ยามสายของวันต่อมาหยางเฟิ่งและหยางเหวินก็มาถึงหน้าวัดไท่เจาและเมื่อลงจากรถม้าพวกเขาก็ต้องพบกับขั้นบันไดนับร้อยที่รอให้นางกับพี่ชายต้องปีนป่ายขึ้นไปเสียก่อน
“พวกท่านต้องเดินขึ้นไปบนเขาขอรับท่านเ้าอาวาสจะรอพวกท่านอยู่ที่นั้นขอรับ”คนขับรถม้าหันหน้ามาเอ่ยกับเด็กชายและเด็กหญิงทั้งสามคนด้วยแววตาเห็นใจ
“พวกเราต้องเดินขึ้นไปที่นั้นจริงๆหรือขอรับ”หยวนเจียงหันมาเอ่ยถามนายทั้งสองของตนด้วยสีหน้าเหยเห
“นั้นนะสิพวกเรามีกันแค่เด็กๆทั้งนั้นเราจะขึ้นไปถึงได้เช่นไร”หยางเหวินเอ่ยพร้อมกับมองไปที่ขั้นบันไดนับร้อยขั้นตรงหน้าของตน
“นั้นนะสิเ้าคะบันไดมากมายเช่นนั้นพวกเราจะเดินขึ้นไปได้อย่างไร”หยางเฟิ่งเอ่ยถามพี่ชายของตนด้วยสีหน้าห่อเหี่ยวใจนี้เราต้องเดินขึ้นไปจริงๆหรือนี้ หยางเฟิ่งคิดในใจอย่างเหนื่อยอ่อน
“เฮ้อ”เสียงถอนหายใจของเด็กทั้งสามคนดังขึ้นมาพร้อมกันเมื่อพวกเขามองไปที่บันไดยาวตรงหน้า
“อ้ากกข้าไม่ไหวแล้ว”หยางเฟิ่งที่เดินมายังไม่ถึงครึ่งทางตัดสินใจนั่งลงที่ขั้นบันไดแล้วร้องโวยวายอย่างเอาแต่ใจ
“คุณหนูอีกไม่กี่สิบขั้นเราก็จะถึงแล้วนะขอรับ”หยวนเจียงเอ่ยปลอบนายของตนด้วยแววตาเห็นใจเพราะหยางเฟิ่งคือลูกคุณหนูอย่างแท้จริงวันหนึ่งๆคุณหนูของเขาไม่เรียนศาสตร์ทั้งสี่ก็เรียนการคิดบัญชีแม้จะมีบ้างบางครั้งที่หยางเฟิ่งจะมาเรียนร่วมกับหยางเหวินและเขาวันๆหนึ่งนอกจากวิ่งเล่นกับเขาและพี่ชายของนางแล้วนางก็แทบจะไม่ทำอะไรอื่นอีกเลยมาวันนี้หยางเฟิ่งต้องมาเดินขึ้นบันไดนับร้อยขั้นเช่นนี้ก็ไม่แปลกที่วันนี้เขาจะเห็นคุณหนูผู้เงียบขรึมเกิดงอแงขึ้นมาเช่นนี้
“ไม่เอาพี่หยวนแบกข้าขึ้นไปได้หรือไม่เ้าคะ”หยางเฟิ่งเอ่ยพร้อมกับกางมือของตนเพื่อเป็การขอร้องสหายคนสนิทกรายๆ
“ไม่ได้หรอกเฟิ่งเออร์หยวนเจียงเองก็เหนื่อยมากแล้วจะให้มาแบกลูกหมูเช่นเ้าได้เช่นไร”หยางเหวินนั่งลงข้างๆหยางเฟิ่งแล้วเริ่มลงมือบีบนวดที่เท้าของน้องสาวของตนด้วยแววตาอ่อนโยน
“เริ่มหายเหนื่อยหรือยัง”หยางเหวินที่เริ่มนวดมาพักหนึ่งแล้วเงยหน้าถามน้องสาวของตนเสียงนุ่ม
“เ้าค่ะ”หยางเฟิ่งเอ่ยพร้อมกับส่งยิ้มบางให้กับพี่สาวของตน
“ดีมากน้องสาวของข้าต้องไม่ย่อท้อง่ายๆ” หยางเหวินเอ่ยพร้อมกับยกมือลูบหัวทุยของน้องสาวด้วยความเอ็นดู
“พี่เหวินยังไม่ล้างมือนะเ้าคะ”หยางเฟิ่งเหลือบตามองดูมือของหยางเหวินบนหัวตน
“ฮะๆขอโทษที พอดีพี่ลืมตัวไปหน่อย”หยางเหวินหัวเราะออกมาเบาๆ แล้วเช็ดมือที่ชายเสื้อของตน
“เอาละไปกันได้แล้ว”หยางเหวินเอ่ยพร้อมกับฉุดรั้งตัวน้องสาวของตนขึ้นมายืนด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“เ้าค่ะ”เมื่อนั่งพักกันได้สักครู่แล้วเด็กทั้งสามคนจึงได้ลุกขึ้นเดินต่อ
“ข้าคิดว่าวันนี้พวกเ้าจะเดินมาไม่ถึงข้างบนนี้เสียอีก”ไท่ต๋าฉือหรือเ้าอาวาสวัดไท่เจาที่ยืนอยู่หน้าบันไดเอ่ยพร้อมกับมองเลยที่เื้ัของเด็กทั้งสามคนแล้วจึงพยักหน้าให้กับร่างโปร่งแสงของชายวัยกลางคนที่ยื่นอยู่ด้านหลังของเด็กทั้งสาม
“ข้าฝากเด็กๆด้วยนะไต่ซือ” เสียงเข้มเอ่ยฝากฝั่งเด็กทั้งสามกับไท่ต๋าฉือ
“อาตมาขอบใจพสกที่ไว้ใจ”ไท่ต๋าฉือเอ่ยตอบเสียงแ่แล้วพาเด็กทั้งสามเดินจากมาด้วยรอยยิ้มบาง
“คาราวะเ้าอาวาสขอรับ/เ้าค่ะ”หยางเฟิ่งหยางเหวินและหยวนเจียงเอ่ยทำความเคารพเ้าอาวาสที่ยืนรอตนอยู่ด้วยรอยยิ้มเหนื่อยหอบ
“ดีรู้สัมมาคาราวะกว่าที่คิด” เ้าอาวาสเอ่ยชมเด็กทั้งสามด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“ไปเราไปกันได้แล้ววันนี้พวกเ้าเหนื่อยกันมากพอแล้ว”เ้าอาวาสเอ่ยพร้อมกับพาเด็กทั้งสามไปที่เรือนรับรอง
ท่ามกลางสายฝนโปรยปรายได้มีเหล่าชาวบ้านกางร่มต่อแถวยาวนับสิบคนเพื่อรอเข้าพบกับบุตรแห่งเฮ่ยไป่อู่ฉางบ้างมาเพื่อสอบถามถึงความ้าของคนที่จากไปบ้างมาเพื่อขอความช่วยเหลือจากบุตรแห่งเฮ่ยไป่อู่
“ขอบคุณคุณหนูคุณชายมากขอรับที่ช่วยให้บุตรชายเกเรของข้ารอดตาย”เสียงเอ่ยขอบคุณของผู้เฒ่าวัยชราที่ตอนนี้กำลังคุกเข่าขอบคุณหยางเฟิ่งและหยางเหวินเสียงดัง