ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 113 ความยิ่งใหญ่ของเมือง C-04
“ตระกูลหวงหลง? นี่หมายความว่า ท่านกำลังเล็งเป้าหมายไปที่พวกมัน?” ดวงตาของคาลอสเบิกกว้าง
ตระกูลหวงหลงตั้งตนเป็นศัตรูกับตระกูลพีไรซ์มาสักพักใหญ่แล้ว เมื่อสามเดือนก่อนก็เพิ่งโจมตีตระกูลพีไรซ์ด้วยกำลังคนนับสิบ โชคดีที่คาลอสกลับมาทันกาล จึงเผาโลหิตและไล่พวกมันกลับไป...นั่นจะต้องสร้างความอับอายและความแค้นเคืองให้พวกมันอย่างมากแน่
น่าแปลกที่เร็วๆ นี้ยังไม่มีการเคลื่อนไหวใดจากทางฝั่งของพวกมัน แต่ก็ไม่สามารถนิ่งนอนใจได้ คาลอสเข้าใจบรรพบุรุษของตนทันทีว่าอีกฝ่ายน่าจะต้องการกำจัดภัยร้ายตั้งแต่ต้นลม ไม่ให้มันก่อตัวเป็นพายุใหญ่เข้ามาซัดทำลายตระกูลของพวกเขา
คาลอสจ้องกลับไปที่ชายชุดขาว เข้าใจเป้าประสงค์ของอีกฝ่ายดี
“อืม ตระกูลหวงหลงอยากกำจัดพวกเรามาตั้งนานแล้ว แต่ยังลงมือไม่สำเร็จ ประการแรกคือพวกมันดูแคลนพวกเราจนเกินไป อีกประการคือความแข็งแกร่งของพวกมันในตอนนี้ย่ำแย่กว่าเมื่อก่อนมาก ยากจะแบ่งกำลังมาจัดการพวกเรา” จินพยักหน้าพร้อมกับกล่าวต่อ
“หากเรายังรอให้มันรวบรวมกำลัง ฟื้นคืนอำนาจได้สำเร็จล่ะก็ โอกาสที่จะจัดการพวกมันก็ยิ่งจะน้อยลง ฉะนั้นข้าคิดว่าควรใช้โอกาสนี้บุกเข้าไปสร้างความวุ่นวายให้มันโดยตรง หากตระกูลของพวกมันไม่มีอีโวลคอยคุ้มกันแล้วจริงๆ ข้าจะจัดการไม่ให้มันฟื้นกลับคืนมาได้อีก และถึงพวกมันจะมีอีโวลคอยคุ้มครองอยู่...ก็ต้องเจ็บหนักทีเดียว”
“ในเมื่อท่านบรรพบุรุษคิดเช่นนั้น ข้าก็พร้อมสนองความต้องการของท่าน!” คาลอสกล่าวตอบรับเสียงดัง
“ดี! ไม่ต้องพาใครไปเสี่ยงเพิ่ม มีแค่เจ้าและข้า พวกเราจะออกเดินทางกันตั้งแต่พรุ่งนี้ ยิ่งเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี เตรียมแจกันเล็กๆ ไว้ให้ข้าด้วย ข้าต้องการภาชนะสำหรับสิงสู่ แล้วจงพกมันติดตัวเอาไว้ตลอดเวลา เมื่อใดก็ตามที่เจ้าสามารถเข้าไปในรั้วตระกูลหวงหลงได้แล้ว จงทำลายมันเสีย เมื่อถึงตอนนั้นข้าจะออกมาจัดการพวกมันให้สิ้น!”
ชายชุดขาวบอกเล่าแผนการทั้งหมด ไม่มีอะไรซับซ้อน เพียงเข้าหาตระกูลหวงหลงตรงๆ แล้วทำลายมันจากภายในด้วยกำลัง
คาลอสอึ้งไปเล็กน้อยกับสิ่งที่ได้ฟัง แผนการของอีกฝ่ายนั้นง่ายดายอย่างยิ่ง ตัวเขาเพียงแค่ต้องทำอย่างไรก็ได้ให้วัตถุอันเป็นที่สิงสถิตของวิญญาณท่านบรรพบุรุษเข้าไปอยู่ภายในคฤหาสน์ตระกูลหวงหลงให้ได้
หลังจากนั้นเขาก็แค่หาพื้นที่ปลอดภัยเตรียมหลบฉากออกมา หน้าที่ที่เหลือจะเป็นของวิญญาณบรรพบุรุษที่จะสวมร่างกายแล้วเข้าจัดการกับสมาชิกตระกูลหวงหลงด้วยตัวเองทั้งหมด
สิ่งที่บรรพบุรุษกำชับมามีเพียงแจกันที่เขาเลือกมาจะต้องขนาดกะทัดรัดพกพาสะดวก ไม่แข็งหรือเปราะบางจนเกินไป อย่างน้อยก็ไม่ใช่ของที่จะแตกหักเสียหายระหว่างทาง แต่ก็ต้องไม่แข็งแรงจนยากจะทำลายทิ้ง
“ต้องขอบคุณคัมภีร์เผาโลหิตที่เจ้านำกลับมาด้วย มันเพิ่มประสิทธิภาพของแผนการนี้ได้อย่างมาก และร่นระยะเวลาการบุกตระกูลหวงหลงลงไปมาก ไม่เช่นนั้นอาจต้องรอจนกว่าข้าจะข้ามผ่านไปสู่อีโวลระดับหนึ่งจึงจะกล้าเดินทางตามแผน” จินกล่าวชมเชยคาลอส
“เพียงบังเอิญได้รับมาเท่านั้น...” คาลอสกล่าวตอบรับกลับไปอย่างอ่อนน้อม และภายในหัวยังคงไม่หยุดคิดทบทวนแผนการต่างๆ “แผนการนี้ถือว่าใช้ได้ แต่หากอีโวลของตระกูลหวงหลงยังคงมีชีวิตอยู่จริงๆ เล่า ท่านบรรพบุรุษจะทำเช่นไร?”
จินเหลือบตามองชายหนุ่มตรงหน้าเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับไป “ถึงตระกูลหวงหลงยังคงมีอีโวลอยู่จริง แต่ไม่มีทางจะเป็นอีโวลที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไม่เช่นนั้นคงเปิดเผยตัวออกมากำราบกองกำลังต่างๆ ที่คอยกดดันตระกูลของมันในช่วงที่ผ่านมาไปแล้ว คงไม่ปล่อยให้ตระกูลตนเองตกต่ำถึงเพียงนี้”
“ข้าคิดว่าหากไม่ใช่อีกฝ่ายติดธุระสำคัญบางอย่าง หรืออยู่ในพื้นที่ห่างไกลยากจะกลับมาจัดการสะสางเรื่องราว เช่นนั้นก็ต้องบาดเจ็บหนักตามข่าวลือ ไม่มีทางที่อีโวลในสภาพสมบูรณ์จะอดทนให้ผู้อื่นมาเหยียบย่ำตระกูลของตนเองเช่นนี้ ฉะนั้นข้ามั่นใจว่าแค่วิชาเผาโลหิตก็สามารถรับมือตระกูลหวงหลงได้ แต่เพื่อความปลอดภัย เจ้าจงหลบหนีออกไปให้ไกลที่สุดเมื่อเห็นอีโวลของอีกฝ่ายปรากฏตัวออกมา นั่นจะเป็นสิ่งที่รับประกันความปลอดภัยของเจ้าได้ดีที่สุด”
“ครั้งนี้ข้าพร้อมจะแลกเลือดกับพวกมันอยู่แล้ว กายเนื้อที่ข้ามีเป็นเพียงของชั่วคราว อย่างไรก็ต้องสละมันทิ้งไป เช่นนั้นไม่จำเป็นต้องใส่ใจเรื่องของข้า จงพาตัวเองออกไปจากการต่อสู้ก็พอ” จินอธิบายสิ่งที่ทำให้ตนเองมั่นใจออกมา น้ำเสียงราบเรียบไม่มีขาดตอนแม้แต่น้อย
“ขอรับท่านบรรพบุรุษ” คาลอสประสานมือให้ชายที่อยู่เบื้องหน้า ในเมื่ออีกฝ่ายมีวิธีรับมืออยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องกังวลอะไร
ทั้งคู่พูดคุยกันต่ออีกเล็กน้อยก่อนจินจะปล่อยคาลอสไปพักผ่อน จะได้เตรียมตัวเดินทางพรุ่งนี้ได้ทันที
ชายหนุ่มหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่ด้วยการอำนวยพรจากบรรพบุรุษ ร่างกายที่แสนกระปรี้กระเปร่าก็ตื่นตัวเต็มที่ตั้งแต่เช้าตรู่ ลุกขึ้นมาจัดข้าวจัดของ ทั้งยังหาแจกันใบเล็กๆ ที่เนื้อค่อนข้างหนาวางทิ้งไว้บนโต๊ะตามคำสั่งของบรรพบุรุษ จะได้เป็นที่รู้กันว่าของชิ้นใดที่คาลอสเลือกนำติดตัวไปในการเดินทางครั้งนี้ด้วย
หลังจากใช้เวลาช่วงเช้าไปกับการเตรียมอุปกรณ์สัมภาระ คาลอสก็ไปพบมาคัสที่ห้องทำงานส่วนตัว เพื่อแจ้งภารกิจด่วนที่ตนต้องทำ
ตอนแรกที่มาคัสได้ยินก็ประหลาดใจไม่น้อย ดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะเร่งด่วนมากทีเดียว อีกฝ่ายเตรียมพร้อมออกเดินทางก่อนที่จะมาแจ้งตนด้วยซ้ำ แต่ในเมื่อมันเป็นความต้องการของบรรพบุรุษ หัวหน้าตระกูลอย่างมาคัสก็ทำได้เพียงสนับสนุนอย่างเต็มที่
ในช่วงที่ผ่านมาตระกูลพีไรซ์เติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ เส้นสาย อำนาจ และช่องทางต่างๆ ก็มีมากขึ้น อยากจะออกเดินทางไปยังเมืองขนาดใหญ่ในทันทีก็ไม่ใช่เรื่องลำบากแต่ประการใด ฉะนั้นมาคัสจึงไม่ได้กังวลในเรื่องนี้ เพียงแต่ตกใจเล็กน้อยที่รู้ว่าบรรพบุรุษพร้อมจะจัดการตระกูลหวงหลงซึ่งเป็นหอกข้างแคร่ของตระกูลพีไรซ์มาช้านาน
หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน นั่นหมายความว่าศัตรูที่คอยกวนใจมาคัสจะหายไปอีกหนึ่ง
มาคัสมอบเสื้อคลุมเคลื่อนคล้อยดาราให้คาลอสอีกครั้ง ของวิเศษชิ้นนี้ช่วยเพิ่มความคล่องตัวได้มาก ซึ่งตามแผนการ สิ่งที่คาลอสต้องให้ความสนใจคือหลบหนีออกจากจุดต่อสู้ให้ได้ไกลที่สุด ฉะนั้นการที่มาคัสให้คาลอสยืมเสื้อคลุมจึงจำเป็นมากทีเดียว
คาลอสกล่าวขอบคุณหัวหน้าตระกูลก่อนจะออกไปเตรียมตัว ส่วนมาคัสก็ประสานงานหาขบวนรถที่มุ่งหน้าตรงไปยังเมืองขนาดใหญ่ C-04 ให้กับคาลอสด้วยตนเอง
ขณะเดียวกัน วิญญาณโปร่งแสงก็ลอยมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องนอนของคาลอสก่อนจะถือวิสาสะทะลุผ่านเข้าไป
มือเรียวยาวโปร่งแสงคว้าจับไปกลางอากาศ หยิบแผ่นยันต์สีขาวออกมาจากช่องเก็บของที่ไม่มีใครมองเห็นนอกจากตนเอง สายตาจับจ้องมองไปที่ขวดแจกันขนาดเท่าฝ่ามือซึ่งคาลอสวางเตรียมเอาไว้บนโต๊ะ
ฟู่!
สะเก็ดไฟสีส้มติดขึ้นที่มุมหนึ่งของยันต์ และค่อยๆ ลามไปจนทั่วแผ่นยันต์สีขาว รัศมีพลังที่ออกมาจากตัวยันต์ตรึงร่างวิญญาณจินไว้ให้อยู่กับที่
มันคือยันต์วิญญาณสถิตที่จินได้มาเมื่อหลายเดือนก่อน เพียงแต่ไม่มีโอกาสเหมาะสมให้ใช้ได้สักที เพิ่งจะมีโอกาสหยิบมาใช้ก็ตอนนี้
จินตั้งเป้าหมายของยันต์มาที่ตัวเอง เชื่อมโยงลงไปยังวัตถุเป้าหมายนั่นคือแจกันสีขาวใบน้อยที่อยู่เบื้องหน้า
ทันทีที่ยันต์แสดงผล พลังงานบางอย่างก็ตรึงร่างของจินเอาไว้แน่น ไม่สามารถแม้แต่จะกระดิกนิ้ว รัศมีพลังจากยันต์เริ่มบีบร่างวิญญาณโปร่งแสงให้กลายเป็นมวลพลังงานขนาดเล็กและฉุดลากเข้าไปในแจกันใบน้อย
แม้จะอึดอัด แต่จินไม่ได้ต่อต้านกระบวนการทั้งหมดแต่อย่างใด ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากความตั้งใจของเขาเอง ยันต์ก็เป็นยันต์ที่ได้มาจากระบบ ซึ่งเป็นทักษะพิเศษของเขาเอง สามารถเชื่อถือมันได้ไม่มีอะไรให้กังวล
ไม่นานมวลพลังงานวิญญาณทั้งหมดของจินก็ถูกยัดเข้าไปอยู่ภายในแจกัน กลายเป็นวิญญาณที่สิงสถิตอยู่ในสิ่งของ
วิญญาณบรรพบุรุษแอบเสียใจเล็กน้อยที่ตนบอกให้อีกฝ่ายหาวัตถุขนาดเล็กมา เพราะตอนนี้ร่างทั้งร่างของเขาแทบจะถูกม้วนจนเป็นก้อนเล็กๆ ยัดอยู่ในทุกอณูของแจกัน ซึ่งมันน่าอึดอัดอย่างยิ่ง แทบจะขยับตัวไม่ได้ เขายังสงสัยตนเองอยู่เลยว่าตอนที่ไปถึงคฤหาสน์ตระกูลหวงหลงจริงๆ เขาจะขยับตัวเอื้อมหยิบกายเทียมออกมาจากคลังของระบบได้ทันเวลาหรือไม่
วิญญาณบรรพบุรุษตระกูลพีไรซ์พยายามทดลองขยับตัวอยู่ในพื้นที่เล็กๆ ตลอดเวลา สร้างความเคยชินให้กับตนเอง รวมถึงหามุมที่ตัวเขาจะขดร่างอยู่ได้สบายที่สุดด้วย
ไม่นาน คาลอสก็พร้อมออกเดินทาง สะพายสัมภาระทั้งหมดไปกับตัว และสุดท้ายไม่ลืมคว้าแจกันมาบรรจุใส่กล่อง ด้านในบุด้วยผ้ากำมะหยี่ ป้องกันแรงกระแทกขณะเดินทาง
ขบวนรถเตรียมพร้อมอยู่แล้วก็ออกเดินทางทันทีที่คาลอสมาถึง นี่จะเป็นขบวนรถที่เดินหน้าไปสู่เมืองขนาดใหญ่โดยตรง ไม่มีแวะผ่านเมืองไหนทั้งสิ้น
การค้าของตระกูลพีไรซ์ในช่วงนี้เจริญเติบโตขึ้นมาก การจะหาขบวนรถส่วนตัวไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพียงเอ่ยปากไม่กี่คำ กองกำลังอื่นๆ ก็พร้อมอำนวยความสะดวก ซึ่งการจัดหาขบวนรถครั้งนี้ก็ต้องขอบคุณสมาคมการค้าเจ้าเก่าที่มีมิตรไมตรีต่อกันมาช้านาน แม้จะเป็นการร้องขออย่างกะทันหัน แต่อีกฝ่ายก็พร้อมจัดหามาบริการได้ทันที
ขบวนรถเดินทางออกจากเมืองปากัสไปตั้งแต่เที่ยง ทุกอย่างราบรื่นไปหมด
มาคัสจ้องมองคาลอสที่เดินทางออกไปจากเมือง... จริงๆ แล้วเขาควรจะดีใจกับภารกิจครั้งนี้ เพราะมันจะช่วยให้ตระกูลพีไรซ์หายใจได้สะดวกขึ้น ไม่ต้องมัวมาระแวงกับเรื่องไม่เป็นเรื่องอีกต่อไป
แต่นั่นเท่ากับว่ายามนี้ตระกูลพีไรซ์ไม่มีบรรพบุรุษคอยคุ้มครองอีกต่อไป...
ทำไมก็ไม่รู้ แต่หัวหน้าตระกูลอย่างมาคัสอดรู้สึกหวั่นใจเล็กๆ ไม่ได้
ชายผมสีดอกเลาหยุดยืนอยู่หน้าเรือนหลัก ส่ายศีรษะเล็กน้อยก่อนจะเดินกลับห้องทำงานของตนเอง... บางทีเขาคงจะคิดมากจนเกินไป
…
ขบวนรถเดินทางผ่านพื้นที่รกร้างมานานกว่าเจ็ดวัน มีหยุดพักแรมยามกลางคืนบ้างเป็นบางครั้ง แต่พื้นที่บางแห่งก็ไม่เหมาะที่จะหยุดพัก ผู้คนในขบวนจึงต้องสลับกันดูทางและควบคุมสัตว์อสูร
คาลอสที่เป็นผู้นำในการเดินทางก็ไม่ได้พักผ่อนมากนัก ระหว่างทางมีสัตว์อสูรแวะเวียนเข้ามาประปราย โชคดีที่พวกมันไม่ได้แข็งแกร่งอะไร คาลอสจึงไล่มันออกไปให้พ้นทางได้ไม่ยาก
ในที่สุด ขบวนเดินทางก็มาถึงเมืองขนาดใหญ่ C-04 ในรุ่งเช้าของการเดินทางวันที่แปด
ชายหนุ่มชะโงกหน้าออกจากหน้าต่างด้านข้าง หรี่ตาสู้แสงอาทิตย์ มองตรงไปเบื้องหน้า
กำแพงเมืองที่สร้างจากหินขนาดใหญ่ไม่ทราบชนิดเรียงต่อกัน มันดูมั่นคงแข็งแรงและสูงสง่า ผิดกับกำแพงที่ก่อขึ้นจากปูนธรรมดาๆ ของเมืองปากัสลิบลับ กำแพงที่อยู่ตรงหน้าคาลอสยามนี้สูงกว่าสิบเมตร ดูทนทานเหมาะสมกับการเป็นเมืองขนาดใหญ่อย่างยิ่ง
คาลอสชื่นชมความงามของกำแพงเมืองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหดหัวกลับไป รอคอยขบวนเดินทางให้เคลื่อนไปถึงหน้าประตูเมือง