“ลงมือสิ…”
"ขอรับ"
“ยังไงเล่า…หวูไว่”
เมื่อถูกเรียกชื่อ เด็กหนุ่มจึงรู้สึกตัว มองจานอาหารที่เรียงรายอยู่ตรงหน้าก่อนจะกลืนน้ำลายลงคอ
ไม่ใช่ไม่หิว แต่อาหารที่วางอยู่ตรงหน้ามันมากจนตาลายต่างหาก และบรรยากาศรอบข้างในขณะนี้เด็กหนุ่มไม่คุ้นเอาเสียเลย มันเป็เหลาใหญ่แห่งเมืองเกียะหยู ที่มีผู้คนเดินเข้าออกมากมาย ผู้คนในอาภรณ์งดงามนั่งอยู่ตามโต๊ะต่าง ๆ เสียงคนเรียกเด็กรับใช้สั่งอาหารดังไปมา เด็กรับใช้บางคนก็สาละวนอยู่กับการยกอาหาร เทสุรา และพูดคุยกับลูกค้า
เด็กหนุ่มนั่งอยู่ชั้นบนเป็โต๊ะใหญ่ด้านในที่มีอาหารลำเลียงมาไม่ขาดสาย ซึ่งคะเนราคาแล้วก็คงไม่เบานักหรอก
แต่เอ้อ…บนโต๊ะขณะนี้มีคนอยู่แค่สองคนเท่านั้น
นั่นคือตัวของหวูไว่ เด็กหนุ่มแห่งเมืองเซียงอู่ ในชุดเสื้อเนื้อบางสีเทากลางเก่ากลางใหม่ และดูน่าแปลกตาด้วยผมสีทอง และดวงตาสีฟ้าคู่นั้น
และที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับคือหญิงสาวในชุดอาภรณ์สีฟ้าสดใส มีสร้อยไข่มุกเพิ่มความผุดผาดให้กับลำคอขาวคู่นั้น ดวงตาของหญิงสาวใสกระจ่าง จมูกโด่ง ฟันขาวเรียงเป็ประกาย
จะเป็ใครไปได้นอกจากเอียนซีบุตรสาวคนเดียวของที่ปรึกษาเอียนมู่หลง
“เป็ไรไปอีกเล่า รีบกินเข้าเถอะ มื้อนี้ข้าเลี้ยงเอง”
ได้ยินอย่างนี้หวูไว่จึงยื่นตะเกียบคีบเนื้อปลา แต่ก็แค่เอามาวางไว้บนชามของตัวเองพอเป็พิธีเท่านั้น
“คุณหนูเอ่อ…ที่ท่านพาข้ามาวันนี้”
โฉมสะคราญแห่งเกียะหยูส่ายหน้าอย่างระอา
“บอกไม่ให้เรียกว่าคุณหนูไง เ้านี่ไม่จำเสียเลยนะ”
“ข้า…”
เอียนซียกมือขึ้นโบกห้ามแล้วหัวร่อคิกคัก
“เอาเถิด จะเรียกยังไงก็ตามใจเ้า แต่วันนี้ที่ข้าชวนเ้ามาที่นี่ก็เพราะอยากจะคุยกับเ้ามากกว่า”
คุยเหรอ เด็กหนุ่มฟังแล้วก็ชะงักไป อาหารที่อยู่ในปากกลืนลงคออย่างลำบากอย่างเย็น
“อย่างนั้นสิ เพื่อนเ้าสองคนนั่นแหละมาฟ้องว่าพักหลังนี่เ้าดูแปลกไป เป็อะไรไปหรือเปล่า”
คราวนี้เด็กหนุ่มเลยได้แต่อ้าปากค้าง
“สองคนนั่นบอกว่า ตอนนี้เ้าไม่ค่อยชอบพูด วัน ๆ เอาแต่จ้องมองต้นไม้ทั้งวัน ชวนไปไหนก็ไม่ยอมไป ทำตัวเหมือนเฒ่าลู่ไม่ผิดเพี้ยน”
หวูไว่ยกมือโบกไปมากล่าวว่า
“เปล่า ไม่มีอะไรคุณหนู ข้ามีความสุขดี ไม่ได้ป่วย แล้วก็ไม่ได้เพี้ยนด้วย”
“ข้าได้ยินอย่างนี้ก็สบายใจ”หญิงสาวบอก
“คุณหนู แล้วท่านละ”หวูไว่ถามอย่างหวาด ๆ
คุณหนูเอียนส่ายหน้า ยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบ ไม่ได้พูดอะไรออกมา
นับั้แ่เดินทางกลับมาเกียะหยู และนำหวูไว่มาฝากเฒ่าลู่ไว้ที่สวนดอกไม้ หวูไว่ก็ไม่ได้พบหน้าคุณหนูเอียนบ่อยนัก เท่าที่รู้จากปากของเรียว และ อากิ ก็คือ งานของคุณหนูใหญ่ยุ่งมาก เต็มไปด้วยภาระมากมาย ทั้งเื่วางแผนการศึก ฝึกทหาร หรือบางครั้งก็เดินทางร่วมไปกับที่ปรึกษาเอียน เข้าพบและหารือกับ หวังจุนหลง เ้าเมืองเกียะหยูอยู่เนือง ๆ
ยามแวะมาที่สวนดอกไม้ จึงมักจะเป็่เวลาค่ำ มีเวลาทักทายหวูไว่ได้ใม่กี่คำก็ต้องจากไปแล้ว
“แล้วท่านกับแม่ทัพหลี่เล่า” อยู่ดี ๆ หวูไว่ก็ถามออกมา ถามออกไปแล้วก็รู้สึกว่าน้ำเสียงของตัวเองช่างแห้งแล้งอะไรอย่างนี้
“หือ…อะไรนะ” นางว่าอย่างงง ๆ
“ก็ไม่มีอะไรนี่ เขาก็ดี”
“อ้อ” เด็กหนุ่มพูด
เอียนซีคิ้วขมวดด้วยความสงสัย เพ่งมองเด็กหนุ่มแห่งเซียงอู่ที่นั่งอยู่เบื้องหน้า รู้สึกเหมือนเด็กหนุ่มจากเซียงอู่มีอะไรแปลกไปจากเดิมจริง ๆ
“เ้าอยากรู้อะไร”
“ไม่…ไม่…ไม่มีอะไร” หวูไว่ละล่ำละลักกล่าว
“จริงหรือ…” เอียนซีย้ำถามอีกครั้ง
เด็กหนุ่มจะทำอะไรได้ นอกจากพยักหน้า
“เอาเถอะ หวูไว่ ข้ามีเวลาว่างมาก ๆ เมื่อไหร่ เ้าอยากรู้อะไรถามมาได้เต็มที่”
“แต่อย่าเพิ่งเป็วันนี้เลยนะ…ข้าเหนื่อย”
หวูไว่ ดวงตาลุกโพลงขึ้นมาและถามขึ้นอย่างลืมตัว
“คุณหนูท่าน…ท่าน”
“อย่าทำสีหน้าอย่างนั้นเลยน่า หวูไว่ รีบกินให้อิ่ม แล้วก็ร้องเพลงให้ข้าฟังหน่อย”
“หาอะไรนะ”หวูไว่ร้องคราง
แล้วหญิงสาวก็หัวเราะร่วนขึ้นมา
ดอกไม้ดอกหนึ่ง
เติบโตในป่า
เกิด เติบโต และรอวันผลิบาน
แต่วันหนึ่งดอกไม้เศร้าโศก
ไม่อยากเติบโต ผลิบาน
ร้าวรานเพราะไม่มีใครเห็น
แล้วฉันจะบานเพื่อใคร ดอกไม้ถาม
จนวันหนึ่ง มีเสียงกระซิบมาจากเบื้องบน
ดังมาจากดาวดวงหนึ่งบนฟากฟ้า
บอกว่า อย่าเศร้าไปเลยดอกไม้
เ้าเกิดมาก็เพื่อผลิบาน ไม่ใช่หรือ
เติบโต ผลิบาน เพื่อตัวเองไม่ได้หรือ
ดอกไม้สะท้านสั่นไหว
แล้วร้องอนิจจาเมื่อมองขึ้นไปบนฟ้า
ดาวดวงนั้น เล็กกระจิดริดอะไรเช่นนั้น
แสงริบหรี่ราวกับแสงหิ่งห้อยในยามค่ำคืน
เ้าเห็นข้าหรือไม่ดวงดาวถาม
เห็นมั้ยเล่า ข้าเป็เพียงดาวอับแสงดวงหนึ่ง
เป็เพียงจุดเล็ก ๆ บนฟ้าที่ดารดาษไปด้วยดาวพราวแสงมากมาย
แต่ถึงอย่างไรข้าไม่เคยหม่นเศร้ากับตัวเอง
อย่างน้อยข้าเกิดมาเพื่อส่องแสง
ข้ารู้เพียงเท่านั้น
ดอกไม้แย้มยิ้มให้กับดวงดาว
พบคำตอบให้ตัวเอง
ข้าพร้อมแล้วจะผลิบาน
เพื่อตัวเอง เพื่อโลก และเ้าด้วย
ดวงดาว…
“เพลงนี้ไพเราะมาก…”
เสียงปรบมือดังขึ้นหลังจากเด็กหนุ่มร้องเพลงจบลง เป็การแสดงความพออกพอใจของคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลเอียน ท่ามกลางเสียงหัวเราะคิกคักของหญิงรับใช้
ขณะนี้หวูไว่ยืนอยู่ในตึกใหญ่ของตระกูลเอียน ยืนร้องเพลงน้ำเสียงด้วยอาการขัดเขิน
หลังจากออกมาจากเหลาใหญ่ในเมือง หญิงสาวนำเด็กหนุ่มมาที่ตึกตระกูลเอียน พาไปที่สวนเล็ก ๆ ทางด้านหลัง ให้หญิงรับใช้จัดหาผลไม้ ของว่างมาให้ทาน แต่เด็กหนุ่มกินไม่ลง ได้แต่ยืนเก้กัง เพราะไม่รู้ว่าคุณหนูเอียนจะพาเขามาที่นี่ทำไม
“อย่างที่บอกนั่นไง ทานอิ่มแล้วก็ร้องเพลงให้ข้าฟังหน่อย เพลงที่เ้าร้องให้ฟังตอนที่เราอยู่ในหมู่บ้านเซียงอู่นั่นไง”
“เหวอ…”
นั่นละ ที่เด็กหนุ่มต้องใช้เวลาอยู่ในสวนเล็กในคฤหาสน์ ร้องเพลงเหมือนตอนอยู่ในทุ่งหญ้า ลำธาร ใกล้กับหมู่บ้านเซียงอู่
ก่อนจะจบด้วยเพลง “ดอกไม้กับดาวดวงหนึ่ง” ที่หวูไว่ คุ้นเคยมาั้แ่เด็ก ตอนที่คุณหนูเอียนซีรักษาตัวอยู่ที่หมู่บ้านของเขานั้น ยังได้ยินเสียงร้องเพลงนี้จากเขาอยู่บ่อยๆ จะว่าเป็เพลงประจำตัวของเขาก็คงได้
“ใครแต่งเพลงนี้นะ เ้ารู้มั้ย”
เด็กหนุ่มส่ายหน้า รู้แต่ว่าท่านลุงและป้าสอนให้เขาร้องเพลงนี้มาั้แ่เด็ก พร้อมกับบอกว่า เขาน่ะเหมาะกับเพลงนี้มากที่สุด
ยามนี้ เด็กหนุ่มยืนนิ่งอยู่ต่อหน้าหญิงสาว ก้มหน้าลงต่ำแต่แอบเหลือบมองคุณหนูเอียนอยู่เงียบๆ หลายเดือนที่ผ่านมา ถึงคุณหนูเอียนมีสีหน้าอิ่มเอิบกว่าเดิม หากแต่หลายครั้งที่เจอกัน เขาพบว่า หญิงสาวมักจะขมวดคิ้ว มีสีหน้าเคร่งเครียด บางทีก็เงียบเฉยจนเกินไป ไม่เหมือนเอียนซีคนที่รู้จักเมื่อครั้งอยู่เซียงอู่เท่าใดนัก
ได้เห็นสีหน้ายิ้มแย้ม หัวเราะของคุณหนูเอียนในขณะนี้แล้ว หวูไว่รู้สึกปลาบปลื้มอย่างบอกไม่ถูก
เขารู้ว่าไม่สามารถช่วยเหลือกิจการอันใดของยอดหญิงแห่งกองกำลังเมฆขาวผู้นี้ได้แม้แต่น้อย สิ่งที่เขาทำได้ก็คือมอบความสุขเพียงชั่วขณะอย่างที่ทำอยู่ในตอนนี้เท่านั้น
ได้แค่นี้จริง ๆ
และอย่างช้าๆ เอียนซี หยัดตัวเองขึ้นจากม้านั่ง พยักหน้าน้อย ๆ ให้กับเด็กหนุ่ม แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงแ่เบาว่า
“เอาละ..หมดเวลาของข้าแล้วสำหรับวันนี้”
หวูไว่ รู้แล้วว่า ถึงเวลาที่เขาจะต้องกลับไปที่สวนดอกไม้ที่พำนักเช่นกัน
“คุณหนู…เอ่อ” เด็กหนุ่มกล่าวตะกุกตะกัก
คุณหนูแห่งตระกูลเอียนอันยิ่งใหญ่เลิกคิ้ว ยิ้มน้อย ๆ
“มีอะไรอีกเล่า…อย่าอ้ำอึ้ง เ้าน่าจะรู้ว่าข้าชอบคนที่พูดอะไรตรง ๆ”
“ข้าเพียงอยากจะบอกว่า คุณหนูอย่าตรากตรำงานหนักมากไปก็เท่านั้นเอง”
“เอาเถอะน่า…ข้าไม่เป็ไรหรอกน่า” เอียนซีพูดตัดบท
“เ้าก็อย่าห่วงคนอื่นให้มากนักเล่า หวูไว่”
“ทราบแล้ว คุณหนู”
เด็กหนุ่มรับคำด้วยเสียงเบา ๆ