หิมะใน่ฤดูหนาวทำให้เป็่เวลาที่ยากลำบากสำหรับการออกนอกจวน บนถนนมีเพียงลมพัดละอองหิมะปลิวเป็สายจากท้องฟ้าลงมาไร้เงาผู้คนนานๆ จะมีเดินมาสักคนก็เดินอย่างรีบเร่งเสื้อผ้าแทบจะกั้นความหนาวเย็นจับจิตจับใจไม่ไหว ร้านรวงก็แง้มประตูไว้เพียงช่องเล็กๆ หาก้าซื้อของก็จำเป็ต้องะโเรียกเ้าของร้าน ในราชสำนักเป็่เวลาที่ลดการประชุมราชการในหนึ่งเดือนมีประชุมเพียงห้าวัน (หากมีเื่เร่งด่วนก็จะเรียกเป็คราวๆไป) เพื่อเป็การลดปัญหาด้านสุขภาพเพราะส่วนใหญ่ขุนนางที่ร่วมประชุมมักมีอายุค่อนข้างมากเมื่อออกมาพบอากาศหนาวและละอองหิมะที่ตกตลอดทั้งวันทำให้ล้มป่วยเป็ประจำ บ้างก็ปวดกระดูกโดยเฉพาะบรรดาฝ่ายกองทัพเพราะการใช้ชีวิตยามออกไปศึกาและอยู่ประจำการทำให้ได้รับผลกระทบความเย็นแทรกซึมเข้าในร่างกายเพื่อพบเจออากาศหนาวเช่นนี้ต่างพากันร้องโอดโอยกันทั้งสิ้น มิยกเว้นแม้แต่ท่านพ่อของนางก็เอาแต่อยู่ในห้องอุ่นที่มีกระถางไฟจุดจนอบอ้าว ทั้งรัชกาลก่อนก็ให้ถือเป็วันหยุดฤดูหนาวเป็การพักผ่อนให้กับขุนนางได้อยู่กับครอบครัวมิต้องรีบออกจากจวนั้แ่ฟ้ายังไม่สว่าง
ห้องโถงฝึกซ้อมจวนตระกูลเฉินมีการทดสอบและคัดเลือกหลายครั้ง จนสุดท้ายเป็การคัดเลือกคนที่จะได้รับการฝึกวิทยายุทธ์ยี่สิบคนจากห้าสิบคน ในรอบที่ผ่านๆมา แต่ละรอบมีคนตกรอบรวมกันไม่ถึงสิบคนเพราะจิตใจที่มุ่งมั่นทำให้ผลการฝึกออกมาดีมาก คนที่ตกรอบเป็คนที่พื้นฐานร่างกายบกพร่องั้แ่เล็กที่แอบซ่อนอยู่ในร่างกาย เช่น ความอดทนในการหายใจเป็ผลมาจาการเจ็บป่วยยามเด็ก ซึ่งนางก็มีแผนจะรักษาและทำการฝึกฝนคนที่ตกรอบอีกรูปแบบหนึ่ง หลังจากทดสอบที่แสนโหดสิบด่านที่นางกำหนดขึ้น ก็ได้คนจำนวนยี่สิบคนตาม้าส่วนสามสิบคนที่ไม่ผ่านก็จะได้ฝึกเช่นเดียวกันหากยี่สิบคนมีคนที่คะแนนทดสอบต่ำกว่าที่ครูฝึกตั้งไว้จะมีคนขึ้นมาแทนทันที (เป็การฝึกภายหลังเมื่อท่านแม่ทัพพาคนทั้งหมดไปที่ชายแดน) ทุกคนต่างส่งเสียงยินดีและกระตือรือร้นเป็อย่างมาก ท่านพ่อจัดสรรเวลาไปร่วมชมทุกรอบที่มีการทดสอบทั้งยิ้มจนตาหยีสีหน้ามีความสุขเพราะคนเหล่านี้ท่านคัดเลือกมาเองทั้งสิ้น
ก่อนสิ้นสุดฤดูหนาวอากาศเริ่มอุ่นขึ้นมาก หิมะหยุดตกไปหลายวันแล้วก็ถึงเวลาจัดงานประจำปีฉลองสิ้นสุดฤดูกาลที่หนาวเหน็บ ในห้องพักของเฉินิเยว่ยามนี้สาวใช้คนสนิททั้งสามกำลังสั่งสาวใช้น้อยช่วยกันยกหีบข้าวของและชุดที่ตัดเย็บจนเสร็จก่อนล่วงหน้าหลายวันเข้ามาเพื่อจับเ้านายสาวลองชุดและเครื่องประดับ เพราะคุณหนูของพวกนางได้แต่งานยุ่งตลอดเวลา ไม่ตรวจสอบบัญชีก็สั่งงานพ่อบ้านฉินเพราะรับใช้ใกล้ชิดทำให้พวกนางรู้ดีว่างานเทศกาลสิ้นสุดฤดูหนาวในปีนี้อาจจะเป็งานที่คุณหนูใหญ่จวนแม่ทัพเฉินออกงานเป็ครั้งแรกและครั้งสุดท้ายในฐานะสตรีที่ยังไม่ออกเรือนก็เป็ได้ ดังนั้นจะต้องงดงามที่สุด พวกนางตั้งใจแล้วว่าจะมิให้สตรีจากจวนอื่นๆ งดงามเกินหน้าเกินตาคุณหนูของพวกนางได้
“คุณหนูเ้าคะ วางมือจากเอกสารก่่อนเถอะเ้าค่ะ ให้เวลากับการลองชุดก่อนนะเ้าคะ”
“มิจำเป็หรอก ข้าไว้ใจพวกเ้า”
“มิได้เ้าค่ะ ไว้ใจส่วนไว้ใจ แต่งานนี้ท่านต้องงดงามที่สุดให้บุรุษและสตรีในเมืองหลวงมองตาค้างให้ได้เ้าค่ะ”
“พวกเ้าก็รู้ พวกเราอาจจะต้องติดตามท่านพ่อไปอยู่ชายแดน จะแข่งเด่นกับสตรีอื่นๆในเมืองหลวงไปใย”
“หากคุณหนูงดงามจนเป็ที่เลื่องลือ นายท่านก็จะมีหน้ามีตานะเ้าคะ ท่านลองสวมชุดเหล่านี้พวกบ่าวเตรียมกันเป็เวลานานมาก เครื่อง ประดับเหล่านี้ก็เช่นกันท่านพ่อบ้านฉินก็ลงแรงไปมิน้อย มาเ้าค่ะ”
พวกนางสามคนจ้องมองนางด้วยสายตาอ้อนวอน เฮ้อ! ยอมกับสาวใช้ทั้งสามจริงๆ นี่สาวใช้หรือน้องสาวกันแน่ (ก็ไม่เลวนะ)
“เริ่มจากชุดสีแดงเลยนะ ิ่เอ๋อร์ยกมา”
หลิวหลี่ที่ตอนนี้เริ่มสั่งสาวใช้แต่ละคนก็ทำตามกันอย่างเป็ระเบียบ เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยามชุดและเครื่องประดับทั้งหมดสิบกว่าชุดถูกใส่เข้ามาที่ร่างกายนางแล้วก็ถอดออกไปสลับอยู่เช่นนี้แล้วก็มีหลี่เอ๋อร์คอยจดรายละเอียดทุกชุดว่าจะต้องปรับแก้จุดใดบ้าง ในที่สุดก็เลือกชุดหลัก ชุดสำรองสำหรับนำไปด้วยแม้แต่รองเท้าทุกคู่ล้วนต้องลองเช่นกัน
“พวกเ้ามิเหนื่อยกันหรือไร” / “ไม่เ้าค่ะคุณหนู”
ดูจากหน้าตาสาวใช้ทุกคนก็รู้แล้วแต่ละคนสนุกสนานมีความสุข ทำไมข้ารู้สึกคล้ายว่าตนเองเป็ตุ๊กตาผ้าให้พวกนางจับใส่เสื้อผ้าอย่างสนุกสนานกันเล่า
“พวกเ้าสนุกกันนักใช่หรือไม่” / “ว๊าย ว๊าย อย่านะเ้าคะ”
พวกเ้าอย่าคิดว่าจะหนีรอดมือข้าได้สักคน หลี่เอ๋อร์อยู่ใกล้ตัวนางที่สุดโดนเป็คนแรกถูกจี๊เข้าที่เอวหัวเราะตัวบิดตัวงอ คนอื่นๆพากันหัวเราะแต่พอถึงคราวตนเองกลับวิ่งวนหนีอยู่ภายในห้องกลายเป็เล่นสนุกกันไปอีก
บ่าวรับใช้ด้านนอกเรือนต่างมองไปที่ประตูเรือนที่ปิดสนิทอยู่เพราะด้านในเป็เสียงหยอกล้อกัน มีเงาวูบไหวไปมาของคนด้านในวิ่งไปวิ่งมา เสียงหัวเราะกันอย่างสนุกสนานพวกเขาก็รับรู้ได้ถึงความสุขเป็ข้ารับใช้ในจวนตระกูลเฉินของท่านแม่ทัพสุขสบายมีความสุข มีรางวัลตามความขยันไม่เคยมีการถูกเฆี่ยนตีหากไม่ทำผิดร้ายแรง พวกเขาเตรียมตัวเตรียมใจแล้วว่าชีวิตนี้จะอยู่เป็บ่าวรับใช้ในเรือนหากมีลูกมีหลานก็ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มิต้องออกไปดิ้นรนที่จวนอื่นให้ลำบากกายลำบากใจดังเช่นสหายในจวนอื่นๆ
วันงานเทศกาลสิ้นสุดฤดูหนาว ่เช้าั้แ่ยามเฉินจนกระทั่งปลายยามเว่ยเป็เวลาที่ขุนนางแต่ละตระกูลจะพาบุตรหลานทั้งบุรุษและสตรีที่ยังมิออกเรือนไปถวายพระพรและรับคำอวยพรจากในวังหลวง มีการพบปะและเลี้ยงน้ำชาที่จัดขึ้นในตำหนักกลาง ก่อนยามเฉินรถม้าของตระกูลเฉินก็พาสองพ่อลูกมาถึงประตูพระราชวัง ด้านข้างมีสาวใช้ได้หนึ่งนางเท่านั้น เป็หลี่เอ๋อร์ที่ได้รับโอกาสนี้สาวใช้ก็ได้รับโอกาสแต่งกายด้วยเสื้อผ้าชุดใหม่เช่นเดียวกับเฉินิเยว่ ทั้งสามลงจากรถมาเดินผ่านประตูไปตามทางเดิน หลังจากเข้าเฝ้าเรียบร้อยทุกคนจะถูกนำไปที่สถานที่จัดเลี้ยงน้ำชา
ในอุทยานหน้าตำหนักกลางที่จัดงานเลี้ยงหลังจากเข้าเฝ้าเรียบร้อยแล้ว แม่ทัพเฉินก็เริ่มมีผู้คนเข้ามาชวนคุยจนกระทั่งคนคุ้นหน้าสองคนพากันเดินเข้ามาทักทาย
“นางคือบุตรสาวของเ้า”
“นางคือบุตรสาวของข้าเอง เฉินิเยว่ เยว่เอ๋อร์นี่คือท่านแม่ทัพฝ่ายซ้ายกงลี่ และฮูหยิน ทั้งสองไปร่วมพิธีปักปิ่นของเ้าเมื่อคราวก่อน”
“คำนับท่านแม่ทัพฝ่ายซ้ายกงลี่ และฮูหยินเ้าค่ะ”
อีกฝ่ายมองประเมินเด็กสาวเบื้องหน้า นี่เป็ครั้งที่สองที่ได้พบหน้าและเป็ครั้งแรกที่ได้เห็นอย่างใกล้ชิดช่างเป็เด็กสาวที่มีท่าทางอ่อนช้อยแต่มิได้อ่อนแอ น้ำเสียงใสก็น่าฟังอีกทั้งมิได้มีกริยาท่าทางที่ชวนให้คิดว่าเป็เด็กสาวจากป่าเขาได้เลยเหมาะสมกับการเป็คุณหนูตระกูลใหญ่กว่าสตรีหลายๆนางในที่นี้
“เด็กดี เ้าเรียกข้าว่าลุงลี่ เถอะนะมิใช่ใครอื่น”
“ท่านลุงลี่”
ฮูหยินที่ยืนอยู่ด้านข้างก็ยิ้มรับมีแววตาสนิทสนมส่งมาให้ ทั้งยังขยับเข้ามาใกล้ดึงมือนางเข้าไปตบที่หลังมือเบาๆ
“ข้าเองก็อยากมีบุตรสาวที่น่ารักเช่นนี้บ้าง วันไหนว่างๆ เ้าก็ไปหาข้าที่จวน จะได้คุยกันข้าเองมีบุตรชายยังเล็กมากมิมีบุตรสาวให้ชื่นใจ เ้าเองหากมีเื่ทุกข์ร้อนกังวลก็ไม่ต้องเกรงใจมาหาข้าได้ตลอดเวลา”
“ได้เ้าค่ะ”
ทั้งสี่คนยังคงยืนคุยโดยมิได้รับรู้ถึงสายตาจากหลายๆมุมกำลังมองมาด้วยความสนใจ มีเสียงกระซิบกระซาบกันถามถึงสตรีร่างบางที่ยืนด้านข้างของแม่ทัพเฉิน สตรีหลายนางยืนไม่ห่างเท่าใดนักได้ยินถ้อยคำที่ทั้งกลุ่มพูดจาก็รู้สึกอิจฉามีบุตรสาวคนใดบ้างที่บิดาเอาใจใส่และปกป้องยืนเคียงข้างตลอดงานเลี้ยงเช่นแม่ทัพเฉิน บางคนก็ชื่นชมกริยาท่าทางของเฉินิเยว่ว่าดูงดงามอ่อนช้อย บ้างก็สบประมาทว่าไร้การศึกษาแล้วแต่จะหาเื่พูดจากันไป บนทางเดินระหว่างตำหนัก
“เว่ยกงกง สตรีที่ยืนอยู่กับแม่ทัพฝ่ายซ้ายและแม่ทัพฝ่ายขวาของข้าคือสตรีจากจวนใด”
“ทูลฝ่าา คุณหนูท่านนั้นเป็บุตรสาวบุญธรรมของท่านแม่ทัพเฉินพะยะค่ะ”
“อ่อ เ้านั่นหลีกเลี่ยงการพาบุตรีมาเข้าเฝ้าตลอด จนยามนี้จึงกล้าพามาร่วมงานสินะ ฮึฮึ”
“ฝ่าาเพคะ บุตรสาวของท่านแม่ทัพกริยามารยาทดูงดงามนะเพคะ”
“เ้าก็มองอยู่หรือฮองเฮา”
“เพคะ คนที่สามารถทำให้เฉินอวี้อันยอมรับเป็บุตรบุญธรรมได้เกรงว่าจะมิได้ธรรมดาเช่นที่สายตาทั่วไปมองเห็น การร่วมงานเลี้ยงครั้งแรกแต่ไม่มีแววตื่นตระหนกหรือหวาดหวั่นแม้แต่น้อย แค่นี้ก็ไม่ธรรมดาสามัญแล้วเพคะ”
“นั่นสินะ ช่างเถอะถือเป็วาสนาของเฉินอวี้อันก็แล้วกัน ใกล้เวลาแล้วพวกเรากลับตำหนักเถอะยังต้องออกไปเปิดงานเทศกาลอีก”
กลางเมืองมีเวทีที่สร้างขึ้นสูงจนมองไปได้ไกลสุดถนนเส้นหลัก บนนั้นจะเป็ที่ประทับของฮองเต้ ฮองเฮาและเชื้อพระวงศ์ที่มาเริ่มเปิดงานเทศกาล ด้านล่างมีขุนนาง ทหารและชาวบ้านยืนกันล้นหลาม หลังพิธีเปิดแต่ละจวนก็ให้อิสระกับบุตรหลานในการเดินเที่ยวงานที่มีเพียงปีละครั้งนี้โดยมีสาวใช้หรือบ่าวรับใช้ติดตามไป
“เยว่เอ๋อร์ เ้าไปเดินเที่ยวไหม พ่อจะเดินไปเป็เพื่อน”
“ท่านพ่อ ข้าเหนื่อยมากแล้วเ้าค่ะ วันนี้ในวังข้าต้องฉีกยิ้มจนเมื่อไปทั้งใบหน้าแล้ว พวกเรากลับจวนไปพักผ่อนดีกว่าจะเ้าคะ”
“ตามใจเ้าแล้วกัน ความจริงพ่อก็อยากกลับจวนเหมือนกัน ฮ่าฮ่าฮ่า”
ครอบครัวอื่นมากันเที่ยวชมงานในเมืองที่จัดอย่างสวยงามแต่สองคนพ่อลูกกลับอยากกลับจวนไปพักผ่อน นางคิดว่าเพื่อเป็การผ่อนคลายจึงมิได้ใช้รถม้าแต่เดินเท้ากลับจวนเป็การชื่นชมทัศนียภาพในเมืองหลวงไประหว่างทาง (ใช้เวลาเดินกลับครึ่่งชั่วยาม) บ่าวรับใช้และสาวใช้ก็เดินกลับมาด้วยกันไม่ต้องรีบเร่งเดินตามเช่นเวลาที่ใช้รถม้าในการเดินทาง (เป็การคิดถึงความเหนื่อยยากของคนข้างล่างที่นางเข้าใจและปฏิบัติส่วนพวกเขาจะเข้าใจหรือไม่ล้วนไม่สำคัญทั้งสิ้น)