซื่อแต่สำหรับหัวหน้าหมู่บ้านแล้วเขาต้องแบกรับความปลอดภัยและความมั่นคงของคนทั้งหมู่บ้านเอาไว้ ดังนั้นจำต้องตำหนิหลินหร่วนสักคำสองคำเพื่อป้องกันมิให้นางก่อเรื่องน่ากลัวขึ้นมาในอนาคต
คำตำหนิเหล่านี้ เขามิอาจกล่าวต่อหน้าเฝิงกุ้ยจือได้ดังนั้นเขาจึงโบกมือลาแล้วกลับไปยังหมู่บ้าน
หลินหร่วนกับหลินหานแบกตะกร้าข้าวโพดกลับมาบ้านหลินซิ่วตื่นแล้วเช่นกัน ร่างเล็ก ๆ นั่งเท้าคางรออยู่ที่ขอบประตู
เมื่อเห็นว่าพวกเขากลับมาแล้ว จึงรีบใช้ขาสั้นป้อมวิ่งเข้ามาไถ่ถามอย่างตื่นเต้น“ท่านพี่ ผลผลิตของข้าวโพดเป็นเยี่ยงไรบ้าง ? ”
อย่าได้มองว่านางยังเยาว์นางก็เป็นห่วงเรื่องการเก็บเกี่ยวพืชผลในไร่ด้วยเช่นกัน หากได้ผลผลิตดี พวกนางก็จะสามารถกินจนอิ่มท้องได้
หลินหร่วนที่แพ้ทางหลินซิ่ววางตะกร้าลงแล้วคว้าข้าวโพดฝักใหญ่ยื่นให้นาง
“เจ้าลองดูสิ ใหญ่หรือไม่ ? ”
ข้าวโพดเหล่านี้เกิดจากพลังเหนือธรรมชาติของหลินหร่วนฝักของมันยาวเท่าตะเกียบ ทั้งใหญ่และอวบจนมือน้อย ๆ ของหลินซิ่วกำไว้มิมิด
“ท่านพี่ ข้าวโพดของพวกเราฝักใหญ่เพียงนี้ ต่อไปพวกเราคงมิต้องทนหิวอีกแล้วใช่หรือไม่? ”
หลินหร่วนยกยิ้มอบอุ่นพร้อมกับขยี้ผมของนาง “เจ้าตามข้ามาสิคิดเรื่องอิ่มท้องไปก็ทรมานเสียเปล่า ไปหาหวีมาเร็วเข้า ข้าจะหวีผมให้เจ้าเอง”
หลินซิ่วดีใจมากยิ่งนัก นางรีบข้าวโพดลงในตะกร้าจากนั้นก็หันหลังเดินกลับเข้าไปหาหวีภายในบ้าน
หลินหร่วนเทข้าวโพดในตะกร้าออกมาเมื่อหันกลับไปก็เห็นเข้ากับหลินหานที่กำลังทำหน้าเย็นชา เม้มปากเป็นเส้นตรง
“เป็นอันใดไป ? ”
“อาหร่วน ข้ามิเข้าใจเลยสักนิด พวกเรามิได้มีความแค้นอันใดกับลุงเถี่ยเกินเหตุใดพวกเขาถึงทำกับพวกเราเช่นนี้ ? ”
หลินหร่วนหัวเราะร่า “เพราะว่าพวกเราดูอ่อนแอทั้งยังน่ารังแกเยี่ยงไรเล่า เพราะว่าพวกเรามิมีผู้ใดคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลังดังนั้นพวกเขาจึงอยากดูถูกพวกเรา อยากจะฉุดพวกเราลงดิน และมิให้พวกเราได้เห็นเดือนเห็นตะวันอีกต่อไป”
หลินหานกำหมัดแน่น “พวกเขามีสิทธิอันใด !พวกเรามิได้ทำอันใดผิดสักหน่อย พวกเขามีสิทธิอันใดมาทำเช่นนี้ ? ”
หลินหร่วนตอบกลับอย่างใจเย็น “เพียงเพราะว่าพวกเขามิอยากเห็นคนที่เคยด้อยกว่าได้ดีกว่าตนเองสำหรับพวกเขาแล้ว นี่เป็นเรื่องที่มิถูกต้อง เป็นเรื่องที่มิอาจทนรับได้เรื่องในวันนี้ เมื่อเกิดขึ้นคราแรกแล้ว มันย่อมมิมีทางเป็นคราสุดท้าย”
หลินหานโมโหจนหายใจหอบหน้าอกของเขากระเพื่อมขึ้นลงถี่รัว “อาหร่วน เรื่องนี้มิมีวิธีแก้เลยหรือ ? ข้าเกลียดพวกเขาที่ทำแบบนี้กับพวกเรา ! ”
“มีสิ ! ”
หลินหร่วนจ้องเข้าไปในดวงตาของเขาแล้วเอ่ยว่า“ทางเดียวที่มีก็คือต้องแข็งแกร่ง มีเพียงแค่แข็งแกร่งจนทำให้พวกเขาหวาดกลัวเท่านั้นต้องทำให้พวกเขามิกล้าเงยหน้าขึ้นมามองพวกเรา เช่นนี้พวกเขาก็จะมิกล้าคิดร้ายต่อพวกเราอีกต่อไป”
ดูเหมือนหลินหานจะเข้าใจ แต่ก็เหมือนจะมิเข้าใจเขากำหมัดพลางหมุนกายไปนั่งที่โต๊ะกินข้าว จากนั้นก็ง่วนอยู่กับการทำอันใดบางอย่าง
หลินหร่วนเลิกสนใจเขา นางหยิบหวีที่หลินซิ่วนำมาให้จากนั้นก็มัดผมถักเปียให้นางอย่างอ่อนโยน
ผมของหลินซิ่วทั้งลีบทั้งเหลืองแถมยังมีน้อยจนน่ากังวล หลินหร่วนมิสามารถทำให้มันเป็นรูปดอกไม้ได้ ดังนั้นนางจึงถักเปียเป็นเส้นเล็กๆ สองเส้นให้นางแทน เมื่อถักเปียเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงม้วนมันให้เป็นก้อนกลม ๆสองก้อนเหมือนซาลาเปา
โชคดีที่หลินซิ่วมีใบหน้าหมดจดงดงามช่วงที่อยู่กับหลินหร่วนนางได้กินแต่ของดี ๆ จึงทำให้มีน้ำมีนวลขึ้นมาบ้าง ทั้งยังดูขาวขึ้นอีกสองสามส่วนดังนั้นถึงทรงผมจะดูมิได้ แต่ก็มิอาจซ่อนความน่ารักน่าเอ็นดูของนางเอาไว้ได้
หลินหร่วนหลงใหลจนต้องหอมลงไปที่ใบหน้าของนางพร้อมทั้งลูบศีรษะของนางไปพลาง ๆ “เจ้าอยู่บ้านเฝ้าข้าวโพดเอาไว้ให้ดี อีกประเดี๋ยวพี่จะกลับมาทำกับข้าวให้”
หลินซิ่วพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น “ท่านพี่วางใจได้ข้าจะดูแลข้าวโพดให้ดี ข้าจะมิปล่อยให้พวกนกมาขโมยกินเด็ดขาด”
จากนั้นหลินหร่วนกับหลินหานก็เดินจากไปพร้อมกับตะกร้าบนหลังอีกครา
เมื่อเดินใกล้ถึงไร่ข้าวโพด อยู่ ๆ หลินหานก็เปิดปากเอ่ยออกมาว่า“อาหร่วน ข้าจะตั้งใจเรียนหนังสือ ในอนาคต ข้าจะทำให้คนที่คอยหัวเราะเยาะพวกเราได้รู้ว่าพวกเรามิใช่คนที่พวกมันจะสามารถรังแกได้ง่าย ๆ อีกต่อไป !อาหร่วน ข้าจะปกป้องเจ้ากับหลินซิ่วเอง ข้ามิอยากให้พวกเจ้าต้องเจ็บปวดอีก ! ”